FDI https://fdi.co.th/jp/ เรามีทีมที่ปรึกษามืออาชีพที่มากไปด้วยประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ในฐานะบริษัทผู้ให้บริการให้คำปรึกษาทางด้านธุรกิจอย่างครบวงจร ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอบริการที่มีคุณภาพ เราพร้อมที่จะดูแลและให้บริการกับลูกค้าทุกท่าน Tue, 31 Mar 2026 09:53:25 +0000 ja hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.4 https://fdi.co.th/wp-content/uploads/2022/11/2.-FDI-AA-150x150.png FDI https://fdi.co.th/jp/ 32 32 การลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) คืออะไร เป็นก้าวสำคัญสู่ Net Zero จริงหรือ ? https://fdi.co.th/jp/blog/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%99-decarbonization/ Tue, 31 Mar 2026 09:52:29 +0000 https://fdi.co.th/?p=10892 ในปี 2026 หลายองค์กรเริ่มตระหนักตรงกันว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นเรื่อง การลดต้นทุน การลดความเสี่ยง และการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อคุมอุณหภูมิโลกตามเป้าหมายความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่มุ่งสู่ “สมดุลระหว่างการปล่อยและการดูดกลับ” ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษนี้ ทำไมการลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) ถึงสำคัญในยุคนี้ ? การปล่อยคาร์บอนที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นหนึ่งในตัวการหลักที่ขับเคลื่อน ภาวะโลกร้อน ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบเชิงภูมิอากาศที่รุนแรง เช่น อุณหภูมิสูงขึ้น การละลายของแผ่นน้ำแข็ง การเกิดภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง และผลกระทบต่อระบบนิเวศทั่วโลก จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ตามเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านของ  ลดความเสี่ยงก่อนเกิดผลกระทบรุนแรงของสภาพภูมิอากาศ เป็นการปกป้องสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ให้เกิดขึ้นได้จริงตามเป้าหมายของนานาชาติและแต่ละประเทศที่มีเป้าหมาย นโยบายร่วมกันเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งต้องอาศัยการลดจริงอย่างรวดเร็วและลึก โดยเฉพาะในระบบพลังงาน ปัจจัยในด้านมาตรการและกฏหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น เช่น EU-CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) และร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  อย่างธนาคารกสิกรไทย ได้มีการสนับสนุน เชิญชวนกลุ่มธุรกิจเร่งปรับตัว เพื่อคว้าโอกาสใหม่ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยการมีสินเชื่อเพื่อการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม การดำเนินการด้านความยั่งยืน หรือสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านเพื่อเร่งสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Paris Agreement  นอกจากนี้ยังมีบริการให้ความรู้แบบครบวงจรในด้าน Net Zero สนับสนุนองค์ความรู้ งานวิจัย ความร่วมมือระหว่างองค์กร ภาครัฐ และเอกชน เพื่อพัฒนา Climate Ecosystem ของประเทศไทยสู่ความยั่งยืน  การลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) คืออะไร ?  Decarbonization คือ กระบวนการที่ประเทศ บุคคล หน่วยงานหรือองค์กรใดก็ตาม ที่มีการมุ่งเป้าเพื่อบรรลุการกำจัดคาร์บอนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลจนเหลือศูนย์สำหรับภาคพลังงาน กล่าวคือ การลดการปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยพลังงานไฟฟ้าที่สร้างขึ้น เพื่อลดความเข้มข้นของคาร์บอน โดยใช้การปรับปรุงกลยุทธ์มาใช้ เช่น ระบบการค้าคาร์บอน การดักจับคาร์บอน และการลงทุนในเทคโนโลยีและแหล่งพลังงานที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ   ทำไมองค์กรต้องมีการวางกลยุทธ์ขององค์กร (Decarbonization Strategy) ด้วย 4 เหตุผลแนวคิดหลัก  1. การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศกำลังออกนโยบายและมาตรการด้านคาร์บอนเพิ่มขึ้น เช่น Carbon Tax มาตรการจัดเก็บภาษีคาร์บอนที่ดำเนินการอย่างจริงจัง  Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) การรายงาน ESG และ Carbon Disclosure ของธุรกิจ  […]

The post การลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) คืออะไร เป็นก้าวสำคัญสู่ Net Zero จริงหรือ ? appeared first on FDI.

]]>
ในปี 2026 หลายองค์กรเริ่มตระหนักตรงกันว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นเรื่อง การลดต้นทุน การลดความเสี่ยง และการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อคุมอุณหภูมิโลกตามเป้าหมายความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่มุ่งสู่ “สมดุลระหว่างการปล่อยและการดูดกลับ” ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษนี้

ทำไมการลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) ถึงสำคัญในยุคนี้ ?

การปล่อยคาร์บอนที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นหนึ่งในตัวการหลักที่ขับเคลื่อน ภาวะโลกร้อน ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบเชิงภูมิอากาศที่รุนแรง เช่น อุณหภูมิสูงขึ้น การละลายของแผ่นน้ำแข็ง การเกิดภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง และผลกระทบต่อระบบนิเวศทั่วโลก จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ตามเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านของ 

  • ลดความเสี่ยงก่อนเกิดผลกระทบรุนแรงของสภาพภูมิอากาศ
  • เป็นการปกป้องสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
  • เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ให้เกิดขึ้นได้จริงตามเป้าหมายของนานาชาติและแต่ละประเทศที่มีเป้าหมาย นโยบายร่วมกันเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งต้องอาศัยการลดจริงอย่างรวดเร็วและลึก โดยเฉพาะในระบบพลังงาน
  • ปัจจัยในด้านมาตรการและกฏหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น เช่น EU-CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) และร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

อย่างธนาคารกสิกรไทย ได้มีการสนับสนุน เชิญชวนกลุ่มธุรกิจเร่งปรับตัว เพื่อคว้าโอกาสใหม่ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยการมีสินเชื่อเพื่อการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม การดำเนินการด้านความยั่งยืน หรือสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านเพื่อเร่งสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Paris Agreement  นอกจากนี้ยังมีบริการให้ความรู้แบบครบวงจรในด้าน Net Zero สนับสนุนองค์ความรู้ งานวิจัย ความร่วมมือระหว่างองค์กร ภาครัฐ และเอกชน เพื่อพัฒนา Climate Ecosystem ของประเทศไทยสู่ความยั่งยืน 

การลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) คืออะไร ? 

Decarbonization คือ กระบวนการที่ประเทศ บุคคล หน่วยงานหรือองค์กรใดก็ตาม ที่มีการมุ่งเป้าเพื่อบรรลุการกำจัดคาร์บอนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลจนเหลือศูนย์สำหรับภาคพลังงาน กล่าวคือ การลดการปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยพลังงานไฟฟ้าที่สร้างขึ้น เพื่อลดความเข้มข้นของคาร์บอน โดยใช้การปรับปรุงกลยุทธ์มาใช้ เช่น ระบบการค้าคาร์บอน การดักจับคาร์บอน และการลงทุนในเทคโนโลยีและแหล่งพลังงานที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ

 

ทำไมองค์กรต้องมีการวางกลยุทธ์ขององค์กร (Decarbonization Strategy) ด้วย 4 เหตุผลแนวคิดหลัก 

1. การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม

รัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศกำลังออกนโยบายและมาตรการด้านคาร์บอนเพิ่มขึ้น เช่น

  • Carbon Tax มาตรการจัดเก็บภาษีคาร์บอนที่ดำเนินการอย่างจริงจัง 
  • Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM)
  • การรายงาน ESG และ Carbon Disclosure ของธุรกิจ 

องค์กรที่ไม่เตรียมตัวอาจต้องเผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้นและเสียเปรียบในตลาดโลก

2. นักลงทุนให้ความสำคัญกับ ESG

ปัจจุบันนักลงทุนและสถาบันการเงินเริ่มพิจารณาประเด็นด้าน Environmental, Social, Governance (ESG) มากขึ้น โดยบริษัทที่มีแผนลดคาร์บอนที่ชัดเจนมักได้รับความเชื่อมั่นและโอกาสในการลงทุนมากกว่า

3. ความคาดหวังของผู้บริโภค

ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การดำเนินธุรกิจแบบคาร์บอนต่ำ จึงเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กร และสร้างความไว้วางใจในแบรนด์ตราสินค้ามากยิ่งขึ้น 

4. ความคาดหวังของผู้บริโภค

ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การดำเนินธุรกิจแบบคาร์บอนต่ำ จึงมักเลือกสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อโลกน้อยที่สุด เสมือนได้มีส่วนร่วมในการช่วยโลกในอีกรูปแบบ 

 

ขั้นตอนการวาง Decarbonization Strategy เบื้องต้นสำหรับองค์กร

1.การวัดและประเมิน Carbon Footprint 

โดยการคำนวณการปล่อยคาร์บอนขององค์กร เพื่อทราบแหล่งที่มาของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการวัดข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้องค์กรสามารถระบุจุดที่ปล่อยคาร์บอนมากที่สุดและการกำหนดแผนลดคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง ามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรและผลิตภัณฑ์ได้ในตอนนี้ คลิก!

2.การกำหนดเป้าหมายการลดคาร์บอน

หลังจากทราบระดับการปล่อยคาร์บอน องค์กรควรกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอน เช่น ลดการปล่อยคาร์บอน 20% ภายในปี 2030 โดยที่องค์กรชั้นนำหลายแห่งใช้แนวทาง Science-Based Targets (SBT) เพื่อให้เป้าหมายสอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ

3.การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน 

โดยปรับการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานเป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการลดคาร์บอน เช่น การใช้เครื่องดักจับคาร์บอนในแต่ละเครื่องจักร หรือการใช้เครื่องจักรประหยัดพลังงาน เป็นต้น 

4.การใช้พลังงานหมุนเวียน

หนึ่งในกลยุทธ์หลักของ Decarbonization คือการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ , พลังงานลม , พลังงานลม

5.พลังงานชีวมวล

โดยการปรับปรุงกระบวนการผลิต เช่น การใช้วัสดุคาร์บอนต่ำ , การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร

6.การจัดการคาร์บอนในซัพพลายเชน

ด้วยการขอข้อมูล และการดำเนินการร่วมกันกับ6. การจัดการคาร์บอนในซัพพลายเชน

7.การชดเชยคาร์บอน (Carbon Offset)

หากองค์กรดำเนินการเพื่อพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้วยังไม่สามารถลดคาร์บอนได้ทั้งหมด อาจใช้การ Carbon Offset เช่น Carbon Offset , โครงการปลูกป่า เพื่อชดเชยคาร์บอนในส่วนที่ยังเหลืออยู่ 

โดยต้องมี Decarbonization Strategy ที่จะเป็นแผนกลยุทธ์ที่องค์กรใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมทางธุรกิจ โดยครอบคลุมทั้งกระบวนการผลิต การใช้พลังงาน โลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้การดำเนินธุรกิจมีคาร์บอนต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

การวางกลยุทธ์ดังกล่าวจะเริ่มจากการวัดปริมาณการปล่อยคาร์บอนขององค์กร จากนั้นกำหนดเป้าหมายการลดคาร์บอน และดำเนินมาตรการต่าง ๆ เช่น

  • การใช้พลังงานหมุนเวียน
  • การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน
  • การปรับกระบวนการผลิต
  • การใช้เทคโนโลยีลดคาร์บอน

โดยการลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) จะไม่ใช่เพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจ ที่ช่วยให้องค์กรบริหารความเสี่ยงและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว รวมถึงส่งเสริมทางด้านการตลาด และความยั่งยืนอีกด้วย 

ทำไมการลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) ถึงสำคัญแบบเร่งด่วนในปี 2026

1.เพราะโลกกำลัง “เร่งลด” แบบที่ชะลอไม่ได้

รายงานของ IPCC ชี้ชัดว่า การจำกัดภาวะโลกร้อนให้ต่ำกว่า 2°C (และยิ่งกว่าในกรณี 1.5°C) จำเป็นต้องอาศัยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างรวดเร็วและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะจากภาคพลังงาน 

2.เพราะทิศทาง Net Zero ต้องลดจริง ไม่ใช่ชดเชยอย่างเดียว

ด้วยประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายที่จะบรรลุ Carbon Neutrality ภายในปี 2050 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2065 ที่ประกาศนโยบายนี้ไว้อย่างเป็นทางการ และมีการติดตาม การประเมินในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เมื่อประเทศเดินหน้า ภาคธุรกิจย่อมถูกคาดหวังให้ปรับตัวตามเพื่อตอบสนองต่อนโยบายจากภาครัฐ ซึ่งเป็นแรงกระเพื่อมทั้งจากนโยบายและจากตลาด

 

เทคโนโลยีสำคัญใน Decarbonization Strategy

หลายองค์กรเริ่มนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในการลดคาร์บอน เช่น

  • Carbon Capture and Storage (CCS)
  • Hydrogen Energy
  • Smart Grid
  • AI สำหรับการจัดการพลังงาน

โดยสรุปแล้ว  การลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) คือกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้องค์กรลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวัด Carbon Footprint การกำหนดเป้าหมายลดคาร์บอน การใช้พลังงานหมุนเวียน ไปจนถึงการจัดการห่วงโซ่อุปทาน

ในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ องค์กรที่สามารถวางกลยุทธ์ Decarbonization ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ช่องทางติดต่อ 

  • Facebook : FDI Group – Business Consulting
  • Line : @fdigroup
  • Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895
  • E-mail : infojob@fdi.co.th
  • Website : www.fdi.co.th

The post การลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) คืออะไร เป็นก้าวสำคัญสู่ Net Zero จริงหรือ ? appeared first on FDI.

]]>
5R กับการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ แนวคิดในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน https://fdi.co.th/jp/blog/5r-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4/ Mon, 30 Mar 2026 04:51:32 +0000 https://fdi.co.th/?p=10888 ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในประเด็นเรื่อง การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint Reduction) กลายเป็นเรื่องสำคัญของทั้งองค์กร ธุรกิจ และประชาชนทั่วไป เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก หนึ่งในแนวคิดที่ได้รับความนิยมและสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันคือ หลักการ 5R ซึ่งเป็นแนวทางในการจัดการทรัพยากรและลดปริมาณขยะอย่างมีประสิทธิภาพ แนวคิด 5R ไม่ได้เป็นเพียงแนวทางลดขยะเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วย ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพราะการผลิตสินค้า การขนส่ง และการกำจัดของเสีย ล้วนเป็นกระบวนการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ หากเราสามารถลดการใช้ทรัพยากรหรือหมุนเวียนทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในบทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า 5R คืออะไร ? และมีบทบาทอย่างไรในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ทั้งในระดับองค์กร และในระดับบุคคล เพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนไปพร้อมกัน  แนวคิด 5 R คืออะไร ?  5R คือ แนวทางในการจัดการทรัพยากรและลดปริมาณขยะอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นให้มนุษย์ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการสร้างของเสีย และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หลักการนี้เป็นแนวคิดสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่หลายประเทศทั่วโลกนำมาใช้ในการจัดการขยะและทรัพยากร ความสำคัญของหลักการ 5R การนำหลักการ 5R มาใช้มีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างมาก ได้แก่ ลดปริมาณขยะและมลพิษสิ่งแวดล้อม ช่วยลดขยะที่ต้องนำไปฝังกลบหรือเผา ซึ่งเป็นสาเหตุของมลพิษ ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ทรัพยากรถูกใช้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การผลิตสินค้าใหม่ต้องใช้พลังงานจำนวนมาก การลดการใช้และการรีไซเคิลจึงช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ทำให้ทรัพยากรถูกหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่แทนการใช้แล้วทิ้ง สร้างพฤติกรรมการบริโภคอย่างยั่งยืน ช่วยปลูกฝังให้สังคมตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ     5 R มีแนวคิดอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับหลักการดังกล่าว 1. Refuse  ปฏิเสธสิ่งที่ไม่จำเป็น การปฏิเสธการใช้สิ่งของที่ก่อให้เกิดขยะตั้งแต่ต้นทาง เช่น การไม่รับถุงพลาสติกหรือหลอดพลาสติกเมื่อซื้อสินค้า การปฏิเสธสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์เกินความจำเป็น การเริ่มต้นจากการ “ไม่ใช้” จะช่วยลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้นได้มากที่สุด 2. Reduce  ลดการใช้ การลดปริมาณการใช้ทรัพยากรและสินค้า เช่น การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก การเลือกซื้อสินค้าเท่าที่จำเป็น หรือการใช้เอกสารดิจิทัลแทนกระดาษ วิธีนี้ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและลดขยะตั้งแต่ต้นทาง 3. Reuse  ใช้ซ้ำ การนำสิ่งของที่ยังสามารถใช้งานได้กลับมาใช้ใหม่ เช่น การใช้ขวดน้ำแบบเติม การใช้กล่องอาหารซ้ำ หรือการนำถุงพลาสติกมาใช้ซ้ำ วิธีนี้ช่วยยืดอายุการใช้งานของสินค้าและลดการสร้างขยะใหม่ 4. Repair  […]

The post 5R กับการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ แนวคิดในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน appeared first on FDI.

]]>
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในประเด็นเรื่อง การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint Reduction) กลายเป็นเรื่องสำคัญของทั้งองค์กร ธุรกิจ และประชาชนทั่วไป เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก หนึ่งในแนวคิดที่ได้รับความนิยมและสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันคือ หลักการ 5R ซึ่งเป็นแนวทางในการจัดการทรัพยากรและลดปริมาณขยะอย่างมีประสิทธิภาพ

แนวคิด 5R ไม่ได้เป็นเพียงแนวทางลดขยะเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วย ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพราะการผลิตสินค้า การขนส่ง และการกำจัดของเสีย ล้วนเป็นกระบวนการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ หากเราสามารถลดการใช้ทรัพยากรหรือหมุนเวียนทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ

ซึ่งในบทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า 5R คืออะไร ? และมีบทบาทอย่างไรในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ทั้งในระดับองค์กร และในระดับบุคคล เพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนไปพร้อมกัน 

แนวคิด 5 R คืออะไร ? 

5R คือ แนวทางในการจัดการทรัพยากรและลดปริมาณขยะอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นให้มนุษย์ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการสร้างของเสีย และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หลักการนี้เป็นแนวคิดสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่หลายประเทศทั่วโลกนำมาใช้ในการจัดการขยะและทรัพยากร

ความสำคัญของหลักการ 5R

การนำหลักการ 5R มาใช้มีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างมาก ได้แก่

  • ลดปริมาณขยะและมลพิษสิ่งแวดล้อม
    ช่วยลดขยะที่ต้องนำไปฝังกลบหรือเผา ซึ่งเป็นสาเหตุของมลพิษ
  • ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
    ทำให้ทรัพยากรถูกใช้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน
  • 温室効果ガス排出量の削減に貢献します
    การผลิตสินค้าใหม่ต้องใช้พลังงานจำนวนมาก การลดการใช้และการรีไซเคิลจึงช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้
  • สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
    ทำให้ทรัพยากรถูกหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่แทนการใช้แล้วทิ้ง
  • สร้างพฤติกรรมการบริโภคอย่างยั่งยืน
    ช่วยปลูกฝังให้สังคมตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ

 

 

5 R มีแนวคิดอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับหลักการดังกล่าว

1. Refuse  ปฏิเสธสิ่งที่ไม่จำเป็น

การปฏิเสธการใช้สิ่งของที่ก่อให้เกิดขยะตั้งแต่ต้นทาง เช่น การไม่รับถุงพลาสติกหรือหลอดพลาสติกเมื่อซื้อสินค้า การปฏิเสธสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์เกินความจำเป็น การเริ่มต้นจากการ “ไม่ใช้” จะช่วยลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้นได้มากที่สุด

2. Reduce  ลดการใช้

การลดปริมาณการใช้ทรัพยากรและสินค้า เช่น การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก การเลือกซื้อสินค้าเท่าที่จำเป็น หรือการใช้เอกสารดิจิทัลแทนกระดาษ วิธีนี้ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและลดขยะตั้งแต่ต้นทาง

3. Reuse  ใช้ซ้ำ

การนำสิ่งของที่ยังสามารถใช้งานได้กลับมาใช้ใหม่ เช่น การใช้ขวดน้ำแบบเติม การใช้กล่องอาหารซ้ำ หรือการนำถุงพลาสติกมาใช้ซ้ำ วิธีนี้ช่วยยืดอายุการใช้งานของสินค้าและลดการสร้างขยะใหม่

4. Repair  ซ่อมแซม

การซ่อมแซมสิ่งของที่เสียหายแทนการซื้อใหม่ เช่น การซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า หรือเฟอร์นิเจอร์ แนวคิดนี้ช่วยลดการผลิตสินค้าใหม่ซึ่งต้องใช้พลังงานและทรัพยากรจำนวนมาก

5. Recycle  รีไซเคิล

การนำวัสดุที่ใช้แล้ว เช่น กระดาษ พลาสติก แก้ว หรือโลหะ กลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ เพื่อสร้างสินค้าใหม่ ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัด

หลักการแนวคิด 5R ถือเป็นแนวคิดพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ซึ่งมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดความคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 

ความเชื่อมโยงระหว่าง 5R กับการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์

สำหรับอุตสาหกรรมที่มีการผลิตสินค้า ชิ้นงานแต่ละอย่างล้วนแล้วแต่ต้องผ่านกระบวนการการผลิตหลายขั้นตอน เช่น 

  • การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
  • การผลิตในโรงงาน
  • การขนส่งสินค้า
  • การกำจัดของเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต 

โดยในทุกขั้นตอนล้วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศ ดังนั้นเมื่อเรานำหลักการ 5R มาใช้ จะช่วยลดความจำเป็นในการผลิตสินค้าใหม่ ลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างมีนัยยะสำคัญ เนื่องจากหากมีการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการหมุนเวียนวัสดุสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญในระบบเศรษฐกิจโลก

 

ตัวอย่างการนำมาใช้ในองค์กรและธุรกิจ

ไม่เพียงแต่บุคคลทั่วไปเท่านั้นที่สามารถใช้แนวคิด 5R ได้ องค์กรและธุรกิจก็สามารถนำแนวคิดนี้ไปใช้เพื่อลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้เช่นกัน เช่น

  • ลดการใช้พลังงานในสำนักงาน
  • 梱包材の使用削減
  • นำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่
  • ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้รีไซเคิลได้

ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ ยังช่วยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG (Environmental, Social, Governance) อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืนขององค์กรอีกด้วย 

ตัวอย่างการใช้ 5R ในชีวิตประจำวัน 

ในระดับบุคคลสามารถมีส่วนช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในชีวิตประจำวันด้วยการใช้แนวคิด 5R ได้จากการทำสิ่งง่ายๆ เช่น 

  • การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว
  • การพกแก้วน้ำส่วนตัวแทนแก้วพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง
    ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวให้มากขึ้น 
  • ซ่อมสิ่งของแทนการซื้อใหม่ในทันที
    แยกขยะทุกการทิ้ง เพื่อให้สามารถรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น ลดอัตราขยะที่ไม่สามารถนำมารีไซเคิลได้ 

สำหรับพฤติกรรมเล็ก ๆ เหล่านี้  อาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เมื่อเกิดขึ้นในวงกว้างที่ร่วมกันทำมากขึ้น จะสามารถช่วยลดปริมาณขยะและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมหาศาล 

โดยสรุปแล้วสำหรับแนวคิด 5R นั้น เป็นแนวคิดที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้จริงเพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มจากการปฏิเสธสิ่งที่ไม่จำเป็น ลดการใช้ ใช้ซ้ำ ซ่อมแซม และรีไซเคิล ซึ่งช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ลดปริมาณขยะ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แนวคิด 5R จึงไม่ได้เป็นเพียงการจัดการขยะเท่านั้น แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และสร้างสังคมที่ยั่งยืนในระยะยาว

ช่องทางติดต่อ 

  • Facebook : FDI Group – Business Consulting
  • Line : @fdigroup
  • Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895
  • E-mail : infojob@fdi.co.th
  • Website : www.fdi.co.th

The post 5R กับการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ แนวคิดในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน appeared first on FDI.

]]>
คู่มือการขอใบประกอบกิจการ เพื่อขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร https://fdi.co.th/jp/blog/%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88/ Fri, 27 Mar 2026 07:36:13 +0000 https://fdi.co.th/?p=10882 การเริ่มต้นธุรกิจอาหารไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตอาหารขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องดำเนินการคือ การขอใบประกอบกิจการและใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากธุรกิจอาหารเกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพของผู้บริโภค หน่วยงานภาครัฐจึงมีการควบคุมอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอใบอนุญาตผลิตอาหารทำอย่างไร ? คู่มือแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ นิยามของคำว่า “สถานที่ผลิตอาหาร” คือ เป็นสถานที่ที่ใช้ผลิตและจัดการเกี่ยวกับอาหารตลอดทั้งกระบวนการ ที่รวมตั้งแต่การจัดหา รับ และจัดเก็บวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการแปรรูปสินค้า โดยรวมไปถึงการแบ่งบรรจุสินค้าเพื่อกระจายจำหน่ายไปให้แก่ผู้บริโภคด้วย  โดยการมีใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหารในการประกอบกิจการสำคัญอย่างไร ?  1. สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกกฎหมาย ไม่ต้องกังวลใจในการดำเนินงาน ธุรกิจที่ไม่มีใบอนุญาต หากตรวจพบ อาจถูกสั่งปิดหรือถูกดำเนินคดีได้ โดยไม่ได้สนใจว่าแบรนด์นั้นจะติดตลาดหรือมีขนาดใหญ่มากน้อยเท่าใด หากทำผิดกฏหมายก็จะโดนดำเนินคดีเนื่องจากไม่มีใบอนุญาตดังกล่าว  2. เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าและคู่ค้า ลูกค้าและคู่ค้าจะเชื่อมั่นในธุรกิจ แบรนด์ ที่มีใบอนุญาตผลิตอาหารอย่างถูกต้อง เชื่อมั่นว่ากระบวนการผลิตเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง สะอาดและปลอดภัย มีมาตรฐานที่สำคัญที่ผ่านการตรวจสอบแล้วเรียบร้อย  ซึ่งกองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า สถานที่ผลิตอาหารที่เข้าข่ายโรงงานและไม่เข้าข่าย สามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ  1.สถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตอาหารที่ใช้เครื่องมือ เครื่องจักรในการผลิตอาหาร รวมต่ำกว่า 50 แรงม้า และใช้คนงานต่ำกว่า 50 คน  2.สถานที่ผลิตอาหารที่เข้าข่ายโรงงาน โดยเป็นสถานที่ผลิตอาหารที่ใช้เครื่องมือ เครื่องจักร ในการผลิตอาหาร ซึ่งรวมตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไป หรือใช้คนงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป    ขั้นตอนที่ควรรู้สำหรับการขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้ 1.ส่วนของการขอตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร  2.ส่วนของการขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร   ในส่วน 1 : การขอตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร ขั้นตอนที่ 1 : เข้าใช้งานระบบ e-Submission ศึกษารายละเอียด เพื่อเข้าใช้งานระบบ ขั้นตอนที่ 2 : เปิดสิทธิ์เพื่อเข้าใช้งานระบบ e-Submission และยื่นขอจัดทำฐานข้อมูลหลักผู้ประกอบการ ซึ่งต้องมีการเตรียมเอกสารตามแบบที่ได้กำหนดไว้ให้ครบถ้วน  ขั้นตอนที่ 3 : ยื่นคำขอเพื่อตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหารและชำระเงินค่าคำขอตรวจประเมินเบื้องต้นผ่านระบบออนไลน์  ขั้นตอนที่ 4 : การรับตรวจประเมินและรายงานผลการตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร โดยสามารถอ่านรายละเอียดคู่มือการยื่นคำขอตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหารได้ที่นี่    ในส่วน 2 : การขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร โดยสามารถยื่นผ่านระบบ e-Submission […]

The post คู่มือการขอใบประกอบกิจการ เพื่อขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร appeared first on FDI.

]]>
การเริ่มต้นธุรกิจอาหารไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตอาหารขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องดำเนินการคือ การขอใบประกอบกิจการและใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากธุรกิจอาหารเกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพของผู้บริโภค หน่วยงานภาครัฐจึงมีการควบคุมอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ขอใบอนุญาตผลิตอาหารทำอย่างไร ? คู่มือแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ

นิยามของคำว่า “สถานที่ผลิตอาหาร” คือ เป็นสถานที่ที่ใช้ผลิตและจัดการเกี่ยวกับอาหารตลอดทั้งกระบวนการ ที่รวมตั้งแต่การจัดหา รับ และจัดเก็บวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการแปรรูปสินค้า โดยรวมไปถึงการแบ่งบรรจุสินค้าเพื่อกระจายจำหน่ายไปให้แก่ผู้บริโภคด้วย 

โดยการมีใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหารในการประกอบกิจการสำคัญอย่างไร ? 

1. สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกกฎหมาย ไม่ต้องกังวลใจในการดำเนินงาน

ธุรกิจที่ไม่มีใบอนุญาต หากตรวจพบ อาจถูกสั่งปิดหรือถูกดำเนินคดีได้ โดยไม่ได้สนใจว่าแบรนด์นั้นจะติดตลาดหรือมีขนาดใหญ่มากน้อยเท่าใด หากทำผิดกฏหมายก็จะโดนดำเนินคดีเนื่องจากไม่มีใบอนุญาตดังกล่าว 

2. เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าและคู่ค้า

ลูกค้าและคู่ค้าจะเชื่อมั่นในธุรกิจ แบรนด์ ที่มีใบอนุญาตผลิตอาหารอย่างถูกต้อง เชื่อมั่นว่ากระบวนการผลิตเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง สะอาดและปลอดภัย มีมาตรฐานที่สำคัญที่ผ่านการตรวจสอบแล้วเรียบร้อย 

ซึ่งกองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า สถานที่ผลิตอาหารที่เข้าข่ายโรงงานและไม่เข้าข่าย สามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ 

1.สถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตอาหารที่ใช้เครื่องมือ เครื่องจักรในการผลิตอาหาร รวมต่ำกว่า 50 แรงม้า และใช้คนงานต่ำกว่า 50 คน 

2.สถานที่ผลิตอาหารที่เข้าข่ายโรงงาน โดยเป็นสถานที่ผลิตอาหารที่ใช้เครื่องมือ เครื่องจักร ในการผลิตอาหาร ซึ่งรวมตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไป หรือใช้คนงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป 

 

ขั้นตอนที่ควรรู้สำหรับการขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้

1.ส่วนของการขอตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร 

2.ส่วนของการขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร

 

ในส่วน 1 : การขอตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร

ขั้นตอนที่ 1 : เข้าใช้งานระบบ e-Submission ศึกษารายละเอียด เพื่อเข้าใช้งานระบบ

ขั้นตอนที่ 2 : เปิดสิทธิ์เพื่อเข้าใช้งานระบบ e-Submission และยื่นขอจัดทำฐานข้อมูลหลักผู้ประกอบการ ซึ่งต้องมีการเตรียมเอกสารตามแบบที่ได้กำหนดไว้ให้ครบถ้วน 

ขั้นตอนที่ 3 : ยื่นคำขอเพื่อตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหารและชำระเงินค่าคำขอตรวจประเมินเบื้องต้นผ่านระบบออนไลน์ 

ขั้นตอนที่ 4 : การรับตรวจประเมินและรายงานผลการตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร โดยสามารถอ่านรายละเอียดคู่มือการยื่นคำขอตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหารได้ที่นี่ 

 

ในส่วน 2 : การขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร

โดยสามารถยื่นผ่านระบบ e-Submission โดยเตรียมเอกสารตามคู่มือและชำระเงินค่าคำขอและค่าธรรมเนียมใบอนุญาตผลิตอาหาร 

 

ปัญหาที่พบบ่อยในการขอใบประกอบกิจการ

  • เอกสารไม่ครบตามที่ระบุ
  • เลือกยื่นขอใบอนุญาตผิดประเภท
  • สถานที่ไม่ผ่านมาตรฐาน เนื่องจากไม่เข้าใจข้อกำหนด 
  • ใช้เวลานานเพราะไม่เข้าใจขั้นตอนในการยื่นขออนุมัติ 

หากคุณกำลังเริ่มต้นธุรกิจและไม่แน่ใจว่าต้องขอใบอนุญาตอะไรบ้าง FDIグループ พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้นจนสามารถดำเนินธุรกิจได้จริง สามารถติดต่อเราได้ ร่วมพูดคุยและปรึกษา ทุกการดำเนินงานเป็นเรื่องง่ายเพียงคุณปรึกษาเรา 

 

ช่องทางติดต่อ 

  • Facebook : FDI Group – Business Consulting
  • Line : @fdigroup
  • Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895
  • E-mail : infojob@fdi.co.th
  • Website : www.fdi.co.th

The post คู่มือการขอใบประกอบกิจการ เพื่อขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร appeared first on FDI.

]]>
เจ้าของกิจการต้องอ่านเรื่องนี้ ! คู่มือก่อนจ้างต้องรู้กฎหมายแรงงานต่างด้าว https://fdi.co.th/jp/blog/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80/ Thu, 26 Mar 2026 04:52:55 +0000 https://fdi.co.th/?p=10877 นายจ้างต้องอ่าน ก่อนจ้างต้องรู้ “กฎหมายแรงงานต่างด้าว” ในหลายกิจการเมื่อธุรกิจเติบโตหรือขยายสาขาเพิ่มมากขึ้น การใช้แรงงานคนในการเป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน เพื่อให้การดำเนินงานนั้นสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เช่น งานที่ต้องให้การบริการด้วยคน งานประมง งานอุตสาหกรรม ที่แรงงานไทยนั้นไม่นิยมทำ จึงเป็นช่องว่างที่แรงงานต่างด้าวเข้ามาเป็นแรงงานทดแทนในส่วนนี้ และยังเป็นตัวช่วยที่น่าสนใจในเรื่องของค่าตอบแทนขั้นต่ำไว้อย่างชัดเจนอีกด้วย    เปิดเหตุผลที่ต่างด้าวสนใจมาทำงานไทยเพราะอะไรบ้าง ? 1.ด้านของสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลของกองทุนประกันสังคม ซึ่งแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฏหมายจะสามารถใช้สวัสดิการดังกล่าวได้ รวมถึงสวัสดิการกองทุนเงินทดแทน โดยเงินทดแทนตามกฏหมายว่าด้วยกองทุนเงินทดแทนกรณีเกิดอุบัติเหตุขึ้นจากการทำงาน 2.ค่าแรงขั้นต่ำถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนสำหรับงานแต่บะประเภทที่เข้ามาทำ ซึ่งหากเทียบกับค่าแรงในประเทศของแรงงานต่างด้าวนั้นถือว่าในไทยค่อนข้างสูงกว่ามาก 3.ไทยยังต้องการและขาดแคลนแรงงานต่างด้าว ที่จะเข้ามาทำงานที่คนไทยไม่นิยมทำ  4.การเดินทางและเคลื่อนย้ายแรงงานสามารถทำได้ง่าย ด้วยการข้ามพรมแดนมายังไทยได้สะดวก สามารถเดินทางด้วยรถยนต์อีกทั้งราคาค่าโดยสารค่อนข้างมีราคาถูก ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็น 4 เหตุผลหลักที่ผู้ประกอบการนิยมจ้างแรงงานต่าวด้าวเข้ามาขับเคลื่อนเเละเป็นส่วนหนึ่งในการทำธุรกิจดังกล่าวในไทย โดยนายจ้างนั้นต้องเข้าใจกฏหมายแรงงานต่างด้าวว่าต้องดำเนินการอย่างไร รวมถึงการยื่นขอเอกสาร การต่ออายุใบอนุญาต การรายงานตัวของลูกจ้าง ซึ่งต้องให้ความสำคัญในประเด็นดังกล่าว   กฎหมายแรงงานต่างด้าว คืออะไร ? กฎหมายแรงงานต่างด้าว คือกฎหมายที่ควบคุมการทำงานของชาวต่างชาติในประเทศไทย โดยกำหนดเงื่อนไขการทำงาน สิทธิ หน้าที่ และข้อจำกัดของทั้งนายจ้างและลูกจ้างต่างชาติ กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560  กฎหมายแรงงานและกฎหมายคนเข้าเมือง ระเบียบเกี่ยวกับอาชีพต้องห้ามสำหรับชาวต่างชาติ กฎหมายแรงงานต่างด้าวมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการทำงานของชาวต่างชาติ และรักษาสมดุลของตลาดแรงงานในประเทศ   เงื่อนไขสำคัญของกฎหมายแรงงานต่างด้าวในไทย 1. การจ้างแรงงานต่างด้าวในไทย ส่วนใหญ่เป็นงานที่ต้องมีการใช้แรงงานซึ่งมักจะทำการจ้างงานภายใต้ข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศ (MOU) สำหรับต่างด้าว ได้แก่ ลาว เมียนมา กัมพูชา และ เวียดนาม 2. งานบางประเภทห้ามชาวต่างชาติทำเด็ดขาด เช่น  แกะสลักไม้ , ทำเครื่องเงิน , ทำพระพุทธรูป เป็นต้น และ อาชีพที่สามารถทำได้ แบบไม่มีเงื่อนไข เช่น อาชีพกรรมกร ส่วนในแบบทำได้แต่มีเงื่อนไข กล่าวคือ ต่างด้าวต้องเป็นลูกจ้าง เป็นงานที่ขาดแคลนแรงงาน อนุญาตให้ทำแต่ต้องไม่กระทบต่อการมีงานทำของคนไทย เช่น ทำรองเท้า , กสิกรรม เป็นต้น โดยสามารถอ่านรายละเอียดต่อได้ที่ : ข้อมูลอาชีพห้ามคนต่างด้าวทำ โดยสำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรสงคราม  3.การมีวีซ่าและใบอนุญาตทำงานที่ถูกต้อง ตามที่ปกฏหมายระบุไว้    หน้าที่ของนายจ้างตามกฏหมายแรงงานต่างด้าว กฏหมายแรงงานต่างด้าวกำหนดให้นายจ้างต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดหลายประการ เช่น  1.แจ้งการจ้างงาน ซึ่งต้องมีการแจ้งแรงงานต่างด้าวที่เกี่ยวข้องหลังจากตกลงรับเข้าทำงาน 2.ห้ามมีการจ้างงานคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน  3.แจ้งทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง เช่น พนักงานลาออก นายจ้างต้องแจ้งหน่วยงานรัฐทุกครั้งภายในระยะเวลาที่กำหนด  4.ห้ามจ้างงานแบบผิดกฏหมาย […]

The post เจ้าของกิจการต้องอ่านเรื่องนี้ ! คู่มือก่อนจ้างต้องรู้กฎหมายแรงงานต่างด้าว appeared first on FDI.

]]>
นายจ้างต้องอ่าน ก่อนจ้างต้องรู้ “กฎหมายแรงงานต่างด้าว

ในหลายกิจการเมื่อธุรกิจเติบโตหรือขยายสาขาเพิ่มมากขึ้น การใช้แรงงานคนในการเป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน เพื่อให้การดำเนินงานนั้นสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เช่น งานที่ต้องให้การบริการด้วยคน งานประมง งานอุตสาหกรรม ที่แรงงานไทยนั้นไม่นิยมทำ จึงเป็นช่องว่างที่แรงงานต่างด้าวเข้ามาเป็นแรงงานทดแทนในส่วนนี้ และยังเป็นตัวช่วยที่น่าสนใจในเรื่องของค่าตอบแทนขั้นต่ำไว้อย่างชัดเจนอีกด้วย 

 

เปิดเหตุผลที่ต่างด้าวสนใจมาทำงานไทยเพราะอะไรบ้าง ?

1.ด้านของสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลของกองทุนประกันสังคม ซึ่งแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฏหมายจะสามารถใช้สวัสดิการดังกล่าวได้ รวมถึงสวัสดิการกองทุนเงินทดแทน โดยเงินทดแทนตามกฏหมายว่าด้วยกองทุนเงินทดแทนกรณีเกิดอุบัติเหตุขึ้นจากการทำงาน

2.ค่าแรงขั้นต่ำถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนสำหรับงานแต่บะประเภทที่เข้ามาทำ ซึ่งหากเทียบกับค่าแรงในประเทศของแรงงานต่างด้าวนั้นถือว่าในไทยค่อนข้างสูงกว่ามาก

3.ไทยยังต้องการและขาดแคลนแรงงานต่างด้าว ที่จะเข้ามาทำงานที่คนไทยไม่นิยมทำ 

4.การเดินทางและเคลื่อนย้ายแรงงานสามารถทำได้ง่าย ด้วยการข้ามพรมแดนมายังไทยได้สะดวก สามารถเดินทางด้วยรถยนต์อีกทั้งราคาค่าโดยสารค่อนข้างมีราคาถูก

ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็น 4 เหตุผลหลักที่ผู้ประกอบการนิยมจ้างแรงงานต่าวด้าวเข้ามาขับเคลื่อนเเละเป็นส่วนหนึ่งในการทำธุรกิจดังกล่าวในไทย

โดยนายจ้างนั้นต้องเข้าใจกฏหมายแรงงานต่างด้าวว่าต้องดำเนินการอย่างไร รวมถึงการยื่นขอเอกสาร การต่ออายุใบอนุญาต การรายงานตัวของลูกจ้าง ซึ่งต้องให้ความสำคัญในประเด็นดังกล่าว

 

กฎหมายแรงงานต่างด้าว คืออะไร ?

กฎหมายแรงงานต่างด้าว คือกฎหมายที่ควบคุมการทำงานของชาวต่างชาติในประเทศไทย โดยกำหนดเงื่อนไขการทำงาน สิทธิ หน้าที่ และข้อจำกัดของทั้งนายจ้างและลูกจ้างต่างชาติ

กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  • พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 
  • กฎหมายแรงงานและกฎหมายคนเข้าเมือง
  • ระเบียบเกี่ยวกับอาชีพต้องห้ามสำหรับชาวต่างชาติ

กฎหมายแรงงานต่างด้าวมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการทำงานของชาวต่างชาติ และรักษาสมดุลของตลาดแรงงานในประเทศ

 

เงื่อนไขสำคัญของกฎหมายแรงงานต่างด้าวในไทย

1. การจ้างแรงงานต่างด้าวในไทย ส่วนใหญ่เป็นงานที่ต้องมีการใช้แรงงานซึ่งมักจะทำการจ้างงานภายใต้ข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศ (MOU) สำหรับต่างด้าว ได้แก่ ลาว เมียนมา กัมพูชา และ เวียดนาม

2. งานบางประเภทห้ามชาวต่างชาติทำเด็ดขาด เช่น  แกะสลักไม้ , ทำเครื่องเงิน , ทำพระพุทธรูป เป็นต้น และ อาชีพที่สามารถทำได้ แบบไม่มีเงื่อนไข เช่น อาชีพกรรมกร ส่วนในแบบทำได้แต่มีเงื่อนไข กล่าวคือ ต่างด้าวต้องเป็นลูกจ้าง เป็นงานที่ขาดแคลนแรงงาน อนุญาตให้ทำแต่ต้องไม่กระทบต่อการมีงานทำของคนไทย เช่น ทำรองเท้า , กสิกรรม เป็นต้น โดยสามารถอ่านรายละเอียดต่อได้ที่ : ข้อมูลอาชีพห้ามคนต่างด้าวทำ โดยสำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรสงคราม 

3.การมีวีซ่าและใบอนุญาตทำงานที่ถูกต้อง ตามที่ปกฏหมายระบุไว้ 

 

หน้าที่ของนายจ้างตามกฏหมายแรงงานต่างด้าว

กฏหมายแรงงานต่างด้าวกำหนดให้นายจ้างต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดหลายประการ เช่น 

1.แจ้งการจ้างงาน ซึ่งต้องมีการแจ้งแรงงานต่างด้าวที่เกี่ยวข้องหลังจากตกลงรับเข้าทำงาน

2.ห้ามมีการจ้างงานคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน 

3.แจ้งทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง เช่น พนักงานลาออก นายจ้างต้องแจ้งหน่วยงานรัฐทุกครั้งภายในระยะเวลาที่กำหนด 

4.ห้ามจ้างงานแบบผิดกฏหมาย ซึ่งแน่นอนว่าหากทำเช่นนั้นทั้งนายจ้างและลูกจ้างต้องอยู่แบบหลบๆซ่อนๆ ถ้าหากโดนตรวจสอบต้องมีการดำเนินคดีตามกฏหมาย นายจ้างมีความผิด โดนดำเนินการทางกฏหมายตามมา

รู้หรือไม่? โทษทางกฏหมายถ้าจ้างแรงงานผิดกฏหมายมาทำงาน 

ในส่วนของนายจ้าง

ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาทต่อคนงานต่างด้าวที่จ้าง 1 คน และถ้าหากทำผิดซ้ำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงจะถูกห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลาถึง 3 ปี 

ในส่วนของลูกจ้างต่างด้าว

ถ้าหากแอบลักลอบทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือสิทธิที่จะทำได้ คนต่างด้าวต้อวงระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และเมื่อชำระค่าปรับแล้วจะถูกส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร รวมถึงห้ามขอใบอนุญาตทำงานภายใน 2 ปี นับแต่วันที่โดนลงโทษ

ไม่พลาดทุกเนื้อหาดี ๆ เพียงคุณติดตามเว็บไซต์เอฟ ดี ไอ ได้เลยตอนนี้ ที่ปรึกษาธุรกิจครบวงจร เหมาะกับผู้ประกอบการ นายจ้าง บริษัททุกองค์กรที่ทำธุรกิจในไทย ไม่พลาดทุกเนื้อหา เทรนด์ธุรกิจ ข่าวสารสาระความรู้ดีๆ ร่วมพูดคุยและติดต่อเราได้เลยตอนนี้ 

 

ช่องทางติดต่อ 

  • Facebook : FDI Group – Business Consulting
  • Line : @fdigroup
  • Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895
  • E-mail : infojob@fdi.co.th
  • Website : www.fdi.co.th

 

The post เจ้าของกิจการต้องอ่านเรื่องนี้ ! คู่มือก่อนจ้างต้องรู้กฎหมายแรงงานต่างด้าว appeared first on FDI.

]]>
รู้จักกับ “Smart mobility” ยกระดับคุณภาพชีวิตสู่การเป็น Smart City อย่างแท้จริง https://fdi.co.th/jp/blog/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-smart-mobility-%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%b8/ Fri, 20 Mar 2026 07:10:55 +0000 https://fdi.co.th/?p=10872 ในยุคที่เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาการจราจรติดขัด มลพิษทางอากาศ และความต้องการของประชากรเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แนวคิด Smart Mobility ได้กลายเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เมืองสามารถเดินหน้าเข้าสู่ยุคของ Smart City อย่างเต็มตัว โดยไม่เพียงแต่ยกระดับประสบการณ์การเดินทางแบบอัจฉริยะ การสร้างโครงข่ายคมนาคม การขนส่งที่สะดวกเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้คนให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตให้ดียิ่งขึ้น มาร่วมกันสำรวจ พร้อมหาคำตอบในบทความนี้ ที่จะพาไปรู้จักกับ “Smart mobility” ด้านการวางแผนเมืองและระบบการขนส่งอัจฉริยะ พร้อมแนวทางใช้งานจริง กับประโยชน์ต่อพลเมือง และการออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในระดับสากลกันผ่านบทความนี้  “Smart mobility” คืออะไร ?  สำหรับ Smart mobility เป็นส่วนสำคัญของแกนการพัฒนาที่จะนำไปสู่ Smart City อย่างเต็มตัว โดยเป็นการพัฒนาโครงข่ายสัญจรอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล (ฺBig Data) ระบบอัตโนมัติ โครงข่ายเชื่อมต่อ และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ของผู้คนและขนส่งสินค้าในเมือง การอุตสาหกรรม ไปจนถึงการท่องเที่ยวในประเทศ  โดย Depa ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า การพัฒนาเมืองอัจฉริยะมีมิติการพัฒนาได้หลายด้าน มีมิติที่สำคัญ 7 ด้านคือ 1) สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) 2) การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) 3) การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) 4) พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) 5) พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) 6) เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) 7) การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance)   จุดประสงค์หลักของ  Smart Mobility และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบการเดินทางที่ชาญฉลาด ปลอดภัย ยั่งยืน และตอบโจทย์คนเมือง โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล และนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ “ระบบการเดินทางที่ชาญฉลาด ปลอดภัย ยั่งยืน และตอบโจทย์คนเมือง” โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล และนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น  การเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง ด้วยโครงข่ายสัญจรที่เชื่อมต่อกัน (Integration)  ที่จะมีส่วนช่วยสำคัญในการลดเวลาการเดินทาง ลดความแออัด และทำให้ระบบขนส่งทำงานได้ราบรื่นมากขึ้น ผ่านการใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์และระบบจัดการจราจรอัจฉริยะ […]

The post รู้จักกับ “Smart mobility” ยกระดับคุณภาพชีวิตสู่การเป็น Smart City อย่างแท้จริง appeared first on FDI.

]]>
ในยุคที่เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาการจราจรติดขัด มลพิษทางอากาศ และความต้องการของประชากรเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แนวคิด Smart Mobility ได้กลายเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เมืองสามารถเดินหน้าเข้าสู่ยุคของ Smart City อย่างเต็มตัว โดยไม่เพียงแต่ยกระดับประสบการณ์การเดินทางแบบอัจฉริยะ การสร้างโครงข่ายคมนาคม การขนส่งที่สะดวกเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้คนให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

มาร่วมกันสำรวจ พร้อมหาคำตอบในบทความนี้ ที่จะพาไปรู้จักกับ “Smart mobility” ด้านการวางแผนเมืองและระบบการขนส่งอัจฉริยะ พร้อมแนวทางใช้งานจริง กับประโยชน์ต่อพลเมือง และการออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในระดับสากลกันผ่านบทความนี้ 

Smart mobility” คืออะไร ? 

สำหรับ Smart mobility เป็นส่วนสำคัญของแกนการพัฒนาที่จะนำไปสู่ Smart City อย่างเต็มตัว โดยเป็นการพัฒนาโครงข่ายสัญจรอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล (ฺBig Data) ระบบอัตโนมัติ โครงข่ายเชื่อมต่อ และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ของผู้คนและขนส่งสินค้าในเมือง การอุตสาหกรรม ไปจนถึงการท่องเที่ยวในประเทศ 

をディスカッショントピックスとし、 Depa ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า การพัฒนาเมืองอัจฉริยะมีมิติการพัฒนาได้หลายด้าน มีมิติที่สำคัญ 7 ด้านคือ 1) สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) 2) การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) 3) การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) 4) พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) 5) พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) 6) เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) 7) การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance)

 

จุดประสงค์หลักของ  Smart Mobility และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

เพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบการเดินทางที่ชาญฉลาด ปลอดภัย ยั่งยืน และตอบโจทย์คนเมือง โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล และนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ “ระบบการเดินทางที่ชาญฉลาด ปลอดภัย ยั่งยืน และตอบโจทย์คนเมือง” โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล และนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น 

  • การเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง ด้วยโครงข่ายสัญจรที่เชื่อมต่อกัน (Integration) 

ที่จะมีส่วนช่วยสำคัญในการลดเวลาการเดินทาง ลดความแออัด และทำให้ระบบขนส่งทำงานได้ราบรื่นมากขึ้น ผ่านการใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์และระบบจัดการจราจรอัจฉริยะ เพื่ออำนวยความสะดวกให้การเปลี่ยนทางสัญจรง่ายขึ้น เป็นระบบมากยิ่งขึ้น 

  • การลดปัญหาการจราจรติดขัดและลดเวลาการเดินทาง

Smart Mobility ใช้เทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบเซนเซอร์ข้อมูลจราจร และระบบจัดการแบบเรียลไทม์ ระบบวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อบริหารจัดการการไหลของยานพาหนะและปรับสัญญาณไฟจราจรอย่างเหมาะสม

  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษเพื่อสร้างอากาศบริสุทธิ์เพิ่มมากขึ้น 

สนับสนุนการใช้ขนส่งสาธารณะ ยานยนต์ไฟฟ้า การเดิน และการปั่นจักรยาน เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวให้น้อยลงในชีวิตประจำวัน ที่จะส่งผลทำให้การคมนาคมนั้น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดน้อยลง 

  • เป็นการส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมือง 

เมื่อการเดินทางสะดวกและปลอดภัย จะลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงความรุนแรงจากการคมนาคมให้ลดน้อยลง และแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดได้ ประชาชนจะมีเวลาและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดความเครียดจากการจราจร มีเวลามากขึ้นในการไปทำกิจกรรมอื่นๆ และเพิ่มความน่าอยู่ของเมือง

  • สนับสนุนการพัฒนา Smart City

Smart Mobility เป็นหนึ่งในเสาหลักของ Smart City เพราะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการเมืองอย่างบูรณาการ ตั้งแต่ด้านการคมนาคม ด้านสภาพแวดล้อม ด้านความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และความปลอดภัยในทุกด้าน 

ระบบ Smart Mobility ประกอบไปด้วยเทคโนโลยีและบริการต่าง ๆ เช่น 

  • ระบบขนส่งสาธารณะอัจฉริยะ
  • ระบบเดินทางตามความต้องการ (Mobility as a Service – MaaS)
  • ยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์อัตโนมัติ
  • การแชร์รถหรือแชร์จักรยาน
  • ระบบจัดการการจราจรแบบเรียลไทม์

 

ทำไม Smart Mobility ถึงเป็นแกนสำคัญของการพัฒนาสู่ Smart City 

Smart Mobility เป็นแกนสำคัญของการพัฒนาสู่ Smart City เพราะระบบการเดินทางคือ “โครงสร้างพื้นฐานหลัก” ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนเข้าด้วยกัน หากเมืองมีการเดินทางที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และการนำเอาพลังงานสะอาดมาใช้ จะช่วยลดการจราจรที่ติดขัด ลดการปล่อยมลพิษ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ Smart Mobility ยังใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีแบบเรียลไทม์เพื่อบริหารจัดการการจราจรอย่างชาญฉลาด ทำให้เมืองตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้รวดเร็วและยั่งยืน ดังนั้น Smart Mobility จึงเป็นหัวใจที่ทำให้ Smart City ขับเคลื่อนไปได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะในมิติของทางด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม

 

ตัวอย่างการนำ Smart Mobility มาใช้งานจริงในปัจจุบัน

1.ยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์อัจฉริยะ

การรองรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เช่น รถบัสไฟฟ้าหรือรถยนต์คมนาคมสาธารณะ เป็นส่วนสำคัญของ Smart Mobility ที่ช่วยลดมลพิษและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว

2.ระบบแชร์รถและจักรยาน 

ระบบแชร์จักรยาน (Bike-sharing) และบริการแชร์รถช่วยลดจำนวนรถยนต์ส่วนตัวบนท้องถนน ส่งผลให้ปัญหาการติดขัดและมลพิษลดลงไปด้วย ซึ่งเป็นที่นิยมในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก

3.การจัดการข้อมูลจราจรแบบเรียลไทม์

การใช้แพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และแพลตฟอร์มควบคุมการสัญจรช่วยให้เมืองสามารถประสานงานระหว่างระบบต่าง ๆ ในภาพรวม ทำให้การตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินหรือการเปลี่ยนแปลงความต้องการเดินทางได้ดีขึ้น

4.แอปพลิเคชัน and MaaS

Mobility as a Service (MaaS) คือบริการที่รวมหลายระบบการเดินทางไว้ในแอปเดียว ทำให้ผู้คนสามารถวางแผนการเดินทาง จองตั๋ว หรือตรวจสอบเวลาการเดินทางได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น ระบบแผนที่ที่รวมการเดินทางหลายรูปแบบ

Smart Mobility ไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทางที่ทันสมัย ตอบโจทย์ยุคปัจจุบัน แต่คือกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนเมืองสู่ความเป็น Smart City อย่างแท้จริง ด้วยการใช้เทคโนโลยี ข้อมูล และนวัตกรรมมาบริหารจัดการระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น Smart Mobility จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเมืองยุคใหม่ที่แข่งขันได้และสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

 

ช่องทางติดต่อ

  • Facebook : FDI Group – Business Consulting
  • Line : @fdigroup
  • Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895
  • E-mail : infojob@fdi.co.th
  • Website : www.fdi.co.th

The post รู้จักกับ “Smart mobility” ยกระดับคุณภาพชีวิตสู่การเป็น Smart City อย่างแท้จริง appeared first on FDI.

]]>
รายงานตัว 90 วัน สำหรับต่างชาติพำนักในไทย ต้องทำอย่างไรบ้าง ? https://fdi.co.th/jp/blog/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-90-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2/ Thu, 12 Mar 2026 04:28:26 +0000 https://fdi.co.th/?p=10861 การรายงานตัว 90 วัน คืออะไร ? การรายงานตัว 90 วัน (หรือเรียกว่า 90-day reporting) คือข้อกำหนดตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองไทยที่กำหนดให้ ชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทยเกิน 90 วัน ต้องแจ้ง ที่อยู่พักอาศัยปัจจุบัน ต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเป็นระยะ ๆ ทุก ๆ 90 วัน เป็นไปตาม มาตรา 37(5) แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 เพื่อให้ทางการทราบว่าชาวต่างชาติ ยังพำนักอยู่จริงในประเทศและพักอยู่ที่ไหนเป็นปัจจุบัน การรายงานนี้เป็น การยืนยันสถานะที่พักอาศัย ไม่ใช่การต่ออายุวีซ่าแต่อย่างใด โดยเป็นข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายคนเข้าเมืองของประเทศไทย คนต่างชาติสามารถแจ้งที่พักอาศัยได้ ก่อน 15 วัน หรือหลัง 7 วัน นับจากวันครบกำหนด หากเกินกำหนด ชาวต่างชาติต้องมารายงานตัวด้วยตนเอง เพื่อดำเนินการเปรียบเทียบปรับ โดยจะถูกเปรียบเทียบปรับ 2,000 บาท   ชาวต่างชาติที่ถือวีซ่า ประเภทที่อนุญาตให้พำนักในไทยนานกว่า 90 วัน ได้แก่  1.ผู้ที่ถือวีซ่าทำงาน (Non-Immigrant B Visa) 2.ผู้ที่ถือวีซ่าเกษียณอายุ (Non-Immigrant O-A Visa) 3.ผู้ที่ถือวีซ่านักศึกษา (Non-Immigrant ED Visa) 4.ผู้ที่ถือวีซ่าคู่สมรส (Non-Immigrant O Visa)  5.ผู้ถือวีซ่าประเภทอื่นๆ ที่อนุญาตให้พำนักในประเทศไทยเกิน 90 วัน หมายเหตุ : แต่ถ้าหากชาวต่างชาติ ออกนอกประเทศไทยก่อนครบ 90 วันและกลับเข้ามาใหม่ การนับวัน 90 วันจะเริ่มต้นนับใหม่ตั้งแต่วันกลับเข้าประเทศ    ปรึกษายื่นขอ Visa & Work Permit    ขั้นตอนการรายงานตัว 1.การเตรียมเอกสารตามที่ทางราชการได้กำหนดไว้ให้ครบถ้วน  ตัวอย่างเอกสาร เช่น หนังสือเดินทาง (Passport) ฉบับจริง , แบบฟอร์มรายงานตัว (TM.47) กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน , ใบอนุญาตการพำนักในประเทศไทย (Visa or Residence Permit) และเอกสารอื่นๆ […]

The post รายงานตัว 90 วัน สำหรับต่างชาติพำนักในไทย ต้องทำอย่างไรบ้าง ? appeared first on FDI.

]]>

การรายงานตัว 90 วัน คืออะไร ?

การรายงานตัว 90 วัน (หรือเรียกว่า 90-day reporting) คือข้อกำหนดตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองไทยที่กำหนดให้ ชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทยเกิน 90 วัน ต้องแจ้ง ที่อยู่พักอาศัยปัจจุบัน ต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเป็นระยะ ๆ ทุก ๆ 90 วัน เป็นไปตาม มาตรา 37(5) แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 เพื่อให้ทางการทราบว่าชาวต่างชาติ ยังพำนักอยู่จริงในประเทศและพักอยู่ที่ไหนเป็นปัจจุบัน การรายงานนี้เป็น การยืนยันสถานะที่พักอาศัย ไม่ใช่การต่ออายุวีซ่าแต่อย่างใด โดยเป็นข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายคนเข้าเมืองของประเทศไทย คนต่างชาติสามารถแจ้งที่พักอาศัยได้ ก่อน 15 วัน หรือหลัง 7 วัน นับจากวันครบกำหนด หากเกินกำหนด ชาวต่างชาติต้องมารายงานตัวด้วยตนเอง เพื่อดำเนินการเปรียบเทียบปรับ โดยจะถูกเปรียบเทียบปรับ 2,000 บาท

 

ชาวต่างชาติที่ถือวีซ่า ประเภทที่อนุญาตให้พำนักในไทยนานกว่า 90 วัน ได้แก่ 

1.ผู้ที่ถือวีซ่าทำงาน (Non-Immigrant B Visa)

2.ผู้ที่ถือวีซ่าเกษียณอายุ (Non-Immigrant O-A Visa)

3.ผู้ที่ถือวีซ่านักศึกษา (Non-Immigrant ED Visa)

4.ผู้ที่ถือวีซ่าคู่สมรส (Non-Immigrant O Visa) 

5.ผู้ถือวีซ่าประเภทอื่นๆ ที่อนุญาตให้พำนักในประเทศไทยเกิน 90 วัน

หมายเหตุ : แต่ถ้าหากชาวต่างชาติ ออกนอกประเทศไทยก่อนครบ 90 วันและกลับเข้ามาใหม่ การนับวัน 90 วันจะเริ่มต้นนับใหม่ตั้งแต่วันกลับเข้าประเทศ 

 

ปรึกษายื่นขอ Visa & Work Permit 

 

ขั้นตอนการรายงานตัว

1.การเตรียมเอกสารตามที่ทางราชการได้กำหนดไว้ให้ครบถ้วน 

ตัวอย่างเอกสาร เช่น หนังสือเดินทาง (Passport) ฉบับจริง , แบบฟอร์มรายงานตัว (TM.47) กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน , ใบอนุญาตการพำนักในประเทศไทย (Visa or Residence Permit) และเอกสารอื่นๆ สามารปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจาก FDI ได้เลย

2.การยื่นรายงานตัว 

ชาวต่างชาติจะสามารถยื่นรายงานตัวได้ 3 วิธี ได้แก่ 

1.การยื่นรายงานด้วยตนเอง โดยการยื่นที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในพื้นที่ที่พำนักอยู่

2.การยื่นทางไปรษณีย์ ส่งเอกสารแจ้งที่พักอาศัยผ่าน ไปรษณีย์ลงทะเบียน ไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองปลายทางที่เกี่ยวข้อง 

3.การยื่นผ่านช่องทางออนไลน์ โดยผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

3.ระยะเวลาในการยื่นรายตัว

สามารถยื่นรายงานตัวได้ 2 ช่วงเวลา คือ ก่อนถึงวันครบ 90 วัน ไม่เกิน 15 วัน หรือ หลังจากครบ 90 วัน ไม่เกิน 7 วัน ถ้ายื่นภายในระยะนี้จะถือว่ายื่นตรงเวลา หากเกินกำหนด อาจต้องเข้ารายงานตัวด้วยตัวเองที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและอาจมีการปรับตามกฎหมาย

 

ตัวอย่าง การเตรียมเอกสารที่ต้องใช้ในการรายงานตัว 90 วัน 

  • แบบฟอร์ม TM.47 สำหรับแจ้งที่อยู่เกิน 90 วัน
  • หนังสือเดินทาง (Passport) พร้อมสำเนาหน้าที่ระบุวีซ่าและวันเข้าประเทศ
  • สำเนาบัตร TM.6 (หากยังมี)
  • สำเนาใบแจ้งการอยู่เกิน 90 วันที่ผ่านมา (ถ้ามี)
  • (ถ้ารายงานออนไลน์) หลักฐานยืนยันอีเมลและบัญชีออนไลน์

 

โดยสรุปเกี่ยวกับการรายงานตัว 90 วัน สำหรับชาวต่างชาติ 

การรายงานตัว 90 วัน เป็นข้อกำหนดสำคัญของ ตม. ไทยที่บุคคลต่างชาติที่อยู่อาศัยในไทยเกิน 90 วันต้องปฏิบัติ โดยการแจ้งที่อยู่พักอาศัยทุก ๆ 90 วันผ่านหลายช่องทาง เช่น การไปด้วยตัวเอง ส่งทางไปรษณีย์ หรือระบบออนไลน์ หากไม่ปฏิบัติตาม อาจโดนปรับและเกิดปัญหาทางวีซ่าได้ จึงควรให้ความสำคัญกับการรายงานตัวนี้เพื่อให้การพำนักในไทยเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด

ช่องทางติดต่อ 

  • Facebook : FDI Group – Business Consulting
  • Line : @fdigroup
  • Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895
  • E-mail : infojob@fdi.co.th
  • Website : www.fdi.co.th

見逃せないタイの役立つ情報ที่น่าสนใจ

คู่มือการขอใบประกอบกิจการ เพื่อขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร

FDI

การเริ่มต้นธุรกิจอาหารไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตอาหารขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องดำเนินการคือ การขอใบประกอบกิจการและใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร...

Read More

The post รายงานตัว 90 วัน สำหรับต่างชาติพำนักในไทย ต้องทำอย่างไรบ้าง ? appeared first on FDI.

]]>
CO2e ในรายงานด้านสิ่งแวดล้อม คืออะไร ? พร้อมตัวอย่างการคำนวณ https://fdi.co.th/jp/blog/co2e-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b9%89/ Tue, 10 Mar 2026 09:48:59 +0000 https://fdi.co.th/?p=10854 CO2e คำนี้คืออะไร ? ที่พบบ่อยในรายงาน ESG / Sustainability Report CO2e (Carbon Dioxide Equivalent) หรือคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คือหน่วยที่ใช้วัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกต่าง ๆ ที่ภาคอุตสาหกรรมปล่อยออกมา และแปลงค่าให้เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกหลัก เนื่องด้วยก๊าซเรือนกระจกมีหลายชนิด  เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ CO₂, มีเทน CH₄,ไนตรัสออกไซด์ N₂O เพื่อให้วัดและเปรียบเทียบได้ในหน่วยเดียว เพราะหากไม่มีหน่วยกลางที่ทำหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐาน อาจส่งผลให้องค์กรไม่สามารถประเมินการปล่อยก๊าซในภาพรวมได้  CO2e จึงเป็นเหมือนภาษากลางของวงการอุตสาหกรรมและองค์กรที่มีการดำเนินงานในด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นการรายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) ,ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร , ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ , การทำรายงาน ESG , การทำคาร์บอนเครดิต ล้วนแล้วแต่มีการใช้ CO2e  เป็นหน่วยในการคำนวณทั้งสิ้น  ตัวอย่างการแปลงค่า CO2e แบบเข้าใจง่าย สมมติว่า ปล่อยมีเทน 1 ตันมีค่า GWP ≈ 28 เท่าของ CO₂จะเท่ากับ 28 ตัน CO₂e จึงเป็นที่มาของหน่วยนี้  “ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂e)” เพื่อให้เป็นมาตรฐานเปรียบเทียบของก๊าซเรือนกระจกหลายชนิดได้ด้วยหน่วยเดียวกันสำหรับใช้รายงาน     รู้หรือไม่? GWP คืออะไร ?  โดยการเปรียบเทียบนั้นอาศัยหลักการ Global Warming Potential (GWP) ซึ่งเป็นดัชนีที่แสดงว่าแต่ละชนิดของก๊าซเรือนกระจกมีความร้อนสูงกว่า CO₂ มากเท่าใดเมื่อวัดในช่วงเวลาหนึ่ง (โดยทั่วไปเป็น 100 ปี)    CO₂e ใช้ในส่วนไหนของรายงานสิ่งแวดล้อมบ้าง 1.คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) เมื่อองค์กรต้องคำนวณการปล่อย GHG ทั้งหมด (Scope 1–3) ตัวเลขที่ใช้จะเป็น CO₂e เพื่อแสดงผลรวมของการปล่อยก๊าซทุกชนิดที่มีศักยภาพทำให้โลกร้อน ใช้วัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก พลังงาน , เชื้อเพลิง , การเดินทางและของเสีย โดยรายงานเป็น tCO₂e ต่อปี 2. เป้าหมาย Carbon Neutral และ Net Zero […]

The post CO2e ในรายงานด้านสิ่งแวดล้อม คืออะไร ? พร้อมตัวอย่างการคำนวณ appeared first on FDI.

]]>

CO2e คำนี้คืออะไร ? ที่พบบ่อยในรายงาน ESG / Sustainability Report

CO2e (Carbon Dioxide Equivalent) หรือคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คือหน่วยที่ใช้วัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกต่าง ๆ ที่ภาคอุตสาหกรรมปล่อยออกมา และแปลงค่าให้เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกหลัก เนื่องด้วยก๊าซเรือนกระจกมีหลายชนิด  เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ CO₂, มีเทน CH₄,ไนตรัสออกไซด์ N₂O เพื่อให้วัดและเปรียบเทียบได้ในหน่วยเดียว เพราะหากไม่มีหน่วยกลางที่ทำหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐาน อาจส่งผลให้องค์กรไม่สามารถประเมินการปล่อยก๊าซในภาพรวมได้ 

CO2e จึงเป็นเหมือนภาษากลางของวงการอุตสาหกรรมและองค์กรที่มีการดำเนินงานในด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นการรายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) ,ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร , ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ , การทำรายงาน ESG , การทำคาร์บอนเครดิต ล้วนแล้วแต่มีการใช้ CO2e  เป็นหน่วยในการคำนวณทั้งสิ้น 

ตัวอย่างการแปลงค่า CO2e แบบเข้าใจง่าย

สมมติว่า

  • ปล่อยมีเทน 1 ตัน
    มีค่า GWP ≈ 28 เท่าของ CO₂
    จะเท่ากับ 28 ตัน CO₂e

จึงเป็นที่มาของหน่วยนี้  “ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂e)” เพื่อให้เป็นมาตรฐานเปรียบเทียบของก๊าซเรือนกระจกหลายชนิดได้ด้วยหน่วยเดียวกันสำหรับใช้รายงาน

 

 

รู้หรือไม่? GWP คืออะไร ? 

โดยการเปรียบเทียบนั้นอาศัยหลักการ Global Warming Potential (GWP) ซึ่งเป็นดัชนีที่แสดงว่าแต่ละชนิดของก๊าซเรือนกระจกมีความร้อนสูงกว่า CO₂ มากเท่าใดเมื่อวัดในช่วงเวลาหนึ่ง (โดยทั่วไปเป็น 100 ปี) 

 

CO₂e ใช้ในส่วนไหนของรายงานสิ่งแวดล้อมบ้าง

1.คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO)

เมื่อองค์กรต้องคำนวณการปล่อย GHG ทั้งหมด (Scope 1–3) ตัวเลขที่ใช้จะเป็น CO₂e เพื่อแสดงผลรวมของการปล่อยก๊าซทุกชนิดที่มีศักยภาพทำให้โลกร้อน ใช้วัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก พลังงาน , เชื้อเพลิง , การเดินทางและของเสีย โดยรายงานเป็น tCO₂e ต่อปี

2. เป้าหมาย Carbon Neutral และ Net Zero

องค์กรต้องรู้ว่า ปล่อยทั้งหมดกี่ tCO₂e เพื่อกำหนดว่า

  • ต้องลดปริมาณการปล่อยเท่าไร
  • ต้องมีการชดเชยเท่าไร

หน่วย CO₂e ช่วยให้องค์กรสามารถตั้ง เป้าหมายการลดการปล่อย ได้อย่างชัดเจน เช่น ลด 20% ของ CO₂e ภายในปี 2030

3. การเปิดเผยข้อมูล ESG และมาตรฐานสากล

เช่น GHG Protocol , ISO 14064 , CDP , TCFD ล้วนใช้หน่วย CO₂e เป็นมาตรฐานเดียวกัน

 

ตัวอย่างการใช้งานจริง

เพื่อให้เห็นภาพการใช้ CO₂e ชัดขึ้น ตัวอย่างเช่น

  • การประเมินการปล่อยจากการใช้ไฟฟ้า หรือการเดินทางของพนักงาน
    ข้อมูลเหล่านี้จะถูกแปลงเป็น CO₂e และรวมเข้ากับตัวเลขรายปี เพื่อคิดเป็น Carbon Footprint ขององค์กร
  • ในการซื้อคาร์บอนเครดิต หน่วยที่ซื้อขายบนตลาดคือ Verified Emission Reductions (VERs) ซึ่งเทียบเท่ากับหนึ่งตัน CO₂e เพื่อใช้ในการชดเชยการปล่อยที่ยังไม่ลดได้ 

 

โดยสรุปความสำคัญของ CO₂e 

CO₂e (Carbon Dioxide Equivalent) คือหน่วยที่ใช้ในการวัดผลกระทบของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดให้อยู่ในรูปของ “คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า” เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบ วิเคราะห์ และรายงานได้อย่างเป็นระบบในบริบทของการประชุมสภาพภูมิอากาศ การจัดทำ Carbon Footprint และการรายงาน ESG ขององค์กรทั้งขนาดเล็กและใหญ่หน่วยนี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมสามารถนำไปใช้กำหนดกลยุทธ์และสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ช่องทางติดต่อ 

  • Facebook : FDI Group – Business Consulting
  • Line : @fdigroup
  • Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895
  • E-mail : infojob@fdi.co.th
  • Website : www.fdi.co.th

見逃せないタイの役立つ情報ที่น่าสนใจ

เทียบให้ชัด Carbon Neutral VS Net Zero Emission แตกต่างกันอย่างไร

FDI

ในยุคภาวะโลกเดือดที่ร้อนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ ล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบรวมถึงเกิดปรากฏการณ์สภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น...

Read More

The post CO2e ในรายงานด้านสิ่งแวดล้อม คืออะไร ? พร้อมตัวอย่างการคำนวณ appeared first on FDI.

]]>
FDI Group จัดอบรม “In-house Training” ให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย https://fdi.co.th/jp/news/in-house-training-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%81/ Thu, 05 Mar 2026 08:34:36 +0000 https://fdi.co.th/?p=10784 FDI Group ให้บริการจัด In-house Training หลักสูตรอบรมสำหรับองค์กร FDI Group ได้ออกแบบหลักสูตรเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในองค์กร ที่ช่วยให้ผู้อบรมได้รับความรู้ที่ตรงกับงานจริง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานและความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในระยะยาวได้ หากองค์กรใดต้องการจัดอบรมภายในด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ด้านการจัดการพัฒนาเพิ่มศักยภาพพนักงาน หรือด้านอื่นๆ สามารถขอรับคำปรึกษาได้ฟรีทันที ทุกการจัดอบรมเป็นเรื่องง่ายได้ผลลัพธ์จริง เพียงคุณปรึกษาเราตอนนี้ !! FDI จัดอบรมให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย ขอขอบคุณทาง สถาบันฝึกอบรมระบบราง การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจในการจัดอบรมให้กับผู้บริหาร – เจ้าหน้าที่ ด้วยหลักสูตร การสร้างความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนักตามแนวทาง BCG Model โดยทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก FDI Group เพื่อเจาะลึกเนื้อหา พร้อมแนวทางปฏิบัติที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ใช้ได้จริงในระยะยาวสำหรับองค์กร โดยวิทยากรจาก FDI Groupผศ.ดร. ธีรินทร์ คงพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน BCG – ESGผศ.ดร. มณีรัตน์ เข็มขาว ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม การจัด In-house Training เพื่อการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน ในปัจจุบันหลายองค์กรเริ่มนำ In-house Training มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน เพราะการพัฒนาบุคลากรช่วยให้บริษัทสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น องค์กรที่ลงทุนในการพัฒนาคนมักจะสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และสร้างองค์กรที่มีความยืดหยุ่นพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต ขั้นตอนการดำเนินการจัดอบรม ง่ายๆ เพียง 5 ขั้นตอน 1.ติดต่อขอรับคำปรึกษากับ FDI เพื่อวางแผนการจัดอบรมและนำส่งใบเสนอราคาพิจารณา 2.ทาง FDI วิเคราะห์ความต้องการในการฝึกอบรม (Training Needs Analysis) ให้กับองค์กร ว่าต้องการจัดอบรมในหัวข้อใด หรือหลักสูตรอื่นๆให้ครอบคลุมตามวัตถุประสงค์ 3.ทาง FDI ออกแบบหลักสูตรการอบรม โดยเลือกหัวข้อ วางกรอบเนื้อหา และวิธีการอบรมที่เหมาะสมกับผู้เข้าอบรม 4. ดำเนินการอบรม โดยทีมวิทยากรจากเรา และให้คำแนะนำตลอดการอบรม พร้อมทีมงานร่วมกิจกรรมในช่วงทำ Work-Shop 5. หลังการอบรม จะมีการประเมินผลการอบรม ทั้งก่อน-หลัง เพื่อประเมินผลลัพธ์ในการนำไปใช้จริง พร้อมการปรับปรุงในการจัดครั้งถัดไป หากองค์กรของคุณกำลังมองหาการจัดอบรม In-house Training ที่มีราคาเหมาะสม พร้อมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ มีผลงานเชิงประจักษ์ และสามารถตอบโจทย์การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรได้อย่างแท้จริง เราพร้อมเป็นที่ปรึกษาในด้านการฝึกอบรม ที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตขององค์กรอย่างยั่งยืน ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาและจัดอบรมในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทักษะการทำงาน การบริหารจัดการองค์กร รวมถึงการอบรมด้าน […]

The post FDI Group จัดอบรม “In-house Training” ให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย appeared first on FDI.

]]>

FDI Group ให้บริการจัด In-house Training หลักสูตรอบรมสำหรับองค์กร

FDI Group ได้ออกแบบหลักสูตรเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในองค์กร ที่ช่วยให้ผู้อบรมได้รับความรู้ที่ตรงกับงานจริง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานและความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในระยะยาวได้ หากองค์กรใดต้องการจัดอบรมภายในด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ด้านการจัดการพัฒนาเพิ่มศักยภาพพนักงาน หรือด้านอื่นๆ สามารถขอรับคำปรึกษาได้ฟรีทันที ทุกการจัดอบรมเป็นเรื่องง่ายได้ผลลัพธ์จริง เพียงคุณปรึกษาเราตอนนี้ !!

FDI จัดอบรมให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย

ขอขอบคุณทาง สถาบันฝึกอบรมระบบราง การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจในการจัดอบรมให้กับผู้บริหาร – เจ้าหน้าที่ ด้วยหลักสูตร การสร้างความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนักตามแนวทาง BCG Model โดยทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก FDI Group เพื่อเจาะลึกเนื้อหา พร้อมแนวทางปฏิบัติที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ใช้ได้จริงในระยะยาวสำหรับองค์กร

☘โดยวิทยากรจาก FDI Group☘
ผศ.ดร. ธีรินทร์ คงพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน BCG – ESG
ผศ.ดร. มณีรัตน์ เข็มขาว ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม
 
 

การจัด In-house Training เพื่อการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน

ในปัจจุบันหลายองค์กรเริ่มนำ In-house Training มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน เพราะการพัฒนาบุคลากรช่วยให้บริษัทสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น องค์กรที่ลงทุนในการพัฒนาคนมักจะสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และสร้างองค์กรที่มีความยืดหยุ่นพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

 

ขั้นตอนการดำเนินการจัดอบรม ง่ายๆ เพียง 5 ขั้นตอน

1.ติดต่อขอรับคำปรึกษากับ FDI เพื่อวางแผนการจัดอบรมและนำส่งใบเสนอราคาพิจารณา

2.ทาง FDI วิเคราะห์ความต้องการในการฝึกอบรม (Training Needs Analysis) ให้กับองค์กร ว่าต้องการจัดอบรมในหัวข้อใด หรือหลักสูตรอื่นๆให้ครอบคลุมตามวัตถุประสงค์

3.ทาง FDI ออกแบบหลักสูตรการอบรม โดยเลือกหัวข้อ วางกรอบเนื้อหา และวิธีการอบรมที่เหมาะสมกับผู้เข้าอบรม

4. ดำเนินการอบรม โดยทีมวิทยากรจากเรา และให้คำแนะนำตลอดการอบรม พร้อมทีมงานร่วมกิจกรรมในช่วงทำ Work-Shop

5. หลังการอบรม จะมีการประเมินผลการอบรม ทั้งก่อน-หลัง เพื่อประเมินผลลัพธ์ในการนำไปใช้จริง พร้อมการปรับปรุงในการจัดครั้งถัดไป

หากองค์กรของคุณกำลังมองหาการจัดอบรม In-house Training ที่มีราคาเหมาะสม พร้อมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ มีผลงานเชิงประจักษ์ และสามารถตอบโจทย์การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรได้อย่างแท้จริง เราพร้อมเป็นที่ปรึกษาในด้านการฝึกอบรม ที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตขององค์กรอย่างยั่งยืน ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาและจัดอบรมในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทักษะการทำงาน การบริหารจัดการองค์กร รวมถึงการอบรมด้าน ESG ความยั่งยืน การลดก๊าซเรือนกระจก และการพัฒนาองค์กรยุคใหม่

FDIグループ สามารถออกแบบหลักสูตร In-house Training ให้สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจ เป้าหมายองค์กร และความต้องการของผู้เข้าอบรม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถนำความรู้ไปปรับใช้กับการทำงานได้จริง พร้อมช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันขององค์กรในระยะยาว

หากองค์กรของคุณต้องการยกระดับทักษะบุคลากรและสร้างการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง FDI Group ยินดีให้คำปรึกษาและออกแบบหลักสูตรอบรมที่เหมาะสมกับองค์กรของคุณ

ร่วมพูดคุยและติดต่อเราเพื่อร่วมวางแผนการพัฒนาองค์กรไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนได้เลยทันที

ช่องทางติดต่อ 

  • Facebook : FDI Group – Business Consulting
  • Line : @fdigroup
  • Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895
  • E-mail : infojob@fdi.co.th
  • Website : www.fdi.co.th

 

 

The post FDI Group จัดอบรม “In-house Training” ให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย appeared first on FDI.

]]>
เอกสาร Work Permit ต้องใช้อะไรบ้าง? รวมคำถามพบบ่อยเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน https://fdi.co.th/jp/blog/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3-work-permit-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2/ Mon, 02 Mar 2026 03:45:42 +0000 https://fdi.co.th/?p=10772 เอกสารและคุณสมบัติในการขอ Work Permit สำหรับต่างชาติ  ชาวต่างชาติที่ต้องการทำงานในประเทศไทยจะต้องมีใบอนุญาตทำงานด้วยจึงจะสามารถทำงานในประเทศไทยได้ และต้องมีบริษัทว่าจ้างงานต่างชาติชัดเจน โดยบริษัทและชาวต่างชาติจะต้องมีคุณสมบัติตามที่กฏหมายได้ระบุเอาไว้ดังนี้  1.บริษัทต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศไทย  2.มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 2 ล้าน  และมีพนักงานคนไทย 4 คน ต่อการจ้างงานชาวต่างชาติหนึ่งใบอนุญาต 3.หากเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในต่างประเทศ ต้องมีทุกจดทะเบียนอย่างน้อย 3 ล้านบาท ต่อการจ้างงานชาวต่างชาติหนึ่งใบอนุญาต แต่หากเป็นกรณีที่บริษัทภายใต้การส่งเสริมโดย BOI คุณสมบัติในบางข้อจะได้รับพิจารณายกเว้น แต่ถึงอย่างไรบริษัทก็ต้องมีการแจ้งต่อ BOI ถึงความจำเป็นในการจ้างพนักงานต่างชาติมาทำงาน    คุณสมบัติของชาติที่จะยื่นขอ Work Permit 1.ยื่นขอวีซ่าก่อนเดินทางเข้าประเทศอย่างถูกต้อง 2.มีประวัติการศึกษาและการทำงานที่สอดคล้องกับงานในตำแหน่งนั้น ๆ  3.มีร่างกายที่แข็งแรง ปราศจากโรคร้ายแรง และไม่ติดสารเสพติด   เอกสารที่ต้องใช้เพื่อขอใบอนุญาตทำงาน เอกสารที่ใช้ในการขอใบอนุญาตทำงานแบ่งเป็นส่วนหลัก ๆ คือ เอกสารของนายจ้าง (บริษัทที่จ้าง) และ เอกสารของลูกจ้าง (ชาวต่างชาติ) เอกสารของนายจ้าง (บริษัทที่จ้าง) ใบจดทะเบียนนิติบุคคล และรายชื่อผู้ถือหุ้น แบบฟอร์มขอใบอนุญาตทำงาน ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และหลักฐานการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม สัญญาจ้างงานระหว่างบริษัทและบุคคลต่างชาติ และเอกสารอื่น ๆ สามารถปรึกษา FDI ได้เช่นกัน  เอกสารของลูกจ้าง (ชาวต่างชาติ) หนังสือเดินทางตัวจริง และสำเนาหน้าตราประทับวีซ่าคนอยู่ชั่วคราว, หน้าตราประทับขาเข้าประเทศไทยล่าสุด และหน้าแรกที่มีรูปถ่ายและข้อมูลทางชีวภาพ สำเนาใบรับรองการศึกษา หรือใบปริญญา หนังสือรับรอง และใบอนุญาตอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และเอกสารอื่น ๆ สามารถปรึกษา FDI ได้เช่นกัน    รวมคำถามที่พบบ่อย FAQ : เกี่ยวกับ Work Permit ใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย  1. ชาวต่างชาติต้องมี Work Permit ก่อนเริ่มทำงานหรือไม่ ? ต้องมีใบอนุญาตก่อนทำงาน ตามกฎหมายไทย ชาวต่างชาติห้ามทำงานก่อนได้รับใบอนุญาตทำงาน แม้จะมีวีซ่าประเภททำงาน (Non-B) แล้วก็ตาม วีซ่าเป็นเพียงสิทธิ์ในการพำนัก แต่ Work Permit คือสิทธิ์ใบอนุญาตในการทำงานจริง 2.ใช้เวลานานแค่ไหนในการขอ Work Permit ? โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 3–7 วันทำการ หลังจากยื่นเอกสารครบถ้วน แต่ระยะเวลาอาจแตกต่างตามพื้นที่ยื่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  3.Work […]

The post เอกสาร Work Permit ต้องใช้อะไรบ้าง? รวมคำถามพบบ่อยเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน appeared first on FDI.

]]>

เอกสารและคุณสมบัติในการขอ Work Permit สำหรับต่างชาติ 

ชาวต่างชาติที่ต้องการทำงานในประเทศไทยจะต้องมีใบอนุญาตทำงานด้วยจึงจะสามารถทำงานในประเทศไทยได้ และต้องมีบริษัทว่าจ้างงานต่างชาติชัดเจน โดยบริษัทและชาวต่างชาติจะต้องมีคุณสมบัติตามที่กฏหมายได้ระบุเอาไว้ดังนี้ 

1.บริษัทต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศไทย 

2.มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 2 ล้าน  และมีพนักงานคนไทย 4 คน ต่อการจ้างงานชาวต่างชาติหนึ่งใบอนุญาต

3.หากเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในต่างประเทศ ต้องมีทุกจดทะเบียนอย่างน้อย 3 ล้านบาท ต่อการจ้างงานชาวต่างชาติหนึ่งใบอนุญาต

แต่หากเป็นกรณีที่บริษัทภายใต้การส่งเสริมโดย BOI คุณสมบัติในบางข้อจะได้รับพิจารณายกเว้น แต่ถึงอย่างไรบริษัทก็ต้องมีการแจ้งต่อ BOI ถึงความจำเป็นในการจ้างพนักงานต่างชาติมาทำงาน 

 

คุณสมบัติของชาติที่จะยื่นขอ Work Permit

1.ยื่นขอวีซ่าก่อนเดินทางเข้าประเทศอย่างถูกต้อง

2.มีประวัติการศึกษาและการทำงานที่สอดคล้องกับงานในตำแหน่งนั้น ๆ 

3.มีร่างกายที่แข็งแรง ปราศจากโรคร้ายแรง และไม่ติดสารเสพติด

 

เอกสารที่ต้องใช้เพื่อขอใบอนุญาตทำงาน

เอกสารที่ใช้ในการขอใบอนุญาตทำงานแบ่งเป็นส่วนหลัก ๆ คือ เอกสารของนายจ้าง (บริษัทที่จ้าง) และ เอกสารของลูกจ้าง (ชาวต่างชาติ)

เอกสารของนายจ้าง (บริษัทที่จ้าง)

  • ใบจดทะเบียนนิติบุคคล และรายชื่อผู้ถือหุ้น
  • แบบฟอร์มขอใบอนุญาตทำงาน
  • ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และหลักฐานการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • สัญญาจ้างงานระหว่างบริษัทและบุคคลต่างชาติ
  • และเอกสารอื่น ๆ สามารถปรึกษา FDI ได้เช่นกัน 

เอกสารของลูกจ้าง (ชาวต่างชาติ)

  • หนังสือเดินทางตัวจริง และสำเนาหน้าตราประทับวีซ่าคนอยู่ชั่วคราว, หน้าตราประทับขาเข้าประเทศไทยล่าสุด และหน้าแรกที่มีรูปถ่ายและข้อมูลทางชีวภาพ
  • สำเนาใบรับรองการศึกษา หรือใบปริญญา
  • หนังสือรับรอง และใบอนุญาตอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
  • และเอกสารอื่น ๆ สามารถปรึกษา FDI ได้เช่นกัน 

 

รวมคำถามที่พบบ่อย FAQ : เกี่ยวกับ だからこそ、 ใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย 

1. ชาวต่างชาติต้องมี Work Permit ก่อนเริ่มทำงานหรือไม่ ?

ต้องมีใบอนุญาตก่อนทำงาน ตามกฎหมายไทย ชาวต่างชาติห้ามทำงานก่อนได้รับใบอนุญาตทำงาน แม้จะมีวีซ่าประเภททำงาน (Non-B) แล้วก็ตาม วีซ่าเป็นเพียงสิทธิ์ในการพำนัก แต่ Work Permit คือสิทธิ์ใบอนุญาตในการทำงานจริง

2.ใช้เวลานานแค่ไหนในการขอ Work Permit ?

โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 3–7 วันทำการ หลังจากยื่นเอกสารครบถ้วน แต่ระยะเวลาอาจแตกต่างตามพื้นที่ยื่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

3.Work Permit มีอายุเท่าไร และต้องต่ออายุเมื่อใด ?

อายุของ Work Permit มักสอดคล้องกับ ระยะเวลาวีซ่าหรือสัญญาจ้าง เช่น 1 ปี และต้องยื่นต่ออายุก่อนหมดอายุล่วงหน้า โดยต้องเตรียมเอกสารบริษัท ภาษี และเอกสารส่วนตัวใหม่ทุกครั้ง

4.เปลี่ยนตำแหน่งงานหรือเปลี่ยนบริษัท ต้องทำอย่างไร ?

หากมีการเปลี่ยน ตำแหน่ง หน้าที่ หรือสถานที่ทำงาน ต้องแจ้งแก้ไข Work Permit ให้ถูกต้อง และหากเปลี่ยนนายจ้าง ต้องยกเลิกใบอนุญาตเดิมและยื่นขอใหม่ เนื่องจากใบอนุญาตทำงานผูกกับนายจ้างและตำแหน่งโดยตรง

ปรึกษา Visa & Work Permit กับ FDI Group

หมดกังวล! สะดวกสบายแม้ไม่เคยทำ เพียงคุณปรึกษาเรา FDI Group คือ ทีมที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้าน Visa & Work Permit ที่มีประสบการณ์ดูแลลูกค้าต่างชาติและบริษัทในไทยอย่างครบวงจร ช่วยตรวจสอบเอกสาร วางแผนขั้นตอน ยื่นเรื่องแทน และติดตามผลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความเสี่ยงและประหยัดเวลาให้กับลูกค้า

ทำไมต้องใช้บริการ FDIグループ เรา

  • ให้คำปรึกษาเชิงกฎหมายและขั้นตอนอย่างถูกต้อง
  • ตรวจเอกสารก่อนยื่น ลดโอกาสถูกปฏิเสธ
  • ดำเนินการรวดเร็ว ประสานงานกับหน่วยงานรัฐโดยตรง
  • ดูแลครบตั้งแต่วีซ่า Work Permit จนถึงการต่ออายุและรายงานตัว
    เหมาะสำหรับทั้งชาวต่างชาติ บริษัทไทย และบริษัทต่างชาติในไทย
  • บริการดี และราคาเหมาะสมกับบริการที่ได้รับ 
  • เจ้าหน้าที่สามารถสื่อสาร ให้คำปรึกษาได้อย่างดี พร้อมรองรับบริการปรึกษามากถึง 4 ภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ , ภาษาญี่ปุ่น , ภาษาไทย และภาษาจีน

ช่องทางติดต่อ 

  • Facebook : FDI Group – Business Consulting
  • Line : @fdigroup
  • Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895
  • E-mail : infojob@fdi.co.th
  • Website : www.fdi.co.th

見逃せないタイの役立つ情報ที่น่าสนใจ

คู่มือการขอใบประกอบกิจการ เพื่อขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร

FDI

การเริ่มต้นธุรกิจอาหารไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตอาหารขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องดำเนินการคือ การขอใบประกอบกิจการและใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร...

Read More

The post เอกสาร Work Permit ต้องใช้อะไรบ้าง? รวมคำถามพบบ่อยเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน appeared first on FDI.

]]>
FAQs : รวมถาม – ตอบ คำถามพบบ่อย Non-B Visa วีซ่าทำงานในไทย https://fdi.co.th/jp/blog/faqs-%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2-non-b-vi/ Mon, 02 Mar 2026 03:08:29 +0000 https://fdi.co.th/?p=10768 การขอวีซ่าทำงานในไทย โดยเฉพาะประเภท Non-Immigrant B Visa เป็นหนึ่งในหัวข้อที่คนทำงานหรือนักลงทุนต่างชาติสอบถามกันเข้ามาจำนวนมาก เพราะมีหลายประเด็นที่ทั้งนายจ้างและผู้ถูกว่าจ้างต้องเข้าใจให้ถูกต้องก่อนดำเนินการจริง โดยผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงานจาก FDI Group ได้รวบรวมข้อมูลคำถามที่มาพร้อมคำตอบ ในบทความนี้จะรวบรวมคำถาม 10 ข้อที่พบบ่อย พร้อมคำตอบที่ชัดเจน ที่จะช่วยให้ผู้อ่านทุกท่านมีความเข้าใจได้ในบทความนี้ Question : วีซ่า Non-B Visa คืออะไร ? Answer : Non-Immigrant B Visa คือ วีซ่าประเภทธุรกิจที่ออกให้แก่ชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาทำงาน หรือเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยเป็นพื้นฐานสำคัญก่อนที่จะยื่นขอ Work Permit (ใบอนุญาตทำงาน) ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้สามารถทำงานได้จริงในไทย โดยจะออกให้สำหรับผูัที่ประสงค์จะเดินทางมาไทยเพื่อทำงาน ติดต่อธุรกิจ เป็นต้น โดยทั่วไปแล้วจะอนุญาตให้พำนักอยู่ในประเทศไทยได้ 90 วัน และหากเมื่อได้รับใบอนุญาตทำงานแล้ว จึงสามารถยื่นขอต่อวีซ่า Non-B เป็นระยะเวลา 1 ปีได้  Question : วีซ่า Non-B Visa มีกี่ประเภท Answer :  : จะมี 2 ประเภท คือ  1.แบบเข้าได้ครั้งเดียว (Single-Entry) มีอายุ 3 เดือน นับจากวันที่ยื่นขอวีซ่า และใช้พำนักอยู่ในประเทศไทยได้ไม่เกิน 90 วัน 2.แบบเข้าได้หลายครั้ง (Multiple-Entry) มีอายุ 1 ปี นับจากวันที่ยื่นขอวีซ่า และใช้พำนักอยู่ในประเทศไทยได้ครั้งละไม่เกิน 90 วัน ออกให้เฉพาะกรณีติดต่อธุรกิจ Question : ต้องมี Work Permit ร่วมกับ Non-B Visa หรือไม่ ? Answer : แม้ว่าคุณจะมี Non-Immigrant B Visa แล้วก็ยัง ไม่สามารถทำงานได้ทันที จนกว่าจะได้รับใบอนุญาตทำงานจากกรมการจัดหางาน ซึ่งต้องยื่นขอแยกต่างหากหลังจากเข้ามาในไทยแล้วภายในเวลาที่กำหนด Question : คุณสมบัติและเงื่อนไขเบื้องต้นอะไรบ้างที่นายจ้างและต่างชาติต้องรู้ Answer : ในส่วนของนายจ้างต้องทราบถึงว่าบริษัทอยู่ในสถานะบริษัทที่ถูกต้องตามกฎหมาย  มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด มีพนักงานชาวไทยตามสัดส่วนที่กำหนด (ขึ้นกับประเภทธุรกิจและจำนวนต่างชาติ) พร้อมการเตรียมเอกสารรับรองการว่าจ้างให้ครบถ้วน และสำหรับชาวต่างชาติ จะต้องยื่นขอ Non-Immigrant […]

The post FAQs : รวมถาม – ตอบ คำถามพบบ่อย Non-B Visa วีซ่าทำงานในไทย appeared first on FDI.

]]>

การขอวีซ่าทำงานในไทย โดยเฉพาะประเภท Non-Immigrant B Visa เป็นหนึ่งในหัวข้อที่คนทำงานหรือนักลงทุนต่างชาติสอบถามกันเข้ามาจำนวนมาก เพราะมีหลายประเด็นที่ทั้งนายจ้างและผู้ถูกว่าจ้างต้องเข้าใจให้ถูกต้องก่อนดำเนินการจริง โดยผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงานจาก FDI Group ได้รวบรวมข้อมูลคำถามที่มาพร้อมคำตอบ ในบทความนี้จะรวบรวมคำถาม 10 ข้อที่พบบ่อย พร้อมคำตอบที่ชัดเจน ที่จะช่วยให้ผู้อ่านทุกท่านมีความเข้าใจได้ในบทความนี้

Question : วีซ่า Non-B Visa คืออะไร ?

Answer : Non-Immigrant B Visa คือ วีซ่าประเภทธุรกิจที่ออกให้แก่ชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาทำงาน หรือเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยเป็นพื้นฐานสำคัญก่อนที่จะยื่นขอ Work Permit (ใบอนุญาตทำงาน) ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้สามารถทำงานได้จริงในไทย โดยจะออกให้สำหรับผูัที่ประสงค์จะเดินทางมาไทยเพื่อทำงาน ติดต่อธุรกิจ เป็นต้น โดยทั่วไปแล้วจะอนุญาตให้พำนักอยู่ในประเทศไทยได้ 90 วัน และหากเมื่อได้รับใบอนุญาตทำงานแล้ว จึงสามารถยื่นขอต่อวีซ่า Non-B เป็นระยะเวลา 1 ปีได้ 

Question : วีซ่า Non-B Visa มีกี่ประเภท

Answer :  : จะมี 2 ประเภท คือ 

1.แบบเข้าได้ครั้งเดียว (Single-Entry) มีอายุ 3 เดือน นับจากวันที่ยื่นขอวีซ่า และใช้พำนักอยู่ในประเทศไทยได้ไม่เกิน 90 วัน

2.แบบเข้าได้หลายครั้ง (Multiple-Entry) มีอายุ 1 ปี นับจากวันที่ยื่นขอวีซ่า และใช้พำนักอยู่ในประเทศไทยได้ครั้งละไม่เกิน 90 วัน ออกให้เฉพาะกรณีติดต่อธุรกิจ

Question : ต้องมี Work Permit ร่วมกับ Non-B Visa หรือไม่ ?

Answer : แม้ว่าคุณจะมี Non-Immigrant B Visa แล้วก็ยัง ไม่สามารถทำงานได้ทันที จนกว่าจะได้รับใบอนุญาตทำงานจากกรมการจัดหางาน ซึ่งต้องยื่นขอแยกต่างหากหลังจากเข้ามาในไทยแล้วภายในเวลาที่กำหนด

Question : คุณสมบัติและเงื่อนไขเบื้องต้นอะไรบ้างที่นายจ้างและต่างชาติต้องรู้

Answer : ในส่วนของนายจ้างต้องทราบถึงว่าบริษัทอยู่ในสถานะบริษัทที่ถูกต้องตามกฎหมาย  มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด มีพนักงานชาวไทยตามสัดส่วนที่กำหนด (ขึ้นกับประเภทธุรกิจและจำนวนต่างชาติ) พร้อมการเตรียมเอกสารรับรองการว่าจ้างให้ครบถ้วน และสำหรับชาวต่างชาติ จะต้องยื่นขอ Non-Immigrant Visa B ก่อนเข้าประเทศ
รวมถึงดำเนินการด้าน Work Permit จากกรมการจัดหางานหลังจากเข้าประเทศแล้ว เตรียมพร้อมสำหรับเอกสารต่างๆ ที่ยังไม่หมดอายุ และหนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุ

Question : เอกสารอะไรบ้างที่ต้องเตรียมสำหรับยื่น Non-B Visa ?

Answer : เอกสารในเบื้องต้น เช่น แบบคำขอวีซ่า (ตม.7) พร้อมรูปถ่าย , หนังสือเดินทางที่ยังใช้ได้ไม่น้อยกว่า 6 เดือน , หนังสือรับรองการทำงาน/หลักฐานการว่าจ้างจากบริษัทไทย ปรึกษา FDI ให้คำปรึกษาได้เลยในทันที 

Question : ถ้ามี Non-B Visa แต่ยังไม่มี Work Permit จะทำงานได้หรือไม่ ?

Answer : จะไม่สามารถทำงานได้  แม้จะมี Non-B Visa ก็ยังถือว่าเป็นเพียงทะเบียนเข้าประเทศเท่านั้น ต้องยื่นขอ Work Permit และอนุญาตให้ทำงานจากกรมการจัดหางานก่อนจึงจะสามารถทำงานได้

Question : Non-B Visa อยู่ได้นานแค่ไหน?

Answer : หลังจากได้รับวีซ่า Non-B ที่สถานทูต จำนวนวันอนุญาตอยู่ทั่วไปคือประมาณ 90 วัน จากนั้นหากได้รับ Work Permit แล้วสามารถขออยู่ต่อได้เป็นระยะยาวขึ้น เช่น 1 ปี และสามารถต่ออายุได้ภายหลัง

Question : ถ้าเปลี่ยนจ้างงานใหม่ ต้องดำเนินการอย่างไร? 

Answer : กรณีเปลี่ยนงาน นายจ้างเดิมและนายจ้างใหม่ ต้องแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจาก Work Permit ระบุองค์กรที่ว่าจ้าง หากเปลี่ยนต้องยื่นขอแก้ไข Work Permit ใหม่ รวมถึงอาจต้องขอ Non-B Visa ใหม่หรือปรับเงื่อนไขการอยู่อาศัยภายหลังด้วย ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และระยะเวลาที่เหลือของวีซ่าของบุคคลนั้นๆ 

Question : ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นบริษัทในไทยและขอ Work Permit ได้หรือไม่?

Answer : สามารถทำได้ แต่ต้องพิจารณา สัดส่วนการถือหุ้น กฎหมาย FBA ที่ธุรกิจห้ามคนต่างด้าวทำหรือสามารถทำได้ และโครงสร้างบริษัทอย่างรอบคอบ บางกรณีต้องขอใบอนุญาตเพิ่มเติม เช่น FBL หรือสิทธิจาก BOI ในส่วนนี้สามารถปรึกษา FDI เพิ่มเติมเพื่อรับคำแนะนำได้เช่นกัน 

Question : ไม่เคยยื่นขอวีซ่า Non-B Visa และใบอนุญาตทำงานในไทย จะทำอย่างไรดี ? 

Answer : คลายทุกความกังวบใจ เพียงคุณปรึกษาเรา เราพร้อมให้คำแนะนำอย่างตรงจุด พร้อมดำเนินการดูแลด้านเอกสาร เป็นตัวแทนยื่นเอกสาร พร้อมกับชาวต่างชาติ ที่สามารถให้บริการได้รวดเร็ว ค่าใช้จ่ายเหมาะสม ร่วมพูดคุยกับเราได้เลยตอนนี้ 

การดำเนินการเรื่อง วีซ่าทำงานในไทย (Non-B Visa และ Work Permit) ไม่ใช่เพียงขั้นตอนยื่นเอกสารทั่วไป แต่เกี่ยวข้องกับกฎหมายคนเข้าเมือง กฎหมายแรงงาน โครงสร้างบริษัท ทุนจดทะเบียน และเงื่อนไขการจ้างงาน หากดำเนินการผิดพลาดอาจทำให้วีซ่าถูกปฏิเสธ เกิดความล่าช้า หรือกระทบต่อสถานะการทำงานในระยะยาว 

การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่าง FDI Group ในส่วนของบริการวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน เรามีความพร้อมในการสนับสนุนงานให้เป็นไปอย่างราบรื่น โดยทีมงานจะวิเคราะห์เคสเฉพาะบุคคล ตรวจสอบเอกสารให้ถูกต้อง เชื่อมโยงเงื่อนไขวีซ่ากับโครงสร้างธุรกิจ และดูแลต่อเนื่องตั้งแต่การยื่นคำขอจนถึงการต่ออายุหรือเปลี่ยนแปลงสถานะ ทำให้ทั้งนายจ้างและชาวต่างชาติสามารถวางแผนการทำงานในไทยได้อย่างมั่นใจ ประหยัดเวลา และหลีกเลี่ยงต้นทุนที่เกิดจากความผิดพลาดในอนาคต ซึ่งถือเป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงของธุรกิจในระยะยาวอย่างแท้จริง

ช่องทางติดต่อ 

  • Facebook : FDI Group – Business Consulting
  • Line : @fdigroup
  • Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895
  • E-mail : infojob@fdi.co.th
  • Website : www.fdi.co.th

見逃せないタイの役立つ情報ที่น่าสนใจ

คู่มือการขอใบประกอบกิจการ เพื่อขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร

FDI

การเริ่มต้นธุรกิจอาหารไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตอาหารขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องดำเนินการคือ การขอใบประกอบกิจการและใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร...

Read More

The post FAQs : รวมถาม – ตอบ คำถามพบบ่อย Non-B Visa วีซ่าทำงานในไทย appeared first on FDI.

]]>