記事

บริการรับต่อวีซ่า Work Permit ประหยัดเวลา บริการด้วยความเชี่ยวชาญ

บริการรับต่อวีซ่า Work Permit สำหรับองค์กรที่มีการจ้างงานชาวต่างชาติ หากองค์กรของคุณมีการจ้างงานชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร วิศวกร ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือพนักงานตำแหน่งอื่น ๆ หนึ่งในภาระงานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการดูแลเรื่องวีซ่าและใบอนุญาตทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมายอยู่เสมอ การต่อวีซ่า หรือ ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) เป็นกระบวนการที่ดูเหมือนจะไม่ซับซ้อน แต่ในทางปฏิบัติกลับมีรายละเอียดปลีกย่อยจำนวนมาก ตั้งแต่เอกสารที่ต้องเตรียม ระยะเวลาการยื่น ไปจนถึงเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละหน่วยงาน หากดำเนินการผิดพลาดหรือล่าช้า อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานะการทำงานของพนักงานต่างชาติ และอาจนำไปสู่บทลงโทษทางกฎหมายต่อองค์กรได้เช่นกัน ซึ่งในบทความนี้จะพาท่านไปทำความเข้าใจภาพรวมของกระบวนการต่อวีซ่าและ Work Permit สำหรับองค์กร พร้อมคำแนะนำเชิงปฏิบัติที่นำไปใช้ได้จริง Work Permit คืออะไร และเหตุใดองค์กรต้องให้ความสำคัญ Work Permit หรือใบอนุญาตทำงาน คือเอกสารที่กฎหมายกำหนดให้ชาวต่างชาติทุกคนที่ต้องการทำงานในประเทศไทยต้องมี ตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 โดยมีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบ สิ่งที่หลายองค์กรเข้าใจคลาดเคลื่อนคือการคิดว่า “มีวีซ่าแล้วทำงานได้เลย” ซึ่งไม่ถูกต้อง เนื่องจากทั้ง 2 ใบอนุญาตนี้มีการกำหนดเงื่อนไขและรายละเอียดที่แตกต่างกัน กล่าวคือ วีซ่า (Visa) เป็นเอกสารอนุญาตให้ “พำนัก” อยู่ในประเทศไทย ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) เป็นเอกสารอนุญาตให้ “ทำงาน” พนักงานต่างชาติจึงต้องมีเอกสารทั้งสองประเภทควบคู่กัน โดยทั่วไปต้องถือวีซ่าประเภท Non-Immigrant “B” ก่อน จึงจะสามารถยื่นขอ Work Permit ได้ และในใบอนุญาตจะระบุชัดเจนว่าทำงานตำแหน่งใด กับนายจ้างรายใด และสถานที่ทำงานใด หากปฏิบัติงานนอกเหนือจากที่ระบุไว้ถือว่าผิดกฎหมาย ทำไมการต่อวีซ่า Work Permit จึงเป็นเรื่องที่องค์กรต้องวางแผนล่วงหน้า หลายองค์กรมักมองข้ามความสำคัญของการวางแผนต่ออายุเอกสารเหล่านี้ ทั้งที่ความล่าช้าเพียงเล็กน้อยอาจก่อให้เกิดผลกระทบใหญ่ เช่น พนักงานต่างชาติไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ องค์กรมีความเสี่ยงด้านกฎหมายและค่าปรับ หากปล่อยให้เอกสารขาดอายุ กระทบต่อการยื่นขอวีซ่าประเภท Non-Immigrant B และ Non-Immigrant RS ในปีถัดไป ซึ่งต้องใช้หลักฐานการเสียภาษีเงินได้ประกอบการพิจารณาด้วย สร้างภาระงานเพิ่มเติมให้ฝ่าย HR ที่ต้องติดตามวันหมดอายุของพนักงานหลายคนพร้อมกัน ด้วยเหตุนี้ การมีบริการรับต่อวีซ่า Work Permit จากผู้เชี่ยวชาญของ FDI Group ที่เข้าใจกระบวนการ สามารถดำเนินงาน ให้คำแนะนำได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด จึงช่วยลดความเสี่ยงและแบ่งเบาภาระงานของฝ่ายบุคคลได้อย่างมีนัยสำคัญ เอกสารและขั้นตอนหลักในการต่อ Work Permit ที่องค์กรควรเตรียม […]

รู้จักกับมาตรฐาน ISO 14064 และ ISO 14067 ที่เกี่ยวกับการลดคาร์บอน

รู้จักมาตรฐาน ISO 14064 และ ISO 14067 เครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการคาร์บอนขององค์กรและผลิตภัณฑ์ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญของภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนความยั่งยืน การดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero หรือ Carbon Neutrality จำเป็นต้องอาศัยมาตรฐานที่สามารถวัดผล ตรวจสอบ และรายงานได้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการบริหารจัดการคาร์บอนทั้งในระดับองค์กรและระดับผลิตภัณฑ์ ซึ่งมาตรฐาน ISO 14064 และ ISO 14067 ถือเป็นเครื่องมือหลักที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลสำหรับการดำเนินการดังกล่าว มาตรฐานทั้งสองมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการคำนวณและบริหารจัดการคาร์บอน ดังนี้ ISO 14064-1:การวัดปริมาณและการรายงานผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กร (มักใช้เทียบเคียงกับการทำ Carbon Footprint for Organization หรือ CFO) ISO 14067  เป็นมาตรฐานว่าด้วยการจัดทำข้อกำหนดและแนวทางในแสดงและรายงานปริมาณก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ ตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่กระบวนการหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน และการกำจัดเมื่อกลายเป็นของเสีย มาตรฐานทั้งสองนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ในยุคที่ความยั่งยืนถือเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขัน การได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO ไม่เพียงส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจ แต่ยังสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมที่ผ่านการตรวจสอบอย่างโปร่งใส ISO คืออะไร ? ISO หรือ International Organization for Standardization เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่จัดทำมาตรฐานสากลครอบคลุมหลากหลายด้าน ทั้งการบริหารคุณภาพ ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม พลังงาน และเทคโนโลยี โดยมีบทบาทในการกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เป็นระบบ เพื่อให้หน่วยงาน องค์กร และประเทศต่างๆ สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้มาตรฐานเดียวกัน และสามารถตรวจสอบได้ ISO ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1947 ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกเข้าร่วมกว่าร้อยประเทศ โดย ISO มิได้เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดรัฐบาลของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่มีเป้าหมายในการสร้างมาตรฐานสากลที่เป็นแนวทางเดียวกัน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาองค์กร เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค ความสำคัญของมาตรฐาน ISO ต่อการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ มาตรฐาน ISO ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นระบบบริหารจัดการที่มีความเป็นกลาง น่าเชื่อถือ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ISO 14064 และ ISO 14067 จัดอยู่ในกลุ่มมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนให้องค์กรสามารถวัด ติดตาม และรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emissions) ได้อย่างแม่นยำ การนำมาตรฐาน ISO มาใช้ในการบริหารจัดการคาร์บอนไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่องค์กร แต่ยังสอดคล้องกับแนวทาง […]

จัดตั้ง Holding company มีข้อดี–ข้อเสียอย่างไร? เรื่องที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ก่อนจัดตั้ง

ตั้งบริษัทโฮลดิ้ง มีข้อดี–ข้อเสียอย่างไร? เรื่องที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ก่อนจัดตั้ง สำหรับเจ้าของธุรกิจที่มีบริษัทมากกว่า 1 แห่ง มีการลงทุนในหลายกิจการ หรือกำลังวางแผนขยายธุรกิจในอนาคต อาจเคยได้ยินแนวคิดเรื่อง Holding company หรือ “บริษัทโฮลดิ้ง” ในฐานะโครงสร้างที่ช่วยจัดระเบียบการถือหุ้นและการบริหารธุรกิจในเครือ แต่คำถามสำคัญคือ การจัดตั้ง Holding company เหมาะกับทุกธุรกิจหรือไม่? ซึ่งคำตอบอาจจะตอบได้ว่า “ไม่เสมอไป” เพราะการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งนั้น ไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มบริษัทขึ้นมาอีกหนึ่งแห่ง แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างผู้ถือหุ้น การควบคุมกิจการ การบริหารเงินปันผล ภาษี การลงทุนในบริษัทย่อย รวมถึงการวางแผนธุรกิจในระยะยาวโดยในบทความนี้จะพาเจ้าของธุรกิจมาทำความเข้าใจว่า Holding company คืออะไร มีข้อดี–ข้อเสียอย่างไร และควรพิจารณาอะไรบ้างก่อนตัดสินใจจัดตั้ง โดยบริษัทผู้ถือหุ้น หรือบริษัทโฮลดิ้ง (Holding company) คือ บริษัทที่มีการประกอบธุรกิจโดยมีรายได้จากการถือหุ้น ในบริษัทอื่นเป็นหลัก และไม่มีการประกอบธุรกิจ อย่างมีนัยสำคัญของตนเอง ซึ่งคนที่ทำธุรกิจในรูปแบบบริษัทนั้น น่าจะรู้จักคำว่า “ผู้ถือหุ้น” กันอยู่แล้ว โดยหมายถึง คนที่เป็นเจ้าของบริษัทแบ่งตามสัดส่วนการถือหุ้น แต่ที่ทุกคนอาจจะยังไม่รู้ก็คือ เราสามารถจดจัดตั้งบริษัท โดยมีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคล ที่เรียกว่าบริษัท ซึ่งจะมีสิทธิ์และอำนาจตามกฎหมายเช่นเดียวกัน เช่น สิทธิ์ในการโหวต การแสดงความคิดเห็น และการแสดงอำนาจในการตัดสินใจต่าง ๆ ข้อดีและข้อเสียของการจัดตั้ง Holding Company ข้อดี 1. การบริหารความเสี่ยง (Risk Isolation)จะเป็นการแยกทรัพย์สินและหนี้สินของแต่ละบริษัทลูกออกจากกัน หากบริษัทลูกใดล้มละลายหรือถูกฟ้องร้อง จะไม่กระทบต่อบริษัทลูกอื่นหรือทรัพย์สินส่วนกลาง เจ้าหนี้บริษัทย่อยจะไม่สามารถเข้าถึงกันได้ 2. การวางแผนภาษีและประโยชน์ทางภาษีในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย  เงินปันผลที่โอนระหว่างบริษัทในเครือ ที่ถือหุ้นตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด อาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ช่วยลดภาระภาษีซ้ำซ้อน หรือ สิทธิประโยชน์ทางภาษีเรื่องการให้กู้ยืม สำหรับกรณีเป็นบริษัทในเครือเดียวกันกู้ยืมเงินกันเอง ไม่ว่าจะคิดดอกเบี้ยเท่าใดไม่ถือเป็นกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ จึงไม่ต้องนำดอกเบี้ยมารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ (อ้างอิงมาตรา 91/5(5) แห่ง ประมวลรัษฎากร ประกอบคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 26/2534) 3. การระดมทุนและการกู้ยืมง่ายมากขึ้นHolding Company สามารถใช้เป็นช่องทางระดมทุนจากนักลงทุนหรือสถาบันการเงิน แล้วกระจายเงินทุนไปยังบริษัทลูกตามความจำเป็นได้ 4. การควบคุมอำนาจบริหารแบบรวมศูนย์เจ้าของสามารถควบคุมบริษัทหลายแห่งผ่านการถือหุ้นใน Holding Company เดียว โดยไม่ต้องถือหุ้นตรงในทุกบริษัท ทำให้ง่ายต่อการวางแผนสืบทอดกิจการ (succession planning) 5. ความยืดหยุ่นในการซื้อขายธุรกิจซื้อ/ขาย/ควบรวมกิจการทำได้สะดวกกว่า เพราะสามารถซื้อขายที่ระดับหุ้นของบริษัทลูกโดยไม่กระทบโครงสร้างอื่น 6. เป็นการสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจในภาพรวมโดยโครงสร้างกลุ่มบริษัทที่ชัดเจน อาจช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือกับคู่ค้า นักลงทุน และสถาบันการเงิน […]

วีซ่าธุรกิจ คือวีซ่าอะไร ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง ?

ไขข้อสงสัย วีซ่าธุรกิจและใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) เป็นเอกสารเดียวกันหรือไม่ !  ชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อติดต่อธุรกิจ ประชุม เจรจาทางการค้า ลงทุน หรือเข้ามาทำงานกับบริษัทในประเทศไทย สิ่งหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนคือ “วีซ่าธุรกิจ” ไม่ได้หมายความว่าสามารถทำกิจกรรมทางธุรกิจหรือทำงานในประเทศไทยได้ทุกกรณีโดยอัตโนมัติ โดยทั่วไป แล้ววีซ่าที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อธุรกิจและการทำงานคือ Non-Immigrant Visa Category B หรือ Non-B ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศระบุว่าใช้สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจหรือทำงาน โดยรายละเอียดและเอกสารจะแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของการเดินทาง ดังนั้น หากกำลังวางแผนให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจหรือทำงานในไทย การเข้าใจประเภทของวีซ่า เอกสาร และขั้นตอนตั้งแต่ต้น จะช่วยลดปัญหาเอกสารไม่ครบหรือเลือกประเภทการยื่นไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ โดยสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในการขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงานได้ที่ ติดต่อเรา คลิก! วีซ่าธุรกิจ คืออะไร ? วีซ่าธุรกิจ ที่คนทั่วไปเรียกกัน มักหมายถึง Non-Immigrant Visa Category B (Non-B) ซึ่งเป็นวีซ่าประเภทคนอยู่ชั่วคราวสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อวัตถุประสงค์ด้านธุรกิจหรือการทำงาน ตัวอย่างเช่น เข้ามาประชุมกับบริษัทในประเทศไทย เจรจาทางธุรกิจกับคู่ค้า ติดต่อพันธมิตรทางธุรกิจ เข้ามาดูโครงการหรือศึกษาการลงทุน เข้ามาทำงานกับบริษัทในประเทศไทย เข้ามาประกอบธุรกิจตามวัตถุประสงค์ที่ได้รับอนุญาต อย่างไรก็ตามวีซ่าธุรกิจและใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ไม่ใช่เอกสารเดียวกัน  หากชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยหลักแล้วจะต้องได้รับใบอนุญาตทำงานก่อนเริ่มทำงานตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แม้จะถือ Non-B Visa อยู่แล้วก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศระบุอย่างชัดเจนว่าผู้ถือ Non-Immigrant Visa ที่ต้องการทำงานในไทยจะสามารถทำงานได้เมื่อได้รับ Work Permit แล้วเท่านั้น จะขอวีซ่าธุรกิจ ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง ? เอกสารสำหรับยื่น วีซ่าธุรกิจ จะแตกต่างกันไปตามประเทศปลายทาง ประเภทวีซ่า สัญชาติของผู้ยื่น และวัตถุประสงค์ของการเดินทางโดยทั่วไป เอกสารสำคัญสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ เอกสารส่วนบุคคล เอกสารด้านการทำงาน และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อธุรกิจ 1. เอกสารส่วนบุคคลสำหรับยื่นวีซ่า เอกสารพื้นฐานที่ผู้ยื่นควรเตรียม ได้แก่ หนังสือเดินทาง (Passport) ที่มีอายุการใช้งานตามเกณฑ์ที่ประเทศปลายทางกำหนด และมีหน้าว่างเพียงพอสำหรับติดวีซ่า หนังสือเดินทางเล่มเก่า (ถ้ามี) แบบฟอร์มคำร้องขอวีซ่าที่กรอกข้อมูลครบถ้วน รูปถ่ายตามข้อกำหนดของประเทศหรือหน่วยงานที่รับคำร้อง หลักฐานการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล (ถ้ามี) หลักฐานการประกันสุขภาพหรือประกันการเดินทาง (หากเป็นข้อกำหนด) เอกสารหรือแบบรับทราบข้อกำหนดในการพำนักของประเทศปลายทาง (หากมี) ข้อควรระวัง: อายุ Passport จำนวนหน้าว่าง รูปแบบรูปถ่าย และข้อกำหนดด้านประกันภัยอาจแตกต่างกันในแต่ละประเทศ จึงควรตรวจสอบ […]

ที่ปรึกษายื่นขอ FBL FBC สำหรับต่างชาติทำธุรกิจในไทย

FDI Group ที่ปรึกษายื่นขอ FBL FBC และใบอนุญาตประกอบธุรกิจครบวงจร สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเข้ามาทำธุรกิจในไทย ต้องรู้ข้อมูลตั้งแต่การจัดตั้งบริษัทและดำเนินธุรกิจในประเทศไทย  ไม่ได้จบเพียงแค่การจดทะเบียนบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดำเนินการขอเอกสาร ใบรับรอง ใบอนุญาตประกอบธุรกิจร่วมด้วย เพราะหากลักษณะธุรกิจอยู่ภายใต้ข้อจำกัดตาม พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (Foreign Business Act: FBA) นักลงทุนต่างชาติอาจต้องขออนุญาตหรือหนังสือรับรองก่อนเริ่มประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องก่อนดำเนินธุรกิจในประเทศไทย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องขอ FBL หรือ FBC ? ต้องเตรียมเอกสารอะไร ? ยื่นกับหน่วยงานใด และมีขั้นตอนอย่างไร ? การทำความเข้าใจตั้งแต่ก่อนจัดตั้งบริษัทจึงมีความสำคัญ เพราะโครงสร้างผู้ถือหุ้น ลักษณะกิจกรรมทางธุรกิจ สิทธิประโยชน์จาก BOI หรือสิทธิตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ อาจส่งผลต่อช่องทางการขออนุญาตที่แตกต่างกัน สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการลดความซับซ้อนของกระบวนการ FDI Group ที่ปรึกษายื่นขอ FBL FBC สามารถช่วยใ้คำปรึกษาและคำแนะนำ พร้อมวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจ ตรวจสอบประเภทธุรกิจ และดำเนินการเตรียมเอกสารให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเป็นการทำงานร่วมกันทั้งทางบริษัทต่างชาติที่ต้องการลงทุนในไทย และทีมที่ปรึกษาร่วมกัน FBL และ FBC คืออะไร ? ต่างกันอย่างไร ก่อนเลือกใช้บริการที่ปรึกษายื่นขอ FBL ควรเข้าใจก่อนว่า FBL และ FBC ไม่ใช่เอกสารประเภทเดียวกัน แม้มีวัตถุประสงค์เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในประเทศไทยเหมือนกัน FBL หรือย่อมาจาก Foreign Business License (ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว) Foreign Business License (FBL) หรือใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เป็นใบอนุญาตที่อนุญาตให้บริษัทต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทยในลักษณะที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งใบนี้เป็นการอนุมัติที่ออกให้แก่บริษัทต่างชาติที่มีการยื่นขออนุญาตและได้รับการอนุมัติจากกระทรวงพาณิชย์  โดยจะมีข้อจำกัดบางประการ ในการประกอบธุรกิจบางประเภทที่อนุญาตให้เฉพาะคนไทยเท่านั้น และห้ามต่างชาติประกอบธุรกิจ ประเภทของธุรกิจที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติฯ  ธุรกิจบางประเภทจะสงวนให้ไว้เฉพาะคนไทย ตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการขอรับในอนุญาตของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 บัญชีที่ 1 เป็นธุรกิจที่ห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจด้วยเหตุผลพิเศษ บัญชีที่ 2 ธุรกิจที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศหรือมีผลกระทบต่อศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณีหัตกรรมกรรมพื้นบ้านหรือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคนต่างด้าวจะ ประกอบธุรกิจได้ เมื่อได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี บัญชีที่ 3 ธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนคนต่างด้าว คนต่างด้าวจะประกอบธุรกิจได้เมื่อได้รับอนุญาตจากอธิบดีโดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว คำจำกัดความของคนต่างด้าว ตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ห้ามคนต่างด้าวประกอบธุรกิจบางประเภท และบางประเภทจะประกอบธุรกิจได้ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาตหรือได้รับหนังสือรับรองแล้วแต่กรณี FBC หรือย่อมาจาก Foreign Business […]

ESGを始めたいけれど、どこから手をつければいいかわからないという方へ。当社のESGコンサルティングサービスがお手伝いいたします。

ESG Consulting คืออะไร ? และทำไมองค์กรต้องมีที่ปรึกษา ESG  องค์กรหลายแห่งในไทยเริ่มได้ยินคำว่า ESG บ่อยขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะจากคู่ค้าต่างชาติที่เริ่มถาม Carbon Footprint นักลงทุนที่ต้องการรายงานความยั่งยืน หรือหน่วยงานภาครัฐที่เริ่มออกนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือ ‘ไม่รู้จะเริ่มจากไหน’ เพราะ ESG ครอบคลุมหลายมิติและต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทั้งด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม กฎหมาย และการจัดทำรายงานตามมาตรฐานสากล นั่นคือเหตุผลที่ ESG Consulting หรือบริการที่ปรึกษา ESG มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคนี้ ESG Consulting คืออะไร ? ESG Consulting คือ บริการที่ปรึกษาเฉพาะทางที่เกี่ยวข้องกับ ESG โดย FDI Sustian ที่พร้อมมาช่วยให้องค์กรวางกลยุทธ์ วัดผล และรายงานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) ได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล ด้วยประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมาแล้วนั้น  โดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน ESG ที่พร้อมให้คำแนะนำ และทีมวิศวกรที่ปรึกษาที่ได้รับการรับรอง Certified CFP & CFO Consultant จาก TGO มีความเชี่ยวชาญครอบคลุมอุตสาหกรรมหลากหลาย ทั้งยานยนต์ เหล็ก อะลูมีเนียม พลาสติก เคมี ยา เกษตร และสาธารณูปโภค จาก FDI Group  บริการ ESG Consulting ของ FDI Sustain ครอบคลุมอะไรบ้าง? 1. ESG Strategy & Roadmap ที่ปรึกษาเรา จะเข้าไปช่วยดูแล ให้คำแนะนำแบบจับมือทำ ด้วยการวางแผนกลยุทธ์ ESG ระยะยาวที่ตอบโจทย์ธุรกิจจริง ไม่ใช่แค่ทำให้ครบตามข้อกำหนด แต่ให้ ESG เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าและความได้เปรียบในการแข่งขันสำหรับองค์กร 2. Carbon Footprint Organization & Product (CFO / CFP) ทาง FDI Sustain มีความเชี่ยวชาญในการประเมินและจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร […]

会社の登記が完了した後、どのような「営業許可」を申請する必要があるのでしょうか? 2026年最新情報

สำหรับการ จดทะเบียนบริษัท ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะสามารถดำเนินกิจการได้ทุกประเภททันที เพราะแม้บริษัทจะได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอย่างถูกต้องแล้ว แต่ธุรกิจบางประเภทอาจต้องมี ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ หรือการอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเริ่มดำเนินกิจการ โดยประเด็นสำคัญคือ การไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่ดำเนินการ อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย โดยผู้ประกอบการต้องตรวจสอบลักษณะสินค้าและบริการ สถานที่ประกอบธุรกิจ รวมถึงสัญชาติของผู้ถือหุ้นร่วมด้วย ดังนั้นหากคุณกำลังวางแผน จดทะเบียนบริษัทในปี 2026 สิ่งที่ควรทำไม่ใช่เพียงตรวจสอบว่าบริษัทจดทะเบียนเรียบร้อยหรือไม่ แต่ควรตรวจสอบตั้งแต่ต้นว่าธุรกิจนี้ต้องมีใบอนุญาตอะไรบ้างก่อนที่จะเปิดดำเนินการ เพื่อให้เกิดความถูกต้องตามที่กฎหมายได้ระบุไว้อย่างครบถ้วน ใบอนุญาตประกอบธุรกิจคืออะไร ? ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ คือ การได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินกิจการบางประเภทได้ตามกฎหมายและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ โดยที่ใบอนุญาตอาจมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น ใบอนุญาตประกอบกิจการ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ใบอนุญาตผลิต ใบอนุญาตนำเข้า ใบอนุญาตจำหน่าย หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจ ใบอนุญาตจากหน่วยงานท้องถิ่น คำแนะนำ : ผู้ประกอบการสามารถศึกษาคู่มือการทำธุรกิจด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเรื่องของจดทะเบียนธุรกิจ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในไทย การยื่นขอเอกสารเพิ่มเติมได้ที่ คู่มือการทำธุรกิจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จดทะเบียนบริษัทแล้ว ต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจทุกบริษัทหรือไม่ ? ถ้าหากเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจทั่วไปซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะ อาจสามารถดำเนินธุรกิจได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจเฉพาะประเภท แต่หากกิจการอยู่ภายใต้กฎหมายควบคุมเฉพาะ ผู้ประกอบการอาจต้องได้รับใบอนุญาตหรือดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดก่อนเริ่มประกอบกิจการ โดยยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจผลิตอาหาร ธุรกิจนำเข้าอาหาร ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจนำเที่ยว ธุรกิจโรงงาน ธุรกิจที่เข้าข่ายกิจการอันตรายต่อสุขภาพ ธุรกิจที่อยู่ภายใต้กฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้า สุขภาพ หรือผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลเฉพาะ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนก่อนมีการเริ่มดำเนินการจริงตามที่วางแผนไว้ หรือหากไม่มั่นใจว่าได้ดำเนินการครบถ้วนแล้วหรือยัง สามารถปรึกษากับทาง FDI ได้เช่นกัน   7 กลุ่มใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่ผู้ประกอบการควรตรวจสอบ 1. ใบอนุญาตประกอบธุรกิจสำหรับบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติร่วมด้วย กรณีบริษัทมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นต่างชาติ ต้องพิจารณา พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เพิ่มเติม ธุรกิจบางประเภทถูกกำหนดไว้ในบัญชีท้ายกฎหมาย หากเข้าข่ายและไม่มีข้อยกเว้นหรือสิทธิที่เกี่ยวข้อง บริษัทอาจต้องขอ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business License: FBL) ก่อนดำเนินธุรกิจ ในบางกรณี คนต่างด้าวอาจต้องมีการยื่นขอ หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business Certificate: FBC)  ด้วยเช่นกัน 2. ใบอนุญาตสำหรับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม หากเป็นบริษัทดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายอาหาร อาจมีข้อกำหนดด้านใบอนุญาตและการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจผลิตอาหารอาจต้องขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร ขณะที่ธุรกิจนำเข้าอาหารมีขั้นตอนการขออนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร โดย อย. มีคู่มือและระบบสำหรับการยื่นคำขอโดยเฉพาะ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์บางประเภทอาจต้องมีการขออนุญาตผลิตภัณฑ์ การตรวจสอบฉลาก […]

事業を立ち上げた後、どのような経理業務を行う必要があるでしょうか? 新規事業主のための必須チェックリスト ― 2026年更新版

 เปิดบริษัทแล้วต้องทำบัญชีอะไรบ้าง ? Checklist สำคัญ ที่เจ้าของธุรกิจมือใหม่ต้องรู้ การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทถือเป็นก้าวสำคัญของการเริ่มต้นธุรกิจ แต่หลายคนเข้าใจว่าหลังได้รับหนังสือรับรองบริษัทแล้วสามารถเริ่มดำเนินธุรกิจได้ทันที โดยไม่ได้เตรียมความพร้อมด้านบัญชีและภาษีอย่างถูกต้อง ในความเป็นจริง หลังจากจัดตั้งบริษัทแล้ว ผู้ประกอบการยังมีหน้าที่ตามกฎหมายอีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำบัญชี การยื่นภาษี การจัดเก็บเอกสาร และการจัดทำงบการเงิน หากละเลยอาจส่งผลให้เกิดค่าปรับหรือปัญหาด้านภาษีในอนาคตได้ ซึ่งในบทความนี้ได้รวบรวม Checklist สำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่ เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจว่า เปิดบริษัทแล้วต้องทำบัญชีอะไรบ้าง และควรเตรียมตัวอย่างไรให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างถูกต้องตั้งแต่วันแรกและเป็นไปอย่างราบรื่น โดยทีมที่ปรึกษาวางระบบบัญชีและภาษีสำหรับนิติบุคคลจาก เอฟ ดี ไอ    ทำไมบริษัทต้องจัดทำบัญชี ? ไม่ทำได้หรือไม่ ?  ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 บริษัททุกแห่งที่จดทะเบียนนิติบุคคลในประเทศไทยมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีและเก็บรักษาเอกสารทางการเงินอย่างถูกต้อง การจัดทำบัญชีไม่ได้มีประโยชน์เพียงเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถ ตรวจสอบรายรับและรายจ่ายได้อย่างชัดเจน วางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิเคราะห์ผลกำไรและสถานะทางการเงินของธุรกิจ เพิ่มความน่าเชื่อถือในการขอสินเชื่อหรือขยายธุรกิจ รองรับการตรวจสอบข้อมูลจากกรมสรรพากรและหน่วยงานภาครัฐ Checklist หลังจดทะเบียนบริษัทต้องทำอะไรบ้าง ? 1. เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท หลังจากได้รับหนังสือรับรองบริษัทแล้ว สิ่งแรกที่ควรดำเนินการคือการเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท เหตุผลสำคัญคือเพื่อแยกเงินส่วนตัวออกจากเงินของกิจการอย่างชัดเจน ให้สะดวกต่อการทำบัญชี ตรวจสอบได้ง่ายยิ่งขึ้น รวมถึงความน่าเชื่อถือหากมีการทำธุรกรรมต่าง ๆ ของคู่ค้า ลูกค้า ด้วยเช่นกัน  เอกสารที่ต้องใช้ในการเปิดบัญชีบริษัท หนังสือรับรองบริษัท หนังสือบริคณห์สนธิ บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ตราประทับบริษัท (ถ้ามี) บัตรประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจ การใช้บัญชีบริษัทในการรับ-จ่ายเงินจะช่วยให้การจัดทำบัญชีมีความถูกต้องและตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย 2. จัดเก็บเอกสารทางบัญชีอย่างเป็นระบบ หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยของธุรกิจขนาดเล็กคือการเก็บเอกสารไม่ครบถ้วน เอกสารสำคัญที่ควรจัดเก็บ ได้แก่ เอกสารรายรับ ใบกำกับภาษีขาย ใบเสร็จรับเงิน หลักฐานการโอนเงิน ใบแจ้งหนี้ เอกสารรายจ่าย ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จรับเงิน สัญญาว่าจ้าง หลักฐานการชำระเงิน เอกสารด้านบุคลากร สัญญาจ้างงาน เอกสารเงินเดือน ประกันสังคม ทั้งนี้อาจจะมีการจัดเก็บเอกสารอื่นๆ เพิ่มเติม การจัดเก็บเอกสารอย่างครบถ้วนจะช่วยลดความเสี่ยง ปัญหาด้านอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้  3. การจัดทำบัญชีรายเดือน ไม่ว่าบริษัทจะมีรายได้มากหรือน้อย หรือแม้แต่ยังไม่มีรายได้เลย บริษัทก็ยังมีหน้าที่จัดทำบัญชีตามกฎหมาย การจัดทำบัญชีอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ทราบสถานะทางการเงินของธุรกิจได้ตลอดเวลาซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของธุรกิจเป็นอย่างมาก  ข้อมูลที่ควรบันทึก ได้แก่ รายรับ รายจ่าย ลูกหนี้ เจ้าหนี้ เงินสด เงินฝากธนาคาร สินทรัพย์ของกิจการ 4. การยื่นภาษีที่เกี่ยวข้องกับบริษัท หลายคนเข้าใจผิดว่าบริษัทที่ยังไม่มีรายได้ไม่จำเป็นต้องยื่นภาษี ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน บริษัทมีหน้าที่ยื่นแบบภาษีตามกำหนด แม้ในบางกรณีจะไม่มีภาษีต้องชำระก็ตาม […]

「ネット・ゼロ・タイランド2050」:「予定より15年早い――タイが新たな目標を発表」、温室効果ガス排出量を47%削減へ

เป้าหมาย Net Zero ใหม่ของประเทศไทย มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 ประเทศไทยได้ประกาศยกระดับเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยกำหนดเป้าหมายการบรรลุ Net Zero Emissions ภายในปี 2050 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิมถึง 15 ปี ผ่านการเสนอแผน Nationally Determined Contribution (NDC) ฉบับใหม่ อย่างเป็นทางการในการประชุม COP30 ณ ประเทศบราซิล เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2025 ภายใต้แผนดังกล่าว ประเทศไทยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2035 ให้ได้ 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) หรือคิดเป็นการลดลง 47% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2019 จากเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ประเทศไทยคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ด้วยศักยภาพภายในประเทศประมาณ 70% ขณะที่อีก 30% จำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนด้านเงินทุนสีเขียวจากต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 7,047 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การขอรับการสนับสนุนจากต่างประเทศจะมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีที่ต้องใช้เงินลงทุนและองค์ความรู้ขั้นสูง ได้แก่ เทคโนโลยีไฮโดรเจนสำหรับภาคการผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรม ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors: SMR) การผลิตปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ เทคโนโลยีการจัดการของเสียและสารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเกษตรคาร์บอนต่ำ เช่น การปลูกข้าวที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก     ความร่วมมือระดับโลกจาก COP30 เพื่อเร่งการลดก๊าซเรือนกระจก มีด้านใดบ้างที่น่าสนใจ 1. การเร่งลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล การประชุม COP30 ได้ผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ Belem 4X Pledge หลายประเทศ ได้แก่ บราซิล อินเดีย ญี่ปุ่น อิตาลี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ร่วมประกาศเจตนารมณ์เพิ่มการใช้เชื้อเพลิงและพลังงานที่ยั่งยืนเป็น 4 เท่าภายในปี 2035 จากเป้าหมายเดิมที่มุ่งเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเป็น 3 เท่าภายในปี 2030 การส่งเสริมไฮโดรเจนสีเขียว กองทุน Global Environment […]

SMARTビザとは? そのメリット、条件、および申請資格について詳しく解説

SMART Visa คืออะไร? วีซ่าพิเศษสำหรับผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน และ Startup ในประเทศไทย ในยุคที่ประเทศไทยมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และการลงทุนจากต่างประเทศ ภาครัฐได้ออกมาตรการสนับสนุนบุคลากรที่มีศักยภาพสูงให้สามารถเข้ามาทำงาน ลงทุน และสร้างธุรกิจในประเทศไทยได้ง่ายขึ้น หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ SMART Visa หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ SMART Visa แต่ยังไม่ทราบว่าแตกต่างจากวีซ่าทำงานทั่วไปอย่างไร สมัครได้หรือไม่ และมีสิทธิประโยชน์อะไรบ้างที่น่าติดตาม ในบทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกเรื่องเกี่ยวกับ SMART Visa ตั้งแต่ความหมาย ประเภท คุณสมบัติ สิทธิประโยชน์ ขั้นตอนการสมัคร รวมถึงแนวทางการเตรียมเอกสารที่ผู้ประกอบการที่มีชาวต่างชาติที่เข้าข่ายวีซ่าดังกล่าว และชาวต่างชาติที่กำลังต้องการยื่นขอวีซ่านี้ โดยสามารถติดตามรายละเอียดผ่านบทความนี้ได้เลยค่ะ  SMART Visa คืออะไร ? SMART Visa คือ วีซ่าประเภทพิเศษที่รัฐบาลไทยจัดทำขึ้นเพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีทักษะสูง นักลงทุน ผู้บริหารระดับสูง ผู้ประกอบการ Startup และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ให้สามารถเข้ามาพำนักและทำงานในประเทศไทยได้สะดวกมากขึ้น โครงการนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง จุดเด่นสำคัญของ SMART Visa คือ ผู้ได้รับอนุมัติสามารถทำงานในประเทศไทยได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) แยกต่างหากตามเงื่อนไขที่กำหนด วัตถุประสงค์ของ SMART Visa รัฐบาลไทยจัดทำ SMART Visa เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Targeted Industries) เช่น Digital Technology Automation & Robotics Biotechnology Smart Electronics Aviation & Logistics Medical Hub Alternative Energy Food Technology Artificial Intelligence (AI) Electric Vehicle (EV) รวมถึงอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในแต่ละด้านที่สำคัญ SMART Visa มีกี่ประเภท ? SMART Visa แบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก 1.SMART T (Talent) สำหรับผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะเฉพาะทางในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น วิศวกร AI , […]

1 2 3 … 30