FDI

การประเมิน CFP หรือ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ ต้อง “ รายงานอย่างไร ทำอย่างไร” ให้ตอบโจทย์ธุรกิจ

https://youtu.be/JVEvBIDn3qk?si=m2uubWcE2Gzdthax CFP ย่อมาจาก Carbon Footprint for Product หรือ การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ ธุรกิจจำเป็นที่ต้องทำหรือเป็นเพียงกระแส ? แนวคิดเรื่องความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ได้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญระดับโลก หนึ่งในกระบวนการที่กำลังได้รับความสนใจและถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ในภาคธุรกิจอย่างแพร่หลาย คือ “การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์” หรือ Carbon Footprint for Products (CFP) แต่คำถามที่หลายคนมีการตั้งคำถามขึ้นคือ การประเมินนี้เป็นเรื่องจำเป็นที่ธุรกิจควรดำเนินการจริงจัง หรือเป็นเพียงแค่กระแสชั่วคราวที่เกิดจากแรงกดดันทางสังคมและการตลาดเท่านั้น ? ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน โดย FDI Group ให้ความเห็นว่า “ ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ภาวะโลกเดือดรุนแรงขึ้น เป็นผลกระทบมาจากการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์และจากธรรมชาติ เชื่อว่าทุกท่านคงสัมผัสได้ด้วยตัวท่านเองทั้งสภาพภูมิอากาศที่ย่ำแย่ หรือเปลี่ยนแปลงไป หรือแม้แต่ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตอย่างเห็นได้ชัด เลยเป็นอีกสิ่งที่ชวนให้คิด ว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่คุณต้องหันกลับมาดูแลโลกใบนี้ ?   ธุรกิจจำนวนมาก เริ่มให้ความสำคัญกับการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ที่ไม่ได้มีเพียงแค่ประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับแนวโน้มของตลาดโลกที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งการสนับสนุนธุรกิจ ผลิตภัณฑ์สินค้าที่ส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อม ที่มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงประเด็นที่น่าจับตาถึงการตั้งข้อกำหนดด้านความยั่งยืนจากประเทศคู่ค้า หรือการบังคับใช้มาตรการทางภาษีและกฎระเบียบใหม่ เช่น กลไกการปรับคาร์บอนตามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) ซึ่งกำหนดให้สินค้านำเข้าจากประเทศนอก EU ต้องแสดงค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างชัดเจน หากไม่สามารถแสดงได้หรือค่าคาร์บอนสูงเกินมาตรฐาน อาจถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น หรือไม่สามารถเข้าสู่ตลาดยุโรปได้เลย สำหรับในประเทศไทยก็เตรียมสู่การบังคับใช้ พ.ร.บ.โลกร้อน ที่คาดว่าจะบังคับใช้ในเร็วๆ นี้ หรือที่เห็นได้ชัดเจนถึงแนวทางนโยบายด้านการส่งเสริมลดการปล่อยคาร์บอนอย่าง การเก็บภาษีคาร์บอนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งจากประเด็นด้านต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นคงได้เห็นถึงทิศทางและโอกาสที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้สำหรับธุรกิจในอุตสาหกรรมต่าง ๆ สำหรับการปรับตัว ปรับรูปแบบการดำเนินงานในองค์กร เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้ในการแข่งขันที่ทิศทางธุรกิจได้เปลี่ยนแปลงไปจากนี้  Carbon Footprint for Product หรือ การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ คืออะไร อ่านต่อในบทความนี้ คลิก !  จริงหรือไม่ ? เริ่มประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ก่อนได้เปรียบมากกว่า ! ต้องบอกว่าจริง “ลองมองมุมกลับว่าถ้าหากเราเริ่มก่อนในตอนนี้ ถ้าวันที่ภาครัฐประกาศบังคับใช้หรือให้ทำ ธุรกิจเราจะไปไกลมากขนาดไหนแล้ว ถ้าหากคนอื่นพึ่งเริ่ม” เพียงเท่านี้ก็น่าจะสามารถตอบข้อสงสัยได้ว่าควรทำเลยหรือไม่ สำหรับองค์กรต่าง ๆ และ ผู้ประกอบการที่มีความพร้อม และถ้าหากวิเคราะห์กันในมุมของความได้เปรียบทางการแข่งขัน การมีข้อมูล CFP อย่างโปร่งใส สามารถกลายเป็นจุดแข็งในโอกาสของการสื่อสารแบรนด์ และสร้างความเชื่อมั่นต่อคู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ ที่สำคัญคือผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่อยู่ในตลาดระดับพรีเมียมหรือเป็นสินค้าที่อิงกับภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืน เช่น ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของมนุษย์ , เครื่องสำอางจากธรรมชาติ […]

จดทะเบียนบริษัทต่างชาติในไทยต้องทำอย่างไร ? FDI บริการครบจบในที่เดียว!

จดทะเบียนบริษัทต่างชาติทำธุรกิจในไทย ต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง การดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ต้องส่งผลดีต่อประเทศไทยและคนไทย ทั้งในการลงทุน การจ้างงาน การนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ รวมถึงด้านอื่นๆ ในเริ่มต้นการประกอบธุรกิจในประเทศไทย ต้องเป็นธุรกิจที่ถูกกฏหมาย และเป็นไปตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ที่ห้ามคนต่างด้าวประกอบธุรกิจบางประเภท และบางประเภทจะประกอบธุรกิจได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตหรือได้รับหนังสือรับรองแล้วแต่กรณี  ลำดับถัดมาหากมีการลงทุนโดยนักลงทุนต่างชาติ ต้องพิจารณาว่าเป็นการลงทุนแบบใด ถือหุ้นไม่เกิน 49% หรือเกิน 50 % ขึ้นไป เพราะหากเป็นกรณีต่างชาติถือหุ้นมากกว่า 50% ขึ้นไปหรือข้างมาก จะมีการดำเนินขอเอกสาร ขั้นตอนการจดทะเบียนมากขึ้น แต่ขั้นตอนเหล่านั้น รวมถึงดำเนินเอกสารจะเป็นเรื่องง่าย หากคุณปรึกษาเรา ให้ FDI ช่วยดำเนินการให้ !   รูปแบบการจดทะเบียนบริษัทโดยมีผู้ถือหุ้นต่างชาติ และคนไทยถือหุ้นร่วมกัน ต้องรู้ !! การจดทะเบียนบริษัทต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 2 คนขึ้นไป  อ่านต่อการยื่นขอ FBL , BOI ที่คุณต้องรู้ สำหรับการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท  โดยมีผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติจะมี 2 กรณีด้วยกันคือ  1.กรณีถือหุ้นไม่เกิน 49% กรณีนี้จะถือว่าเป็นบริษัทสัญชาติไทย สามารถดำเนินกิจการได้ในทุกประเภท และต้องหาหุ้นส่วนคนไทยเพื่อถือหุ้นข้างมากด้วย กรณีนี้สามารถดำเนินการได้มีขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อน เพราะอัตราส่วนในการถือหุ้นน้อยกว่าคนไทยนั่นเอง 2.กรณีถือหุ้นเกิน 50% กรณีนี้บริษัทจะถือว่าเป็นบริษัทต่างชาติ เพราะต่างชาติถือหุ้นข้างมาก ซึ่งต้องมีการขอใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว (FBL)  หรือ BOI รวมถึงข้อกำหนด ข้อจำกัดทางกฏหมายที่ห้ามคนต่างด้าวประกอบธุรกิจบางประเภท หรือห้ามประกอบธุรกิจนอกจากได้รับอนุญาต ในบัญชี 2 และ 3 ของ พ.ร.บ. แต่หากได้รับ BOI จะมีสิทธิประโยชน์บางอย่างเพิ่มเติม ต่างชาติ หากจะถือหุ้น 100 % ทำได้หรือไม่ ? คนต่างชาติไม่สามารถถือหุ้น 100% ในบริษัทไทยได้ หากธุรกิจนั้น ๆ อยู่ในประเภทที่มีข้อจำกัดตาม พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (FBA)  แต่สามารถถือหุ้น 100% ได้ในกรณีที่  ได้รับการส่งเสริมจาก BOI หรือ ลงทุนในพื้นที่หรือธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย หรือ ลงทุนในธุรกิจที่ไม่อยู่ในหมวดหมู่ที่มีข้อจำกัด โดยการลงทุนในลักษณะเหล่านี้ ต้องมีการดำเนินการขออนุญาตหรือยื่นคำร้องเพื่อขอสิทธิพิเศษจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ หรือ BOI ซึ่งการดำเนินงานและเอกสารการยื่นสามารถปรึกษาเราให้คำปรึกษาเชิงลึกด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ได้โดยตรง  จดทะเบียนบริษัทจำกัดสำหรับชาวต่างชาติ ต้องรู้จักกับ […]

ตอกย้ำภาพ FDI ส่งเสริมการศึกษา ! จาก MOU สู่การเป็นอาจารย์พิเศษประจำหลักสูตรการจัดการทรัพยากรมนุษย์แบบญี่ปุ่น

ความร่วมมือทางวิชาการ TNI – FDI Group ในหลักสูตรการจัดการทรัพยากรมนุษย์แบบญี่ปุ่น   จากบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง บริษัท จัดหางาน เอฟ ดี ไอ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือกลุ่มบริษัท เอฟดีไอ และสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น วันที่ 14 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมาครั้งนั้น  FDI Group ในฐานะองค์กรธุรกิจที่เป็นการร่วมทุนไทย – ญี่ปุ่น ซึ่งได้เปิดให้บริการอย่างยาวนานมากกว่า 30 ปีในประเทศไทย จากวิสัยทัศน์ขององค์กรที่เรามุ่งเน้นในเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการพัฒนาทรัพยากรที่มีคุณค่านั่นก็คือ ทรัพยากรมนุษย์ เรามีความพร้อมที่อยากจะส่งต่อคุณค่าที่ดีให้กับสังคมไทย ด้วยการส่งเสริมการศึกษา ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับผู้เรียน เกิดการพัฒนาครบในหลากหลายมิติ ในโอกาสที่สำคัญนี้ เราได้รับเกียรติจากทางสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น โดยคุณพัชราภรณ์ เวชวิทยาขลัง ประธานบริหาร กลุ่มบริษัท เอฟ ดี ไอ ให้การสนับสนุนร่วมเป็นอาจารย์พิเศษ ในหลักสูตรการจัดการทรัพยากรมนุษย์แบบญี่ปุ่น เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้ การคิดอย่างเป็นระบบในการทำงานแบบญี่ปุ่น ในหลักสูตรดังกล่าวด้วย ความน่าสนใจของหลักสูตร สำหรับหลักสูตรการจัดการทรัพยากรมนุษย์แบบญี่ปุ่น เป็นหลักสูตรที่น่าสนใจ โดยได้นำแนวคิดและวัฒนธรรมแบบญี่ปุ่น มาใช้เป็นแนวของการเรียนการสอน เพื่อให้ผลิตบัณฑิตได้ตรงกับสถานประกอบการสัญชาติญี่ปุ่นและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีความต้องการบัณฑิตที่มีวินัย มีทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ทำงานเป็นทีม มีภาวะผู้นำ โดยหลักสูตรมีอัตลักษณ์ เพื่อใช้เป็นแนวทางการผลิตบัณฑิต ให้เกิดโอกาสในการเรียนรู้ พัฒนาตนเองจากผู้ทรงคุณวุฒิในองค์กรธุรกิจ สัญชาติญี่ปุ่น โดยผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :  www.tni.ac.th/ba/major_hrj ช่องทางติดต่อสถาบันเทคโนโลยีไทย – ญี่ปุ่น Tel. 0-2763-2600 Fax. 0-2763-2700 Website : www.tni.ac.th E-mail : tniinfo@tni.ac.th “ FDI Group ร่วมสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพราะเราเชื่อว่าหนึ่งการส่งต่อที่มอบคุณค่าด้วยความรู้ ล้วนแล้วแต่นำไปสู่การสร้างสรรค์คุณค่าที่ดีต่อสังคมเสมอ “ ช่องทางติดต่อ FDI Group Facebook : FDI Group – Business Consulting Line : @fdigroup Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, […]

FDI Group สืบสานประเพณีสงกรานต์ ร่วมสรงน้ำพระและรดน้ำขอพรผู้บริหาร

FDI Group ร่วมสืบสานประเพณีวัฒนธรรมไทย เทศกาลสงกรานต์ 2568 เมื่อเข้าสู่ เทศกาลสงกรานต์ หรือวันขึ้นปีใหม่ไทย นอกจากจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองและพักผ่อนแล้ว ยังเป็นช่วงเวลาที่สำคัญแห่งการแสดงความห่วงใย ความกตัญญูต่อผู้ใหญ่ และเป็นการขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลในการดำเนินชีวิต ในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ ” กลุ่มบริษัทเอฟ ดี ไอ และบริษัทในเครือ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมสระน้ำพระ และรดน้ำขอพรผู้บริหาร “ ซึ่งในปีนี้ได้จัดงานขึ้นอย่างเรียบง่าย ภายใต้แนวคิด ” เชื่อมสายใย เชื่อมใจแห่งรัก และเติบโตไปพร้อมกัน ”  ที่สะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ของผู้บริหารและพนักงานทุกท่าน โดยในงาน ประกอบด้วยกิจกรรมสรงน้ำพระและรดน้ำดำหัวผู้บริหาร คุณพัชราภรณ์ เวชวิทยาขลัง ประธานบริษัท กลุ่มบริษัท เอฟ ดี ไอ  เพื่อความเป็นสิริมงคลและสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2568 ซึ่งกิจกรรมนี้ บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความอบอุ่น ความสนุกสนาน โดยทางคุณพัชราภรณ์ เวชวิทยาขลัง ประธานบริษัท กลุ่มบริษัท เอฟ ดี ไอ  โดยผู้บริหารได้กล่าวอวยพร พนักงานทุกท่าน  และขอถือโอกาสนี้ อวยพรให้ทุกท่าน พันธมิตร บริษัทต่าง ๆ มีความสุขในวันปีใหม่ไทย มีความสุขสดใส เดินทางปลอดภัยตลอดปีตลอดไป กิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงการให้ความสำคัญกับ วัฒนธรรมและประเพณีไทย เท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ความตั้งใจ ในการดำเนินธุรกิจ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีภายในองค์กร เพราะพนักงานทุกท่าน ล้วนคือคนสำคัญในองค์กร ที่มีความสำคัญยิ่งในการทำงานเพื่อการเติบโตไปพร้อมกันอย่างมั่นคง  FDI Accounting & Advisory ที่ปรึกษาทางธุรกิจอย่างครบวงจร ง่าย ครบ จบ ในที่เดียว ทุกธุรกิจเติบโตได้ ง่ายนิดเดียว! เพียงปรึกษา FDI บริการครบ ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์เชิงลึกในหลากหลายธุรกิจ ตอบโจทย์ในทุกธุรกิจ ทันสมัย รวดเร็ว บริการทุกท่านด้วยความยินดี เราพร้อมที่จะมอบประสบการณ์และส่งต่อคุณค่าที่ดีที่สุดให้กับทุกท่าน ช่องทางติดต่อ Facebook : FDI Group – Business Consulting Line : @fdigroup Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895 E-mail […]

FDI Group ร่วมสนับสนุนงาน NAC 2025 และร่วมให้คำปรึกษา คนร่วมงานหลายพันคน เน้นย้ำ! มุ่งพัฒนา AI ขับเคลื่อนประเทศไทยที่ยั่งยืน

สวทช. จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่กับงาน AI แห่งปี  NAC 2025  ผู้เข้าร่วมชมงานหลายพันคน !  เมื่อวันที่ 26 – 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา สวทช. พร้อมหน่วยงานหลักร่วมกันจัดงาน ประชุมวิชาการ NAC 2025 ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย AI เพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน (AI-driven Science and Technology for Sustainable Thailand) ซึ่งเน้นย้ำถึงศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เป็นปัจจัยในการผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย เพราะ AI ไม่เพียงช่วยเร่งการดำเนินงานและการตัดสินใจที่แม่นยำขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานที่สำคัญของนวัตกรรม ซึ่งจะยกระดับความสามารถของประเทศไทยในเวทีโลกได้  มีผู้ที่สนใจในวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้าร่วมชมงานและร่วมสัมมนาในหัวข้อต่าง ๆ อย่างล้นหลาม เต็มอิ่มความรู้ FDI ร่วมให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน  โดยภายในงานตลอดทั้ง 3 วัน FDI Group มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน NAC2025 ซึ่งเราได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ร่วมให้คำปรึกษา แนะนำแนวทาง และหาคำตอบให้ผู้ประกอบการ โดยผู้เชี่ยวชาญ คุณนันทพัชร ณ สงขลา (Business Development Manager ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน) ที่ Advisory Clinic ร่วมออกบูธ ให้คำแนะนำในการวางแผนประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (CFO) และ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (CFP) , การวางแผนคาร์บอนเครดิต,การทำรายงาน ESG และ Maturity Assessment , การวางแผนการทำ BCM – BCP การจัดการรับมือกับความเสี่ยงขององค์กร รวมถึงบริการด้านอื่น ๆ ของเรา พร้อมกิจกรรมอื่น ๆ ที่ช่วยไขข้อสงสัยให้ผู้ประกอบการ นักวิจัย และผู้สนใจได้เป็นอย่างดี กิจกรรมสำคัญภายในงานที่จัดขึ้นได้อย่างน่าสนใจ ที่ปีหน้าคุณต้องมางานนี้ !!  งานประชุมวิชาการ NAC 2025 มุ่งเน้นการนำ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) […]

ทุนจดทะเบียนบริษัทมีความสำคัญ การวางกลยุทธ์และขั้นตอนที่ควรรู้มีอะไรบ้าง !!

ทุนจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยนั้น เป็นส่วนสำคัญในการเริ่มต้นธุรกิจ เนื่องจากเป็นการแสดงถึงความสามารถทางการเงินของบริษัทและช่วยให้ธุรกิจมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น การกำหนดทุนจดทะเบียนมีข้อกำหนดที่ชัดเจนตามประเภทของบริษัท และมีการควบคุมที่เข้มงวดเพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างมีความสมดุลทางการเงิน ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับจำนวนทุนจดทะเบียนและพิจารณาให้รอบคอบตามลักษณะของกิจการที่ต้องการดำเนินการ ในบทความนี้ FDI จะพาทำความเข้าความเข้าใจมากขึ้นในเรื่องของทุนจดทะเบียน การเพิ่มทุนจดทะเบียน หรือข้อมูลสำคัญในการจดทะเบียนบริษัทด้านอื่น ๆ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด  ทุนจดทะเบียนมีความสำคัญต่อธุรกิจอย่างไรบ้าง  สำหรับทุนจดทะเบียน เป็นจำนวนเงินทุนที่ผู้ถือหุ้น ตกลงกันว่าจะนำมาใช้ในการเริ่มต้นธุรกิจ โดยแสดงเป็นจำนวนเงินที่ระบุไว้ในหนังสือบริคณฑ์สนธิ และหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท ซึ่งจะปรากฏต่อสาธารณชน โดยจะต้องแจ้งจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เงินทุนจำนวนนี้ บริษัทสามารถนำไปใช้ในการดำเนินงาน ลงทุน ขยายกิจการ หรือชำระหนี้สินได้ แสดงถึงความมั่นคงทางการเงินและความสามารถของการขยายกิจการ ทุนจดทะเบียนที่สูงช่วยแสดงถึงความสามารถในการดำเนินธุรกิจและการชำระหนี้ ซึ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทในสายตาของลูกค้าและผู้ลงทุน รวมถึงช่วยให้บริษัทมีเงินทุนเพียงพอในการซื้อสินทรัพย์และลงทุนในการขยายธุรกิจ กำหนดขอบเขตความรับผิดชอบของผู้ถือหุ้นในกรณีที่บริษัทมีหนี้สิน ผู้ถือหุ้นจะรับผิดชอบชดใช้หนี้สิน แต่ไม่เกินจำนวนเงินที่ตนได้ลงทุนในบริษัท ใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อจากธนาคาร และเป็นพื้นฐานในการขอสินเชื่อ บริษัทที่มีทุนจดทะเบียนสูงสามารถเพิ่มโอกาส ในการขอสินเชื่อจากธนาคารหรือสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น  เนื่องจากธนาคารมักพิจารณาทุนจดทะเบียน ประกอบกับปัจจัยอื่น ๆ ในการพิจารณาสินเชื่อ  แสดงการจัดการที่เป็นระบบ การมีทุนจดทะเบียนที่ชัดเจนช่วยให้ธุรกิจมีโครงสร้างการเงินที่ดีและสามารถวางแผนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อข้อกำหนดทางกฎหมาย  ทุนจดทะเบียนเป็นข้อกำหนดทางกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตามสำหรับการจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทย ซึ่งช่วยให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปตามกฎเกณฑ์และไม่เกิดปัญหาทางกฎหมายในภายหลัง ติดต่อ FDI ที่ @fdigroup   ขอรับคำปรึกษาเชิงลึกในการจดทะเบียนบริษัท กฏหมายระบุกำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำไว้อย่างไร จะมีข้อแตกต่างและข้อกำหนดของแต่ละการจดทะเบียนต่างกันดังนี้  บริษัทจำกัด : ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 10 บาท โดยหุ้นสามัญต้องมีมูลค่า ไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 5 บาท และ ต้องมีผู้ถือหุ้น ไม่ต่ำกว่า 2 คน ห้างหุ้นส่วนจำกัด : ทุนจดทะเบียนไม่มีขั้นต่ำ แต่ต้องมีหุ้นส่วน ไม่ต่ำกว่า 2 คน ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล : ทุนจดทะเบียนไม่มีขั้นต่ำ แต่ต้องมีหุ้นส่วน ไม่ต่ำกว่า 2 คน บริษัทมหาชนจำกัด : ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 5 ล้านบาท หุ้นสามัญต้องมีมูลค่า ไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 10 บาท  และต้องมีผู้ถือหุ้น ไม่ต่ำกว่า 15 คน ปัจจัยในการวางกลยุทธ์เพื่อการจัดสรรทุนจดทะเบียน กลยุทธ์ในการจัดสรรทุนจดทะเบียนมีความสำคัญอย่างยื่ง เพราะมีผลต่อสภาพคล่องทางการเงิน การดำเนินธุรกิจ และภาพลักษณ์ของบริษัท ซึ่งปัจจัยที่ควรพิจารณาเพื่อจัดสรรทุนจดทะเบียนให้เป็นไปอย่างมัประสิทธิภาพมากขึ้น โดยพิจารณาได้ดังนี้  1. การกำหนดทุนจดทะเบียนให้เหมาะสมกับขนาดและประเภทของธุรกิจ ธุรกิจขนาดเล็กหรือสตาร์ทอัพ : ควรเริ่มต้นด้วยทุนจดทะเบียนที่พอดีกับการดำเนินธุรกิจ และควรจะมีเงินสำรองเผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้มีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ธุรกิจขนาดใหญ่ […]

ยอดขายหรือรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาท ต้องยื่นภพ 30 หรือไม่ ? ยื่นแบบไหนได้บ้าง

ภพ 30 คืออะไร ? ใครมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภพ 30 คือ แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ผู้ประกอบการหรือธุรกิจในประเทศไทยต้องยื่นต่อกรมสรรพากร เพื่อรายงานยอดขาย ยอดซื้อ และภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน โดยภพ 30 จะแสดงข้อมูลเกี่ยวกับภาษีขายและภาษีซื้อ แต่ละแบบต่างกัน คือ  ภาษีขาย (Output VAT) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บจากลูกค้าจากการขายสินค้าและบริการ ภาษีซื้อ (Input VAT) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายให้กับซัพพลายเออร์เมื่อซื้อสินค้าและบริการ ใครมีหน้าที่ต้องยื่นภพ 30 บ้าง ? ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Registered) ซึ่งได้แก่ ธุรกิจที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ผู้นำเข้าสินค้า  ที่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อสินค้าผ่านศุลกากร ผู้ประกอบการที่ให้บริการในต่างประเทศแต่ใช้ในประเทศไทย  เช่น การซื้อบริการโฆษณาออนไลน์จากต่างประเทศ กำหนดเวลาการยื่น ต้องยื่นภายในวันไหน  ภพ 30 ต้องยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป โดยสามารถยื่นได้ทั้งแบบ ออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร และ แบบกระดาษ ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่  การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในภพ 30 สอนวิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในภพ 30 พร้อมตัวอย่างการคำนวณที่เข้าใจง่าย วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในภพ 30การคำนวณ VAT ในภพ 30 จะพิจารณาจาก 2 ส่วนหลัก คือ ภาษีขาย (Output VAT) และ ภาษีซื้อ (Input VAT) โดยมีวิธีการคำนวณดังนี้  1. ภาษีขาย (Output VAT) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้าและบริการ โดยคำนวณจาก 2. ภาษีซื้อ (Input VAT) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายให้กับซัพพลายเออร์เมื่อซื้อสินค้าและบริการ โดยสามารถนำมาหักออกจากภาษีขายได้ 3. คำนวณภาษีที่ต้องชำระหรือขอคืน ภาษีที่ต้องชำระ = Output VAT − Input VAT หมายเหตุและข้อควรระวัง: สามารถใช้ […]

จากภาวะโลกร้อน สู่ภาวะโลกเดือด ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นวิกฤตของคนทั้งโลกต้องจับตา!

ภาวะโลกเดือดไม่ใช่แค่เรื่องของ “ความร้อน” แต่เป็นวิกฤตการณ์ที่ส่งผลกระทบทั้งในระดับปัจเจกและระดับโลก ความรุนแรงนี้ทำให้การแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้อย่างรวดเร็วที่สุด ความรุนแรงจากภาวะโลกร้อนสู่ภาวะโลกเดือด ผลกระทบหนักต่อสิ่งมีชีวิตในหลากหลายมิติ “ภาวะโลกเดือด” เริ่มได้รับความสนใจเมื่อผู้นำหรือองค์กรระดับนานาชาติ เช่น องค์การสหประชาชาติ (UN) และนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ ใช้คำนี้เพื่อสร้างจุดสนใจให้เห็นถึงความรุนแรงของวิกฤตภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้น และกระตุ้นให้ทุกคนเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงานหมุนเวียน คำนี้สะท้อนถึงความรุนแรงที่ไม่ใช่แค่ “ความร้อน” แต่ยังรวมถึงผลกระทบที่ครอบคลุมทุกด้านของชีวิตบนโลกใบนี้ หากไม่มีการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพ ความรุนแรงที่เห็นได้ชัด จากวิกฤตไฟป่าแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกา ข่าวร้ายต้นปี 2025 (7 ม.ค. 2568) คร่าชีวิตมนุษย์และสัตว์ เสียหายทางเศรษฐกิจราว 1.73 ล้านล้านบาท  ถือเป็นข่าวเศร้ารับต้นปีเลยทีเดียว กับสถานการณ์ไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกา โดย BCC NEW ไทย ได้ให้ข้อมูลว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ราย และต้องอพยพประชาชนกว่า 1.37 แสนคน ออกจากพื้นที่ ขณะที่ต้องระดมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมากกว่า 1,400 คน ท่ามกลางอุปสรรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นลมกระโชกแรง ความแห้งแล้งในพื้นที่ และขาดแคลนน้ำเพื่อนำมาช่วยดับเพลิง  มีพื้นที่ที่เกิดไฟป่าอย่างน้อย 7 แห่ง สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน พื้นที่เพราะปลูกอย่างมหาศาล  ปัจจัยที่ทำให้เกิดไฟป่าใหญ่ครั้งนี้เกิดจากอะไร  ผลการวิจัยของรัฐบาลสหรัฐฯ ชี้ว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการเกิดไฟป่าครั้งนี้ กระแสลมที่พัดแรงและความแห้งแล้งเป็นสาเหตุหลักของไฟป่ากลางฤดูหนาว ทำให้ไม่สามารถควบคุมทิศทางของไฟได้ จนเกิดเหตุไม่คาดฝันที่คร่าชีวิตคน สัตว์พร้อมความเสียหายครั้งใหญ่นี้  ถอดบทเรียนอะไรคือสาเหตุที่แท้จริง ของวิกฤตที่ทวีความรุนแรงของภัยพิบัติธรรมชาติ !! ปัจจัยหลักอะไรบ้าง ที่ส่งผลให้เกิดภาวะโลกเดือด สาเหตุที่ทำให้วิกฤตภาวะโลกเดือดรุนแรงขึ้น ? จากปัจจัยด้านพฤติกรรมของมนุษย์ 1. การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emissions)  การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) และก๊าซมีเทน (CH₄) ในปริมาณมหาศาล การทำปศุสัตว์ขนาดใหญ่เป็นแหล่งสำคัญของก๊าซมีเทน การตัดไม้ทำลายป่า ลดความสามารถของธรรมชาติในการดูดซับ CO₂ กระบวนการผลิตที่ไม่มีคุณภาพ ไม่สามารถควบคุมและจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้  1.1 วัฒนธรรมการบริโภคที่ไม่ยั่งยืน การบริโภคอาหารที่ไม่ยั่งยืนจากพฤติกรรมของมนุษย์ การบริโภคอาหารที่มาจากการผลิตที่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น การบริโภคเนื้อสัตว์จากฟาร์มที่มีการใช้ทรัพยากรในการผลิตสูง หรือการผลิตที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกค่อนข้างสูง การสูญเสียและทิ้งอาหาร (food waste) ทั้งจากอุตสาหกรรมการผลิต และภาคครัวเรือน ซึ่งการทิ้งอาหารที่ยังสามารถบริโภคได้ หรือการบริโภคในปริมาณมากเกินไปโดยไม่คิดถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ  การซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยและการบริโภคการใช้แล้วทิ้ง […]

ที่ปรึกษาคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และจัดทำรายงาน CFO CFP

https://youtu.be/JVEvBIDn3qk?si=m2uubWcE2Gzdthax FDI Group ที่ปรึกษาคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และจัดทำรายงาน CFO CFP ให้คำปรึกษาธุรกิจทุกขั้นตอนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมในการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอน  ทำไมธุรกิจถึงจำเป็นต้องมีที่ปรึกษาคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในความท้าทายที่สำคัญที่สุดของมนุษยชาติในศตวรรษที่ 21 เพราะภาวะโลกเดือดในปัจจุบันเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นและเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างกว้างขวาง ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ส่งผลเสียเพียงแต่มนุษยชาติแต่รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ซึ่งหนึ่งในแนวทางสำคัญในการจัดการกับปัญหานี้ที่เป็นอีกประเด็นของทุกองค์กรควรจะทำ คือ การวัดและลด “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” (Carbon Footprint) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กร ธุรกิจ หรือบุคคล การวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ช่วยให้องค์กรสามารถระบุแหล่งที่มาของการปล่อยก๊าซ และวางแผนกลยุทธ์เพื่อลดการปล่อยอย่างมีประสิทธิภาพ FDI Group ที่ปรึกษาคาร์บอนฟุตพริ้นท์ จึงกลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนองค์กรให้ก้าวสู่ความยั่งยืน ผ่านการวางแผน การวิเคราะห์ และการพัฒนานโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ในบทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับความสำคัญของการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ บทบาทของที่ปรึกษา และแนวทางการทำงานของที่ปรึกษาคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างละเอียด การจำแนกประเภทคาร์บอนฟุตพริ้นท์ มีกี่แบบ แต่ละแบบต่างกันอย่างไร แบบที่ 1  CFO : Carbon Footprint for Organization การประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร  ขอบเขตการประเมิน Carbon Footprint for Organization แบ่งออกเป็น 3 ขอบเขต คือ  ขอบเขตที่ 1 การปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรโดยตรง (Direct Emissions) ที่องค์กรเป็นเจ้าของหรือมีอำนาจในการควบคุม ตรวจสอบได้ ขอบเขตที่ 2 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Indirect Emissions)  ขอบเขตที่ 3 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากกิจกรรมอื่นๆ (Other Indirect Emissions) ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมอื่นๆ ที่อยู่นอกขอบเขตขององค์กร อ่านต่อ : โอกาสที่สำคัญ! ของการทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร กุญแจสู่ความสำเร็จ แบบที่ 2  CFP : Carbon Footprint of Products การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ ขอบเขตของการคำนวณตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การกระจายสินค้า การใช้งาน การจัดการหลังการใช้งาน  อ่านต่อ : คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ คำนวณอย่างไร? ความสำคัญและโอกาส ของการวัดและประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในปี 2025 ตอบสนองต่อข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ หลายประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ มีข้อกำหนดให้บริษัทต้องรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก […]

การไปทำงานต่างประเทศแบบถูกกฏหมาย ต้องทำได้อย่างไร รู้ไว้ไม่โดนหลอก อะไรบ้างที่ต้องรู้ 2026 !

การไปทำงานต่างประเทศแบบถูกกฏหมาย สามารถไปได้โดยวิธีใดบ้าง สำหรับการที่คนไทยเลือกไปทำงานต่างประเทศมีหลายเหตุผลที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเป้าหมายส่วนบุคคลของแต่ละคน  ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโอกาสในการหาเงินและประสบการณ์ที่ดีกว่า การพัฒนาทักษะและความเชี่ยวชาญ รวมถึงความฝันและการเริ่มต้นใหม่ในต่างแดน การไปทำงานต่างประเทศจึงเป็นทางเลือกที่คนไทยหลายคนใช้เพื่อให้ชีวิตมีความก้าวหน้าและเติมเต็มความต้องการต่าง ๆ ในชีวิต แต่การไปทำงานนั้น จำเป็นที่จะต้องไปแบบถูกกฏหมายทั้งในประเทศไทยและประเทศที่จะไปทำงาน เพื่อการให้ได้ซึ่งสิทธิประโยชน์ การคุ้มครองด้านต่างๆ ที่ครอบคลุม หากไปแล้วไม่ได้รับความปลอดภัย การกดขี่แรงงานหืองานไม่เป็นไปตามที่ตกลงไว้ ซึ่งจะมีรายละเอียดที่น่าติดตามอย่างไร FDI จะไขข้อสงสัยในบทความนี้ โดยการไปงานต่างประเทศแบบถูกกฏหมายนั้น สามารถทำได้ 5 วิธีด้วยกัน คือ  1.กรมการจัดหางานเป็นผู้จัดส่งไปทำงาน ในกรณีนี้ เป็นบริการของรัฐที่ส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศโดยไม่ต้องเสียค่าบริการ นอกจากค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่จำเป็น เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าวีซ่า ค่าภาษี ค่าที่พักก่อนเดินทาง ค่าสมาชิกกองทุน รวมถึงค่าใช้จ่ายจิปาฐะอื่นๆ 2.บริษัทจัดหางานเป็นผู้จัดส่ง  สามารถติดต่อได้ที่บริษัทจัดหางานที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางาน ต้องมีการเรียกเก็บค่าหัวตามกฏหมาย พร้อมออกใบเสร็จรับเงิน ต้องมีการเรียกเก็บเงินได้ไม่เกิน 30 วัน ก่อนเดินทาง ถ้าหากไม่ส่งไปทำงานตามกำหนด ต้องคืนเงินให้ทันที รวมถึงส่งคนงานไปทดสอบฝีมือแรงงาน ณ สถานที่ตามกำหนด และรายละเอียดอื่นๆ สอบถามได้ที่ 1506 กรมการจัดหางาน 3.เดินทางไปทำงานด้วยตนเอง คนหางานติตต่อนายจ้างในต่างประเทศด้วยตนเองหรือคนงานที่ทำงานครบสัญญาจ้างแล้วได้ต่อสัญญาจ้าง เมื่อเดินทางกลับมายังประเทศไทย หากจะกลับไปทำงานอีก ต้องแจ้งต่อกรมการจัดหางานก่อนวันเดินทางไม่น้อยกว่า 15 วัน  4.นายจ้างในประเทศไทย เป็นผู้พาลูกจ้างไปทำงานต่างประเทศ กรณีคนไทยที่เป็นนายจ้างและลูกจ้างพาไปทำงานบริษัทในเครือที่ต่างประเทศ หรือ ประมูลงานในต่างประเทศได้ หรือจะส่งลูกจ้างไป ต้องแจ้งและขออนุญาตต่อกรมการจัดหางาน โดยยื่นเอกสารต่าง ๆ พร้อมยื่นขออนุญาตให้ถูกต้องทุกครั้ง 5.นายจ้างในประเทศไทยเป็นผู้ส่งลูกจ้างไปฝึกงาน  แบ่งเป็น 2 กรณี คือ 1.กรณีไม่เกิน 45 วัน 2.กรณีเกิน 45 วัน โดยหากท่านใดสนใจจะไปทำงาน สามารถดูประเทศที่กรมจัดหางานกำลังเปิดรับและรายละเอียดได้ที่นี่ https://www.doe.go.th/overseas โครงการที่จัดส่งโดยภาครัฐ มีโครงการและประเทศใดบ้าง 1.โครงการจ้างตรง ประเทศไต้หวัน 2.โครงการ IM ประเทศญี่ปุ่น 3.โครงการ EPS สาธารณรัฐเกาหลี 4.โครงการ TIC ประเทศอิสราเอล โครงการทำงานในต่างประเทศระยะสั้น โครงการทำงานในต่างประเทศระยะสั้นสำหรับคนไทยมีหลายโครงการที่เปิดโอกาสให้คนทำงานในต่างประเทศในระยะเวลาไม่ยาวนาน โดยทั่วไปแล้ว โครงการเหล่านี้จะเป็นโครงการที่เน้นการฝึกอบรม, การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม, หรือโครงการพิเศษที่มีระยะเวลาไม่เกิน 1-2 ปี 1. โครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม (Cultural Exchange Programs) […]

1 11 12 13 14 15 32