FDI

カーボンクレジットとは?

คาร์บอนเครดิต หมายถึง สิทธิที่บุคคลหรือองค์กรได้รับจากการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เปรียบเสมือน “ใบอนุญาต” ที่สามารถนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอนเครดิต โดย 1 คาร์บอนเครดิต เท่ากับ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ซึ่งสามารถเกิดขึ้นจากการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากโครงการต่างๆ เช่น การปลูกป่า การใช้พลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เป็นต้น ขั้นตอนการจัดทำ คาร์บอนเครดิต 1. การพัฒนาโครงการ กำหนดประเภทโครงการ ว่าจะเป็นโครงการ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ การดูดกลับก๊าซเรือนกระจก ตัวอย่างโครงการ เช่น การใช้พลังงานทดแทน การปลูกป่า การจัดการของเสีย ฯลฯ ออกแบบโครงการ โดยระบุวิธีการลดหรือกักเก็บคาร์บอน ประมาณการปริมาณก๊าซเรือนกระจก กำหนดเป้าหมาย ระยะเวลา งบประมาณ ฯลฯ ศึกษาและปฏิบัติตามมาตรฐาน โดยเลือกมาตรฐานที่เหมาะสมกับโครงการ เช่น มาตรฐาน T-VER ของไทย มาตรฐาน Gold Standard มาตรฐาน VCS ฯลฯ 2. การขึ้นทะเบียนโครงการ ยื่นขอขึ้นทะเบียนโครงการกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยในไทยยื่นกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เตรียมเอกสารประกอบ รายละเอียดโครงการ ผลการศึกษาการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เอกสารสิทธิ์ในที่ดิน ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ฯลฯ อบก. พิจารณาและตรวจสอบคุณสมบัติของโครงการ 3. การรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก จ้างหน่วยตรวจสอบอิสระ หน่วยตรวจสอบจะตรวจสอบและรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงหรือกักเก็บได้จริง ดำเนินการตรวจสอบตามมาตรฐาน หน่วยตรวจสอบจะตรวจสอบข้อมูล เอกสาร สถานที่ การดำเนินงาน ฯลฯ ออกใบรับรองคาร์บอนเครดิต หน่วยตรวจสอบจะออกใบรับรองจำนวนคาร์บอนเครดิตที่โครงการได้รับ 4. การซื้อขาย คาร์บอนเครดิต ผู้ขายและผู้ซื้อตกลงราคาและปริมาณคาร์บอนเครดิต ดำเนินการซื้อขายผ่านระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิตในไทย โดยใช้ระบบ T-VER Credit อบก. ตรวจสอบและบันทึกการซื้อขาย 5. การชดเชยคาร์บอนเครดิต ผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตนำไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตน แจ้งความประสงค์การใช้คาร์บอนเครดิตต่อ อบก. อบก. ตรวจสอบและยกเลิกคาร์บอนเครดิตจากบัญชีผู้ซื้อ ประโยชน์ของ คาร์บอนเครดิต คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) มีประโยชน์มากมายภายในและนอกองค์กรทั้งต่อผู้ซื้อ ผู้ขาย และต่อโลกโดยรวม ดังนี้ 1. ประโยชน์ต่อผู้ซื้อ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ของบริษัทหรือองค์กร […]

FDIグループ・KMUTT共同セミナー開催
タイ人環境エンジニア向け準備セミナー

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2567 – FDI Group บริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม จัดสัมมนาให้ความรู้เรื่อง “แนวโน้มนโยบายสิ่งแวดล้อม และการเตรียมความพร้อมของวิศวกรไทย” แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดย คุณ นันทพัชร ณ สงขลา ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและผู้ช่วยประธานบริหารกลุ่มบริษัท FDI เป็นวิทยากรให้ความรู้ในเนื้อหาเกี่ยวกับแนวโน้มนโยบายสิ่งแวดล้อมโลก นโยบายสิ่งแวดล้อมไทย บทบาทของวิศวกรไทย ในการขับเคลื่อนนโยบายสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างกรณีศึกษา และกิจกรรมถามตอบ วัตถุประสงค์ ของการจัดสัมมนาครั้งนี้ เพื่อให้นักศึกษาได้รับความรู้เกี่ยวกับแนวโน้มนโยบายสิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมให้วิศวกรไทย ในการรองรับการเปลี่ยนแปลงของนโยบายสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษา มีความตระหนัก และเห็นความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม ในการจัดสัมมนาให้ความรู้ในครั้งนี้ นักศึกษาให้ความสนใจและมีส่วนร่วมในการสัมมนาเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังได้รับความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวโน้มนโยบายสิ่งแวดล้อม และเห็นความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย FDI Group มุ่งมั่น ที่จะส่งเสริมความรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ให้แก่ภาคส่วนต่างๆ ของสังคม หวังว่าการจัดสัมมนาครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษา และช่วยให้พวกเขาเตรียมความพร้อม สำหรับการเป็นวิศวกรไทย ที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของนโยบายสิ่งแวดล้อมในอนาคต   FDI Accounting & Advisory ที่ปรึกษาทางธุรกิจอย่างครบวงวจร ง่าย ครบ จบ ในที่เดียว! 🩵 Facebook : FDI Group – Business Consulting 💚 Line : @fdigroup 📞 Phone : 02 626 5999 📧 E-mail : infojob@fdi.co.th 🌐Website : www.fdi.co.th บทความที่เกี่ยวข้อง บรรยากาศ งานสัมมนา “การบริหารจัดการ ภาษีคาร์บอน ให้เป็นผลกำไร” FDI22/03/2024 วิดีโอไฮท์ไลท์ภาพบรรยากาศงานสัมมนา “การบริหารจัดการ ภาษีคาร์บอน… Read More OPEN HOUSE เปิดบ้านสานพลัง ใช้งานวิจัย พลิกโฉมเศรษฐกิจและสังคมไทย ด้วย BCG FDI08/03/2024 📢 OPEN HOUSE… Read More FDI Group […]

脱炭素経営へ!
ファーストステップ ー 二酸化炭素排出量を知る

คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) คือ ตัวบ่งชี้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมของมนุษย์ ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ บริการ หรือองค์กร เช่น การใช้ไฟฟ้า การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การคมนาคมขนส่ง กระบวนการในภาคอุตสาหกรรมหรือกสิกรรม เป็นต้น เปรียบเสมือนรอยเท้าคาร์บอนที่เราทิ้งไว้บนโลก คำนวณออกมาเป็นหน่วย ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ทำไม คาร์บอนฟุตพริ้นท์ จึงสำคัญ? ก๊าซเรือนกระจก เป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ การวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้เราเข้าใจปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่างๆ คาร์บอนฟุตพริ้นท์มีความสำคัญทั้งต่อตัวบุคคล องค์กร และโลกของเรา ดังนี้ 1. ช่วยให้เข้าใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คาร์บอนฟุตพริ้นท์เปรียบเสมือนเครื่องมือวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่างๆ ของเรา ช่วยให้เราตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 2. กระตุ้นให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เมื่อทราบปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์แล้ว เราสามารถหาวิธีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงาน เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนโครงการลดคาร์บอนเครดิต 3. ส่งเสริมความยั่งยืน การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ช่วยลดภาวะโลกร้อน ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ 4. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ปัจจุบัน ผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม องค์กรที่สามารถลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ จะสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ดึงดูดลูกค้า และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ มีกี่ประเภท? คาร์บอนฟุตพริ้นท์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้ 1. คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Organizational Carbon Footprint) หมายถึง ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิง การใช้ไฟฟ้า การจัดการของเสีย การขนส่ง การใช้น้ำ การใช้กระดาษ ฯลฯ วัดออกมาในรูปตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) แบ่งเป็น 3 ประเภท (Scope) ดังนี้ Scope 1 : การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงจากแหล่งกำเนิดภายในองค์กร เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงในรถยนต์ของบริษัท การเผาไหม้เชื้อเพลิงในโรงงาน การปล่อยก๊าซมีเทนจากบ่อบำบัดน้ำเสีย Scope 2 : การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้า ความร้อน ไอเย็น ที่ซื้อมาจากภายนอก Scope 3 : การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์กร เช่น การขนส่งสินค้า การเดินทางไปติดต่อธุรกิจ […]

会社設立前に知っておきたいこと『登録資本金とは??』

การจดทะเบียนบริษัท เป็นก้าวสำคัญสำหรับธุรกิจ หลายคนอาจสงสัยว่าควรจดทะเบียนด้วยทุนจดทะเบียนเท่าไหร่ วันนี้ FDI Accounting and Advisory จะมาคลายข้อสงสัย ทำความเข้าใจบทบาท หน้าที่ และความสำคัญ พร้อมทั้งแนะนำวิธีการจดทะเบียนและจัดการ ทุนจดทะเบียน อย่างมีประสิทธิภาพ ทุนจดทะเบียน คือ จำนวนเงินทุนที่ผู้ก่อการบริษัทตกลงกันว่าจะนำมาใช้ในการเริ่มต้นธุรกิจ โดยแสดงเป็นจำนวนเงินที่ระบุไว้ในหนังสือบริคณฑ์สนธิ และหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท ซึ่งจะปรากฏต่อสาธารณชน โดยจะต้องแจ้งจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เงินทุนจำนวนนี้เปรียบเสมือนเงินทุนสำรองที่บริษัทสามารถนำไปใช้ในการดำเนินงาน ลงทุน ขยายกิจการ หรือชำระหนี้สิน กฎหมายกำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำไว้เท่าไหร่? บริษัทจำกัด : ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 10 บาท โดยหุ้นสามัญต้องมีมูลค่า ไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 5 บาท และ ต้องมีผู้ถือหุ้น ไม่ต่ำกว่า 2 คน ห้างหุ้นส่วนจำกัด : ทุนจดทะเบียนไม่มีขั้นต่ำ แต่ต้องมีหุ้นส่วน ไม่ต่ำกว่า 2 คน ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล : ทุนจดทะเบียนไม่มีขั้นต่ำ แต่ต้องมีหุ้นส่วน ไม่ต่ำกว่า 2 คน บริษัทมหาชนจำกัด : ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 5 ล้านบาท หุ้นสามัญต้องมีมูลค่า ไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 10 บาท  และต้องมีผู้ถือหุ้น ไม่ต่ำกว่า 15 คน ความสำคัญของ ทุนจดทะเบียน แสดงถึงขนาดและความมั่นคงทางการเงินของธุรกิจ : ทุนจดทะเบียนสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ และความน่าเชื่อถือของธุรกิจ ยิ่งมีทุนจดทะเบียนสูง ย่อมสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า คู่ค้า และนักลงทุน กำหนดขอบเขตความรับผิดชอบของผู้ถือหุ้น : ในกรณีที่บริษัทมีหนี้สิน ผู้ถือหุ้นจะรับผิดชอบชดใช้หนี้สิน แต่ไม่เกินจำนวนเงินที่ตนได้ลงทุนในบริษัท ใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อจากธนาคาร : ธนาคารมักพิจารณาทุนจดทะเบียน ประกอบกับปัจจัยอื่นๆ ในการพิจารณาสินเชื่อ ใช้ในการจองซื้อทรัพย์สิน : บริษัทสามารถใช้ทุนจดทะเบียน ในการจองซื้อทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการกำหนดจำนวนเงินทุนจดทะเบียน ประเภทธุรกิจ ธุรกิจขนาดเล็กอาจต้องการเงินทุนจดทะเบียนเพียง 15 บาท (ขั้นต่ำตามกฎหมาย) ธุรกิจขนาดกลาง อาจต้องการเงินทุนจดทะเบียน 100,000 – 1,000,000 บาท ธุรกิจขนาดใหญ่ อาจต้องการเงินทุนจดทะเบียนมากกว่า […]

「パートナーシップの会社」でよくある5つのトラブル

การ จดห้างหุ้นส่วน เป็นรูปแบบธุรกิจที่ได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการมือใหม่ เนื่องด้วยขั้นตอนการจดทะเบียนที่ไม่ยุ่งยาก ภาษีที่จ่ายไม่สูง และความคล่องตัวในการบริหารจัดการ อย่างไรก็ตาม การจดห้างหุ้นส่วนก็มีปัญหาที่พบบ่อยหลายประการ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจในอนาคต บทความนี้จึงขอนำเสนอ 5 ปัญหาพบบ่อย “การ จดห้างหุ้นส่วน” พร้อมวิธีแก้ไข เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ 1. เลือกประเภทห้างหุ้นส่วนไม่เหมาะสม ห้างหุ้นส่วนในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้ ห้างหุ้นส่วนสามัญ (Ordinary Partnership) ลักษณะ: หุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดชอบต่อหนี้สินของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวนเงิน การจดทะเบียน: ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน แต่การจดทะเบียนจะทำให้ห้างหุ้นส่วนมีสภาพเป็นนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียนเรียกว่า “ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล” (หสน.) ตัวอย่าง: ร้านขายของชำ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnership) ลักษณะ: แบ่งเป็น 2 ประเภท หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด: รับผิดต่อหนี้สินของห้างหุ้นส่วนไม่เกินจำนวนเงินที่ตนลงทุน หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด: รับผิดต่อหนี้สินของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวนเงิน ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องมีหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดอย่างน้อย 1 คน การจดทะเบียน: จำเป็นต้องจดทะเบียน ตัวอย่าง: บริษัทรับเหมาก่อสร้าง บริษัททัวร์ บริษัทนำเข้าสินค้า แนวทางแก้ไข ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเภทห้างหุ้นส่วนอย่างละเอียด ปรึกษาทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพื่อรับคำแนะนำ พิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น ลักษณะธุรกิจ จำนวนเงินลงทุน ความรับผิด และความยืดหยุ่น 2. ปัญหาเรื่องเงินทุน การ จดห้างหุ้นส่วน มักเผชิญปัญหาเงินทุนในหลายรูปแบบ ปัญหาทั่วไป เงินทุนไม่เพียงพอ : ธุรกิจอาจขาดเงินทุนสำหรับการดำเนินงาน การขยายธุรกิจ หรือการลงทุนในสินทรัพย์ใหม่ การพึ่งพาเงินทุนจากหุ้นส่วน : หุ้นส่วนอาจต้องลงทุนเงินส่วนตัวเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนธุรกิจ ความเสี่ยงด้านเครดิต : ห้างหุ้นส่วนอาจถูกปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ต้นทุนเงินทุนสูง : ห้างหุ้นส่วนอาจต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในอัตราที่สูง สาเหตุ การวางแผนทางการเงินที่ไม่ดี : ห้างหุ้นส่วนอาจไม่มีแผนจัดการเงินทุนที่ชัดเจน การขาดการควบคุมค่าใช้จ่าย : ธุรกิจอาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป กระแสเงินสดไม่เพียงพอ : ธุรกิจอาจมีรายรับไม่เพียงพอ การเติบโตอย่างรวดเร็ว : ธุรกิจอาจเติบโตเร็วเกินกว่าเงินทุนที่มีอยู่ 3. ปัญหาเรื่องความรับผิด หุ้นส่วนทุกคนรับผิดชอบร่วมกันต่อหนี้สินของห้างหุ้นส่วน หมายความว่า หากห้างหุ้นส่วนมีหนี้สิน หุ้นส่วนแต่ละคนจะต้องรับผิดชอบชดใช้หนี้ทั้งหมด วิธีแก้ไข กำหนดบทบาทและหน้าที่ของหุ้นส่วนให้ชัดเจน ทำสัญญาหุ้นส่วนที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทุน การแบ่งปันกำไร และความรับผิดชอบ […]

タイの就労ビザ Q&A

วีซ่าทำงานในไทย เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการทำงานในประเทศไทย บทความนี้จะตอบคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวีซ่าประเภทนี้ 1. วีซ่าทำงานประเภทใดบ้างที่ชาวต่างชาติสามารถขอได้? วีซ่าทำงานไทยมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับประเภทของงานและสถานะของผู้สมัคร ประเภทวีซ่าทำงานที่พบบ่อย ได้แก่: Non-Immigrant B (วีซ่าธุรกิจ) : เหมาะสำหรับผู้ที่มีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) Non-Immigrant O (วีซ่าคู่สมรส) : เหมาะสำหรับคู่สมรสของคนไทย Non-Immigrant ED (วีซ่าผู้เชี่ยวชาญ) : เหมาะสำหรับผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะพิเศษ Non-Immigrant B-O (วีซ่าประเภทพิเศษ) : เหมาะสำหรับนักลงทุน นักวิจัย นักเรียนทุน และบุคคลอื่น ๆ ที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงแรงงาน 2. คุณสมบัติพื้นฐานสำหรับการขอวีซ่าทำงานไทยคืออะไร? หนังสือเดินทางที่มีอายุการใช้งานเหลืออย่างน้อย 6 เดือน รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว 2 ใบ ใบรับรองแพทย์ หลักฐานการเงิน จดหมายเชิญจากบริษัทในไทย (สำหรับวีซ่า Non-Immigrant B) ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) 3. ขั้นตอนการขอวีซ่าทำงานไทยมีอะไรบ้าง? เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน ยื่นขอวีซ่าที่สถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในประเทศของผู้สมัคร ชำระค่าธรรมเนียมวีซ่า รอผลการพิจารณา 4. ระยะเวลาในการขอวีซ่าทำงานไทยนานแค่ไหน? ระยะเวลาในการขอวีซ่าทำงานไทยอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทวีซ่าและสถานทูตหรือสถานกงสุลที่ยื่นขอ โดยทั่วไปแล้ว ใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ 5. ค่าธรรมเนียมวีซ่าทำงานในไทย ค่าธรรมเนียมวีซ่าทำงานในไทยแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทวีซ่าและสถานทูตหรือสถานกงสุลที่ยื่นขอ โดยทั่วไปแล้ว อยู่ที่ประมาณ 2,000-4,000 บาท 6. วีซ่าทำงานไทยมีอายุการใช้งานนานแค่ไหน? วีซ่าทำงานไทยมีอายุการใช้งาน 1 ปี และสามารถต่ออายุได้ทุกปี 7. สามารถทำงานในประเทศไทยได้นานแค่ไหน? ระยะเวลาการทำงานในประเทศไทย ขึ้นอยู่กับประเภทวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน โดยทั่วไปแล้ว อนุญาตให้ทำงานได้ไม่เกิน 1 ปี และสามารถต่ออายุได้ทุกปี 8. ญาติสามารถมาพำนักในประเทศไทยกับผู้ถือวีซ่าทำงานได้หรือไม่? ญาติสามารถมาพำนักในประเทศไทยกับผู้ถือวีซ่าทำงานได้ โดยต้องขอวีซ่าประเภท Non-Immigrant O (วีซ่าคู่สมรส) หรือ Non-Immigrant B-O (วีซ่าประเภทพิเศษ) 9. วีซ่าทำงานในไทยมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกหรือไม่? นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมวีซ่าแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ […]

給料計算の問題とその解決方法

ระบบการจ่ายเงินเดือน (Payroll) เป็นหัวใจสำคัญในการบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) ขององค์กร การจัดการระบบ payroll ที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อขวัญกำลังใจของพนักงาน และความน่าเชื่อถือขององค์กร อย่างไรก็ตาม ปัญหาเกี่ยวกับ payroll มักเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง สร้างความยุ่งยากและเสียเวลาให้กับฝ่าย HR บทความนี้ขอนำเสนอ 5 ปัญหา HR Payroll ที่พบเจอบ่อย พร้อมวิธีแก้ไข เพื่อเป็นแนวทางให้กับองค์กร 5 ปัญหาที่ HR Payroll พบเจอบ่อย 1. ข้อมูลไม่ถูกต้อง ปัญหาแรกของ HR Payroll เลยก็คือ ข้อมูลไม่ถูกต้อง เป็นปัญหาที่พบเจอบ่อยที่สุดในระบบ payroll สาเหตุหลักมาจากการป้อนข้อมูลผิดพลาด การคำนวณผิดพลาด หรือการเปลี่ยนแปลงข้อมูลพนักงานที่ไม่ทันสมัย ส่งผลต่อความถูกต้องของเงินเดือน ภาษี และเอกสารสำคัญอื่นๆ วิธีแก้ไข ตรวจสอบข้อมูลพนักงานอย่างละเอียดก่อนป้อนเข้าระบบ ใช้ระบบ payroll อัตโนมัติเพื่อลดความผิดพลาด กำหนดขั้นตอนการอนุมัติข้อมูลอย่างชัดเจน อบรมพนักงานเกี่ยวกับระบบ payroll ตรวจสอบข้อมูล payroll อย่างสม่ำเสมอ 2. การคำนวณเงินเดือนผิดพลาด ปัญหานี้พบเจอบ่อยมาก สาเหตุหลักมาจากการคำนวณที่ผิดพลาด เช่น คำนวณภาษีผิด คำนวณโอทีผิด คำนวณค่าล่วงเวลาผิด ฯลฯ ซึ่งส่งผลต่อพนักงานโดยตรง วิธีแก้ไข ใช้ระบบ payroll อัตโนมัติที่มีระบบคำนวณเงินเดือนที่แม่นยำ ตรวจสอบการคำนวณเงินเดือนอย่างละเอียดก่อนจ่าย เก็บเอกสารการคำนวณเงินเดือนไว้เป็นหลักฐาน 3. ล่าช้าในการจ่ายเงินเดือน การจ่ายเงินเดือนล่าช้า ย่อมสร้างปัญหาและความไม่พอใจให้กับพนักงาน วิธีแก้ไข วางแผนงาน Payroll ล่วงหน้า จัดเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เพื่อป้องกันความล่าช้า ใช้ระบบ Payroll อัตโนมัติจะช่วยลดขั้นตอนและเวลาในการจ่ายเงินเดือน สื่อสารกับพนักงานอย่างชัดเจน เกี่ยวกับสาเหตุของการล่าช้า และแจ้งกำหนดการจ่ายเงินเดือนที่แน่นอน 4. ขาดความโปร่งใส พนักงานควรมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล payroll ของตนเอง วิธีแก้ไข ออกใบแจ้งหนี้เงินเดือนที่ระบุรายละเอียดครบถ้วน ให้พนักงานเข้าถึงข้อมูล payroll ของตนเองผ่านระบบออนไลน์ จัดอบรมให้พนักงานเกี่ยวกับระบบ payroll 5. ไม่มีความปลอดภัย ข้อมูล Payroll เป็นข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน   การจัดการข้อมูลไม่ดี   อาจนำไปสู่การถูกขโมยข้อมูล วิธีแก้ไข ใช้ระบบ payroll ที่มีความปลอดภัย […]

デジタル時代の新たな選択肢

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกแง่มุมของชีวิต ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) จำนวนมากกำลังมองหาวิธีใหม่ ๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน หนึ่งในทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ คือการใช้บริการ ” รับจ้างทำเงินเดือน ” บริการ รับจ้างทำเงินเดือน คืออะไร? บริการรับจ้างทำเงินเดือน หรือ Payroll Outsourcing หมายถึง บริการที่บริษัทหรือองค์กรต่างๆ จ้างบริษัทภายนอกมาจัดการงานเงินเดือนพนักงานทั้งหมด หรือบางส่วน แทนการทำด้วยตัวเอง บริการหลักๆ ของบริการรับจ้างทำเงินเดือน ประกอบด้วย คำนวณเงินเดือน : รวมถึงค่าจ้างปกติ ค่าล่วงเวลา โบนัส ค่าคอมมิชชั่น ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ฯลฯ จัดทำสลิปเงินเดือน : แจ้งรายละเอียดเงินเดือน รายได้ หักค่านั่นนี่ ให้พนักงาน จ่ายเงินเดือน : โอนเงินเดือนให้พนักงานผ่านบัญชีธนาคาร จัดการเอกสาร : เกี่ยวกับเงินเดือน จัดทำรายงานภาษี นำส่งเงินประกันสังคม นำส่งเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้คำปรึกษา : เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน ภาษี ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ปัญหาใหญ่ของ ธุรกิจ กับงานเงินเดือน เสียเวลา : การคำนวณเงินเดือน ประกันสังคม ภาษีอากร และจัดทำสลิปเงินเดือน เป็นงานที่ใช้เวลาและความละเอียดสูง ความเสี่ยง : การคำนวณที่ผิดพลาดอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายและส่งผลต่อความสัมพันธ์กับพนักงาน ค่าใช้จ่าย : การจ้างพนักงานบัญชีหรือใช้โปรแกรมเงินเดือนสำเร็จรูป ความยุ่งยาก : การติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายแรงงานและภาษีอากร ทำไมการใช้บริการ รับจ้างทำเงินเดือน จึงเป็นทางเลือกใหม่สำหรับยุคดิจิทัล? 1. ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย การใช้บริการรับจ้างทำเงินเดือนช่วยให้ธุรกิจประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้หลายประการ ประหยัดเวลา : ธุรกิจไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานมาดูแลงานด้านเงินเดือนโดยเฉพาะ ช่วยให้สามารถนำเวลาไปโฟกัสกับงานหลักของธุรกิจได้มากขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่าย : ธุรกิจไม่จำเป็นต้องลงทุนในซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์สำหรับการคำนวณเงินเดือน ลดความเสี่ยง : ธุรกิจไม่ต้องกังวลเรื่องความผิดพลาดในการคำนวณเงินเดือน ภาษี และประกันสังคม 2. เพิ่มประสิทธิภาพ บริษัทรับจ้างทำเงินเดือนมักมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูง มีความถูกต้องแม่นยำ : มั่นใจได้ว่าเงินเดือน ภาษี และประกันสังคมของพนักงานจะถูกคำนวณอย่างถูกต้อง มีความทันสมัย : บริษัทรับจ้างทำเงินเดือนมักใช้ซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีความปลอดภัย : ข้อมูลของพนักงานจะถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัย 3. […]

2024 年に注目すべき 5 つの HRD トレンド

โลกธุรกิจในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ รูปแบบการทำงานก็เปลี่ยนไปจากเดิมมาก องค์กรต่าง ๆ จำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เพื่อที่จะอยู่รอดและเติบโตได้ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HRD) มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้องค์กรปรับตัวให้เข้ากับโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป HRD คือ หนึ่งในผู้ที่จำเป็นต้องติดตามเทรนด์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ และหาวิธีนำเทรนด์เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้กับองค์กร หากท่านใดที่ยังไม่รู้ว่า HRD คือ อะไร สามารถอ่านได้ที่บทความ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HRD) – FDI 1. การจ้างงานแบบยืดหยุ่น (Flexible Work) การจ้างงานแบบยืดหยุ่น หมายถึง แนวทางการทำงานที่ไม่มีข้อกำหนดตายตัวในเรื่อง เวลา รูปแบบ สถานที่ หรือ การแต่งตัว เป็นต้น พนักงานสามารถเลือกเวลา รูปแบบ และสถานที่ทำงานที่เหมาะสมกับตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน หรือทำงานตามเวลาที่กำหนดตายตัว ตัวอย่างรูปแบบการจ้างงานแบบยืดหยุ่น Flextime: พนักงานสามารถเลือกเวลาเข้างานและเลิกงานได้เอง โดยต้องทำงานให้ครบตามจำนวนชั่วโมงที่กำหนด Work from home (WFH): พนักงานสามารถทำงานจากที่บ้านได้ทั้งหมด Hybrid work: พนักงานสามารถทำงานผสมผสานระหว่างการเข้าออฟฟิศและทำงานจากที่บ้าน Compressed workweek: พนักงานทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ แต่ละวันทำงาน 10 ชั่วโมง Part-time: พนักงานทำงานจำนวนชั่วโมงน้อยกว่าพนักงานประจำ Freelance: พนักงานทำงานเป็นอิสระ ไม่ได้เป็นพนักงานประจำของบริษัท HRD จำเป็นต้องหาวิธี ออกแบบนโยบายการทำงานแบบยืดหยุ่นที่เหมาะสมกับองค์กร จัดเตรียมเทคโนโลยีที่ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานจากระยะไกลได้ พัฒนาทักษะของพนักงานให้สามารถทำงานแบบยืดหยุ่นได้ 2. การให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของพนักงาน (Employee Experience) Employee Experience หรือ EX หมายถึง ประสบการณ์โดยรวมที่พนักงานได้รับ ตลอดระยะเวลาการทำงานในองค์กร เปรียบเสมือนการเดินทางของพนักงาน เริ่มตั้งแต่การสมัครงาน การเข้าทำงาน การทำงาน การพัฒนาตนเอง ไปจนถึงการลาออก องค์กรที่ให้ความสำคัญกับ EX จะมุ่งมั่นสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงานในทุกๆ ด้าน ส่งผลดีต่อทั้งพนักงานและองค์กร ดังนี้ ผลดีต่อพนักงาน ความสุขในการทำงาน: พนักงานรู้สึกดี มีความสุขกับงาน รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ความผูกพันกับองค์กร: พนักงานอยากทำงานกับองค์กรระยะยาว การมีส่วนร่วม: พนักงานทุ่มเท มุ่งมั่น ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาตนเอง: พนักงานได้รับโอกาสในการเรียนรู้ […]

BOIライセンスのメリット解説

ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค รัฐบาลไทยมุ่งส่งเสริมการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน หนึ่งในกลไกสำคัญคือ “สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)” ที่ได้ปรับปรุงมาตรการและสิทธิประโยชน์ใหม่ล่าสุดสำหรับปี 2567 เพื่อดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ บทความนี้เจาะลึกเนื้อหาสำคัญของ สิทธิประโยชน์ BOI ปี 2567 แบ่งเป็น 4 หัวข้อหลัก 1. เป้าหมายและทิศทางการส่งเสริมการลงทุน มุ่งเน้นการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5 กลุ่ม ได้แก่ อุตสาหกรรม BCG (Bio-Circular-Green Economy) อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC และพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม พัฒนาบุคลากร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่ม ดึงดูดการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ กระตุ้นการจ้างงาน เพิ่มรายได้ และยกระดับเศรษฐกิจไทย มุ่งเน้นการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพสูง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 2. สิทธิประโยชน์ BOI สิทธิประโยชน์ BOI ในด้านภาษี ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สูงสุด 13 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการและเงื่อนไข ลดหย่อนภาษีเงินได้ 50% อีก 5 ปี (เฉพาะเขตส่งเสริมการลงทุน) ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบ ผลิตเพื่อการส่งออก : ยกเว้นทั้งหมด ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ : ลดหย่อนตามเงื่อนไข ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับของที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนา สิทธิประโยชน์ BOI ที่ไม่เกี่ยวกับภาษี อนุญาตต่างชาติถือหุ้น 100% ยกเว้นกิจการตามบัญชีหนึ่งท้ายพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว อนุญาตให้ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน อนุญาตให้ช่างฝีมือ/ผู้ชำนาญการเข้ามาทำงาน สิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น เพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน เพื่อกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค 3. มาตรการพิเศษเพิ่มเติม นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนยังมีมาตรการส่งเสริมอื่นๆที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจมากมาย เช่น มาตรการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน มาตรการรักษาและขยายฐานการผลิตเดิม มาตรการส่งเสริมการย้ายฐานธุรกิจแบบครบวงจร มาตรการกระตุ้นการลงทุนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) มาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษ (EEC) มาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ มาตรการส่งเสริมในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาตรการส่งเสริมเขตพื้นที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ย่านนวัตกรรมการแพทย์ มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคม มาตรการส่งเสริมด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ […]

1 2 3 4 5 14