จดทะเบียนบริษัท

BOI(Board of Investment タイ投資委員会事務局)
サポート体制

BOI ย่อมาจาก Board of Investment หรือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เป็นหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย ทั้งจากนักลงทุนชาวไทยและต่างชาติ โดยมุ่งหวังที่จะดึงดูดการลงทุน เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน สามารถตรวจสอบ สิทธิประโยชน์ BOI เพื่อส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้เห็นผระโยชน์ที่จะได้รับหากสมัครเข้าโครงการ BOI หน้าที่หลักของ BOI คืออะไร ส่งเสริมการลงทุน: BOI ให้บริการข้อมูล สนับสนุน และอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน รวมถึงให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบ และนโยบายการลงทุน มอบสิทธิประโยชน์: BOI เสนอสิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่นักลงทุน เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล การลดหย่อนภาษี อากรขาเข้า และสิทธิพิเศษอื่นๆ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: BOI พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น นิคมอุตสาหกรรม เขตเศรษฐกิจพิเศษ และเขตพัฒนาพิเศษ เพื่อรองรับการลงทุน ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา: BOI สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คุณสมบัติของนักลงทุนที่ขอรับการส่งเสริมจาก BOI จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ไม่เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากการประกอบธุรกิจ ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มาก่อน และไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิประโยชน์จาก BOI ประเภทของกิจการที่ BOI ส่งเสริม 1. เกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร กิจการปลูกไม้เศรษฐกิจ เช่น ไม้ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กิจการปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยเคมี กิจการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เช่น ผลไม้ สัตว์น้ำ กิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรมสมัยใหม่ เช่น การเกษตรอัจฉริยะ การเกษตรอินทรีย์ 2. แร่ เซรามิกส์ และโลหะขั้นพื้นฐาน กิจการเหมืองแร่ เช่น แร่เหล็ก ถ่านหิน กิจการผลิตโลหะขั้นพื้นฐาน เช่น เหล็กกล้า อะลูมิเนียม กิจการผลิตเซรามิกส์และวัสดุก่อสร้าง เช่น กระเบื้อง ดินเผา 3. อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า กิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรพิมพ์ กิจการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ กิจการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ เช่น […]

タイでの会社登記方法

ประเทศไทยมีศักยภาพในการประกอบธุรกิจสูง ดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก ด้วยเศรษฐกิจที่มั่นคง โครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนา และแรงงานที่มีทักษะ ประกอบกับรัฐบาลไทยมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน จึงทำให้มีชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่สนใจจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม กฎหมายไทยกำหนดให้ชาวต่างชาติมีข้อจำกัดในการถือหุ้นบริษัทบางประเภท บทความนี้จึงจะมาแนะนำขั้นตอนและ วิธีจดบริษัท สำหรับชาวต่างชาติ รวมไปถึงข้อควรระวังและคำแนะนำเพิ่มเติม 1. เลือกประเภทบริษัทที่ต้องการจดทะเบียนบริษัท บริษัทที่คนไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 51% บริษัทจำกัด เป็นรูปแบบวิธีจดบริษัทที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับนักลงทุนชาวต่างชาติ ผู้ก่อการและผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 3 คน โดยชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% มีภาระรับผิดชอบของผู้ถือหุ้นจำกัดตามจำนวนหุ้นที่ถือ เหมาะสำหรับธุรกิจทั่วไป ห้างหุ้นส่วนจำกัด ผู้ก่อการและผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 2 คน แบ่งเป็นหุ้นส่วนจำกัดและหุ้นส่วนไม่จำกัด หุ้นส่วนจำกัดไม่ต้องรับผิดชอบต่อหนี้สินของห้างหุ้นส่วนเกินกว่าจำนวนหุ้นที่ถือหุ้นส่วนไม่จำกัดรับผิดชอบต่อหนี้สินของห้างหุ้นส่วนไม่จำกัด เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก จดทะเบียนง่ายกว่าบริษัทจำกัด บริษัทที่ชาวต่างชาติถือหุ้น 100% หรือเกิน 50% บริษัทจำกัด โดยต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (FBL) ประกอบธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หรือ ประกอบธุรกิจในกิจการที่กำหนดในกฎหมายประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ ต้องการลงทุนในประเทศไทยระยะยาว 2. ตรวจสอบคุณสมบัติของชาวต่างชาติที่ต้องการจดทะเบียนบริษัท ชาวต่างชาติที่ต้องการจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ มีหนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุ มีใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย (กรณีพำนักอาศัยในประเทศไทย) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่เคยถูกดำเนินคดีอาญาในประเทศไทยหรือประเทศอื่น 3. ขั้นตอนการ วิธีจดบริษัท จองชื่อบริษัท: ก่อนจดทะเบียน ผู้ก่อการจะต้องจองชื่อบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สามารถจองชื่อบริษัทได้ทางออนไลน์หรือที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด เตรียมเอกสาร: เอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนมีดังนี้ แบบคำขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด ข้อบังคับบริษัท รายชื่อผู้ถือหุ้น สำเนาบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางของผู้ก่อการและผู้ถือหุ้นทุกคน เอกสารแสดงการชำระค่าหุ้น หนังสือสัญญาตั้งกรรมการ หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ประกอบธุรกิจ ยื่นขอจดทะเบียน: ผู้ก่อการสามารถยื่นขอจดทะเบียนได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ชำระค่าธรรมเนียม: ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนบริษัทจำกัดมีดังนี้ ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน 5,000 บาท ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนตราสำคัญ (กรณีต้องการจดทะเบียนตรา) 1,000 บาท รับใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน: เมื่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจสอบเอกสารครบถ้วนแล้ว จะออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนให้ ข้อควรระวัง ชาวต่างชาติต้องขอใบอนุญาตทำงานก่อนจึงจะสามารถประกอบธุรกิจในประเทศไทยได้ บริษัทจำกัดที่ผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติต้องมีกรรมการผู้มีอำนาจลงนามแทนบริษัทเป็นคนไทย ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้น 100% หรือเกิน 50% ยกเว้นบางประเภทของธุรกิจ บริษัทต้องทำบัญชีและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล คำแนะนำ แนะนำให้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องก่อนจดทะเบียนบริษัท ปรึกษาทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม เลือกใช้บริการจากบริษัทรับจดทะเบียนเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว เริ่มต้นธุรกิจของคุณได้ง่ายๆ กับ FDI Accounting & Advisory FDI Accounting & […]

有限会社のための5つの財務管理戦略

การบริหารการเงินที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความสำเร็จของ บริษัทจำกัด  การวางแผนและจัดการเงินทุนอย่างชาญฉลาดจะช่วยให้บริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ รักษาเสถียรภาพทางการเงิน และเติบโตอย่างยั่งยืน บทความนี้จะนำเสนอ 5 กลยุทธ์การบริหารการเงินที่สำคัญสำหรับบริษัทจำกัด 1. จัดทำแผนการเงินและติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ขั้นตอนแรกในการบริหารการเงินที่มีประสิทธิภาพคือการจัดทำงบประมาณ งบประมาณควรระบุรายได้และค่าใช้จ่ายที่คาดหวังทั้งหมด ช่วยให้บริษัทสามารถติดตามผลการดำเนินงาน  ระบุจุดอ่อน และตัดสินใจทางการเงินได้อย่างชาญฉลาด บริษัทจำกัด ควรติดตามผลการดำเนินงานทางการเงินเป็นประจำ  เปรียบเทียบผลลัพธ์ที่แท้จริงกับงบประมาณ  และปรับเปลี่ยนแผนการเงินตามความจำเป็น  การติดตามผลอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้บริษัทสามารถระบุปัญหาได้อย่างรวดเร็วและแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป สามารถศึกษาเรื่องงบการเงินได้ที่บทความ งบการเงิน คือ อะไร? มาทำความเข้าใจกัน 2. บริหารจัดการเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทจำกัด มีแหล่งเงินทุนหลายประเภท  เช่น เงินทุนจากผู้ถือหุ้น  เงินกู้  และกำไรจากการดำเนินงาน  การจัดการเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้บริษัทใช้เงินทุนอย่างคุ้มค่า  ลดต้นทุน  และเพิ่มผลตอบแทน  ตัวอย่างกลยุทธ์การจัดการเงินทุน เช่น การใช้เงินทุนหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ: เงินทุนหมุนเวียน หมายถึง เงินสด ลูกหนี้ และสินค้าคงคลัง การบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้บริษัทมีเงินทุนเพียงพอสำหรับการดำเนินงานประจำวัน ตัวอย่างกลยุทธ์ ได้แก่ การเร่งเก็บหนี้ ลดสินค้าคงคลัง และบริหารสต็อกสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ การระดมทุนอย่างชาญฉลาด: เมื่อบริษัทต้องการเงินทุนเพิ่มเติม ควรพิจารณาแหล่งเงินทุนที่หลากหลาย เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย เงื่อนไข และต้นทุน ก่อนตัดสินใจ แหล่งเงินทุนที่เป็นไปได้ ได้แก่ เงินกู้จากธนาคาร ตราสารหนี้ และการระดมทุนจากนักลงทุน การลงทุนอย่างชาญฉลาด: บริษัทจำกัดอาจลงทุนเงินทุนส่วนเกินเพื่อสร้างผลตอบแทน การลงทุนควรสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงิน ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และขอบเขตความรู้ของบริษัท 3. จัดการความเสี่ยงทางการเงิน ความเสี่ยงทางการเงินคือเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลกำไรหรือสถานะทางการเงินของบริษัทจำกัด บริษัทจำกัดควรระบุ ประเมิน และจัดการความเสี่ยงทางการเงินทั้งหมด ความเสี่ยงทางการเงินทั่วไป ได้แก่ ความเสี่ยงด้านเครดิต  ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย  ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และความเสี่ยงด้านสินค้าโภคภัณฑ์  บริษัทจำกัดสามารถจัดการความเสี่ยงทางการเงินได้หลายวิธี เช่น การทำประกันภัย การกระจายความเสี่ยง และการป้องกันความเสี่ยง 4. บริหารจัดการต้นทุน ต้นทุนมีผลกระทบต่อผลกำไรของบริษัท การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้บริษัทเพิ่มผลกำไร ตัวอย่างกลยุทธ์การบริหารจัดการต้นทุน เช่น การวิเคราะห์ต้นทุน: บริษัทควรวิเคราะห์ต้นทุนอย่างละเอียด เพื่อระบุจุดอ่อนและโอกาสในการลดต้นทุน การควบคุมค่าใช้จ่าย: บริษัทควรควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเคร่งครัด โดยกำหนดข้อจำกัดการใช้จ่าย ติดตามค่าใช้จ่าย และเจรจาต่อรองราคาสินค้าและบริการ การปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน: บริษัทควรปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อลดการสูญเสีย เพิ่มผลผลิต และลดต้นทุน 5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน การบริหารการเงินอาจเป็นเรื่องซับซ้อน บริษัทจำกัดควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเพื่อขอคำแนะนำและความช่วยเหลือ […]

会社登記後の税金支払い

การ จดทะเบียนบริษัท เป็นการยกระดับธุรกิจจากบุคคลธรรมดา สู่การเป็นนิติบุคคล สร้างความน่าเชื่อถือ ช่วยขยายโอกาสทางธุรกิจ และยังมีสิทธิประโยชน์ทางภาษี อย่างไรก็ตาม บริษัทที่จดทะเบียนแล้ว จะต้องมีหน้าที่เสียภาษีที่แตกต่างจากบุคคลธรรมดา บทความนี้ จะมาอธิบายประเภทของภาษีที่บริษัทต้องเสีย ขั้นตอนการยื่นภาษี และ สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับภาษีสำหรับบริษัท ประเภทของภาษีที่บริษัทต้องเสีย บริษัทที่จดทะเบียนบริษัทแล้ว จะต้องเสียภาษีหลักๆ ดังต่อไปนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้าและบริการทั่วไป โดยทั่วไป อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 7% แต่มีสินค้าและบริการบางประเภทที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 0% บริษัทที่มียอดขายสินค้าและบริการต่อปีเกิน 1.8 ล้านบาท จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และ ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม และ ชำระภาษีเป็นประจำ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากกำไรสุทธิของบริษัท โดยคำนวณจากรายได้หักด้วยค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและชอบธรรมตามกฎหมาย อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในปัจจุบัน อยู่ที่ 20% ของกำไรสุทธิ ซึ่งภาษีเงินได้นิติบุคคลจะเก็บจากกำไรสุทธิของบริษัท อัตราภาษีขึ้นอยู่กับรายได้ ไม่เกิน 300,000 บาท: ยกเว้น เกิน 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท: 15% เกิน 3,000,000 บาทขึ้นไป: 20% ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้บางประเภทที่บริษัทจ่ายให้กับบุคคลอื่น เช่น เงินเดือน ค่าเช่า ดอกเบี้ย ค่าบริการ ฯลฯ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของรายได้ ภาษีทรัพย์สิน เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่บริษัทเป็นเจ้าของ อัตราภาษีทรัพย์สินขึ้นอยู่กับประเภทของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มูลค่าประเมิน และ พื้นที่ตั้ง ภาษีป้ายโฆษณา เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากป้ายโฆษณาที่บริษัทติดตั้งหรือแสดง อัตราภาษีป้ายโฆษณาขึ้นอยู่กับขนาด ประเภท และ พื้นที่ตั้งของป้ายโฆษณา ขั้นตอนการยื่นภาษี บริษัทที่จดทะเบียนบริษัทแล้ว จะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี และ ชำระภาษีตามประเภทของภาษี ดังนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม: บริษัทที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม และ ชำระภาษีเป็นรายเดือน หรือ รายไตรมาส ขึ้นอยู่กับยอดขาย ภาษีเงินได้นิติบุคคล: บริษัทต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล และ ชำระภาษี 2 ครั้งต่อปี คือ […]

BOI投資促進・政府の特典

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคทองของการลงทุน ด้วยเศรษฐกิจที่มั่นคง โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย และแรงงานที่มีทักษะ ประกอบกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ดึงดูดใจจากภาครัฐ  โดยเฉพาะจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) องค์กรหลักที่มุ่งมั่นสนับสนุนนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติ คู่มือฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางสำหรับนักลงทุนที่ต้องการปลดล็อกศักยภาพธุรกิจในประเทศไทย โดยรวบรวมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ BOI สิทธิประโยชน์ต่างๆ ขั้นตอนการสมัคร  และข้อมูลอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ ทำไมต้องลงทุนกับ BOI ประเทศไทย 1. นโยบายการส่งเสริมการลงทุนที่เอื้ออำนวย BOI มุ่งมั่นสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุน ที่เอื้ออำนวย สนับสนุนนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่หลากหลาย ครอบคลุมประเภทธุรกิจ ที่หลากหลาย มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างงาน กระจายรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย 2. สิทธิประโยชน์ที่หลากหลาย BOIเสนอสิทธิประโยชน์มากมายแก่นักลงทุน เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อนุญาตให้นำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบโดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร และสิทธิในการจ้างแรงงานต่างด้าว สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ เจาะลึก สิทธิประโยชน์BOIเพื่อส่งเสริมการลงทุน ! 3. ศักยภาพทางธุรกิจ ประเทศไทยมีศักยภาพทางธุรกิจ ที่สูง ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย ตลาดแรงงานที่มีทักษะ ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ นโยบายเศรษฐกิจที่มั่นคง และทำเลที่ตั้งเชิงกลยุทธ์ เชื่อมต่อตลาดสำคัญ ทั่วโลก 4. โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย ประเทศไทยมีระบบขนส่งที่สะดวก โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่พัฒนา และระบบสาธารณูปโภคที่ครบครัน 5. แรงงานที่มีทักษะ ประเทศไทยมีแรงงานที่มีทักษะและทุ่มเท พร้อมที่จะรองรับความต้องการของนักลงทุน 6. การสนับสนุนที่ครอบคลุม BOIมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษา แนะนำ และสนับสนุนนักลงทุนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การศึกษาข้อมูล การเตรียมเอกสาร การขอรับใบอนุญาต ไปจนถึงการดำเนินธุรกิจ ช่วยให้นักลงทุนมั่นใจ ไร้กังวล ประเภทธุรกิจที่ BOI ส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แบ่งประเภทธุรกิจที่ส่งเสริมการลงทุนออกเป็น 12 กลุ่ม ดังนี้ เกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร เช่น กิจการปลูกไม้เศรษฐกิจ (ยกเว้นยูคาลิปตัส), กิจการปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยเคมี, กิจการด้านการเกษตรกรรมต่าง ๆ แร่ เซรามิกส์ และโลหะขั้นพื้นฐาน เช่น กิจการเหมืองแร่ ตัดและผลิตโลหะ, กิจการผลิตแก้วและเซรามิคส์ อุตสาหกรรมเบา เช่น กิจการสิ่งทอ, กิจการผลิตหนังและผลิตภัณฑ์จากหนัง, กิจการผลิตกระดาษและผลิตภัณฑ์จากกระดาษ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง เช่น กิจการผลิตรถยนต์และส่วนประกอบ, กิจการต่อเรือ, […]

会社設立前に知っておきたいこと『登録資本金とは??』

การจดทะเบียนบริษัท เป็นก้าวสำคัญสำหรับธุรกิจ หลายคนอาจสงสัยว่าควรจดทะเบียนด้วยทุนจดทะเบียนเท่าไหร่ วันนี้ FDI Accounting and Advisory จะมาคลายข้อสงสัย ทำความเข้าใจบทบาท หน้าที่ และความสำคัญ พร้อมทั้งแนะนำวิธีการจดทะเบียนและจัดการ ทุนจดทะเบียน อย่างมีประสิทธิภาพ ทุนจดทะเบียน คือ จำนวนเงินทุนที่ผู้ก่อการบริษัทตกลงกันว่าจะนำมาใช้ในการเริ่มต้นธุรกิจ โดยแสดงเป็นจำนวนเงินที่ระบุไว้ในหนังสือบริคณฑ์สนธิ และหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท ซึ่งจะปรากฏต่อสาธารณชน โดยจะต้องแจ้งจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เงินทุนจำนวนนี้เปรียบเสมือนเงินทุนสำรองที่บริษัทสามารถนำไปใช้ในการดำเนินงาน ลงทุน ขยายกิจการ หรือชำระหนี้สิน กฎหมายกำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำไว้เท่าไหร่? บริษัทจำกัด : ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 10 บาท โดยหุ้นสามัญต้องมีมูลค่า ไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 5 บาท และ ต้องมีผู้ถือหุ้น ไม่ต่ำกว่า 2 คน ห้างหุ้นส่วนจำกัด : ทุนจดทะเบียนไม่มีขั้นต่ำ แต่ต้องมีหุ้นส่วน ไม่ต่ำกว่า 2 คน ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล : ทุนจดทะเบียนไม่มีขั้นต่ำ แต่ต้องมีหุ้นส่วน ไม่ต่ำกว่า 2 คน บริษัทมหาชนจำกัด : ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 5 ล้านบาท หุ้นสามัญต้องมีมูลค่า ไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 10 บาท  และต้องมีผู้ถือหุ้น ไม่ต่ำกว่า 15 คน ความสำคัญของ ทุนจดทะเบียน แสดงถึงขนาดและความมั่นคงทางการเงินของธุรกิจ : ทุนจดทะเบียนสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ และความน่าเชื่อถือของธุรกิจ ยิ่งมีทุนจดทะเบียนสูง ย่อมสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า คู่ค้า และนักลงทุน กำหนดขอบเขตความรับผิดชอบของผู้ถือหุ้น : ในกรณีที่บริษัทมีหนี้สิน ผู้ถือหุ้นจะรับผิดชอบชดใช้หนี้สิน แต่ไม่เกินจำนวนเงินที่ตนได้ลงทุนในบริษัท ใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อจากธนาคาร : ธนาคารมักพิจารณาทุนจดทะเบียน ประกอบกับปัจจัยอื่นๆ ในการพิจารณาสินเชื่อ ใช้ในการจองซื้อทรัพย์สิน : บริษัทสามารถใช้ทุนจดทะเบียน ในการจองซื้อทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการกำหนดจำนวนเงินทุนจดทะเบียน ประเภทธุรกิจ ธุรกิจขนาดเล็กอาจต้องการเงินทุนจดทะเบียนเพียง 15 บาท (ขั้นต่ำตามกฎหมาย) ธุรกิจขนาดกลาง อาจต้องการเงินทุนจดทะเบียน 100,000 – 1,000,000 บาท ธุรกิจขนาดใหญ่ อาจต้องการเงินทุนจดทะเบียนมากกว่า […]

「パートナーシップの会社」でよくある5つのトラブル

การ จดห้างหุ้นส่วน เป็นรูปแบบธุรกิจที่ได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการมือใหม่ เนื่องด้วยขั้นตอนการจดทะเบียนที่ไม่ยุ่งยาก ภาษีที่จ่ายไม่สูง และความคล่องตัวในการบริหารจัดการ อย่างไรก็ตาม การจดห้างหุ้นส่วนก็มีปัญหาที่พบบ่อยหลายประการ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจในอนาคต บทความนี้จึงขอนำเสนอ 5 ปัญหาพบบ่อย “การ จดห้างหุ้นส่วน” พร้อมวิธีแก้ไข เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ 1. เลือกประเภทห้างหุ้นส่วนไม่เหมาะสม ห้างหุ้นส่วนในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้ ห้างหุ้นส่วนสามัญ (Ordinary Partnership) ลักษณะ: หุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดชอบต่อหนี้สินของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวนเงิน การจดทะเบียน: ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน แต่การจดทะเบียนจะทำให้ห้างหุ้นส่วนมีสภาพเป็นนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียนเรียกว่า “ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล” (หสน.) ตัวอย่าง: ร้านขายของชำ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnership) ลักษณะ: แบ่งเป็น 2 ประเภท หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด: รับผิดต่อหนี้สินของห้างหุ้นส่วนไม่เกินจำนวนเงินที่ตนลงทุน หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด: รับผิดต่อหนี้สินของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวนเงิน ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องมีหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดอย่างน้อย 1 คน การจดทะเบียน: จำเป็นต้องจดทะเบียน ตัวอย่าง: บริษัทรับเหมาก่อสร้าง บริษัททัวร์ บริษัทนำเข้าสินค้า แนวทางแก้ไข ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเภทห้างหุ้นส่วนอย่างละเอียด ปรึกษาทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพื่อรับคำแนะนำ พิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น ลักษณะธุรกิจ จำนวนเงินลงทุน ความรับผิด และความยืดหยุ่น 2. ปัญหาเรื่องเงินทุน การ จดห้างหุ้นส่วน มักเผชิญปัญหาเงินทุนในหลายรูปแบบ ปัญหาทั่วไป เงินทุนไม่เพียงพอ : ธุรกิจอาจขาดเงินทุนสำหรับการดำเนินงาน การขยายธุรกิจ หรือการลงทุนในสินทรัพย์ใหม่ การพึ่งพาเงินทุนจากหุ้นส่วน : หุ้นส่วนอาจต้องลงทุนเงินส่วนตัวเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนธุรกิจ ความเสี่ยงด้านเครดิต : ห้างหุ้นส่วนอาจถูกปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ต้นทุนเงินทุนสูง : ห้างหุ้นส่วนอาจต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในอัตราที่สูง สาเหตุ การวางแผนทางการเงินที่ไม่ดี : ห้างหุ้นส่วนอาจไม่มีแผนจัดการเงินทุนที่ชัดเจน การขาดการควบคุมค่าใช้จ่าย : ธุรกิจอาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป กระแสเงินสดไม่เพียงพอ : ธุรกิจอาจมีรายรับไม่เพียงพอ การเติบโตอย่างรวดเร็ว : ธุรกิจอาจเติบโตเร็วเกินกว่าเงินทุนที่มีอยู่ 3. ปัญหาเรื่องความรับผิด หุ้นส่วนทุกคนรับผิดชอบร่วมกันต่อหนี้สินของห้างหุ้นส่วน หมายความว่า หากห้างหุ้นส่วนมีหนี้สิน หุ้นส่วนแต่ละคนจะต้องรับผิดชอบชดใช้หนี้ทั้งหมด วิธีแก้ไข กำหนดบทบาทและหน้าที่ของหุ้นส่วนให้ชัดเจน ทำสัญญาหุ้นส่วนที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทุน การแบ่งปันกำไร และความรับผิดชอบ […]

BOIライセンスのメリット解説

ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค รัฐบาลไทยมุ่งส่งเสริมการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน หนึ่งในกลไกสำคัญคือ “สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)” ที่ได้ปรับปรุงมาตรการและสิทธิประโยชน์ใหม่ล่าสุดสำหรับปี 2567 เพื่อดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ บทความนี้เจาะลึกเนื้อหาสำคัญของ สิทธิประโยชน์ BOI ปี 2567 แบ่งเป็น 4 หัวข้อหลัก 1. เป้าหมายและทิศทางการส่งเสริมการลงทุน มุ่งเน้นการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5 กลุ่ม ได้แก่ อุตสาหกรรม BCG (Bio-Circular-Green Economy) อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC และพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม พัฒนาบุคลากร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่ม ดึงดูดการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ กระตุ้นการจ้างงาน เพิ่มรายได้ และยกระดับเศรษฐกิจไทย มุ่งเน้นการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพสูง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 2. สิทธิประโยชน์ BOI สิทธิประโยชน์ BOI ในด้านภาษี ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สูงสุด 13 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการและเงื่อนไข ลดหย่อนภาษีเงินได้ 50% อีก 5 ปี (เฉพาะเขตส่งเสริมการลงทุน) ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบ ผลิตเพื่อการส่งออก : ยกเว้นทั้งหมด ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ : ลดหย่อนตามเงื่อนไข ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับของที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนา สิทธิประโยชน์ BOI ที่ไม่เกี่ยวกับภาษี อนุญาตต่างชาติถือหุ้น 100% ยกเว้นกิจการตามบัญชีหนึ่งท้ายพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว อนุญาตให้ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน อนุญาตให้ช่างฝีมือ/ผู้ชำนาญการเข้ามาทำงาน สิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น เพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน เพื่อกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค 3. มาตรการพิเศษเพิ่มเติม นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนยังมีมาตรการส่งเสริมอื่นๆที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจมากมาย เช่น มาตรการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน มาตรการรักษาและขยายฐานการผลิตเดิม มาตรการส่งเสริมการย้ายฐานธุรกิจแบบครบวงจร มาตรการกระตุ้นการลงทุนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) มาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษ (EEC) มาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ มาตรการส่งเสริมในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาตรการส่งเสริมเขตพื้นที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ย่านนวัตกรรมการแพทย์ มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคม มาตรการส่งเสริมด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ […]

”リミッテッド・パートナーシップ Limited Partnership” 登録とは?

การเริ่มต้นธุรกิจเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้น แต่การตัดสินใจเลือกประเภทธุรกิจที่เหมาะสมนั้นสำคัญไม่แพ้กัน หนึ่งในรูปแบบธุรกิจที่ได้รับความนิยมคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บทความนี้จะวิเคราะห์ 6 ข้อดี 6 ข้อเสียของการ จดทะเบียน ห้างหุ้นส่วน จำกัด เปรียบเทียบกับรูปแบบธุรกิจอื่นๆ เช่น บุคคลธรรมดา และนิติบุคคล เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจเลือกประเภทธุรกิจที่เหมาะสม จดทะเบียน ห้างหุ้นส่วน จำกัด หมายถึง นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นโดยบุคคล 2 คนขึ้นไป ร่วมลงทุนเพื่อประกอบธุรกิจ โดยมีทุนจดทะเบียนแยกออกจากเงินทุนส่วนตัว หุ้นส่วนแต่ละคนจะรับผิดชอบต่อหนี้สินของห้างหุ้นส่วนจำกัด ในสัดส่วนตามจำนวนเงินทุนที่ลง 6 ข้อดีของการ จดทะเบียน ห้างหุ้นส่วน จำกัด การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) มีข้อดีมากมาย ดังนี้ 1. ความน่าเชื่อถือ การจดทะเบียนทำให้ห้างหุ้นส่วนเป็นนิติบุคคล แยกออกจากตัวบุคคลของหุ้นส่วน ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือต่อลูกค้า คู่ค้า และนักลงทุน ข้อมูลเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจำกัดจะเปิดเผยต่อสาธารณะผ่านกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อมูลและตัดสินใจได้อย่างมั่นใจรวมถึงแสดงถึงความจริงจังและมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ เพิ่มโอกาสในการได้รับงานใหญ่ ๆ จากหน่วยงานภาครัฐหรือบริษัทใหญ่ ๆ ได้อีกด้วย 2. การจำกัดความรับผิดชอบ หุ้นส่วนประเภทนี้รับผิดชอบเฉพาะจำนวนเงินที่ลงทุน ไม่ต้องนำทรัพย์สินส่วนตัวมาชดใช้หนี้สินของห้างหุ้นส่วน แยกแยะทรัพย์สินส่วนตัวออกจากทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วน ปกป้องทรัพย์สินส่วนตัวของหุ้นส่วนในกรณีที่ธุรกิจเกิดปัญหา และลดความเสี่ยงของบุคคลและครอบครัว 3. การระดมทุน รูปแบบห้างหุ้นส่วนจำกัด จะช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมโดยไม่ต้องรับผิดชอบเต็มจำนวน ห้างหุ้นส่วนสามารถออกหุ้นเพิ่มเพื่อระดมทุน หรือหาหุ้นส่วนใหม่เพื่อขยายธุรกิจได้ง่าย สามารถระดมทุนจากนักลงทุนได้ง่ายขึ้นด้วยสถานะนิติบุคคล เป็นการเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจ 4. การบริหารจัดการ หุ้นส่วนสามารถแบ่งงานกันตามความถนัดและความเชี่ยวชาญ ช่วยให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพ การกำหนดแนวทางและกลยุทธ์ของห้างหุ้นส่วนจะพิจารณาจากเสียงส่วนใหญ่ของหุ้นส่วน มีโครงสร้างการบริหารจัดการที่ชัดเจน 5. สิทธิประโยชน์ทางภาษี ห้างหุ้นส่วนเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล แยกออกจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของหุ้นส่วน และเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าการเสียภาษีในรูปแบบบุคคลธรรมดา สามารถวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านภาษี 6. สิทธิประโยชน์อื่นๆ การเข้าร่วมโครงการภาครัฐ ห้างหุ้นส่วนจำกัดมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการสนับสนุนจากภาครัฐได้ง่ายกว่าบุคคลธรรมดา การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนมีความยั่งยืน เนื่องจากสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วน สามารถขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจบางประเภทได้ สามารถฟ้องร้องคดีในนามของ หจก. สามารถขอสินเชื่อจากธนาคารได้ง่ายขึ้น 6 ข้อเสียของการ จดทะเบียน ห้างหุ้นส่วน จำกัด การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) ก็มีข้อเสียเช่นกัน ดังนี้ 1. ขั้นตอนการจดทะเบียน อาจมีขั้นตอนยุ่งยากหากจัดทำด้วยตัวเอง ต้องมีการเตรียมเอกสารและดำเนินการตามกฎหมายหลายขั้นตอน อีกหนึ่งทางเลือกคือ การใช้บริการรับจดทะเบียนบริษัท FDI Accounting & Advisory พร้อมให้คำปรึกษาในทุกขั้นตอนด้วยประสบการณ์กว่า […]

会社登記に関するQ&A

การจดทะเบียนบริษัทเป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการก่อตั้งธุรกิจอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ธุรกิจมีสถานะทางกฎหมายและได้รับการยอมรับจากหน่วยงานต่างๆ วันนี้ทาง FDI A&A ได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัท เพื่อให้ผูประกอบการมือใหม่ทุกท่านได้ไขข้อสงสัยกันค่ะ 1. จดทะเบียนบริษัทดีไหม? การจดทะเบียนบริษัทมีข้อดีหลายประการ เช่น สร้างความน่าเชื่อถือ : บริษัทที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย จะดูมีความน่าเชื่อถือมากกว่าบุคคลธรรมดา เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ : บริษัทสามารถทำธุรกรรมกับหน่วยงานภาครัฐ หรือบริษัทอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น จำกัดความรับผิดชอบ : หนี้สินของบริษัทจะจำกัดอยู่แค่ทุนจดทะเบียน สร้างภาพลักษณ์ที่ดี : บริษัทดูเป็นมืออาชีพ เข้าถึงแหล่งเงินทุน : บริษัทสามารถขอสินเชื่อจากธนาคารได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม การจดทะเบียนบริษัทยังมีข้อเสีย เช่น เสียค่าใช้จ่าย : มีค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียน และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่างๆ เสียเวลา : ขั้นตอนการจดทะเบียนอาจใช้เวลา มีภาระผูกพัน : บริษัทต้องมีการยื่นภาษี และทำบัญชีอย่างถูกต้อง 2. เลือกประเภทของ การจดทะเบียนบริษัท แบบไหนดี? มีรูปแบบบริษัทหลายแบบในประเทศไทย แต่ละแบบมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน ประเภทที่พบบ่อย ได้แก่ บริษัทจำกัด : เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง มีการจำกัดความรับผิดชอบของผู้ถือหุ้น มีสมาชิกตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แบ่งทุนออกเป็นหุ้น บริษัทมหาชนจำกัด : เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ ต้องการระดมทุนจากประชาชนทั่วไป มีสมาชิกตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป แบ่งทุนออกเป็นหุ้น บริษัทจำกัดโดยหุ้นส่วน : เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก เน้นความสัมพันธ์ส่วนตัว สมาชิกไม่เกิน 50 คน บริษัทต่างประเทศจำกัด : เหมาะสำหรับบริษัทต่างประเทศที่ต้องการประกอบธุรกิจในประเทศไทย 3.จำนวนผู้ร่วมลงทุนเหมาะกับประเภทของ การจดทะเบียนบริษัท แบบไหน? บริษัทจำกัด : เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนคนเดียว หรือมีหุ้นส่วนไม่เกิน 50 คน บริษัทมหาชนจำกัด : เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ ต้องการระดมทุนจากประชาชนทั่วไป ห้างหุ้นส่วนจำกัด : เหมาะสำหรับผู้ประกอบการ 2 คนขึ้นไป ต้องการร่วมลงทุนและรับผิดชอบต่อธุรกิจร่วมกัน ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติ : เหมาะสำหรับหุ้นส่วนที่ต้องการความคล่องตัวในการบริหารจัดการ ไม่ต้องจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 4. การจดทะเบียนบริษัท มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง? ตรวจสอบชื่อบริษัท เข้าไปที่เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า https://www.dbd.go.th/ เพื่อสมัครสมาชิก ค้นหาว่าชื่อบริษัทที่ต้องการซ้ำกับบริษัทอื่นหรือไม่ จองชื่อบริษัท โดยสามารถจองได้ […]

1 2 3