วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา พร้อมวิธีใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี 2569

วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา พร้อมวิธีใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี 2569

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ผู้มีรายได้ในประเทศไทย ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์ เจ้าของกิจการรายย่อย หรือผู้มีรายได้หลายทาง ปกติจะมีการยื่นแบบแสดงรายการปีละ 1 ครั้ง (ยื่นแบบในช่วงวันที่ 1 มกราคม ถึงภายในวันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป) และสำหรับผู้มีรายได้จากบางประเภท เช่น ธุรกิจ เช่าทรัพย์สิน (ประเภท 5 – 8) จะต้องยื่นรายได้ครึ่งปีสำหรับรายได้ระหว่าง 1 มกราคม – 30 มิถุนายน ภายในช่วง 1 กรกฏาคม – 30 กันยายน ของปีนั้น ทั้งนี้ควรตรวจสอบทุกปีอีกครั้งหากมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขอื่นๆ จากทางกรมสรรพากร

โดยการเข้าใจ “วิธีคำนวณภาษี” และ “การใช้สิทธิ์ลดหย่อนอย่างถูกต้อง” จะช่วยให้ผู้เสียภาษีสามารถวางแผนการเงินได้ดีขึ้น สามารถทราบถึงการลดหย่อนภาษีอย่างถูกกฎหมาย และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการยื่นภาษีผิดพลาดได้ 

โดยในบทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจ วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอย่างเป็นขั้นตอน พร้อมอธิบาย สิทธิ์ลดหย่อนภาษี เพื่อเป็นแนวทางในการทำความเข้าใจสำหรับมือใหม่หรือผู้ที่ต้องการอัพเดทข้อมูลการยื่นภาษีในปี 2569 นี้ 

 

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คืออะไร และใครบ้างที่ต้องเสียภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่จัดเก็บจาก “รายได้” ของบุคคลธรรมดาที่เกิดขึ้นในรอบปีภาษี ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าบริการ อาชีพอิสระ ค่าเช่า ดอกเบี้ย หรือรายได้อื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด

ผู้มีหน้าที่เสียภาษี ได้แก่

  • บุคคลธรรมดาที่มีรายได้ในประเทศไทยโดยเกณฑ์รายได้ถึงฐานที่ต้องเสียภาษี 
  • ผู้มีรายได้จากต่างประเทศและนำเงินเข้ามาในประเทศไทยตามเงื่อนไข
  • ชาวต่างชาติที่มีเงินได้จากการทำงานหรือกิจกรรมในไทย (ในบางกรณี)โดยหลักเกณฑ์การจัดเก็บและอัตราภาษีอยู่ภายใต้ประมวลรัษฎากรของกรมสรรพากร 

เงินได้ที่ต้องเสียภาษี มีอะไรบ้าง ?

สำหรับเงินได้ที่ต้องเสียภาษี คือ เงินได้หรือรายได้ที่เราได้รับจากการทำงาน เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส บำนาญ เป็นต้น

ขั้นตอนและวิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 

ขั้นตอนที่ 1 : รวบรวมข้อมูล “เงินได้ทั้งหมด” ตลอดปีภาษี

ขั้นตอนแรกของการคำนวณภาษี คือการรวบรวมเงินได้พึงประเมิน ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปีภาษี เช่น

  • เงินเดือน โบนัส ค่าจ้าง
  • ค่าบริการจากการรับจ้างหรืออาชีพอิสระ
  • รายได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน
  • รายได้จากธุรกิจส่วนตัว

ยอดรวมนี้เรียกว่า “เงินได้ทั้งหมด” ซึ่งยังไม่ใช่ฐานภาษีสุดท้าย เพราะยังสามารถนำไปหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนได้เพิ่มเติม 

 

ขั้นตอนที่ 2 : หัก “ค่าใช้จ่าย” ตามประเภทเงินได้

หลังจากได้ยอดเงินได้ทั้งหมดแล้ว ผู้เสียภาษีมีสิทธิหักค่าใช้จ่าย ตามประเภทของรายได้ สำหรับผู้รายได้โดยรับเป็นเงินเดือน (เงินได้ประเภทที่ 1) สามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่ายได้

  • 50% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

หากเป็นรายได้ประเภทอื่น เช่น ค่าจ้างอิสระ หรือธุรกิจส่วนตัว จะมีอัตราหักค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่่งเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะได้ยอดที่เรียกว่า “เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย”

 

ขั้นตอนที่ 3 : หัก “ค่าลดหย่อนภาษี” ตามสิทธิที่มี

ค่าลดหย่อนภาษี คือสิทธิประโยชน์ที่กฎหมายให้แก่ผู้เสียภาษี เพื่อลดฐานภาษีลงอีกขั้นก่อนนำไปคำนวณภาษีจริง

กลุ่มค่าลดหย่อนพื้นฐาน

  • ลดหย่อนส่วนตัวของผู้มีเงินได้
  • ลดหย่อนคู่สมรส (กรณีไม่มีเงินได้)
  • ลดหย่อนบุตรตามเงื่อนไข
  • ค่าเลี้ยงดูบิดามารดา หรือผู้พิการตามกฎหมาย

กลุ่มประกันและเงินออม

  • เบี้ยประกันชีวิต
  • เบี้ยประกันสุขภาพ (ตนเองและบิดามารดา)
  • เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  • RMF / SSF / กบข. / กอช. โดยมียอดรวมสูงสุดตามเพดานที่กฎหมายกำหนด (ในระบบปัจจุบันเพดานรวมไม่เกิน 500,000 บาท)

กลุ่มค่าลดหย่อนอื่น ๆ

  • ดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย
  • เงินบริจาคเพื่อการศึกษา หรือสาธารณประโยชน์ (มีเพดาน)

หลังหักค่าลดหย่อนทั้งหมดแล้ว จะได้ยอดที่เรียกว่าเงินได้สุทธิ ซึ่งเป็นฐานในการคำนวณภาษีจริง

 

ขั้นตอนที่ 4 : คำนวณภาษีด้วยอัตราภาษีแบบขั้นบันได

ประเทศไทยใช้อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบ Progressive Rate หรือขั้นบันได กล่าวคือ ยิ่งมีเงินได้สุทธิมาก อัตราภาษีในแต่ละช่วงก็จะสูงขึ้นตามรายได้อัตราภาษีที่ใช้ในปัจจุบัน มีดังนี้

  • 0 – 150,000 บาท : ยกเว้นภาษี
  • 150,001 – 300,000 บาท : อัตราภาษี 5 %
  • 300,001 – 500,000 บาท : อัตราภาษี 10 %
  • 500,001 – 750,000 บาท : อัตราภาษี 15 %
  • 750,001 – 1,000,000 บาท : อัตราภาษี 20 %
  • 1,000,001 – 2,000,000 บาท : อัตราภาษี 25 %
  • 2,000,001 – 5,000,000 บาท : อัตราภาษี 30 %
  • เกิน 5,000,000 บาทขึ้นไป : อัตราภาษี 35 %

การคำนวณต้องแยกคิดตามช่วง ไม่ใช่นำเงินได้สุทธิทั้งหมดไปคูณอัตราเดียว

 

ยกตัวอย่าง การคำนวณภาษีแบบขั้นบันไดที่เข้าใจง่าย

นาย AA มีรายได้ทั้งปี 580,000 บาท ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และค่าลดหย่อนจากประกันสังคมอีก 9,000 บาท สามารถคำนวณภาษีในอัตราขั้นบันไดได้ดังนี้ 

1.เงินได้ทั้งปี 580,000 บาท 

2.หักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท (50 % ของ 580,000 คือ 290,000 แต่สามารถหักได้สูงสุดคือ 100,000) 

3.หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท + ประกันสังคมอีก 9,000 = 69,000 บาท

4.เงินได้สุทธิ : 580,000 – 100,000 – 69,000 = 411,000 บาท

5.การคำนวณภาษี 

ขั้นที่ 1 (0 – 150,000) : ได้รับการยกเว้น = 0 บาท

ขั้นที่ 2 (150,001 – 300,000) : (300,000 – 150,000) x 5% = 7,500 บาท

ขั้นที่ 3 (300,001 – 500,000) : (411,000 – 300,000) x 10% = 11,100 บาท 

รวมภาษีที่ต้องชำระ : 0 + 7,500 + 11,100 = 18,600 บาท

จากตัวอย่างข้างต้นสรุปได้ว่า : นาย AA ต้องเสียภาษีเป็นจำนวนเงิน 18,600 บาท

 

ตัวอย่างสูตรการคำนวณภาษีแบบสั้น ๆ 

หลักการคำนวณภาษี สรุปแบบสั้น ๆ ก็คือ

  • สูตรการคำนวณหาเงินได้สุทธิ 

เงินได้สุทธิ = เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน

  • สูตรการคำนวณหาภาษีจากเงินได้สุทธิ

ภาษีที่ต้องจ่าย = เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี 

 

แนวทางใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีปี 2569 ให้คุ้มค่า

ผู้เสียภาษีควรเริ่มวางแผนลดหย่อนตั้งแต่ต้นปี ไม่ใช่รอปลายปี เพราะบางสิทธิ์ต้องอาศัยการลงทุนหรือชำระเงินล่วงหน้า เช่น กองทุนหรือประกัน

แนวทางที่แนะนำ ได้แก่

  • ตรวจสอบสิทธิ์ลดหย่อนพื้นฐานให้ครบถ้วน ว่ามีโครงการใดของภาครัฐที่่สนับบ้าง เช่น เที่ยวดีมีคืน หรืออื่น ๆ 
  • วางแผนเงินออมผ่าน RMF / SSF ให้เหมาะกับฐานรายได้ของตนเอง
  • เลือกประกันที่ให้ความคุ้มครองที่คุ้มค่า เหมาะกับวิถีชีวิตของตนเอง ครอบคลุมทุกไลพ์สไตล์ และสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้จริง
  • เก็บเอกสารและหลักฐานทุกประเภทให้ครบถ้วน

ข้อมูลสิทธิ์ลดหย่อนควรตรวจสอบกับประกาศล่าสุดของกรมสรรพากรทุกปี เนื่องจากอาจมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขจากเดิมได้ 

การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ใช่เรื่องซับซ้อน หากเข้าใจขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การรวมรายได้ การหักค่าใช้จ่าย การใช้สิทธิ์ลดหย่อน ไปจนถึงการคำนวณอัตราภาษีแบบขั้นบันได

สำหรับปีภาษี 2569 การวางแผนใช้สิทธิ์ลดหย่อนอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ผู้มีรายได้จ่ายภาษีสามารถบริหารจัดการภาษีได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นการลดหย่อนโดยไม่ผิดกฎหมาย และเสริมสร้างวินัยทางการเงินในระยะยาวได้เป็นอย่างดีอีกด้วย 

 

ช่องทางติดต่อ 

  • Facebook : FDI Group – Business Consulting
  • Line : @fdigroup
  • Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895
  • E-mail : infojob@fdi.co.th
  • Website : www.fdi.co.th

 

見逃せないタイの役立つ情報ที่น่าสนใจ