見逃せないタイの役立つ情報

カーボンクレジット取引とは

ในยุคที่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรง การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลายเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน กลไกหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ “การซื้อขายคาร์บอนเครดิต” ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องมือทางการตลาดที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการลดมลพิษทางอากาศอย่างเป็นรูปธรรม คาร์บอนเครดิต เปรียบเสมือนใบอนุญาตที่แสดงถึงสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1 หน่วย โดยหน่วยงานที่กำกับดูแลจะกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับแต่ละองค์กร องค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเพดานที่กำหนด จะมี “คาร์บอนเครดิตเหลือ” ซึ่งสามารถนำไป “ขาย” ให้กับองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินเพดาน กลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิต เปรียบเสมือนตลาดที่สร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก องค์กรที่มีประสิทธิภาพในการลดมลพิษสามารถสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต ในขณะที่องค์กรที่ยังปล่อยมลพิษมากต้องซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชย ผลลัพธ์ที่ได้คือ มลพิษทางอากาศโดยรวมลดลง ระบบการซื้อขายคาร์บอนเครดิต มีทั้งแบบ “ภาคบังคับ” และ “ภาคสมัครใจ” ระบบภาคบังคับ: รัฐบาลกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับภาคธุรกิจ องค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินเพดานต้องซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชย ตัวอย่างประเทศที่มีระบบภาคบังคับ เช่น สหภาพยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ ระบบภาคสมัครใจ: องค์กรต่างๆ เข้าร่วมโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างสมัครใจ องค์กรที่ลดมลพิษได้สามารถขายคาร์บอนเครดิตให้กับองค์กรอื่น ตัวอย่างประเทศที่มีระบบภาคสมัครใจ เช่น ประเทศไทย กลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิต การกำหนดเป้าหมาย: รัฐบาลกำหนดปริมาณก๊าซเรือนกระจกสูงสุดที่แต่ละภาคอุตสาหกรรมสามารถปล่อยได้ (โควต้า) การติดตาม: ผู้ประกอบการต้องติดตามและรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของตน การซื้อขาย: กรณีปล่อยเกินโควต้า: ผู้ประกอบการต้องซื้อคาร์บอนเครดิตจากผู้ที่มีคาร์บอนเครดิตเหลือ กรณีปล่อยต่ำกว่าโควต้า: ผู้ประกอบการสามารถขายคาร์บอนเครดิตที่เหลือให้กับผู้ที่ต้องการ การซื้อขายคาร์บอนเครดิต ในประเทศไทยสามารถทำได้ผ่าน 2 ช่องทางหลัก ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตไทย (T-VER Platform): ตลาดกลางที่จัดตั้งโดย T-VER Board ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถลงทะเบียนและซื้อขายคาร์บอนเครดิตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ การซื้อขายแบบ Over-the-counter (OTC): ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงราคาและเงื่อนไขการซื้อขายกันเองโดยไม่ผ่านตลาดกลาง ตัวอย่างกลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิต สมมติว่า โรงงาน A ได้รับโควต้าปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 100,000 ตันต่อปี แต่ในปีนั้น โรงงาน A ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จริง 120,000 ตัน โรงงาน A ต้องซื้อคาร์บอนเครดิต 20,000 หน่วยจากโรงงาน B ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จริง 80,000 ตัน โรงงาน B จะมีคาร์บอนเครดิตเหลือ 20,000 หน่วย ซึ่งสามารถนำไปขายให้กับโรงงานอื่นที่ต้องการได้ ประโยชน์ของการซื้อขายคาร์บอนเครดิต กระตุ้นให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: ผู้ประกอบการมีแรงจูงใจที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สร้างรายได้: ผู้ประกอบการที่มีประสิทธิภาพในการลดมลพิษสามารถสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต ส่งเสริมเทคโนโลยีสะอาด: ผู้ประกอบการมีแนวโน้มที่จะลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สร้างความเท่าเทียม: กลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิตช่วยให้ประเทศที่พัฒนาแล้วสามารถสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการลดมลพิษ ตัวอย่างโครงการที่สามารถสร้างคาร์บอนเครดิต ตัวอย่างโครงการคาร์บอนเครดิตที่สามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้นั้นมีหลายหลายประเภทโครงการขึ้นอยู่กับความเหมาะสม เช่น โครงการพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์เซลล์ […]

製品の二酸化炭素排出量
(Carbon Footprint of Products : CFP)

ในยุคที่ปัญหาโลกร้อนทวีความรุนแรงขึ้น ผู้บริโภคและองค์กรต่างๆ ต่างให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Products : CFP) จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการวัดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ตลอดวัฏจักรชีวิต ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้ออย่างชาญฉลาด และกระตุ้นให้ผู้ผลิตพัฒนาสินค้าที่ยั่งยืน คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ คืออะไร? คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Products หรือ CFP) คือการวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์หนึ่งหน่วย ตลอดวัฏจักรชีวิต ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน จนถึงการกำจัด โดยคำนวณออกมาเป็นหน่วยกรัม กิโลกรัม หรือตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ทำไมต้องคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์? เพื่อวัดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: ทราบปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้น เข้าใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด และระบุจุดที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ เพื่อส่งเสริมการผลิตที่ยั่งยืน: กระตุ้นให้ผู้ผลิตพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อได้อย่างชาญฉลาด ส่งเสริมให้เกิดการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน: หลายประเทศเริ่มมีกฎหมายและมาตรการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ธุรกิจที่คำนวณและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จะอยู่ในสถานะที่ดีกว่า ในการแข่งขันในตลาดโลก เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภค: ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำ ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อแสดงภาพลักษณ์ที่ดีต่อองค์กร: การคำนวณและเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร สร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อผู้บริโภค นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนกลยุทธ์: ข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ช่วยให้องค์กรระบุจุดที่สามารถลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน นำไปสู่การวางแผนกลยุทธ์ที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ คำนวณอย่างไร? การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์นั้น ซับซ้อน  ประกอบด้วยหลายขั้นตอน พิจารณาตั้งแต่วัตถุดิบที่ใช้ กระบวนการผลิต การขนส่ง การใช้งาน การบำรุงรักษา ไปจนถึงการกำจัด มาตรฐานสากล ที่ใช้สำหรับการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ คือ ISO 14067 1. การจัดหาวัตถุดิบ รวบรวมข้อมูลปริมาณและแหล่งที่มาของวัตถุดิบทั้งหมด ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการจัดหา การขนส่ง และการแปรรูปวัตถุดิบ ตัวอย่าง: การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการทำเหมืองแร่ การขนส่งโลหะทางไกล และการผลิตพลาสติก 2. การผลิต วิเคราะห์กระบวนการผลิตทั้งหมด รวมถึงพลังงานที่ใช้ วัสดุสิ้นเปลือง และขยะที่เกิดขึ้น ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเครื่องจักร เตาเผา และระบบทำความเย็น ตัวอย่าง: การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการหลอมโลหะ การพ่นสี และการประกอบชิ้นส่วน 3. การกระจายสินค้า พิจารณาการขนส่งสินค้าจากโรงงานไปยังคลังสินค้า ร้านค้า และผู้บริโภคปลายทาง ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และการกระจายสินค้าภายใน ตัวอย่าง: การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถบรรทุก เครื่องบิน […]

組織の二酸化炭素排出量を削減する 7 つの方法

ในยุคปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นประเด็นสำคัญที่องค์กรต่างๆ ทั่วโลกให้ความสนใจ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง องค์กรในฐานะผู้มีส่วนร่วมในสังคม จึงมีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือที่เรียกว่า ” ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ” แนวทางการ ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ขององค์กร 1. การจัดการพลังงาน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงาน เช่น ปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม ตรวจสอบและซ่อมแซมระบบไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศเป็นประจำ เลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED เลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้รับฉลากประหยัดพลังงาน เปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ติดตั้งระบบตรวจวัดการใช้พลังงาน เพื่อติดตามและวิเคราะห์การใช้พลังงานขององค์กร 2. การจัดการการเดินทาง ส่งเสริมให้พนักงานใช้ระบบขนส่งสาธารณะ สนับสนุนให้พนักงานใช้จักรยานหรือเดิน จัดระบบการเดินทางร่วมกัน เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าหรือยานยนต์ไฮบริด ใช้ระบบประชุมทางไกล แทนการเดินทางไปประชุม 3. การจัดการขยะ ลดการเกิดขยะ ส่งเสริมให้พนักงานลดการใช้ของใช้สิ้นเปลือง คัดแยกขยะ แยกขยะรีไซเคิลออกจากขยะทั่วไป นำขยะไปรีไซเคิล นำขยะรีไซเคิลไปรีไซเคิล ลดการใช้บรรจุภัณฑ์ ลดการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น 4. การจัดการน้ำ ลดการใช้น้ำ ปิดก๊อกน้ำเมื่อไม่ใช้งาน ซ่อมแซมท่อประปาที่รั่ว ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ำ นำน้ำเสียไปบำบัด บำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ 5. การจัดซื้อจัดหา เลือกซื้อสินค้าจากผู้ผลิตที่มีนโยบายรักษาสิ่งแวดล้อม เลือกซื้อสินค้าที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล เลือกซื้อสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์น้อย 6. การปลูกป่า ปลูกต้นไม้ บริเวณรอบสำนักงาน สนับสนุนโครงการปลูกป่า 7. การรณรงค์ให้ความรู้และสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงาน รณรงค์ให้พนักงานตระหนักถึงความสำคัญของการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับวิธีการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ จัดกิจกรรมส่งเสริมการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ตัวอย่างองค์กรในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ บริษัท Unilever: บริษัท Unilever มุ่งมั่นที่จะ ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ให้เป็นศูนย์ภายในปี 2039 องค์กรได้ดำเนินการหลายอย่าง เช่น เปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ลดการใช้พลาสติก และส่งเสริมการเกษตรแบบยั่งยืน บริษัท Google: บริษัท Google มุ่งมั่นที่จะลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้เป็นศูนย์ภายในปี 2030 องค์กรได้ดำเนินการหลายอย่าง เช่น ซื้อพลังงานหมุนเวียน 100% ลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และพัฒนาศูนย์ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ บริษัท Microsoft: บริษัท Microsoft มุ่งมั่นที่จะลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้เป็นศูนย์ภายในปี 2030 องค์กรได้ดำเนินการหลายอย่าง เช่น […]

持続可能な組織を目指すための
二酸化炭素排出量計算マニュアル

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ องค์กรต่างๆ ทั่วโลกต่างตระหนักถึงความสำคัญของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่องค์กรสามารถใช้เพื่อติดตามและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนคือ การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ หมายถึง ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรในหน่วยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ช่วยให้องค์กรเข้าใจภาพรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์จะช่วยองค์กรอย่างไร? เข้าใจภาพรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระบุแหล่งที่มาของการปล่อยมลพิษที่สำคัญ ตั้งเป้าหมายและกลยุทธ์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ติดตามความคืบหน้าและวัดผลลัพธ์ สื่อสารความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนต่อผู้มีส่วนได้เสีย ส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เตรียมพร้อมรับมือกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น แนวทาง การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ มาตรฐานสากลที่ใช้สำหรับการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์คือ ISO 14064 แนวทางนี้กำหนดกรอบการทำงานสำหรับการระบุขอบเขต การรวบรวมข้อมูล การคำนวณ และการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คู่มือ การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 1. กำหนดขอบเขต องค์กรต้องกำหนดขอบเขตการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยทั่วไปแบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้ Scope 1: การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากกิจกรรมขององค์กร เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงในโรงงาน การใช้รถขนส่งขององค์กร Scope 2: การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการซื้อพลังงานไฟฟ้า เช่น การซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย Scope 3: การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากกิจกรรมอื่นๆ upstream และ downstream ขององค์กร เช่น การขนส่งวัตถุดิบ การจัดการขยะ การเดินทางของพนักงาน 2. รวบรวมข้อมูล องค์กรต้องรวบรวมข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ข้อมูลการใช้พลังงาน: ปริมาณการใช้ไฟฟ้า น้ำมัน แก๊สธรรมชาติ ฯลฯ ข้อมูลการขนส่ง: ระยะทาง จำนวนเที่ยว ประเภทของยานพาหนะ ข้อมูลการจัดการขยะ: ปริมาณขยะ ประเภทของขยะ วิธีการกำจัดขยะ ข้อมูลการใช้วัตถุดิบ: ปริมาณ ประเภท แหล่งที่มา 3. คำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ องค์กรสามารถคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ด้วยตนเอง โดยใช้เครื่องมือคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ออนไลน์ หรือจ้างบริษัทที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ 4. วิเคราะห์ผล เมื่อได้ผลการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์แล้ว องค์กรต้องวิเคราะห์ผลเพื่อระบุแหล่งที่มาของมลพิษ แหล่งที่มาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด และหาแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 5. ตั้งเป้าหมายและแผนลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ องค์กรต้องตั้งเป้าหมายการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ชัดเจน วัดผลได้ และท้าทาย พร้อมทั้งจัดทำแผนลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ครอบคลุม ระบุกลยุทธ์ กิจกรรม และกรอบระยะเวลาในการดำเนินการ 6. ติดตามผลและทบทวน องค์กรต้องติดตามผลการดำเนินงานตามแผนลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ วัดผลประสิทธิภาพ และทบทวนแผนงานอยู่เสมอ ปรับปรุงแผนงานให้เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง องค์กรที่ยั่งยืน […]

カーボンクレジット プロジェクト例

คาร์บอนเครดิต เปรียบเสมือนใบอนุญาตที่แสดงถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดหรือกักเก็บลงได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะออกใบอนุญาตนี้ให้กับโครงการที่ดำเนินการเพื่อลดมลพิษทางอากาศ โครงการคาร์บอนเครดิต มีหลากหลายประเภท แต่ละประเภทมีเป้าหมาย วิธีการ และผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน บทความนี้มุ่งนำเสนอตัวอย่าง โครงการคาร์บอนเครดิต หลากหลายประเภท เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาและเข้าร่วมโครงการเหล่านี้ ประเภทของ โครงการคาร์บอนเครดิต 1. โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โครงการประเภทนี้เป็นหนึ่งในโครงการคาร์บอนเครดิตที่มุ่งเน้นไปที่การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาสู่ชั้นบรรยากาศ ตัวอย่างโครงการ ได้แก่ การเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน: โครงการนี้ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ แทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล โครงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลม โครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน: โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่การลดการใช้พลังงานโดยรวมขององค์กรหรือภาคครัวเรือน โครงการเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED โครงการติดตั้งระบบปรับอากาศประหยัดพลังงาน โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรม การจัดการขยะ: โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่การลดปริมาณก๊าซมีเทนที่ปล่อยออกมาจากการย่อยสลายขยะ โครงการคัดแยกขยะ โครงการรีไซเคิลขยะ โครงการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน โครงการผลิตปุ๋ยหมัก โครงการผลิตก๊าซชีวภาพ การปลูกป่า: โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้เพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โครงการปลูกป่าทดแทน โครงการปลูกป่าในพื้นที่เสื่อมโทรม โครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูป่าชายเลน 2. โครงการกักเก็บคาร์บอน โครงการประเภทนี้มุ่งเน้นไปที่การดักจับและเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ไม่ให้ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ ตัวอย่างโครงการ ได้แก่ การรวมจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS): โครงการนี้ใช้เทคโนโลยีดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิด เช่น โรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม และนำไปกักเก็บไว้ใต้ดิน 3. โครงการตลาดคาร์บอน โครงการประเภทเป็ยอีกหนึ่งโครงการคาร์บอนเครดิตที่เป็นกลไกช่วยให้ผู้ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสามารถซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการที่ลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ตัวอย่างโครงการ ได้แก่ ระบบการซื้อขายคาร์บอนเครดิต: ระบบนี้เปิดให้ผู้ซื้อและผู้ขายคาร์บอนเครดิตสามารถทำธุรกรรมกันได้อย่างเสรี โครงการชดเชยคาร์บอน: องค์กรหรือบุคคลสามารถชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองโดยการซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการที่ลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก โครงการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ดำเนินการโดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โครงการที่ผ่านการรับรอง จะได้รับ “คาร์บอนเครดิต” สามารถนำไปใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือซื้อขายในตลาดคาร์บอน โครงการความร่วมมือเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยสมัครใจ (JCM) ดำเนินการโดย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคส่วนต่างๆ โครงการที่ได้รับการรับรอง จะได้รับ “ใบรับรองการลดก๊าซเรือนกระจกแบบ JCM” สามารถนำไปขายในตลาดคาร์บอน หรือใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก FDI Accounting and Advisory มุ่งมั่นสนับสนุนธุรกิจของคุณสู่อนาคตที่ยั่งยืนด้วยบริการที่ปรึกษาสิ่งแวดล้อมครบวงจร ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามีประสบการณ์และความรู้เชิงลึกพร้อมช่วยคุณเพื่อบรรลุเป้าหมายสู่ธุรกิจที่ยั่งยืน บริการของเรา ให้คำปรึกษา BCG (Bio-Circular-Green Economy Business Model) บริการประเมิน และ จัดทำ Carbon […]

BOI(Board of Investment タイ投資委員会事務局)
サポート体制

BOI ย่อมาจาก Board of Investment หรือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เป็นหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย ทั้งจากนักลงทุนชาวไทยและต่างชาติ โดยมุ่งหวังที่จะดึงดูดการลงทุน เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน สามารถตรวจสอบ สิทธิประโยชน์ BOI เพื่อส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้เห็นผระโยชน์ที่จะได้รับหากสมัครเข้าโครงการ BOI หน้าที่หลักของ BOI คืออะไร ส่งเสริมการลงทุน: BOI ให้บริการข้อมูล สนับสนุน และอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน รวมถึงให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบ และนโยบายการลงทุน มอบสิทธิประโยชน์: BOI เสนอสิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่นักลงทุน เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล การลดหย่อนภาษี อากรขาเข้า และสิทธิพิเศษอื่นๆ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: BOI พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น นิคมอุตสาหกรรม เขตเศรษฐกิจพิเศษ และเขตพัฒนาพิเศษ เพื่อรองรับการลงทุน ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา: BOI สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คุณสมบัติของนักลงทุนที่ขอรับการส่งเสริมจาก BOI จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ไม่เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากการประกอบธุรกิจ ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มาก่อน และไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิประโยชน์จาก BOI ประเภทของกิจการที่ BOI ส่งเสริม 1. เกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร กิจการปลูกไม้เศรษฐกิจ เช่น ไม้ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กิจการปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยเคมี กิจการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เช่น ผลไม้ สัตว์น้ำ กิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรมสมัยใหม่ เช่น การเกษตรอัจฉริยะ การเกษตรอินทรีย์ 2. แร่ เซรามิกส์ และโลหะขั้นพื้นฐาน กิจการเหมืองแร่ เช่น แร่เหล็ก ถ่านหิน กิจการผลิตโลหะขั้นพื้นฐาน เช่น เหล็กกล้า อะลูมิเนียม กิจการผลิตเซรามิกส์และวัสดุก่อสร้าง เช่น กระเบื้อง ดินเผา 3. อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า กิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรพิมพ์ กิจการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ กิจการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ เช่น […]

監査の必要性

การ ตรวจสอบบัญชี เป็นกระบวนการที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบงบการเงินของธุรกิจเพื่อให้แน่ใจว่าถูกต้องและเป็นไปตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน เป็นเครื่องมือที่มีค่าสำหรับธุรกิจทุกขนาด แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ ซับซ้อน หรือจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทำไมธุรกิจของคุณถึงต้องมีการ ตรวจสอบบัญชี 1. เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีนั้น เปรียบเสมือนใบรับประกันความน่าเชื่อถือของธุรกิจ แสดงให้เห็นว่าธุรกิจของคุณดำเนินงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามมาตรฐานทางการเงิน ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน: นักลงทุนมักใช้ข้อมูลทางการเงินประกอบการตัดสินใจลงทุน งบการเงินที่ตรวจสอบแล้ว จะช่วยให้นักลงทุนมั่นใจว่าเงินลงทุนของพวกเขาจะถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า: ลูกค้ามักมองหาธุรกิจที่มีความน่าเชื่อถือ งบการเงินที่ตรวจสอบแล้ว จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจ แสดงให้เห็นว่าธุรกิจของคุณมีความมั่นคงทางการเงิน สร้างความมั่นใจให้กับสถาบันการเงิน: ธุรกิจที่ต้องการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน จำเป็นต้องแสดงงบการเงินที่ตรวจสอบแล้ว เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการพิจารณา 2. ช่วยให้ตรวจสอบและค้นหาข้อผิดพลาดทางการเงิน การ ตรวจสอบบัญชี ช่วยให้ตรวจพบข้อผิดพลาดหรือการทุจริตทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้สอบบัญชีจะทำการตรวจสอบเอกสารทางการเงินต่างๆ อย่างละเอียด เพื่อหาจุดบกพร่องหรือความผิดปกติ ช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ป้องกันการทุจริต: การตรวจสอบบัญชี ช่วยให้ค้นพบการทุจริตทางการเงินได้ เช่น การยักยอกเงิน การปลอมแปลงเอกสาร ช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำผิดได้ ป้องกันความผิดพลาด: การตรวจสอบบัญชี ช่วยให้ค้นพบความผิดพลาดทางการเงินได้ เช่น การบันทึกบัญชีผิดพลาด การคำนวณผิด ช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ: ข้อมูลทางการเงินที่ถูกต้อง ช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การวางแผนกลยุทธ์และการบริหารจัดการธุรกิจที่ดีขึ้น 3. ช่วยให้พัฒนาระบบควบคุมภายในของธุรกิจ ผู้สอบบัญชีจะทำการประเมินระบบควบคุมภายในของธุรกิจ และเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุง ช่วยให้ธุรกิจของคุณมีระบบควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพ ป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน ลดความเสี่ยงทางการเงิน: ระบบควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงิน เช่น ความเสี่ยงจากการทุจริต ความเสี่ยงจากความผิดพลาด เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน: ระบบควบคุมภายในที่ดี ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มผลกำไร สร้างความมั่นใจให้กับผู้เกี่ยวข้อง: ระบบควบคุมภายในที่ดี สร้างความมั่นใจให้กับผู้เกี่ยวข้อง ว่าธุรกิจของคุณมีระบบการบริหารจัดการที่ดี 4. ช่วยให้ธุรกิจปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับ กฎหมายและข้อบังคับต่างๆ เกี่ยวกับการเงินและบัญชีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การตรวจสอบบัญชี ช่วยให้ธุรกิจของคุณมั่นใจได้ว่าปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง หลีกเลี่ยงโทษทางกฎหมาย: การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับ อาจส่งผลให้ธุรกิจของคุณถูกปรับ หรือถูกดำเนินคดี สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจ: การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับ แสดงให้เห็นว่าธุรกิจของคุณมีความรับผิดชอบ สร้างความมั่นใจให้กับผู้เกี่ยวข้อง: การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับ สร้างความมั่นใจให้กับผู้เกี่ยวข้อง ว่าธุรกิจของคุณดำเนินงานอย่างโปร่งใส 5. ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ข้อมูลทางการเงินที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ ช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถวิเคราะห์สถานะทางการเงิน วางแผนกลยุทธ์ และตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน เพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อ: งบการเงินที่ตรวจสอบแล้ว ช่วยเพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ดึงดูดนักลงทุน: งบการเงินที่ตรวจสอบแล้ว ช่วยดึงดูดนักลงทุน ขยายธุรกิจ: ข้อมูลทางการเงินที่ถูกต้อง […]

タイでの会社登記方法

ประเทศไทยมีศักยภาพในการประกอบธุรกิจสูง ดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก ด้วยเศรษฐกิจที่มั่นคง โครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนา และแรงงานที่มีทักษะ ประกอบกับรัฐบาลไทยมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน จึงทำให้มีชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่สนใจจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม กฎหมายไทยกำหนดให้ชาวต่างชาติมีข้อจำกัดในการถือหุ้นบริษัทบางประเภท บทความนี้จึงจะมาแนะนำขั้นตอนและ วิธีจดบริษัท สำหรับชาวต่างชาติ รวมไปถึงข้อควรระวังและคำแนะนำเพิ่มเติม 1. เลือกประเภทบริษัทที่ต้องการจดทะเบียนบริษัท บริษัทที่คนไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 51% บริษัทจำกัด เป็นรูปแบบวิธีจดบริษัทที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับนักลงทุนชาวต่างชาติ ผู้ก่อการและผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 3 คน โดยชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% มีภาระรับผิดชอบของผู้ถือหุ้นจำกัดตามจำนวนหุ้นที่ถือ เหมาะสำหรับธุรกิจทั่วไป ห้างหุ้นส่วนจำกัด ผู้ก่อการและผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 2 คน แบ่งเป็นหุ้นส่วนจำกัดและหุ้นส่วนไม่จำกัด หุ้นส่วนจำกัดไม่ต้องรับผิดชอบต่อหนี้สินของห้างหุ้นส่วนเกินกว่าจำนวนหุ้นที่ถือหุ้นส่วนไม่จำกัดรับผิดชอบต่อหนี้สินของห้างหุ้นส่วนไม่จำกัด เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก จดทะเบียนง่ายกว่าบริษัทจำกัด บริษัทที่ชาวต่างชาติถือหุ้น 100% หรือเกิน 50% บริษัทจำกัด โดยต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (FBL) ประกอบธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หรือ ประกอบธุรกิจในกิจการที่กำหนดในกฎหมายประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ ต้องการลงทุนในประเทศไทยระยะยาว 2. ตรวจสอบคุณสมบัติของชาวต่างชาติที่ต้องการจดทะเบียนบริษัท ชาวต่างชาติที่ต้องการจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ มีหนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุ มีใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย (กรณีพำนักอาศัยในประเทศไทย) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่เคยถูกดำเนินคดีอาญาในประเทศไทยหรือประเทศอื่น 3. ขั้นตอนการ วิธีจดบริษัท จองชื่อบริษัท: ก่อนจดทะเบียน ผู้ก่อการจะต้องจองชื่อบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สามารถจองชื่อบริษัทได้ทางออนไลน์หรือที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด เตรียมเอกสาร: เอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนมีดังนี้ แบบคำขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด ข้อบังคับบริษัท รายชื่อผู้ถือหุ้น สำเนาบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางของผู้ก่อการและผู้ถือหุ้นทุกคน เอกสารแสดงการชำระค่าหุ้น หนังสือสัญญาตั้งกรรมการ หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ประกอบธุรกิจ ยื่นขอจดทะเบียน: ผู้ก่อการสามารถยื่นขอจดทะเบียนได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ชำระค่าธรรมเนียม: ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนบริษัทจำกัดมีดังนี้ ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน 5,000 บาท ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนตราสำคัญ (กรณีต้องการจดทะเบียนตรา) 1,000 บาท รับใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน: เมื่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจสอบเอกสารครบถ้วนแล้ว จะออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนให้ ข้อควรระวัง ชาวต่างชาติต้องขอใบอนุญาตทำงานก่อนจึงจะสามารถประกอบธุรกิจในประเทศไทยได้ บริษัทจำกัดที่ผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติต้องมีกรรมการผู้มีอำนาจลงนามแทนบริษัทเป็นคนไทย ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้น 100% หรือเกิน 50% ยกเว้นบางประเภทของธุรกิจ บริษัทต้องทำบัญชีและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล คำแนะนำ แนะนำให้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องก่อนจดทะเบียนบริษัท ปรึกษาทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม เลือกใช้บริการจากบริษัทรับจดทะเบียนเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว เริ่มต้นธุรกิจของคุณได้ง่ายๆ กับ FDI Accounting & Advisory FDI Accounting & […]

タイにおける地球温暖化を抑制するための重要なメカニズム
「T-VER」とは

T-VER ย่อมาจาก Thailand Voluntary Emission Reduction Program หรือ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย เป็นกลไกที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ องค์การ TGO พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย โดยความสมัครใจ เป้าหมาย ของโครงการ T-VER คือ ส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ส่งเสริมให้เกิดการลดมลพิษทางอากาศ สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ประเภทของโครงการ T-VER 1. โครงการ T-VER Standard มุ่งเน้นไปที่ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ตรวจวัดได้จริง ถาวร และเพิ่มเติมจากที่ควรจะเป็น กิจกรรมที่ได้รับการรับรองในประเภทนี้ ได้แก่ โครงการพลังงานหมุนเวียน โครงการประหยัดพลังงาน โครงการจัดการขยะ โครงการป่าไม้ โครงการเกษตร 2. โครงการ T-VER Premium มุ่งเน้นไปที่ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติมจากมาตรฐาน T-VER ทั่วไปโดยคำนึงถึงหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนและป้องกันผลกระทบด้านลบ กิจกรรมที่ได้รับการรับรองในประเภทนี้ ได้แก่ โครงการพลังงานหมุนเวียนชุมชน โครงการเกษตรยั่งยืน โครงการป่าไม้เพื่อชุมชน ประเภทของกิจกรรม โครงการ T-VER รองรับกิจกรรมที่หลากหลายที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ พลังงานหมุนเวียน การผลิตและใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวมวล การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การลดการใช้พลังงานในภาคอาคาร อุตสาหกรรม เช่น การเปลี่ยนมาใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง การปรับปรุงระบบทำความร้อนและเย็นอาคาร การจัดการของเสีย การลดการเกิดก๊าซมีเทนจากหลุมฝังกลบ การบำบัดน้ำเสีย การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การรีไซเคิล การหมักปุ๋ย การเผาไหม้ของเสียอย่างถูกวิธี การจัดการในภาคขนส่ง เช่น การใช้ระบบขนส่งสาธารณะ การใช้รถร่วมกัน การเปลี่ยนมาใช้รถพลังงานไฟฟ้า การปลูกป่าและการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่า: เช่น การปลูกป่า การปลูกไม้ยืนต้น การฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม ขั้นตอนการดำเนินการโครงการ T-VER การเสนอโครงการ: ผู้สนใจสามารถเสนอโครงการ TVER ต่อองค์การ TGO การประเมินโครงการ: องค์การ TGO จะทำการประเมินโครงการว่ามีความเหมาะสมกับมาตรฐาน TVER หรือไม่ การดำเนินการโครงการ: เมื่อโครงการผ่านการประเมิน ผู้ดำเนินการโครงการสามารถดำเนินการโครงการได้ การติดตามและตรวจสอบ: องค์การ TGO จะทำการติดตามและตรวจสอบผลการดำเนินการโครงการ การออกใบรับรอง: เมื่อโครงการบรรลุเป้าหมาย องค์การ […]

温室効果ガス排出量の測定と報告のための規格
~ISO 14064~

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อโลก การวัดและรายงานผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) อย่างถูกต้องและโปร่งใสกลายเป็นภารกิจสำคัญสำหรับองค์กรทุกประเภท มาตรฐาน ISO 14064 จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นกรอบแนวทางสากลในการจัดการกับประเด็นนี้ บทความนี้มุ่งนำเสนอภาพรวมของมาตรฐานISO 14064 อธิบายความสำคัญ และเจาะลึกถึงประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับ มาตรฐาน ISO 14064 คืออะไร ? มาตรฐานISO 14064 เป็นชุดมาตรฐานสากลที่กำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับการวัด การจัดการ และรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ขององค์กร มาตรฐานนี้พัฒนาโดยองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO)  มุ่งหวังช่วยให้องค์กรต่างๆ วัดปริมาณ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนได้อย่างถูกต้องและโปร่งใส จัดการ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ รายงาน ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อสาธารณะ หรือผู้มีส่วนได้เสีย มาตรฐานISO 14064 ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ISO 14064-1 การรายงานและการตรวจสอบของโปรโตคอลที่เป็นการยอมรับทั่วไป (GHG Inventory) มาตรฐานนี้ระบุข้อกำหนดและแนวทางสำหรับการรายงานและการตรวจสอบ GHG ที่เกิดจากกิจกรรมขององค์กร เช่น การวัดและการรายงาน GHG ที่เกิดขึ้นจากการใช้พลังงาน การผลิต และกระบวนการอื่น ๆ เป็นต้น ISO 14064-2 การรายงานและการตรวจสอบของโปรโตคอลสำหรับโครงการที่มีการรายงานโดยระดับโปรเจกต์ (GHG Project) มาตรฐานนี้เน้นไปที่การรายงานและการตรวจสอบ GHG ที่เกิดขึ้นจากโครงการที่มีการลดการปล่อย GHG หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการลดการปล่อย GHG โดยระดับโปรเจกต์ เช่น โครงการเมืองเชิงพาณิชย์ที่มีการลดการใช้พลังงานหรือโครงการป่าไม้เพื่อดัดแปลงการดักก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น ISO 14064-3 การตรวจสอบและการรับรองของโปรโตคอลสำหรับรายงานโดยอาศัยการตรวจสอบและการรับรองของบุคคลภายนอก (GHG Verification and Validation) มาตรฐานนี้ระบุข้อกำหนดและแนวทางสำหรับการตรวจสอบและการรับรองของข้อมูล GHG โดยอาศัยการตรวจสอบและการรับรองจากบุคคลภายนอก เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่รายงานเป็นเชิงบวกและมีความน่าเชื่อถือ ประโยชน์ของการนำมาตรฐาน ISO 14064 องค์กรที่นำมาตรฐานISO 14064 มาใช้จะได้รับประโยชน์มากมาย ดังนี้ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการก๊าซเรือนกระจก: มาตรฐานนี้ช่วยให้องค์กรระบุแหล่งที่มาของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ติดตามประสิทธิภาพการดำเนินงาน และริเริ่มกลยุทธ์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร: การแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการวัดและรายงานผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่ดี เพิ่มความน่าเชื่อถือต่อลูกค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ สร้างโอกาสทางธุรกิจ: องค์กรที่มุ่งมั่นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาจได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โอกาสในการเข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิต และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาด เตรียมพร้อมรับมือกับกฎระเบียบ: หลายประเทศทั่วโลกเริ่มออกกฎหมายควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก องค์กรที่นำมาตรฐานISO 14064 มาใช้ จะสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับกฎระเบียบเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ […]

1 2 3 14