การเริ่มต้นธุรกิจอาหารไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตอาหารขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องดำเนินการคือ การขอใบประกอบกิจการและใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร...
Read MoreThe post การลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) คืออะไร เป็นก้าวสำคัญสู่ Net Zero จริงหรือ ? appeared first on FDI.
]]>การปล่อยคาร์บอนที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นหนึ่งในตัวการหลักที่ขับเคลื่อน ภาวะโลกร้อน ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบเชิงภูมิอากาศที่รุนแรง เช่น อุณหภูมิสูงขึ้น การละลายของแผ่นน้ำแข็ง การเกิดภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง และผลกระทบต่อระบบนิเวศทั่วโลก จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ตามเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านของ
อย่างธนาคารกสิกรไทย ได้มีการสนับสนุน เชิญชวนกลุ่มธุรกิจเร่งปรับตัว เพื่อคว้าโอกาสใหม่ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยการมีสินเชื่อเพื่อการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม การดำเนินการด้านความยั่งยืน หรือสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านเพื่อเร่งสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Paris Agreement นอกจากนี้ยังมีบริการให้ความรู้แบบครบวงจรในด้าน Net Zero สนับสนุนองค์ความรู้ งานวิจัย ความร่วมมือระหว่างองค์กร ภาครัฐ และเอกชน เพื่อพัฒนา Climate Ecosystem ของประเทศไทยสู่ความยั่งยืน
Decarbonization คือ กระบวนการที่ประเทศ บุคคล หน่วยงานหรือองค์กรใดก็ตาม ที่มีการมุ่งเป้าเพื่อบรรลุการกำจัดคาร์บอนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลจนเหลือศูนย์สำหรับภาคพลังงาน กล่าวคือ การลดการปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยพลังงานไฟฟ้าที่สร้างขึ้น เพื่อลดความเข้มข้นของคาร์บอน โดยใช้การปรับปรุงกลยุทธ์มาใช้ เช่น ระบบการค้าคาร์บอน การดักจับคาร์บอน และการลงทุนในเทคโนโลยีและแหล่งพลังงานที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ
1. การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม
รัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศกำลังออกนโยบายและมาตรการด้านคาร์บอนเพิ่มขึ้น เช่น
องค์กรที่ไม่เตรียมตัวอาจต้องเผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้นและเสียเปรียบในตลาดโลก
2. นักลงทุนให้ความสำคัญกับ ESG
ปัจจุบันนักลงทุนและสถาบันการเงินเริ่มพิจารณาประเด็นด้าน Environmental, Social, Governance (ESG) มากขึ้น โดยบริษัทที่มีแผนลดคาร์บอนที่ชัดเจนมักได้รับความเชื่อมั่นและโอกาสในการลงทุนมากกว่า
3. ความคาดหวังของผู้บริโภค
ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การดำเนินธุรกิจแบบคาร์บอนต่ำ จึงเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กร และสร้างความไว้วางใจในแบรนด์ตราสินค้ามากยิ่งขึ้น
4. ความคาดหวังของผู้บริโภค
ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การดำเนินธุรกิจแบบคาร์บอนต่ำ จึงมักเลือกสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อโลกน้อยที่สุด เสมือนได้มีส่วนร่วมในการช่วยโลกในอีกรูปแบบ
โดยการคำนวณการปล่อยคาร์บอนขององค์กร เพื่อทราบแหล่งที่มาของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการวัดข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้องค์กรสามารถระบุจุดที่ปล่อยคาร์บอนมากที่สุดและการกำหนดแผนลดคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรและผลิตภัณฑ์ได้ในตอนนี้ คลิก!
2.การกำหนดเป้าหมายการลดคาร์บอน
หลังจากทราบระดับการปล่อยคาร์บอน องค์กรควรกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอน เช่น ลดการปล่อยคาร์บอน 20% ภายในปี 2030 โดยที่องค์กรชั้นนำหลายแห่งใช้แนวทาง Science-Based Targets (SBT) เพื่อให้เป้าหมายสอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ
3.การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน
โดยปรับการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานเป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการลดคาร์บอน เช่น การใช้เครื่องดักจับคาร์บอนในแต่ละเครื่องจักร หรือการใช้เครื่องจักรประหยัดพลังงาน เป็นต้น
4.การใช้พลังงานหมุนเวียน
หนึ่งในกลยุทธ์หลักของ Decarbonization คือการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ , พลังงานลม , พลังงานลม
5.พลังงานชีวมวล
โดยการปรับปรุงกระบวนการผลิต เช่น การใช้วัสดุคาร์บอนต่ำ , การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร
6.การจัดการคาร์บอนในซัพพลายเชน
ด้วยการขอข้อมูล และการดำเนินการร่วมกันกับ6. การจัดการคาร์บอนในซัพพลายเชน
7.การชดเชยคาร์บอน (Carbon Offset)
หากองค์กรดำเนินการเพื่อพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้วยังไม่สามารถลดคาร์บอนได้ทั้งหมด อาจใช้การ Carbon Offset เช่น Carbon Offset , โครงการปลูกป่า เพื่อชดเชยคาร์บอนในส่วนที่ยังเหลืออยู่
โดยต้องมี Decarbonization Strategy ที่จะเป็นแผนกลยุทธ์ที่องค์กรใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมทางธุรกิจ โดยครอบคลุมทั้งกระบวนการผลิต การใช้พลังงาน โลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้การดำเนินธุรกิจมีคาร์บอนต่ำลงอย่างต่อเนื่อง
การวางกลยุทธ์ดังกล่าวจะเริ่มจากการวัดปริมาณการปล่อยคาร์บอนขององค์กร จากนั้นกำหนดเป้าหมายการลดคาร์บอน และดำเนินมาตรการต่าง ๆ เช่น
โดยการลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) จะไม่ใช่เพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจ ที่ช่วยให้องค์กรบริหารความเสี่ยงและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว รวมถึงส่งเสริมทางด้านการตลาด และความยั่งยืนอีกด้วย
1.เพราะโลกกำลัง “เร่งลด” แบบที่ชะลอไม่ได้
รายงานของ IPCC ชี้ชัดว่า การจำกัดภาวะโลกร้อนให้ต่ำกว่า 2°C (และยิ่งกว่าในกรณี 1.5°C) จำเป็นต้องอาศัยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างรวดเร็วและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะจากภาคพลังงาน
2.เพราะทิศทาง Net Zero ต้องลดจริง ไม่ใช่ชดเชยอย่างเดียว
ด้วยประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายที่จะบรรลุ Carbon Neutrality ภายในปี 2050 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2065 ที่ประกาศนโยบายนี้ไว้อย่างเป็นทางการ และมีการติดตาม การประเมินในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เมื่อประเทศเดินหน้า ภาคธุรกิจย่อมถูกคาดหวังให้ปรับตัวตามเพื่อตอบสนองต่อนโยบายจากภาครัฐ ซึ่งเป็นแรงกระเพื่อมทั้งจากนโยบายและจากตลาด
หลายองค์กรเริ่มนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในการลดคาร์บอน เช่น
โดยสรุปแล้ว การลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) คือกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้องค์กรลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวัด Carbon Footprint การกำหนดเป้าหมายลดคาร์บอน การใช้พลังงานหมุนเวียน ไปจนถึงการจัดการห่วงโซ่อุปทาน
ในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ องค์กรที่สามารถวางกลยุทธ์ Decarbonization ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ช่องทางติดต่อ
The post การลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) คืออะไร เป็นก้าวสำคัญสู่ Net Zero จริงหรือ ? appeared first on FDI.
]]>The post 5R กับการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ แนวคิดในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน appeared first on FDI.
]]>แนวคิด 5R ไม่ได้เป็นเพียงแนวทางลดขยะเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วย ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพราะการผลิตสินค้า การขนส่ง และการกำจัดของเสีย ล้วนเป็นกระบวนการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ หากเราสามารถลดการใช้ทรัพยากรหรือหมุนเวียนทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ
ซึ่งในบทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า 5R คืออะไร ? และมีบทบาทอย่างไรในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ทั้งในระดับองค์กร และในระดับบุคคล เพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนไปพร้อมกัน
แนวคิด 5 R คืออะไร ?
5R คือ แนวทางในการจัดการทรัพยากรและลดปริมาณขยะอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นให้มนุษย์ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการสร้างของเสีย และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หลักการนี้เป็นแนวคิดสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่หลายประเทศทั่วโลกนำมาใช้ในการจัดการขยะและทรัพยากร
การนำหลักการ 5R มาใช้มีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างมาก ได้แก่
1. Refuse ปฏิเสธสิ่งที่ไม่จำเป็น
การปฏิเสธการใช้สิ่งของที่ก่อให้เกิดขยะตั้งแต่ต้นทาง เช่น การไม่รับถุงพลาสติกหรือหลอดพลาสติกเมื่อซื้อสินค้า การปฏิเสธสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์เกินความจำเป็น การเริ่มต้นจากการ “ไม่ใช้” จะช่วยลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้นได้มากที่สุด
2. Reduce ลดการใช้
การลดปริมาณการใช้ทรัพยากรและสินค้า เช่น การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก การเลือกซื้อสินค้าเท่าที่จำเป็น หรือการใช้เอกสารดิจิทัลแทนกระดาษ วิธีนี้ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและลดขยะตั้งแต่ต้นทาง
3. Reuse ใช้ซ้ำ
การนำสิ่งของที่ยังสามารถใช้งานได้กลับมาใช้ใหม่ เช่น การใช้ขวดน้ำแบบเติม การใช้กล่องอาหารซ้ำ หรือการนำถุงพลาสติกมาใช้ซ้ำ วิธีนี้ช่วยยืดอายุการใช้งานของสินค้าและลดการสร้างขยะใหม่
4. Repair ซ่อมแซม
การซ่อมแซมสิ่งของที่เสียหายแทนการซื้อใหม่ เช่น การซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า หรือเฟอร์นิเจอร์ แนวคิดนี้ช่วยลดการผลิตสินค้าใหม่ซึ่งต้องใช้พลังงานและทรัพยากรจำนวนมาก
5. Recycle รีไซเคิล
การนำวัสดุที่ใช้แล้ว เช่น กระดาษ พลาสติก แก้ว หรือโลหะ กลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ เพื่อสร้างสินค้าใหม่ ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัด
หลักการแนวคิด 5R ถือเป็นแนวคิดพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
ซึ่งมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดความคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ความเชื่อมโยงระหว่าง 5R กับการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์
สำหรับอุตสาหกรรมที่มีการผลิตสินค้า ชิ้นงานแต่ละอย่างล้วนแล้วแต่ต้องผ่านกระบวนการการผลิตหลายขั้นตอน เช่น
โดยในทุกขั้นตอนล้วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศ ดังนั้นเมื่อเรานำหลักการ 5R มาใช้ จะช่วยลดความจำเป็นในการผลิตสินค้าใหม่ ลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างมีนัยยะสำคัญ เนื่องจากหากมีการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการหมุนเวียนวัสดุสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญในระบบเศรษฐกิจโลก
ไม่เพียงแต่บุคคลทั่วไปเท่านั้นที่สามารถใช้แนวคิด 5R ได้ องค์กรและธุรกิจก็สามารถนำแนวคิดนี้ไปใช้เพื่อลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้เช่นกัน เช่น
ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ ยังช่วยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG (Environmental, Social, Governance) อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืนขององค์กรอีกด้วย
ในระดับบุคคลสามารถมีส่วนช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในชีวิตประจำวันด้วยการใช้แนวคิด 5R ได้จากการทำสิ่งง่ายๆ เช่น
สำหรับพฤติกรรมเล็ก ๆ เหล่านี้ อาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เมื่อเกิดขึ้นในวงกว้างที่ร่วมกันทำมากขึ้น จะสามารถช่วยลดปริมาณขยะและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมหาศาล
โดยสรุปแล้วสำหรับแนวคิด 5R นั้น เป็นแนวคิดที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้จริงเพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มจากการปฏิเสธสิ่งที่ไม่จำเป็น ลดการใช้ ใช้ซ้ำ ซ่อมแซม และรีไซเคิล ซึ่งช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ลดปริมาณขยะ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แนวคิด 5R จึงไม่ได้เป็นเพียงการจัดการขยะเท่านั้น แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และสร้างสังคมที่ยั่งยืนในระยะยาว
ช่องทางติดต่อ
The post 5R กับการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ แนวคิดในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน appeared first on FDI.
]]>The post คู่มือการขอใบประกอบกิจการ เพื่อขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร appeared first on FDI.
]]>นิยามของคำว่า “สถานที่ผลิตอาหาร” คือ เป็นสถานที่ที่ใช้ผลิตและจัดการเกี่ยวกับอาหารตลอดทั้งกระบวนการ ที่รวมตั้งแต่การจัดหา รับ และจัดเก็บวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการแปรรูปสินค้า โดยรวมไปถึงการแบ่งบรรจุสินค้าเพื่อกระจายจำหน่ายไปให้แก่ผู้บริโภคด้วย
1. สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกกฎหมาย ไม่ต้องกังวลใจในการดำเนินงาน
ธุรกิจที่ไม่มีใบอนุญาต หากตรวจพบ อาจถูกสั่งปิดหรือถูกดำเนินคดีได้ โดยไม่ได้สนใจว่าแบรนด์นั้นจะติดตลาดหรือมีขนาดใหญ่มากน้อยเท่าใด หากทำผิดกฏหมายก็จะโดนดำเนินคดีเนื่องจากไม่มีใบอนุญาตดังกล่าว
2. เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าและคู่ค้า
ลูกค้าและคู่ค้าจะเชื่อมั่นในธุรกิจ แบรนด์ ที่มีใบอนุญาตผลิตอาหารอย่างถูกต้อง เชื่อมั่นว่ากระบวนการผลิตเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง สะอาดและปลอดภัย มีมาตรฐานที่สำคัญที่ผ่านการตรวจสอบแล้วเรียบร้อย
ซึ่งกองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า สถานที่ผลิตอาหารที่เข้าข่ายโรงงานและไม่เข้าข่าย สามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ
1.สถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตอาหารที่ใช้เครื่องมือ เครื่องจักรในการผลิตอาหาร รวมต่ำกว่า 50 แรงม้า และใช้คนงานต่ำกว่า 50 คน
2.สถานที่ผลิตอาหารที่เข้าข่ายโรงงาน โดยเป็นสถานที่ผลิตอาหารที่ใช้เครื่องมือ เครื่องจักร ในการผลิตอาหาร ซึ่งรวมตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไป หรือใช้คนงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป
1.ส่วนของการขอตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร
2.ส่วนของการขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร
ในส่วน 1 : การขอตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร
ขั้นตอนที่ 1 : เข้าใช้งานระบบ e-Submission ศึกษารายละเอียด เพื่อเข้าใช้งานระบบ
ขั้นตอนที่ 2 : เปิดสิทธิ์เพื่อเข้าใช้งานระบบ e-Submission และยื่นขอจัดทำฐานข้อมูลหลักผู้ประกอบการ ซึ่งต้องมีการเตรียมเอกสารตามแบบที่ได้กำหนดไว้ให้ครบถ้วน
ขั้นตอนที่ 3 : ยื่นคำขอเพื่อตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหารและชำระเงินค่าคำขอตรวจประเมินเบื้องต้นผ่านระบบออนไลน์
ขั้นตอนที่ 4 : การรับตรวจประเมินและรายงานผลการตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร โดยสามารถอ่านรายละเอียดคู่มือการยื่นคำขอตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหารได้ที่นี่
ในส่วน 2 : การขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร
โดยสามารถยื่นผ่านระบบ e-Submission โดยเตรียมเอกสารตามคู่มือและชำระเงินค่าคำขอและค่าธรรมเนียมใบอนุญาตผลิตอาหาร
หากคุณกำลังเริ่มต้นธุรกิจและไม่แน่ใจว่าต้องขอใบอนุญาตอะไรบ้าง FDIグループ พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้นจนสามารถดำเนินธุรกิจได้จริง สามารถติดต่อเราได้ ร่วมพูดคุยและปรึกษา ทุกการดำเนินงานเป็นเรื่องง่ายเพียงคุณปรึกษาเรา
ช่องทางติดต่อ
The post คู่มือการขอใบประกอบกิจการ เพื่อขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร appeared first on FDI.
]]>The post เจ้าของกิจการต้องอ่านเรื่องนี้ ! คู่มือก่อนจ้างต้องรู้กฎหมายแรงงานต่างด้าว appeared first on FDI.
]]>ในหลายกิจการเมื่อธุรกิจเติบโตหรือขยายสาขาเพิ่มมากขึ้น การใช้แรงงานคนในการเป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน เพื่อให้การดำเนินงานนั้นสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เช่น งานที่ต้องให้การบริการด้วยคน งานประมง งานอุตสาหกรรม ที่แรงงานไทยนั้นไม่นิยมทำ จึงเป็นช่องว่างที่แรงงานต่างด้าวเข้ามาเป็นแรงงานทดแทนในส่วนนี้ และยังเป็นตัวช่วยที่น่าสนใจในเรื่องของค่าตอบแทนขั้นต่ำไว้อย่างชัดเจนอีกด้วย
1.ด้านของสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลของกองทุนประกันสังคม ซึ่งแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฏหมายจะสามารถใช้สวัสดิการดังกล่าวได้ รวมถึงสวัสดิการกองทุนเงินทดแทน โดยเงินทดแทนตามกฏหมายว่าด้วยกองทุนเงินทดแทนกรณีเกิดอุบัติเหตุขึ้นจากการทำงาน
2.ค่าแรงขั้นต่ำถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนสำหรับงานแต่บะประเภทที่เข้ามาทำ ซึ่งหากเทียบกับค่าแรงในประเทศของแรงงานต่างด้าวนั้นถือว่าในไทยค่อนข้างสูงกว่ามาก
3.ไทยยังต้องการและขาดแคลนแรงงานต่างด้าว ที่จะเข้ามาทำงานที่คนไทยไม่นิยมทำ
4.การเดินทางและเคลื่อนย้ายแรงงานสามารถทำได้ง่าย ด้วยการข้ามพรมแดนมายังไทยได้สะดวก สามารถเดินทางด้วยรถยนต์อีกทั้งราคาค่าโดยสารค่อนข้างมีราคาถูก
ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็น 4 เหตุผลหลักที่ผู้ประกอบการนิยมจ้างแรงงานต่าวด้าวเข้ามาขับเคลื่อนเเละเป็นส่วนหนึ่งในการทำธุรกิจดังกล่าวในไทย
โดยนายจ้างนั้นต้องเข้าใจกฏหมายแรงงานต่างด้าวว่าต้องดำเนินการอย่างไร รวมถึงการยื่นขอเอกสาร การต่ออายุใบอนุญาต การรายงานตัวของลูกจ้าง ซึ่งต้องให้ความสำคัญในประเด็นดังกล่าว
กฎหมายแรงงานต่างด้าว คือกฎหมายที่ควบคุมการทำงานของชาวต่างชาติในประเทศไทย โดยกำหนดเงื่อนไขการทำงาน สิทธิ หน้าที่ และข้อจำกัดของทั้งนายจ้างและลูกจ้างต่างชาติ
กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
กฎหมายแรงงานต่างด้าวมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการทำงานของชาวต่างชาติ และรักษาสมดุลของตลาดแรงงานในประเทศ
1. การจ้างแรงงานต่างด้าวในไทย ส่วนใหญ่เป็นงานที่ต้องมีการใช้แรงงานซึ่งมักจะทำการจ้างงานภายใต้ข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศ (MOU) สำหรับต่างด้าว ได้แก่ ลาว เมียนมา กัมพูชา และ เวียดนาม
2. งานบางประเภทห้ามชาวต่างชาติทำเด็ดขาด เช่น แกะสลักไม้ , ทำเครื่องเงิน , ทำพระพุทธรูป เป็นต้น และ อาชีพที่สามารถทำได้ แบบไม่มีเงื่อนไข เช่น อาชีพกรรมกร ส่วนในแบบทำได้แต่มีเงื่อนไข กล่าวคือ ต่างด้าวต้องเป็นลูกจ้าง เป็นงานที่ขาดแคลนแรงงาน อนุญาตให้ทำแต่ต้องไม่กระทบต่อการมีงานทำของคนไทย เช่น ทำรองเท้า , กสิกรรม เป็นต้น โดยสามารถอ่านรายละเอียดต่อได้ที่ : ข้อมูลอาชีพห้ามคนต่างด้าวทำ โดยสำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรสงคราม
3.การมีวีซ่าและใบอนุญาตทำงานที่ถูกต้อง ตามที่ปกฏหมายระบุไว้
กฏหมายแรงงานต่างด้าวกำหนดให้นายจ้างต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดหลายประการ เช่น
1.แจ้งการจ้างงาน ซึ่งต้องมีการแจ้งแรงงานต่างด้าวที่เกี่ยวข้องหลังจากตกลงรับเข้าทำงาน
2.ห้ามมีการจ้างงานคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน
3.แจ้งทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง เช่น พนักงานลาออก นายจ้างต้องแจ้งหน่วยงานรัฐทุกครั้งภายในระยะเวลาที่กำหนด
4.ห้ามจ้างงานแบบผิดกฏหมาย ซึ่งแน่นอนว่าหากทำเช่นนั้นทั้งนายจ้างและลูกจ้างต้องอยู่แบบหลบๆซ่อนๆ ถ้าหากโดนตรวจสอบต้องมีการดำเนินคดีตามกฏหมาย นายจ้างมีความผิด โดนดำเนินการทางกฏหมายตามมา

ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาทต่อคนงานต่างด้าวที่จ้าง 1 คน และถ้าหากทำผิดซ้ำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงจะถูกห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลาถึง 3 ปี
ถ้าหากแอบลักลอบทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือสิทธิที่จะทำได้ คนต่างด้าวต้อวงระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และเมื่อชำระค่าปรับแล้วจะถูกส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร รวมถึงห้ามขอใบอนุญาตทำงานภายใน 2 ปี นับแต่วันที่โดนลงโทษ
ไม่พลาดทุกเนื้อหาดี ๆ เพียงคุณติดตามเว็บไซต์เอฟ ดี ไอ ได้เลยตอนนี้ ที่ปรึกษาธุรกิจครบวงจร เหมาะกับผู้ประกอบการ นายจ้าง บริษัททุกองค์กรที่ทำธุรกิจในไทย ไม่พลาดทุกเนื้อหา เทรนด์ธุรกิจ ข่าวสารสาระความรู้ดีๆ ร่วมพูดคุยและติดต่อเราได้เลยตอนนี้
ช่องทางติดต่อ
The post เจ้าของกิจการต้องอ่านเรื่องนี้ ! คู่มือก่อนจ้างต้องรู้กฎหมายแรงงานต่างด้าว appeared first on FDI.
]]>The post รู้จักกับ “Smart mobility” ยกระดับคุณภาพชีวิตสู่การเป็น Smart City อย่างแท้จริง appeared first on FDI.
]]>มาร่วมกันสำรวจ พร้อมหาคำตอบในบทความนี้ ที่จะพาไปรู้จักกับ “Smart mobility” ด้านการวางแผนเมืองและระบบการขนส่งอัจฉริยะ พร้อมแนวทางใช้งานจริง กับประโยชน์ต่อพลเมือง และการออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในระดับสากลกันผ่านบทความนี้
สำหรับ Smart mobility เป็นส่วนสำคัญของแกนการพัฒนาที่จะนำไปสู่ Smart City อย่างเต็มตัว โดยเป็นการพัฒนาโครงข่ายสัญจรอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล (ฺBig Data) ระบบอัตโนมัติ โครงข่ายเชื่อมต่อ และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ของผู้คนและขนส่งสินค้าในเมือง การอุตสาหกรรม ไปจนถึงการท่องเที่ยวในประเทศ
をディスカッショントピックスとし、 Depa ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า การพัฒนาเมืองอัจฉริยะมีมิติการพัฒนาได้หลายด้าน มีมิติที่สำคัญ 7 ด้านคือ 1) สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) 2) การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) 3) การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) 4) พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) 5) พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) 6) เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) 7) การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance)
เพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบการเดินทางที่ชาญฉลาด ปลอดภัย ยั่งยืน และตอบโจทย์คนเมือง โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล และนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ “ระบบการเดินทางที่ชาญฉลาด ปลอดภัย ยั่งยืน และตอบโจทย์คนเมือง” โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล และนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น
ที่จะมีส่วนช่วยสำคัญในการลดเวลาการเดินทาง ลดความแออัด และทำให้ระบบขนส่งทำงานได้ราบรื่นมากขึ้น ผ่านการใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์และระบบจัดการจราจรอัจฉริยะ เพื่ออำนวยความสะดวกให้การเปลี่ยนทางสัญจรง่ายขึ้น เป็นระบบมากยิ่งขึ้น
Smart Mobility ใช้เทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบเซนเซอร์ข้อมูลจราจร และระบบจัดการแบบเรียลไทม์ ระบบวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อบริหารจัดการการไหลของยานพาหนะและปรับสัญญาณไฟจราจรอย่างเหมาะสม
สนับสนุนการใช้ขนส่งสาธารณะ ยานยนต์ไฟฟ้า การเดิน และการปั่นจักรยาน เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวให้น้อยลงในชีวิตประจำวัน ที่จะส่งผลทำให้การคมนาคมนั้น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดน้อยลง
เมื่อการเดินทางสะดวกและปลอดภัย จะลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงความรุนแรงจากการคมนาคมให้ลดน้อยลง และแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดได้ ประชาชนจะมีเวลาและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดความเครียดจากการจราจร มีเวลามากขึ้นในการไปทำกิจกรรมอื่นๆ และเพิ่มความน่าอยู่ของเมือง
Smart Mobility เป็นหนึ่งในเสาหลักของ Smart City เพราะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการเมืองอย่างบูรณาการ ตั้งแต่ด้านการคมนาคม ด้านสภาพแวดล้อม ด้านความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และความปลอดภัยในทุกด้าน
Smart Mobility เป็นแกนสำคัญของการพัฒนาสู่ Smart City เพราะระบบการเดินทางคือ “โครงสร้างพื้นฐานหลัก” ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนเข้าด้วยกัน หากเมืองมีการเดินทางที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และการนำเอาพลังงานสะอาดมาใช้ จะช่วยลดการจราจรที่ติดขัด ลดการปล่อยมลพิษ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ Smart Mobility ยังใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีแบบเรียลไทม์เพื่อบริหารจัดการการจราจรอย่างชาญฉลาด ทำให้เมืองตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้รวดเร็วและยั่งยืน ดังนั้น Smart Mobility จึงเป็นหัวใจที่ทำให้ Smart City ขับเคลื่อนไปได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะในมิติของทางด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม
1.ยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์อัจฉริยะ
การรองรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เช่น รถบัสไฟฟ้าหรือรถยนต์คมนาคมสาธารณะ เป็นส่วนสำคัญของ Smart Mobility ที่ช่วยลดมลพิษและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว
2.ระบบแชร์รถและจักรยาน
ระบบแชร์จักรยาน (Bike-sharing) และบริการแชร์รถช่วยลดจำนวนรถยนต์ส่วนตัวบนท้องถนน ส่งผลให้ปัญหาการติดขัดและมลพิษลดลงไปด้วย ซึ่งเป็นที่นิยมในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก
3.การจัดการข้อมูลจราจรแบบเรียลไทม์
การใช้แพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และแพลตฟอร์มควบคุมการสัญจรช่วยให้เมืองสามารถประสานงานระหว่างระบบต่าง ๆ ในภาพรวม ทำให้การตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินหรือการเปลี่ยนแปลงความต้องการเดินทางได้ดีขึ้น
4.แอปพลิเคชัน and MaaS
Mobility as a Service (MaaS) คือบริการที่รวมหลายระบบการเดินทางไว้ในแอปเดียว ทำให้ผู้คนสามารถวางแผนการเดินทาง จองตั๋ว หรือตรวจสอบเวลาการเดินทางได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น ระบบแผนที่ที่รวมการเดินทางหลายรูปแบบ
Smart Mobility ไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทางที่ทันสมัย ตอบโจทย์ยุคปัจจุบัน แต่คือกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนเมืองสู่ความเป็น Smart City อย่างแท้จริง ด้วยการใช้เทคโนโลยี ข้อมูล และนวัตกรรมมาบริหารจัดการระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น Smart Mobility จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเมืองยุคใหม่ที่แข่งขันได้และสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
The post รู้จักกับ “Smart mobility” ยกระดับคุณภาพชีวิตสู่การเป็น Smart City อย่างแท้จริง appeared first on FDI.
]]>The post รายงานตัว 90 วัน สำหรับต่างชาติพำนักในไทย ต้องทำอย่างไรบ้าง ? appeared first on FDI.
]]>The post รายงานตัว 90 วัน สำหรับต่างชาติพำนักในไทย ต้องทำอย่างไรบ้าง ? appeared first on FDI.
]]>The post CO2e ในรายงานด้านสิ่งแวดล้อม คืออะไร ? พร้อมตัวอย่างการคำนวณ appeared first on FDI.
]]>The post CO2e ในรายงานด้านสิ่งแวดล้อม คืออะไร ? พร้อมตัวอย่างการคำนวณ appeared first on FDI.
]]>The post FDI Group จัดอบรม “In-house Training” ให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย appeared first on FDI.
]]>The post FDI Group จัดอบรม “In-house Training” ให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย appeared first on FDI.
]]>The post เอกสาร Work Permit ต้องใช้อะไรบ้าง? รวมคำถามพบบ่อยเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน appeared first on FDI.
]]>The post เอกสาร Work Permit ต้องใช้อะไรบ้าง? รวมคำถามพบบ่อยเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน appeared first on FDI.
]]>The post FAQs : รวมถาม – ตอบ คำถามพบบ่อย Non-B Visa วีซ่าทำงานในไทย appeared first on FDI.
]]>The post FAQs : รวมถาม – ตอบ คำถามพบบ่อย Non-B Visa วีซ่าทำงานในไทย appeared first on FDI.
]]>