FDI

เริ่มแล้วจัดเก็บภาษีคาร์บอน 200 บาท/ตัน มุ่งผลักดันไทยสู่ Net Zero ครม.ยืนยันไม่กระทบค่าครองชีพประชาชนอย่างแน่นอน

เริ่มแล้วขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยการเริ่มจัดเก็บภาษีคาร์บอน การจัดเก็บภาษีคาร์บอนเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่รัฐบาลไทยนำมาใช้เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เข้าสู่เป้าหมาย ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2065 ซึ่งเป็นพันธสัญญาต่อเวทีโลกว่าประเทศไทยจะช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง รวมถึงการร่างกฏหมายอื่นๆ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ ที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและคาดว่าจะประกาศใช้ในลำดับถัดมา รัฐบาลผลักดัน ครม.เห็นชอบหลักการออกกฎกระทรวง “เก็บภาษีคาร์บอน” 200 บาท/ตัน หนุนประเทศไทยสู่ Net Zero รมช.คลัง ยืนยันไม่กระทบราคาน้ำมัน-ต้นทุนผู้ประกอบการ  เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ หลักการร่างกฎกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) ซึ่งจัดเก็บจากสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน โดยร่างกฎกระทรวงนี้เป็นข้อเสนอจาก กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ที่มุ่งหมายให้การจัดเก็บภาษีเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นให้ ผู้ประกอบการและประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emissions) และส่งเสริมความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม รายละเอียดของฉบับร่างภาษีคาร์บอน  กลุ่มสินค้าที่เข้าข่ายการจัดเก็บภาษีคาร์บอนสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ถูกกำหนดให้มีภาษีคาร์บอน ได้แก่: น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ทุกประเภท (E10, E20, E85) น้ำมันก๊าดและน้ำมันสำหรับให้แสงสว่าง น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น น้ำมันดีเซลและน้ำมันดีเซลผสมไบโอดีเซล (B5, B7, B10) ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และก๊าซโพรเพน น้ำมันเตาและน้ำมันที่คล้ายกัน อัตราภาษีคาร์บอนร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ จัดเก็บภาษีคาร์บอนที่อัตรา 200 บาทต่อตันคาร์บอนเทียบเท่า โดยมีหลักเกณฑ์การคำนวณที่พิจารณาจาก ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) ของเชื้อเพลิงแต่ละประเภท ผลกระทบและข้อได้เปรียบของมาตรการ ไม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนราคาน้ำมันและภาคอุตสาหกรรมนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่ามาตรการภาษีคาร์บอนนี้ จะไม่กระทบราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ หรือภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ เนื่องจากโครงสร้างภาษีถูกออกแบบให้สอดคล้องกับกลไกทางเศรษฐกิจและนโยบายของภาครัฐ โดยมุ่งเน้นการสร้างแรงจูงใจเชิงบวกให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าการเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้อุตสาหกรรมปรับตัวสู่แนวทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงานที่ถือเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักของประเทศ (คิดเป็น 70% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในประเทศไทย) การกำหนดกลไกราคาคาร์บอนในโครงสร้างภาษีจะช่วยให้ ประเทศไทยสามารถแข่งขันในเวทีการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยคาร์บอน เช่น สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา สร้างความตระหนักและส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของภาคประชาชนนอกจากผู้ประกอบการแล้ว นโยบายภาษีคาร์บอนยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เกิดการตระหนักมากขึ้นถึงผลกระทบจากชีวิตประจำวัน เช่น การเลือกใช้น้ำมันที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการหันมาใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะนำไปสู่การลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว  แนวโน้มและทิศทางของประเทศไทยต่อเป้าหมาย Net Zero […]

บริการที่ปรึกษาการจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยทีมวิศวกร FDI Group ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

ที่ปรึกษาการจัดการก๊าซเรือนกระจกและการจัดการคาร์บอน ช่วยพัฒนากลยุทธ์อย่างยั่งยืน ให้คำปรึกษาพัฒนาธุรกิจที่สอดคล้องกับเป้าหมายองค์กร  “เราให้บริการโดยมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์เชิงลึกในหลายอุตสาหกรรมที่กำลังดำเนินการและขึ้นทะเบียนไปแล้ว ในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม การประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในหลากหลายอุตสาหกรรม ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นที่ปรึกษาในการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ ตามแนวทางขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. แล้ว “ FDI เราให้บริการตั้งแต่การวางแผนกลยุทธ์ขององค์กร และการพัฒนาแนวทางโดยยึดหลักของ BCG – ESG แบบครบวงจร ตั้งแต่ด้านการอบรมภายใน เพื่อสร้างทักษะ ความรู้ ความเข้าใจ มีเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกันในองค์กร และการตั้งเป้าหมายสู่ Net Zero ที่สอดคล้องกับมาตรฐาน SBTi และการจัดทำรายงานความยั่งยืนตามมาตรฐานของสากล  เราพร้อมที่จะให้คำปรึกษาและพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน  อีกหนึ่งบริการจาก เอฟ ดี ไอ กรุ๊ป ที่บริษัทต่างๆให้ความไว้วางใจใช้บริการ คือที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เรามีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ทางตรงในด้านวิศวกรรม ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ในโครงการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อร่วมขับเคลื่อนตามนโยบายของภาครัฐในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Emission บุคลากรของเราได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ปรึกษาโครงการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (CFP) และ ที่ปรึกษาโครงการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (CFO) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของทีมวิศวกรสิ่งแวดล้อม FDI บริการด้าน BCG / Environment & Sustainable Consulting FDI ได้มุ่งมั่นพัฒนาบริการด้านต่าง ๆ ให้ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้าเสมอมา ในปีนี้ในโอกาสที่ก้าวเข้าสู่วาระครบรอบ 30 ปีของ FDI เรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาบริการให้ครอบคลุมในทุกมิติมากยิ่งขึ้นในอีกระดับ ปลดล็อกทุกศักยภาพของทุกธุรกิจให้เติบโตไปแบบก้าวกระโดดอย่างยั่งยืน เราเชื่อมั่นว่าทุกองค์กรที่ได้เริ่มจัดการการลดก๊าซเรือนกระจก ล้วนเล็งเห็นในความสำคัญของสิ่งแวดล้อมที่ต้องร่วมมือกันในทุกภาคส่วน เร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและสังคมไทย สังคมโลก  FDI ได้เริ่มให้คำปรึกษาบริษัทต่าง ๆ โดยได้เริ่มการบริการด้านสิ่งแวดล้อม ในปี 2023 เป็นต้นมา ซึ่งได้ให้คำปรึกษาไปแล้วมากกว่า 60 บริษัท จำนวนโครงการมากกว่า 70 โครงการ ในปีที่ผ่านมา  ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มบริษัทที่กำลังอบรมภายใน เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 2.กลุ่มบริษัทที่กำลังอยู่ในขั้นตอนจัดเตรียมข้อมูล และประเมินในการขึ้นทะเบียน 3.กลุ่มบริษัทที่ได้รับการประเมินและขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นที่เรียบร้อย จากการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนขององค์กรและผลิตภัณฑ์ แสดงให้เห็นเจตนารมย์ที่ดีของทุกองค์กร และความรับผิดชอบต่อส่วนรวมโดยส่วนใหญ่ รวมถึงความมุ่งมั่นที่ต้องการทำเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างแท้จริง  เราพร้อมให้คำปรึกษาในการวัดประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรและผลิตภัณฑ์ ครบจบในที่เดียว! […]

FDI Group ร่วมเป็นพันธมิตรให้การสนับสนุน สวทช. จัดงานใหญ่แห่งปี “NAC2025” ผนึกพลังวิจัย ‘ขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย AI’

FDI Group  ร่วมเป็นพันธมิตรให้การสนับสนุน สวทช. จัดงาน การประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 20 (20th NSTDA Annual Conference : NAC2025)  เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2568  ที่ผ่านมา คุณพัชราภรณ์ เวชวิทยาขลัง ประธานกลุ่มบริษัท เอฟดีไอ ร่วมงานแถลงข่าวในฐานะพันธมิตรผู้ให้การสนับสนุน การจัดการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 20 (20th NSTDA Annual Conference: NAC2025) ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  โดยการจัดงานในปีนี้ภายใต้แนวคิด “ขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย AI เพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน: AI-driven Science and Technology for Sustainable Thailand” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 มีนาคม 2568 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี   ภายในงานแถลงข่าวนำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พร้อมด้วยทีมนักวิจัย สวทช. ภายใต้กระทรวง อว. และหน่วยงานพันธมิตรเข้าร่วมงานกันอย่างล้นหลาม  ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “สวทช.  เป็น ขุมพลังหลักของประเทศ “  ในการขับเคลื่อนการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน หรือ S&T Implementation for Sustainable Thailand การจัดงาน NSTDA Annual Conference: NAC จึงเป็นอีกงานใหญ่ที่สำคัญ ในการนำเสนอความก้าวหน้าทาง วทน. ที่ สวทช. […]

ESG Sustainability คืออะไร? ผสานรวมกับ AI เทคโนโลยีกับบทบาทในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน

ในโลกธุรกิจปัจจุบัน ESG Sustainability คือ กรอบแนวคิดที่องค์กรใช้ในการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, and Governance) เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว การปรับใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) จึงได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรและสังคมสู่ความยั่งยืน AI ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนและสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย ESG ขององค์กรต่าง ๆ ได้อีกด้วย ในบทความนี้  FDI จะพาทุกท่านไปติดตามเทคโนโลยี AI ที่ธุรกิจนำมาใช้พัฒนาด้านความยั่งยืน เพราะ ESG Sustainability คือ โอกาสใหม่ที่จะทำให้องค์กรของท่าน มีความได้เปรียบในการแข่งขันและสามารถตอบสนองต่อความต้องการของสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ มิติใหม่ ! บทบาทของ AI ในการขับเคลื่อนร่วมกับ ESG Sustainability คืออะไร  สถานการณ์ธุรกิจในยุคปัจจุบัน การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เรื่องที่ทำเพียงเพื่อการสร้างภาพลักษณ์ขององค์กร แต่เป็นหน้าที่ที่สำคัญที่จำเป็นจะต้องทำในการแสดงความรับผิดชอบจากการดำเนินธุรกิจ การวางกลยุทธ์เป้าหมาย โดยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงกำไรจากการดำเนินงานแต่ต้องสร้างผลกำไรเชิงบวกที่เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน โดยการต่อยอดจากโอกาสและรักษาคุณภาพมาตรฐานความยั่งยืนได้ด้วย ซึ่งหากพูดในระดับการปรับเปลี่ยนระบบการดำเนินงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายอาจจะดูเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องปรับกันทั้งองค์กร แต่ในปัจจุบันหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีส่วนช่วยสำคัญในด้านนี้ก็คือการนำ AI เข้ามาใช้ ที่เราต่างทราบกันดีว่า AI สามารถคิด วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและคาดการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ไปจนถึง Generative AI ที่ใช้การเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ในการสรรค์สร้างข้อมูลเนื้อหาใหม่ ๆ แบบอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้มนุษย์ในการคิด แต่ต้องใช้มนุษย์ป้อนคำสั่งแทน สามารถสร้างเนื้อหาได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ เสียง วิดีโอ และอื่น ๆ จากข้อมูลที่ถูกป้อนเข้ามาในระบบ ความสามารถของ Generative AI เข้ามาช่วยพัฒนาธุรกิจได้ในหลาย ๆ ด้านมากขึ้น อาทิ การดึงข้อมูลประกอบการคำนวนปริมาณก๊าซเรือนกระจก ของภาคการผลิตที่มีหลายโรงงาน และมีหลายหน่วยผลิต เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่สะดวกรวดเร็ว และแม่นยำกว่าการใช้บุคคลากรจดบันทึกเป็นรายครั้ง อีกทั้งยังสามารถอัพเดทสถานะ การใช้พลังงาน หรือ ข้อมูลจากระบบต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์ตามคำสั่งที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น การจัดการพลังงาน: AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลการใช้พลังงานในองค์กรและเสนอแนวทางเพื่อลดการบริโภคพลังงาน เช่น การปรับอุณหภูมิในอาคารให้เหมาะสม หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: AI ช่วยในการติดตามและคาดการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์และระบบ IoT (Internet of Things) เพื่อเสนอแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการขยะ: […]

เปรียบเทียบ visa work permit ของ 4 ประเทศสุดฮิต USA, UK, Australia, Japan ใครอยากไปทำงานต้องอ่าน!

เปรียบเทียบ Visa Work Permit กับ 4 ประเทศยอดนิยม ใครมีแพลนอยากไปทำงานต่างประเทศต้องอ่าน !  การทำงานในต่างประเทศเป็นความฝันของใครหลายคน ด้วยหลากหลายเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ในชีวิต การเพิ่มทักษะทางอาชีพ หรือแสวงหาโอกาสที่ดีกว่า  FDI  บริการให้คำปรึกษา ช่วยวางแผน ด้านการศึกษาต่อ และการทำงานในต่างประเทศ หากท่านใดกำลังต้องการข้อมูลเชิงลึก เทคนิค แนวทาง เราให้คำปรึกษาเบื้องต้น ในด้าน Visa & Work Permit เริ่มต้นราคาโปรโมชั่นเพียง 1,500 ฿ สามารถให้คำปรึกษาทั้งทาง Online หรือ Onsite ที่บริษัทได้ หากสนใจบริการนี้ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อทำนัดหมายได้ที่ @fdigroup แต่การจะทำงานในต่างประเทศได้ สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการยื่นขอ Visa และ Work Permit ซึ่งในแต่ละประเทศนั้น จะมีกฎเกณฑ์และขั้นตอนที่แตกต่างกันออกไป โดยในบทความนี้ได้รวบรวมและเปรียบเทียบข้อมูลที่สำคัญของ Visa Work Permit ใน 4 ประเทศยอดนิยม ได้แก่ สหรัฐอเมริกา (USA), สหราชอาณาจักร (UK), ออสเตรเลีย (Australia) และ ญี่ปุ่น (Japan) หากใครที่กำลังมีเป้าหมายอยากไปทำงานในประเทศเหล่านี้ ต้องห้ามพลาด !  อ่านต่อ !! บริการให้คำปรึกษาขอใบอนุญาต FBL ชาวต่างชาติมาทำงานในไทย  อ่านต่อ !! บริการให้คำปรึกษาการขอ Visa & Work Permit ถ้าหากใครที่กำลังมองหาโอกาสในการไปทำงานที่ต่างประเทศ ในการตามหาความฝัน เป้าหมายในชีวิต เราเชื่อว่าจะเป็นโอกาสที่ดีอีกขั้นในการเติบโต ซึ่งการไปทำงานในต่างแดนนั้นก็จะมีข้อดีและข้อเสีย แต่ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาในหลากหลายเหตุผลร่วมด้วยเช่นเดียวกัน  ข้อดีการไปทำงานในต่างประเทศ  ได้ทำงานในบริษัทระดับโลก หรือระดับนานาชาติ ค่าตอบแทนสูง รวมถึงสวัสดิการต่างๆ คุ้มค่ามากกว่าไทย ประสบการณ์ในชีวิตและโอกาสในการเรียนรู้ระบบงาน วัฒนธรรมต่างแดน  ข้อเสียการไปทำงานในต่างประเทศ  ต้องมีการเตรียมตัวและวางแผนล่วงหน้าในระยะเวลาที่นาน ต้องห่างไกลจากครอบครัว ญาติพี่น้อง สภาพแวดล้อม สภาพอากาศที่แตกต่างจากที่เคยใช้ชีวิต เจาะข้อมูล VISA รายละเอียดในแต่ละประเทศ 1. สหรัฐอเมริกา (USA) สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีโอกาสทางอาชีพมากมาย โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยี การเงิน […]

SUCCESS CASE カーボンラベル登録および組織と製品のカーボンフットプリント認証 [EP.1]

Success Case Carbon Footprint Label รอบขึ้นทะเบียนในปี 2567  ในการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนรับเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรและผลิตภัณฑ์ จากบริการด้าน BCG / Environment & Sustainable Consulting ของ FDI Group ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับองค์กรต่างๆ ในความสำเร็จที่เกิดขึ้นในโอกาสอันสำคัญนี้ ของการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรและผลิตภัณฑ์  จากสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อมวลมนุษยชาติทั่วโลก โดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจากความสำคัญของปัญหาดังกล่าวทำให้ประเทศต่าง ๆ ให้ความสำคัญอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน โดยตั้งเป้าหมายร่วมกันในการลด บรรเทาความรุนแรงทางสภาพภูมิอากาศ มีวัตถุประสงค์หลักร่วมกัน คือการเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์  โดยออกมาตรการที่สำคัญ นโยบายในการร่วมมือกันเพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม  “ประเทศไทยตั้งเป้าหมาย Carbon Neutality ภายในปี 2050 และจะพัฒนาสู่ Carbon Net Zero ภายในปี 2065 จากกรอบนโยบายที่ตั้งเป้าหมายไว้ จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง หากขาดความร่วมมือของทุกภาคส่วนภายในประเทศ “   พบกับ 5 บริษัทที่ FDI ให้บริการให้คำปรึกษา ซึ่งในแต่ละบริษัทจะมีความน่าสนใจอย่างไรบ้างนั้น ติดตามกันต่อได้ในบทความนี้  เจาะลึก “ความน่าสนใจในผลิตภัณฑ์และบริการ” ของทั้ง 5 บริษัท แรก ใน EP.1  นี้  วันนี้พบกับ Success Case ที่น่าสนใจของ 5 บริษัทที่ประสบความสำเร็จในการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอน ซึ่งให้การรับรองโดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยในแต่ละบริษัทจะอยู่ในอุตสาหกรรมใดบ้าง และมีความน่าสนใจอย่างไร สามารถติดตามได้ในบทความนี้ ความมุ่งมั่นของเราในบริการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน บริการด้าน BCG / Environment & Sustainable Consulting เราได้มุ่งมั่นพัฒนาบริการด้านต่าง ๆ ให้ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้าเสมอมา และได้เล็งเห็นในความสำคัญของสิ่งแวดล้อมที่ต้องร่วมมือกันในทุกภาคส่วน เร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและสังคมไทย สังคมโลก FDI ได้เริ่มให้คำปรึกษาบริษัทต่าง ๆ โดยได้เริ่มการบริการในปี 2023 เป็นต้นมา ซึ่งได้ให้คำปรึกษาไปแล้วมากกว่า 60 บริษัท จำนวนโครงการมากกว่า 70 โครงการ ในปีที่ผ่านมา  ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ […]

雇用主または事業者が知っておくべきこと E-Workpermit 外国人労働者の電子ワークパーミットシステム

E – Work Permit คืออะไร นายจ้าง/สถานประกอบการต้องรู้ E-Workpermit ในประเทศไทยคือระบบการขอใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งพัฒนาโดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับแรงงานต่างด้าวและนายจ้าง ลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกในการยื่นคำร้องและติดตามสถานะใบอนุญาตทำงาน ระบบนี้ช่วยให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบ E-Workpermit นี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดขั้นตอนที่ซับซ้อนในการขอใบอนุญาตทำงานสำหรับแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย รวมคู่มือการยื่นคำขอใบอนุญาตทำงาน การต่ออายุใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวตามมติ คณะรัฐมนตรี ประกาศ วันที่ 5 กรกฎาคม 2565 คู่มือการยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว (บต.50 อ.5) ในไฟล์นี้รวบรวมขั้นตอนการใช้งานระบบทุกขั้นตอน บต.50 อ.5 วิธีการยื่นคำขอ จนถึงขั้นตอนการจัดการชำระเงิน และ แนะนำวิธีการนำภาพถ่ายแปลงเป็นไฟล์ pdf สำหรับนายจ้าง / สถานประกอบการ ฉบับปรับปรุง 18/12/66 สำหรับบริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ ฉบับปรับปรุง 18/12/66 สามารถเข้าใช้งานได้ที่ : คู่มือการยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว (บต.50 อ.5) คู่มือการยื่นคำขอ บต.50 (มติ 3 ต.ค. 66) ในไฟล์นี้รวบรวมขั้นตอนการใช้งานระบบทุกขั้นตอนการยื่นคำขอ บต.50 วิธีการยื่นคำขอ จนถึงขั้นตอนการจัดการชำระเงิน และ แนะนำวิธีการนำภาพถ่ายแปลงเป็นไฟล์ pdf สำหรับนายจ้าง / สถานประกอบการ ฉบับปรับปรุง 21/11/66 สำหรับบริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ ฉบับปรับปรุง 21/11/66 ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน  ข้อมูลด้านอื่น ๆ ที่นายจ้าง/แรงงาน และสถานประกอบการจำเป็นต้องรู้  การทำ MOU ของแรงงานต่างด้าว คืออะไร  การทำ MOU หรือ Memorandum of Understanding เป็นเงื่อนไขสัญญาระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ภายใต้บันทึกข้อตกลง MOU ระหว่างรัฐบาลประเทศไทยกับประเทศต้นทาง ลาว พม่า กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งในมติการลงนาม MOU ระหว่างประเทศไทยและทั้ง 4 ประเทศ จะเกิดขึ้นแตกต่างกันตามเงื่อนไข ดังนี้ ประเทศลาว ลงนาม MOU ด้านการจ้างแรงงาน เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม […]

カーボンラベル 持続可能性への道 環境と社会への責任を反映

ความสำคัญของการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนในประเทศไทย “ประเทศไทยตั้งเป้าหมาย Carbon Neutality ภายในปี 2050 และจะพัฒนาสู่ Carbon Net Zero ภายในปี 2065 จากกรอบนโยบายที่ตั้งเป้าหมายไว้ จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง หากขาดความร่วมมือของทุกภาคส่วนภายในประเทศ “ การประกาศเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ ในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยต้องการบรรลุเป้าหมายนี้ภายในปี 2050 ผ่านการใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีที่ยั่งยืน และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน แม้ว่าจะมีความท้าทาย แต่การดำเนินการเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนี้ ความสำคัญในการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ในการปรับตัวนั้นเป็นเรื่องสำคัญในการทำธุรกิจ แต่ละองค์กรให้ความสำคัญในการทำธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น การขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนกับ อบก. ก็เป็นอีกกระบวนการที่สำคัญ ที่มีส่วนช่วยส่งเสริมให้บริษัทหรือองค์กรที่มีการผลิตสินค้าและบริการ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนนั้นมีความสำคัญด้วยเหตุผลหลายประการ ได้แก่ 1.การกีดกันทางการค้าในตลาดต่างประเทศ และการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศอย่างยั่งยืน : หลายประเทศในยุโรปและภูมิภาคต่างๆ มีความเข้มงวดในการตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้าที่นำเข้าหรือการผลิตสินค้า ในบางกรณี การมีฉลากคาร์บอนอาจช่วยให้องค์กรหรือบริษัทสามารถเข้าถึงตลาดเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ดังนั้น การขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนกับ อบก. ไม่เพียงแต่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืน สอดคล้องไปกับนโยบายของทางรัฐบาลที่จะพัฒนาสู่ Carbon Net Zero ภายในปี 2065 และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น 2.การแสดงความมุ่งมั่นในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเร่งด่วน : แต่ละองค์กรธุรกิจมีความมุ่งมั่นและแสดงเจตนารมย์อย่างชัดเจนในการให้ความสำคัญ ขับเคลื่อนเป้าหมายที่สอดคล้องกับนโยบายของประเทศในด้านการลดก๊าซเรือนกระจก ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน  หรือในบางประเภทธุรกิจได้มีการจัดส่งสินค้า ผลิตภัณฑ์ส่งออกไปขายยังต่างประเทศ (อ่านต่อมาตรการ CBAM) ที่มีมาตรการรับซื้อสินค้าเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนแล้วเท่านั้น การขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนกับ อบก. ก็เป็นอีกการรับรองที่ได้มาตรฐาน รวมถึงความน่าเชื่อถือในระดับสากล 3.การแสดงความมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรไปสู่ความยั่งยืน : การขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนช่วยกระตุ้นให้บริษัทดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ควบคุม ปรับเปลี่ยนปรับปรุงกระบวนการผลิต การบริหารจัดการในภาพรวมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด 4.การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค : ผู้บริโภคในปัจจุบันมีความตระหนักและให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น การมีฉลากคาร์บอนช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าและบริการว่าเป็นสินค้าที่มีการผลิตโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นที่ดี รวมถึงภาพลักษณ์ที่สำคัญให้กับองค์กรธุรกิจอีกด้วย 5.แรงจูงใจและสิทธิประโยชน์ การได้รับการสนับสนุนอื่นๆที่สำคัญจากภาครัฐ : การได้รับฉลากคาร์บอนทั้งในส่วนขององค์กรหรือผลิตภัณฑ์ จะสามารถเพิ่มโอกาสที่สำคัญจากการสนับสนุนหรือส่งเสริมจากทางภาครัฐ ทั้งในส่วนของนโยบายทางภาษีที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต หรือโอกาสในการส่งเสริมการลงทุน การทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กรและผลิตภัณฑ์ เพื่อเป้าหมายที่สำคัญด้านสิ่งแวดล้อม การทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นการลงทุนระยะยาวที่ช่วยเพิ่มมูลค่าและความยั่งยืนให้กับองค์กรและผลิตภัณฑ์ในยุคที่ความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Products หรือ CFP)  คือ การวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์หนึ่งหน่วย ตลอดวัฏจักรชีวิต ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ […]

ESG評価を理解する 企業への投資機会 環境と社会の持続可能性へ向けて

ESG Rating คือ อะไร? ทำไมต้องรู้จัก  ESG Rating คือ ผลการประเมินความยั่งยืนขององค์กรโดยพิจารณาจากเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental), สังคม (Social), และธรรมาภิบาล (Governance) โดยคะแนน ESG นี้มักใช้เป็นตัวชี้วัดที่ช่วยให้นักลงทุนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถประเมินความเสี่ยงและโอกาสขององค์กรในเชิงความยั่งยืน องค์ประกอบของ ESG Rating Environmental (สิ่งแวดล้อม) พิจารณาถึงผลกระทบขององค์กรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Emissions) การใช้ทรัพยากร (Resource Use) การจัดการของเสียและมลพิษ (Waste Management) การปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม Social (สังคม) พิจารณาจากด้านความสัมพันธ์ขององค์กรกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น การดูแลพนักงาน (Employee Relations) ความเท่าเทียมในที่ทำงาน (Diversity and Inclusion) การเคารพสิทธิมนุษยชน (Human Rights) การมีส่วนร่วมในชุมชน (Community Engagement) Governance (ธรรมาภิบาล) ประเมินความโปร่งใสและการบริหารจัดการขององค์กร เช่น โครงสร้างคณะกรรมการและการกำกับดูแล (Board Structure) ความโปร่งใสทางการเงิน (Financial Transparency) การจัดการความเสี่ยง (Risk Management) จริยธรรมและการปฏิบัติตามกฎหมาย (Ethics and Compliance) ESG Rating จะแสดงผลในรูปแบบคะแนนหรือระดับ เช่น AAA ถึง CCC หรือคะแนน 0-100 ซึ่งขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่ประเมิน ESG Rating โดยตัวอย่างหน่วยงานที่ให้บริการประเมิน ESG Rating ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ได้แก่ Sustainalytics: ให้คะแนนความเสี่ยง ESG ตั้งแต่ 0-100 โดยคะแนนต่ำหมายถึงความเสี่ยงต่ำ MSCI: ให้เกรดตั้งแต่ AAA (ดีที่สุด) ถึง CCC (แย่ที่สุด) FTSE Russell: ประเมินคะแนน ESG ตั้งแต่ 0-5 โดย 5 คะแนนถือเป็น best practice สำหรับในประเทศไทย […]

รายได้เท่าไหร่ถึงเสียภาษี ปรึกษาภาษี พึ่งเริ่มทำงานต้องรู้ ฉบับเข้าใจง่าย 2026

รวมข้อมูลที่ต้องรู้เกี่ยวกับภาษี ปรึกษาภาษีกับ FDI ฟรี! รายละเอียดข้อมูลที่ FDI พาไปทำความเข้าใจในบทความนี้ เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะมีความน่าสนใจอย่างไรนั้นไปติตตามกันได้ในบทความนี้ ภาษีคืออะไร  ภาษีคือ การเก็บเงินจากประชาชนหรือองค์กรโดยภาครัฐเป็นผู้จัดเก็บ ซึ่งภาษีเป็นรายได้ที่สำคัญของภาครัฐแทบทุกประเทศ เพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศและให้บริการสาธารณะ เช่น การศึกษา สาธารณสุข การคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ในสังคมในประเทศไทย ซึ่งการจ่ายภาษีอากรเป็นหน้าที่ของบุคคลที่ต้องจ่ายหรือชำระให้แก่รัฐ เพื่อที่จะเป็นรายได้ให้รัฐได้นำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ สร้างสรรค์โอกาสให้แก่ผู้ด้อยโอกาสและบุคคลอื่นๆ ในสังคม การตั้งใจไม่ชำระภาษี หลบเลี่ยงการชำระ ตามกฏหมายรัฐธรรมนูญมีโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา ภาษีแบ่งเป็นกี่ประเภท มีอะไรบ้าง สำหรับการจัดเก็บภาษีนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม ภาษีทางตรง (Direct Tax) คือภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้หรือทรัพย์สินของบุคคลหรือองค์กร โดยที่ผู้เสียภาษีจะต้องชำระภาษีตามจำนวนรายได้หรือมูลค่าทรัพย์สินที่แท้จริง ภาษีทางตรงจะมีลักษณะการเก็บที่ชัดเจน มีความแน่นอน และสามารถคำนวณได้ง่ายจากข้อมูลทางการเงินที่มีอยู่ ตัวอย่างของภาษีทางตรง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: เก็บจากรายได้ของบุคคล เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าลิขสิทธิ์ และรายได้อื่น ๆ ภาษีเงินได้นิติบุคคล: เก็บจากรายได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน ภาษีมรดก: เรียกเก็บจากทรัพย์สินที่ตกทอดจากผู้เสียชีวิต ภาษีทรัพย์สิน: เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเรียกเก็บจากเจ้าของทรัพย์สิน ภาษีทางอ้อม (Indirect Tax) คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากการบริโภคสินค้าและบริการ โดยไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับรายได้ของผู้เสียภาษี ผู้บริโภคจะต้องชำระภาษีนี้ เมื่อซื้อสินค้าหรือใช้บริการ และผู้ประกอบการจะเป็นผู้รับผิดชอบในการส่งภาษีไปยังรัฐบาล ซึ่งภาษีทางอ้อมนี้สามารถจัดเก็บได้ง่าย รวดเร็ว เนื่องจากอยู่ในกระบวนการซื้อขาย ถูกรวมไว้ในราคาสินค้าและบริการอยู่แล้ว ตัวอย่างของภาษีทางอ้อม ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): เรียกเก็บจากการขายสินค้าและบริการ โดยทั่วไปอยู่ที่ 7% ภาษีสรรพสามิต: เก็บจากสินค้าบางประเภท เช่น เหล้า บุหรี่ น้ำมัน ภาษีการค้า: เช่น ภาษีที่เรียกเก็บจากการนำเข้าสินค้าหรือการส่งออก เงินเดือนเท่าไหร่ ต้องจ่ายภาษีอย่างไรบ้าง ? เงินเดือนเท่าไหร่ ต้องเสียภาษีอย่างไร? โดยกรมสรรพากรได้ให้ข้อมูลไว้ว่า ตามระเบียบของสรรพากรได้ระบุว่า ผู้ที่มีรายได้ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร ได้แก่ เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินปันผลจากการดำเนินกิจการ เงินค่าเช่าบ้าน รวมถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ […]

1 12 13 14 15 16 32