外国直接投資(FDI)

เปิดบริษัทแล้วต้องทำบัญชีอะไรบ้าง ? Checklist สำคัญที่เจ้าของธุรกิจมือใหม่ต้องรู้ อัปเดต 2026

 เปิดบริษัทแล้วต้องทำบัญชีอะไรบ้าง ? Checklist สำคัญ ที่เจ้าของธุรกิจมือใหม่ต้องรู้ การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทถือเป็นก้าวสำคัญของการเริ่มต้นธุรกิจ แต่หลายคนเข้าใจว่าหลังได้รับหนังสือรับรองบริษัทแล้วสามารถเริ่มดำเนินธุรกิจได้ทันที โดยไม่ได้เตรียมความพร้อมด้านบัญชีและภาษีอย่างถูกต้อง ในความเป็นจริง หลังจากจัดตั้งบริษัทแล้ว ผู้ประกอบการยังมีหน้าที่ตามกฎหมายอีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำบัญชี การยื่นภาษี การจัดเก็บเอกสาร และการจัดทำงบการเงิน หากละเลยอาจส่งผลให้เกิดค่าปรับหรือปัญหาด้านภาษีในอนาคตได้ ซึ่งในบทความนี้ได้รวบรวม Checklist สำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่ เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจว่า เปิดบริษัทแล้วต้องทำบัญชีอะไรบ้าง และควรเตรียมตัวอย่างไรให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างถูกต้องตั้งแต่วันแรกและเป็นไปอย่างราบรื่น โดยทีมที่ปรึกษาวางระบบบัญชีและภาษีสำหรับนิติบุคคลจาก เอฟ ดี ไอ    ทำไมบริษัทต้องจัดทำบัญชี ? ไม่ทำได้หรือไม่ ?  ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 บริษัททุกแห่งที่จดทะเบียนนิติบุคคลในประเทศไทยมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีและเก็บรักษาเอกสารทางการเงินอย่างถูกต้อง การจัดทำบัญชีไม่ได้มีประโยชน์เพียงเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถ ตรวจสอบรายรับและรายจ่ายได้อย่างชัดเจน วางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิเคราะห์ผลกำไรและสถานะทางการเงินของธุรกิจ เพิ่มความน่าเชื่อถือในการขอสินเชื่อหรือขยายธุรกิจ รองรับการตรวจสอบข้อมูลจากกรมสรรพากรและหน่วยงานภาครัฐ Checklist หลังจดทะเบียนบริษัทต้องทำอะไรบ้าง ? 1. เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท หลังจากได้รับหนังสือรับรองบริษัทแล้ว สิ่งแรกที่ควรดำเนินการคือการเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท เหตุผลสำคัญคือเพื่อแยกเงินส่วนตัวออกจากเงินของกิจการอย่างชัดเจน ให้สะดวกต่อการทำบัญชี ตรวจสอบได้ง่ายยิ่งขึ้น รวมถึงความน่าเชื่อถือหากมีการทำธุรกรรมต่าง ๆ ของคู่ค้า ลูกค้า ด้วยเช่นกัน  เอกสารที่ต้องใช้ในการเปิดบัญชีบริษัท หนังสือรับรองบริษัท หนังสือบริคณห์สนธิ บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ตราประทับบริษัท (ถ้ามี) บัตรประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจ การใช้บัญชีบริษัทในการรับ-จ่ายเงินจะช่วยให้การจัดทำบัญชีมีความถูกต้องและตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย 2. จัดเก็บเอกสารทางบัญชีอย่างเป็นระบบ หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยของธุรกิจขนาดเล็กคือการเก็บเอกสารไม่ครบถ้วน เอกสารสำคัญที่ควรจัดเก็บ ได้แก่ เอกสารรายรับ ใบกำกับภาษีขาย ใบเสร็จรับเงิน หลักฐานการโอนเงิน ใบแจ้งหนี้ เอกสารรายจ่าย ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จรับเงิน สัญญาว่าจ้าง หลักฐานการชำระเงิน เอกสารด้านบุคลากร สัญญาจ้างงาน เอกสารเงินเดือน ประกันสังคม ทั้งนี้อาจจะมีการจัดเก็บเอกสารอื่นๆ เพิ่มเติม การจัดเก็บเอกสารอย่างครบถ้วนจะช่วยลดความเสี่ยง ปัญหาด้านอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้  3. การจัดทำบัญชีรายเดือน ไม่ว่าบริษัทจะมีรายได้มากหรือน้อย หรือแม้แต่ยังไม่มีรายได้เลย บริษัทก็ยังมีหน้าที่จัดทำบัญชีตามกฎหมาย การจัดทำบัญชีอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ทราบสถานะทางการเงินของธุรกิจได้ตลอดเวลาซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของธุรกิจเป็นอย่างมาก  ข้อมูลที่ควรบันทึก ได้แก่ รายรับ รายจ่าย ลูกหนี้ เจ้าหนี้ เงินสด เงินฝากธนาคาร สินทรัพย์ของกิจการ 4. การยื่นภาษีที่เกี่ยวข้องกับบริษัท หลายคนเข้าใจผิดว่าบริษัทที่ยังไม่มีรายได้ไม่จำเป็นต้องยื่นภาษี ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน บริษัทมีหน้าที่ยื่นแบบภาษีตามกำหนด แม้ในบางกรณีจะไม่มีภาษีต้องชำระก็ตาม […]

Net Zero Thailand 2050 “เร็วขึ้น 15 ปี ไทยประกาศเป้าหมายใหม่” ลดก๊าซเรือนกระจก 47%

เป้าหมาย Net Zero ใหม่ของประเทศไทย มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 ประเทศไทยได้ประกาศยกระดับเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยกำหนดเป้าหมายการบรรลุ Net Zero Emissions ภายในปี 2050 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิมถึง 15 ปี ผ่านการเสนอแผน Nationally Determined Contribution (NDC) ฉบับใหม่ อย่างเป็นทางการในการประชุม COP30 ณ ประเทศบราซิล เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2025 ภายใต้แผนดังกล่าว ประเทศไทยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2035 ให้ได้ 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) หรือคิดเป็นการลดลง 47% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2019 จากเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ประเทศไทยคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ด้วยศักยภาพภายในประเทศประมาณ 70% ขณะที่อีก 30% จำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนด้านเงินทุนสีเขียวจากต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 7,047 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การขอรับการสนับสนุนจากต่างประเทศจะมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีที่ต้องใช้เงินลงทุนและองค์ความรู้ขั้นสูง ได้แก่ เทคโนโลยีไฮโดรเจนสำหรับภาคการผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรม ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors: SMR) การผลิตปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ เทคโนโลยีการจัดการของเสียและสารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเกษตรคาร์บอนต่ำ เช่น การปลูกข้าวที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก     ความร่วมมือระดับโลกจาก COP30 เพื่อเร่งการลดก๊าซเรือนกระจก มีด้านใดบ้างที่น่าสนใจ 1. การเร่งลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล การประชุม COP30 ได้ผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ Belem 4X Pledge หลายประเทศ ได้แก่ บราซิล อินเดีย ญี่ปุ่น อิตาลี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ร่วมประกาศเจตนารมณ์เพิ่มการใช้เชื้อเพลิงและพลังงานที่ยั่งยืนเป็น 4 เท่าภายในปี 2035 จากเป้าหมายเดิมที่มุ่งเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเป็น 3 เท่าภายในปี 2030 การส่งเสริมไฮโดรเจนสีเขียว กองทุน Global Environment […]

SMART Visa คืออะไร ? เจาะลึกสิทธิประโยชน์ เงื่อนไข และกลุ่มคนที่สมัครได้

SMART Visa คืออะไร? วีซ่าพิเศษสำหรับผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน และ Startup ในประเทศไทย ในยุคที่ประเทศไทยมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และการลงทุนจากต่างประเทศ ภาครัฐได้ออกมาตรการสนับสนุนบุคลากรที่มีศักยภาพสูงให้สามารถเข้ามาทำงาน ลงทุน และสร้างธุรกิจในประเทศไทยได้ง่ายขึ้น หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ SMART Visa หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ SMART Visa แต่ยังไม่ทราบว่าแตกต่างจากวีซ่าทำงานทั่วไปอย่างไร สมัครได้หรือไม่ และมีสิทธิประโยชน์อะไรบ้างที่น่าติดตาม ในบทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกเรื่องเกี่ยวกับ SMART Visa ตั้งแต่ความหมาย ประเภท คุณสมบัติ สิทธิประโยชน์ ขั้นตอนการสมัคร รวมถึงแนวทางการเตรียมเอกสารที่ผู้ประกอบการที่มีชาวต่างชาติที่เข้าข่ายวีซ่าดังกล่าว และชาวต่างชาติที่กำลังต้องการยื่นขอวีซ่านี้ โดยสามารถติดตามรายละเอียดผ่านบทความนี้ได้เลยค่ะ  SMART Visa คืออะไร ? SMART Visa คือ วีซ่าประเภทพิเศษที่รัฐบาลไทยจัดทำขึ้นเพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีทักษะสูง นักลงทุน ผู้บริหารระดับสูง ผู้ประกอบการ Startup และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ให้สามารถเข้ามาพำนักและทำงานในประเทศไทยได้สะดวกมากขึ้น โครงการนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง จุดเด่นสำคัญของ SMART Visa คือ ผู้ได้รับอนุมัติสามารถทำงานในประเทศไทยได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) แยกต่างหากตามเงื่อนไขที่กำหนด วัตถุประสงค์ของ SMART Visa รัฐบาลไทยจัดทำ SMART Visa เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Targeted Industries) เช่น Digital Technology Automation & Robotics Biotechnology Smart Electronics Aviation & Logistics Medical Hub Alternative Energy Food Technology Artificial Intelligence (AI) Electric Vehicle (EV) รวมถึงอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในแต่ละด้านที่สำคัญ SMART Visa มีกี่ประเภท ? SMART Visa แบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก 1.SMART T (Talent) สำหรับผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะเฉพาะทางในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น วิศวกร AI , […]

CSR คืออะไร ? เปรียบเทียบ CSR vs ESG ธุรกิจดำเนินการอย่างไรในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม

ESG กับ CSR แตกต่างกันอย่างไร? ยุคนี้ต้องวางกลยุทธ์แบบไหนถึงตอบโจทย์องค์กร ‘ทำ CSR ทุกปีอยู่แล้ว ยังต้องทำ ESG อีกไหม?’ คำถามนี้หลายท่านก็อาจจะฉุกคิดและสงสัยอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อนักลงทุนและคู่ค้าต่างชาติเริ่มถามถึง ESG Score และรายงานความยั่งยืนมากขึ้นทุกปี ความจริงคือ CSR และ ESG ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แม้จะมีรากฐานของเจตนาที่ดีเหมือนกัน แต่ต่างกันในแง่กลยุทธ์ วิธีวัดผล และผลกระทบต่อธุรกิจในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้จะอธิบายให้ชัดเจนว่า CSR คืออะไร ESG คืออะไร แตกต่างกันตรงจุดไหน และธุรกิจของคุณควรเริ่มต้นจากจุดใดก่อน CSR คืออะไร ? ตัวอย่างในทางปฏิบัติ CSR ย่อมาจาก Corporate Social Responsibility หรือ ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร เป็นแนวคิดที่เริ่มแพร่หลายตั้งแต่ทศวรรษ 1960-1970 โดยมีจุดเริ่มต้นจากแนวคิดที่ว่าบริษัทไม่ได้มีหน้าที่แค่สร้างกำไรให้ผู้ถือหุ้น แต่ยังต้องรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบข้างด้วย ในทางปฏิบัติ กิจกรรม CSR ที่คุ้นเคยกันดีในประเทศไทย ได้แก่ การบริจาคเงินหรือสิ่งของให้มูลนิธิและโรงเรียนที่ขาดแคลน หรือต้องการการพัฒนาความร่วมมือจากภาคเอกชน การจัดกิจกรรมปลูกป่า ทำความสะอาดชายหาด หรือปล่อยปลา การให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่ขาดแคลน โครงการพัฒนาชุมชนรอบโรงงานหรือสำนักงาน การสนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่างๆ CSR จึงมักถูกมองเป็นกิจกรรมที่ทำ นอกเหนือจากการดำเนินธุรกิจหลัก ทำเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร สร้างความสัมพันธ์กับชุมชน หรือตอบสนองความคาดหวังของสังคม รวมถึงการดำเนินงานให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ที่ช่วยเหลือสังคม พันธกิจ  หรือสะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้บริหารได้อีกด้วย ESG คืออะไร ? ESG ย่อมาจาก Environmental, Social, and Governance หรือ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เป็นกรอบการประเมินที่พัฒนาขึ้นในโลกการเงินและการลงทุน โดยเริ่มได้รับความสนใจอย่างจริงจังหลังรายงาน ‘Who Cares Wins’ ของ UN Global Compact ในปี 2004 ซึ่งจะแตกต่างจาก CSR ตรงที่ ESG ไม่ใช่กิจกรรมที่ทำแยกจากธุรกิจ แต่เป็นการบูรณาการประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลเข้าสู่กลยุทธ์และการดำเนินงานหลักของบริษัท โดยมีการวัดผลเชิงปริมาณที่ตรวจสอบได้ เปรียบเทียบ CSR กับ ESG แตกต่างกันในมิติสำคัญโดยสรุปข้อมูลให้จำนวน 5 ด้านหลัก ดังนี้ […]

ที่ปรึกษาพลังงาน กับการวางกลยุทธ์ Carbon Footprint เพื่อธุรกิจให้ยั่งยืน

บริการที่ปรึกษาพลังงานและวางกลยุทธ์สำหรับ Carbon Footprint จะช่วยธุรกิจลดต้นทุนและสร้างความยั่งยืนได้อย่างไร ?  อย่างที่เราทราบกันดี ว่าสถานการณ์ทั่วโลกในปัจจุบันนี้ต่างให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emissions) และการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG (Environmental, Social and Governance) การบริหารจัดการพลังงานไม่ใช่เพียงเรื่องของการลดค่าไฟฟ้าหรือค่าเชื้อเพลิงอีกต่อไป แต่กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว ปัจจุบันในหลายองค์กรเริ่มจัดทำ Carbon Footprint ขององค์กร (CFO) และ Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์ (CFP) เพื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเตรียมความพร้อมต่อข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น อย่างบริษัทที่ทาง FDI ดูแล ที่เราได้เริ่มให้คำปรึกษาบริษัทต่าง ๆ โดยได้เริ่มบริการด้านสิ่งแวดล้อม ในปี 2023 เป็นต้นมา ซึ่งได้ให้คำปรึกษาไปแล้วมากกว่า 100 บริษัท จำนวนโครงการมากกว่า 90 โครงการ ในปีที่ผ่านมาซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มบริษัทที่กำลังอบรมภายใน เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 2.กลุ่มบริษัทที่กำลังอยู่ในขั้นตอนจัดเตรียมข้อมูล และประเมินในการขึ้นทะเบียน 3.กลุ่มบริษัทที่ได้รับการประเมินและขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจากแนวโน้มการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ดังกล่าว เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงเจตนารมย์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การแสดงข้อมูลปริมาณการลดต่อคู่ค้า รวมถึงเป็นข้อมูลประกอบการดำเนินงานสำหรับการบริหารจัดการระบบในองค์กรต่อได้  ด้วยเหตุนี้ การมีที่ปรึกษาพลังงาน ที่มีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์การใช้พลังงาน คำนวณ Carbon Footprint และวางกลยุทธ์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ   บริการที่ปรึกษา BCG & ESG ครบวงจรด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน บริการให้คำปรึกษา BCG (Bio-circular-Green Economy Business Model) ตามแนวทางนโยบาย บริการประเมินเเละจัดทำให้คำปรึกษาคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization, CFO) และ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint for Product, CFP) และขึ้นทะเบียน สร้างการเติบโตในธุรกิจ เพิ่มความยั่งยืนให้กับธุรกิจและสังคม วางแผนการลดคาร์บอนสำหรับองค์กร เพื่อมุ่งสู่ Carbon Neutral and Net Zero  ให้คำปรึกษาและจัดทำโครงการคาร์บอนเครดิต (T-VER) ให้คำปรึกษาองค์กรเตรียมพร้อม CBAM  ตั้งแต่การคำนวณค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ข้อกำหนด มาตรการ พร้อมอบรมเชิงเทคนิค ปฏิบัติการ และการจัดทำรายงาน ให้คำปรึกษา […]

กรรมการบริษัท มีหน้าที่และความรับผิดชอบอะไรบ้าง ?

การดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทหรือนิติบุคคล จำเป็นต้องมีบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นผู้แทนในการบริหารงานและตัดสินใจดำเนินกิจการต่าง ๆ ในนามของบริษัท ซึ่งบุคคลดังกล่าวก็คือ “กรรมการบริษัท” ผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทาง ควบคุมการดำเนินงาน และดูแลให้ธุรกิจเป็นไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจยังไม่เข้าใจบทบาทของกรรมการบริษัทอย่างชัดเจน และสงสัยว่าตำแหน่งนี้มีหน้าที่เพียงแค่ลงนามในเอกสารหรือไม่ ความจริงแล้ว กรรมการบริษัทมีทั้งอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารกิจการ ซึ่งในบทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของกรรมการบริษัท กรรมการบริษัท คือใคร ? กรรมการบริษัท คือ บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่บริหารและดำเนินกิจการต่าง ๆ ในนามของบริษัท ซึ่งมีสถานะเป็นนิติบุคคล โดยกรรมการถือเป็นผู้แทนของบริษัทในการตัดสินใจและดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจตามอำนาจที่กฎหมายหรือข้อบังคับของบริษัทกำหนด โดยที่กรรมการบริษัทอาจเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท หรือเป็นบุคคลภายนอกที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งก็ได้ ทั้งนี้ ตามกฎหมายไทย บริษัทจำกัดจะต้องมีกรรมการอย่างน้อย 1 คน เพื่อทำหน้าที่บริหารและเป็นผู้แทนของบริษัทในการดำเนินงานต่าง ๆ กรรมการบริษัทจำเป็นต้องถือหุ้นบริษัทร่วมด้วยหรือไม่  คำตอบ : คือ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ถือหุ้นเสมอไป แม้ว่าผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทจะมีความเกี่ยวข้องกับบริษัทเช่นเดียวกัน แต่ทั้งสองสถานะมีบทบาทและหน้าที่แตกต่างกัน ผู้ถือหุ้น คือ บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ร่วมลงทุนและเป็นเจ้าของบริษัทตามสัดส่วนหุ้นที่ถืออยู่ โดยมีสิทธิได้รับเงินปันผล รวมถึงมีสิทธิเข้าร่วมประชุมและออกเสียงในเรื่องสำคัญของบริษัท ในขณะที่กรรมการบริษัทมีหน้าที่บริหารจัดการกิจการ กำหนดนโยบาย และดำเนินงานต่าง ๆ ในนามของบริษัท โดยทั่วไป ผู้ถือหุ้นสามารถดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัทได้ แต่กรรมการบริษัทไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ถือหุ้นเสมอไป โดยเฉพาะในองค์กรหรือบริษัทขนาดใหญ่ที่มักแต่งตั้งผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาเป็นกรรมการ เพื่อช่วยกำหนดทิศทางและบริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ตาม หากผู้ถือหุ้นต้องการมีบทบาทในการบริหารงานและร่วมตัดสินใจในเรื่องสำคัญของกิจการ ก็สามารถดำรงตำแหน่งเป็นทั้งผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทได้ในเวลาเดียวกัน สรุปความแตกต่างระหว่างผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัท ผู้ถือหุ้น มีสถานะเป็นเจ้าของกิจการตามสัดส่วนหุ้นที่ถือ และได้รับสิทธิประโยชน์จากการลงทุน กรรมการบริษัท มีหน้าที่บริหารและดำเนินงานแทนบริษัทตามอำนาจที่ได้รับ บุคคลหนึ่งสามารถเป็นทั้งผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทได้ กรรมการบริษัทไม่จำเป็นต้องถือหุ้นในบริษัทเสมอไป เว้นแต่ข้อบังคับของบริษัทจะกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ หน้าที่และความรับผิดชอบของกรรมการบริษัท มีอะไรบ้าง ? กรรมการบริษัทเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการบริหารและดำเนินกิจการของบริษัท โดยมีหน้าที่ปฏิบัติงานในฐานะตัวแทนของบริษัท และต้องดำเนินการด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และระมัดระวังเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทและผู้ถือหุ้น นอกจากอำนาจในการบริหารงานแล้ว กรรมการยังมีความรับผิดชอบตามกฎหมายในหลายด้าน หากละเลยหน้าที่หรือดำเนินการโดยมิชอบ อาจต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาได้ 1. บริหารและดำเนินกิจการของบริษัท หน้าที่หลักของกรรมการคือการกำหนดนโยบาย วางแผน และบริหารจัดการธุรกิจให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของบริษัท รวมถึงกำกับดูแลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามกฎหมาย 2. เป็นผู้แทนของบริษัทในการดำเนินการต่าง ๆ กรรมการมีอำนาจดำเนินการแทนบริษัทในเรื่องต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ในหนังสือรับรองบริษัทหรือเงื่อนไขอำนาจกรรมการ เช่น ลงนามในสัญญา ทำธุรกรรมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เปิดหรือปิดบัญชีธนาคาร ยื่นเอกสารทางราชการ ดำเนินการทางกฎหมายในนามบริษัท 3. ดูแลให้บริษัทให้ปฏิบัติตามกฎหมาย กรรมการมีหน้าที่กำกับดูแลให้บริษัทดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายบริษัท กฎหมายภาษีอากร กฎหมายแรงงาน กฎหมายประกันสังคม […]

รวมเรื่องภาษีบริษัท ที่เจ้าของกิจการควรจะรู้ !

หลายคนมองว่าการยื่นภาษีเป็นเพียงภาระที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ในความเป็นจริง ภาษีคือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เจ้าของกิจการมองเห็นภาพรวมทางการเงินของธุรกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การจัดการภาษีอย่างถูกต้องไม่เพียงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับกิจการ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนการเงินเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว เจ้าของกิจการต้องยื่นภาษีอะไรบ้าง ? การดำเนินธุรกิจไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ล้วนมีหน้าที่ด้านภาษีที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย โดยประเภทของภาษีที่ต้องยื่นจะแตกต่างกันไปตามลักษณะและรูปแบบของกิจการ ซึ่งภาษีสำคัญที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ มีดังนี้ 1. ภาษีเงินได้ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับกิจการที่ดำเนินงานในรูปแบบบุคคลธรรมดาและยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล รายได้ที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการจะถือเป็นรายได้ของเจ้าของกิจการโดยตรง ซึ่งจัดเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าของกิจการมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนี้ ภ.ง.ด.94 สำหรับการยื่นภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด.90 สำหรับการยื่นภาษีประจำปี ภาษีเงินได้นิติบุคคล ในกรณีที่กิจการจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จะมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งมีหลักเกณฑ์และวิธีคำนวณภาษีแตกต่างจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยจะคำนวณจากกำไรสุทธิของกิจการ หรือรายได้หลังหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายกำหนด แบบภาษีที่ต้องยื่น ได้แก่ ภ.ง.ด.51 สำหรับการยื่นภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด.50 สำหรับการยื่นภาษีประจำปี 2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กิจการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ไม่ว่าจะดำเนินกิจการในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ปัจจุบันภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บในอัตรา 7% ของมูลค่าสินค้าหรือบริการ โดยผู้ประกอบการต้องคำนวณภาษีจากส่วนต่างระหว่างภาษีขายและภาษีซื้อ ดังนี้ ภาษีขาย คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากลูกค้า ภาษีซื้อ คือ ภาษีที่จ่ายจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการจากผู้ประกอบการที่จด VAT จากนั้นต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 และนำส่งภาษีให้กรมสรรพากรเป็นประจำทุกเดือน 3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย กิจการที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในกรณีที่มีการจ่ายเงินได้บางประเภทให้แก่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เช่น ค่าบริการ ค่าจ้าง ค่าเช่า หรือค่าวิชาชีพ ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ภาษีที่หักไว้จะต้องนำส่งกรมสรรพากรภายในกำหนดเวลา และทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้จ่ายเงินจะต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (หนังสือรับรองตามมาตรา 50 ทวิ) ให้แก่ผู้รับเงินเพื่อใช้เป็นหลักฐานทางภาษี 4. ภาษีอื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับธุรกิจ นอกจากภาษีหลักข้างต้นแล้ว บางกิจการอาจมีหน้าที่เสียภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นเพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจและลักษณะการดำเนินงาน เช่น ภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีป้าย ดังนั้น เจ้าของกิจการควรศึกษาภาระภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนอย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ลดความเสี่ยงจากค่าปรับ และวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว   ทำไมผู้ประกอบการจึงควรรู้เรื่องภาษี? สิทธิประโยชน์ทางภาษีมีอะไรบ้าง? ภาษีเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการทุกคนควรให้ความใส่ใจ เพราะไม่เพียงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายเท่านั้น […]

เปลี่ยนที่อยู่บริษัท 2569 ต้องทำอย่างไร ? ขั้นตอนครบจบในบทความเดียว

ผู้ประกอบการที่ต้องการย้ายออฟฟิศไปสถานที่แห่งใหม่ แต่ยังไม่รู้ว่าต้องแจ้งที่ไหนบ้าง ? หรือเตรียมเอกสาร ขั้นตอนอะไรบ้างที่ต้องไปดำเนินการ นี่คือปัญหาที่เจ้าของธุรกิจหลายรายเจอ เพราะการเปลี่ยนที่อยู่บริษัท ไม่ใช่แค่แจ้งที่เดียวแล้วจบกระบวนการ แต่ต้องดำเนินการกับหลายหน่วยงานพร้อมกัน ทั้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร สำนักงานประกันสังคม และอาจรวมถึงหน่วยงานอื่นอีกขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ ซึ่งหากดำเนินการไม่ครบหรือล่าช้า อาจส่งผลต่อการรับเอกสารราชการ การออกใบกำกับภาษี และการรับสิทธิประโยชน์ทางกฎหมาย ในบทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจทุกขั้นตอนอย่างครบถ้วน พร้อม Checklist ขั้นตอน เอกสารที่ต้องเตรียม ที่นำไปใช้ได้เลยในทันที ! ทำไมการเปลี่ยนที่อยู่บริษัทถึงต้องเร่งดำเนินการติดต่อและแจ้งย้ายข้อมูล ? ที่อยู่ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลถือเป็น ‘ที่ตั้งสำนักงานใหญ่’ ตามกฎหมาย ซึ่งมีผลทางนิติกรรมในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น  ที่อยู่สำหรับการส่งหนังสือแจ้งจากหน่วยงานราชการ เช่น กรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ฐานข้อมูลสำหรับออกใบกำกับภาษีและเอกสารทางธุรกิจ ที่อยู่ที่ปรากฏในหนังสือรับรองบริษัท ซึ่งคู่ค้าและสถาบันการเงินใช้ตรวจสอบ สถานที่ตั้งที่หน่วยงานกำกับดูแลจะเข้าตรวจสอบ ⚠️  ข้อควรระวัง: หากไม่แจ้งเปลี่ยนที่อยู่บริษัท กรณีที่ย้ายที่อยู่แล้ว อาจทำให้หนังสือราชการที่ส่งถึงบริษัทส่งไม่ถึงผู้รับจริง และถือว่าได้รับหนังสือแล้วตามกฎหมายเนื่องจากส่งมาที่อยู่เดิม ซึ่งอาจส่งผลต่อสิทธิ์ทางกฎหมายของบริษัทในด้านต่าง ๆ ตามมาได้ สำหรับธุรกิจที่มีการย้ายที่อยู่/ที่ตั้ง ของกิจการไปที่ใหม่ ต้องแจ้งต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในเขตที่บริษัทตั้งอยู่ กรมสรรพากรพื้นที่ ในเขตที่บริษัทตั้งอยู่ สำนักงานประกันสังคม ในเขตที่บริษัทตั้งอยู่ ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสถานที่จดทะเบียน สถานที่จดทะเบียน ยื่นคำขอจดทะเบียน ณ หน่วยงานในสังกัดของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงานพาณิชย์ จังหวัดทั่วประเทศ ตามที่สำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทตั้งอยู่ ดังนี้ บริษัทจำกัดที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นขอจดทะเบียนที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (สนามบินน้ำ) สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า เขต 1-6 (ปิ่นเกล้า พหลโยธิน รัชดาภิเษก สี่พระยา ศรีนครินทร์ (ศูนย์การค้าธัญญาพาร์ค) และแจ้งวัฒนะ (ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา) เฉพาะธุรกิจหลักทรัพย์ให้ยื่นขอจดทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (สนามบินน้ำ) บริษัทจำกัดที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดอื่น ให้ยื่นขอจดทะเบียนที่สำนักงาน พาณิชย์จังหวัด ในจังหวัดที่บริษัทจำกัดนั้นมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่  การเปลี่ยนที่อยู่บริษัทต้องดำเนินการกับหน่วยงานต่างๆ โดยแต่ละแห่งมีขั้นตอนและระยะเวลาที่แตกต่างกันตามระบบของแต่ละหน่วยงาน 1. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) จดทะเบียนแก้ไขที่อยู่ เป็นขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุด โดยไปในเขตที่บริษัทตั้งอยู่ ในส่วนนี้จะสำคัญ เพราะข้อมูลที่อยู่ในทะเบียนพาณิชย์คือฐานข้อมูลหลักของบริษัท เอกสารที่ต้องใช้: แบบ บอจ.4 (หนังสือบริคณห์สนธิ) หรือ หจก.3 สำหรับห้างหุ้นส่วน, […]

นายจ้างต้องการยกเลิก Work Permit ต้องทำอย่างไร อัปเดต 2026

การยกเลิก Work Permit (ใบอนุญาตทำงาน) ในประเทศไทยปี 2026 จะมีขั้นตอนหลัก ๆ ที่ “นายจ้างเป็นผู้ดำเนินการหลัก” แต่ต้องทำร่วมกับลูกจ้างและสำนักงานรัฐ 2 หน่วยงาน คือ กรมการจัดหางาน (กระทรวงแรงงาน) และ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง FDI Group ที่ปรึกษาด้านขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน  การยกเลิก Work Permit ถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่นายจ้างและฝ่าย HR ต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายแรงงานต่างด้าวของประเทศไทย โดยเฉพาะในปี 2026 ที่มีการปรับปรุงระบบการยื่นเอกสารและการเชื่อมข้อมูลระหว่างกรมการจัดหางานและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมากขึ้น ความผิดพลาดเล็กน้อยในการ ยกเลิก Work Permit อาจส่งผลให้บริษัทมีความเสี่ยงด้านค่าปรับทางกฎหมาย หรือกระทบต่อสถานะวีซ่าของพนักงานต่างชาติได้ ดังนั้นบทความนี้จะอธิบายขั้นตอนแบบละเอียดในมุมมองที่ปรึกษามืออาชีพที่มีประสบการณ์ในการยื่นขอยกเลิกใบอนุญาตทำงาน เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในองค์กร คำแนะนำสำหรับนายจ้างที่มีลูกจ้างเป็นต่างชาติ เมื่อมีการจ้างลูกจ้างชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในบริษัทหรือในสถานประกอบการในไทย นายจ้างไม่เพียงแต่ต้องดำเนินการนำชาวต่างชาติเข้ามา ผ่านกระบวนการก่อนทำงานที่จะต้องยื่นขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงานเท่านั้น แต่ต้องทราบถึงในกรณีที่ลูกจ้างชาวต่างชาติลาออกจากงานด้วยเช่นกัน หากไม่ดำเนินการให้ครบถ้วนตามขั้นตอนที่กฏหมายระบุไว้ นายจ้างอาจจะมีโทษตามกฏหมายระบุ โดยเมื่อลูกจ้างชาวต่างชาติที่ถือใบอนุญาตทำงานและวีซ่าทำงานในราชอาณาจักรไทยอยู่นั้นหมดสัญญาหรือลาออกจากงาน นายจ้างหรือลูกจ้างชาวต่างชาติต้องดำเนินการ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การแจ้งยกเลิกใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และการแจ้งพ้นหน้าที่ทำงาน หรือการแจ้งยกเลิกวีซ่าทำงาน   สาเหตุที่ต้องยกเลิก Work Permit ! โดยทั่วไป การยกเลิก Work Permit จะเกิดขึ้นจากกรณีดังต่อไปนี้ : พนักงานลาออกจากบริษัท การเลิกจ้างโดยนายจ้าง สิ้นสุดสัญญาจ้างงาน การย้ายงานไปบริษัทใหม่ การยกเลิกโครงการจ้างงานต่างชาติ ไม่ว่ากรณีใด นายจ้างต้องดำเนินการ ยกเลิก Work Permit ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แนะนำขั้นตอนสำหรับการแจ้งยกเลิก  การแจ้งขอยกเลิกการอนุญาตทำงาน 1. กรณีนายจ้างมีความประสงค์จะแจ้งขอยกเลิกการอนุญาตทำงานให้แสดงเอกสาร ดังนี้ 1.1 กรอกใบแจ้งยกเลิกการอนุญาตทำงาน โดยนายจ้างเป็นผู้ลงนาม พร้อมสำเนา 1 ฉบับ 1.2 ใบอนุญาตทำงานฉบับจริง (ยกเว้นกรณีคนต่างด้าวไม่ สามารถติดต่อได้ให้แนบสำเนา ใบอนุญาตทำงานถ้ามี) 1.3 สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนสถานประกอบการ เช่น หนังสือรับรองนิติบุคคลบริษัท (ไม่เกิน 6 เดือน), ใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียน, หนังสือรับรองนิติบุคคลของมูลนิธิ เป็นต้น 1.4 สำเนาบัตรประชาชนของนายจ้าง ถ้านายจ้างเป็นคนไทย หรือสำเนาใบอนุญาตทำงานของนายจ้าง ถ้านายจ้างเป็นคนต่างด้าว 1.5 […]

การขออนุญาตให้เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย Re-entry Permit มีขั้นตอน เอกสารอะไรบ้าง ?

คนต่างชาติก่อนเดินทางออกนอกประเทศไทย ควรยื่นขอ Re-entry Permit ทุกครั้ง !  คนต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยด้วยวีซ่าชั่วคราว เช่น Non-Immigration Visa, Tourist Visa หากกรณีที่เดินทางออกไปนอกประเทศไทยแล้วถือว่าการได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยนั้นเป็นอันสิ้นสุดทันที  ยกเว้นกรณีได้รับอนุญาตจากกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง ถึงจะสามารถเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยได้อีกครั้งโดยที่ไม่ต้องขอวีซ่าใหม่ Re-entry Permit คืออะไร ?   Re-entry Permit คือ การขออนุญาตเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยหลังจากที่ได้เดินทางออกนอกประเทศ โดยวีซ่าที่ถืออยู่ยังไม่หมดอายุ ซึ่งการยื่นขอ Re-entry Permit จะต้องทำก่อนเดินทางออกนอกประเทศไทย  ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถกลับเข้ามาได้อีก ซึ่งถ้าหากต้องการเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยจะต้องขอวีซ่าใหม่อีกครั้ง การขอสงวนสิทธิกลับเข้ามาในราชอาณาจักร (Re-entry Permit) มี 2 แบบ แตกต่างกันอย่างไร ?  ชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ถือวีซ่าประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant Visa) หรือวีซ่าประเภทนักท่องเที่ยว (Tourist Visa) หากมีความประสงค์จะเดินทางออกนอกประเทศไทยในช่วงที่ยังมีระยะเวลาอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเหลืออยู่ และต้องการกลับเข้ามาใช้สิทธิการพำนักเดิมต่อ จะต้องดำเนินการขอ Re-entry Permit ก่อนเดินทางออกจากประเทศไทย การขอ Re-entry Permit มี 2 ประเภท ดังนี้ 1. Single Re-entry Permit เป็นการขออนุญาตสำหรับการเดินทางออกและกลับเข้าประเทศไทย ครั้งละ 1 ครั้ง โดยจะต้องยื่นขอใหม่ทุกครั้งก่อนเดินทางออกนอกประเทศ เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยมีแผนเดินทางไปต่างประเทศ หรือผู้ที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวในระยะเวลาสั้น เช่น ผู้ที่อยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาคำขออยู่ต่อในราชอาณาจักร ค่าธรรมเนียม 1,000 บาทต่อครั้ง และสามารถใช้สำหรับการเดินทางกลับเข้าประเทศไทยได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น 2. Multiple Re-entry Permit เป็นการขออนุญาตเพียงครั้งเดียว แต่สามารถเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยได้หลายครั้งภายในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร เหมาะสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำ ผู้บริหาร นักลงทุน หรือผู้ที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยระยะยาว เช่น ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นเวลา 1 ปี ค่าธรรมเนียม 3,800 บาทต่อครั้ง และสามารถใช้เดินทางเข้า-ออกประเทศไทยได้หลายครั้งจนกว่าสิทธิการพำนักเดิมจะสิ้นสุดลง ขั้นตอนการขอ Re-entry Permit การขอสงวนสิทธิในการกลับเข้ามาในราชอาณาจักร (Re-entry Permit) มีขั้นตอนการดำเนินการดังนี้ 1. เตรียมและตรวจสอบเอกสาร ผู้ยื่นคำขอจะต้องเตรียมแบบฟอร์ม ตม.8 (TM.8) หนังสือเดินทาง (Passport) และค่าธรรมเนียมให้ครบถ้วน […]

1 2 3 33