หลายคนมองว่าการยื่นภาษีเป็นเพียงภาระที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ในความเป็นจริง ภาษีคือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เจ้าของกิจการมองเห็นภาพรวมทางการเงินของธุรกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การจัดการภาษีอย่างถูกต้องไม่เพียงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับกิจการ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนการเงินเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
เจ้าของกิจการต้องยื่นภาษีอะไรบ้าง ?
การดำเนินธุรกิจไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ล้วนมีหน้าที่ด้านภาษีที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย โดยประเภทของภาษีที่ต้องยื่นจะแตกต่างกันไปตามลักษณะและรูปแบบของกิจการ ซึ่งภาษีสำคัญที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ มีดังนี้
1. ภาษีเงินได้
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
สำหรับกิจการที่ดำเนินงานในรูปแบบบุคคลธรรมดาและยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล รายได้ที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการจะถือเป็นรายได้ของเจ้าของกิจการโดยตรง ซึ่งจัดเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร
เจ้าของกิจการมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนี้
- ภ.ง.ด.94 สำหรับการยื่นภาษีครึ่งปี
- ภ.ง.ด.90 สำหรับการยื่นภาษีประจำปี
法人税
ในกรณีที่กิจการจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จะมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งมีหลักเกณฑ์และวิธีคำนวณภาษีแตกต่างจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยจะคำนวณจากกำไรสุทธิของกิจการ หรือรายได้หลังหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายกำหนด
แบบภาษีที่ต้องยื่น ได้แก่
- ภ.ง.ด.51 สำหรับการยื่นภาษีครึ่งปี
- ภ.ง.ด.50 สำหรับการยื่นภาษีประจำปี
2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
กิจการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ไม่ว่าจะดำเนินกิจการในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
ปัจจุบันภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บในอัตรา 7% ของมูลค่าสินค้าหรือบริการ โดยผู้ประกอบการต้องคำนวณภาษีจากส่วนต่างระหว่างภาษีขายและภาษีซื้อ ดังนี้
- ภาษีขาย คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากลูกค้า
- ภาษีซื้อ คือ ภาษีที่จ่ายจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการจากผู้ประกอบการที่จด VAT
จากนั้นต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 และนำส่งภาษีให้กรมสรรพากรเป็นประจำทุกเดือน
3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
กิจการที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในกรณีที่มีการจ่ายเงินได้บางประเภทให้แก่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เช่น ค่าบริการ ค่าจ้าง ค่าเช่า หรือค่าวิชาชีพ ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
ภาษีที่หักไว้จะต้องนำส่งกรมสรรพากรภายในกำหนดเวลา และทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้จ่ายเงินจะต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (หนังสือรับรองตามมาตรา 50 ทวิ) ให้แก่ผู้รับเงินเพื่อใช้เป็นหลักฐานทางภาษี
4. ภาษีอื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับธุรกิจ
นอกจากภาษีหลักข้างต้นแล้ว บางกิจการอาจมีหน้าที่เสียภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นเพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจและลักษณะการดำเนินงาน เช่น
- ภาษีธุรกิจเฉพาะ
- อากรแสตมป์
- ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
- ภาษีป้าย
ดังนั้น เจ้าของกิจการควรศึกษาภาระภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนอย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ลดความเสี่ยงจากค่าปรับ และวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
ทำไมผู้ประกอบการจึงควรรู้เรื่องภาษี? สิทธิประโยชน์ทางภาษีมีอะไรบ้าง?
ภาษีเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการทุกคนควรให้ความใส่ใจ เพราะไม่เพียงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจบริหารจัดการต้นทุน วางแผนการเงิน และเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว การมีความรู้ด้านภาษีจะช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดในการดำเนินงาน รวมถึงสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ภาครัฐกำหนดไว้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ประโยชน์ของการมีความรู้ด้านภาษีสำหรับผู้ประกอบการ
1. ลดความเสี่ยงจากค่าปรับและปัญหาทางกฎหมาย
การยื่นภาษีไม่ถูกต้อง ยื่นล่าช้า หรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกรมสรรพากร อาจส่งผลให้ธุรกิจต้องเสียเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม หรือถูกตรวจสอบทางภาษีได้ การมีความเข้าใจเรื่องภาษีจะช่วยลดความผิดพลาดและทำให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น
2. วางแผนการเงินและกระแสเงินสดได้ดีขึ้น
ภาษีถือเป็นต้นทุนส่วนหนึ่งของธุรกิจ หากผู้ประกอบการสามารถวางแผนภาษีได้อย่างเหมาะสม จะช่วยให้คาดการณ์ค่าใช้จ่ายล่วงหน้าและบริหารสภาพคล่องของกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. สร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ
ธุรกิจที่จัดทำบัญชีและยื่นภาษีอย่างถูกต้อง จะได้รับความเชื่อมั่นจากสถาบันการเงิน นักลงทุน คู่ค้า และหน่วยงานภาครัฐมากกว่า ซึ่งอาจเป็นประโยชน์เมื่อต้องการขอสินเชื่อ ขยายกิจการ หรือเข้าร่วมโครงการต่าง ๆ
4. ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างเต็มที่
การศึกษากฎเกณฑ์และมาตรการภาษีที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้ผู้ประกอบการ สามารถวางแผนเพื่อลดหย่อนภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงจัดการได้อย่างครบถ้วนมากยิ่งขึ้น

สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ผู้ประกอบการควรรู้
1. การหักค่าใช้จ่ายทางธุรกิจ
รายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจและมีเอกสารหลักฐานครบถ้วน สามารถนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อลดกำไรสุทธิและลดภาระภาษีได้ เช่น
- ค่าเช่าสำนักงาน
- ค่าสาธารณูปโภค
- ค่าโฆษณาและการตลาด
- เงินเดือนและค่าจ้างพนักงาน
- ค่าที่ปรึกษาและค่าบริการวิชาชีพ
- ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์
2. สิทธิประโยชน์สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในประเทศไทยจะได้รับสิทธิประโยชน์มากมายจากภาครัฐ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และขยายธุรกิจ ซึ่งครอบคลุมถึงมาตรการทางภาษี การสนับสนุนเงินทุน การอัปเกรดธุรกิจ และมาตรการพิเศษสำหรับการลงทุน โดยสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่กรมสรรพากร
3. มาตรการส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ
ภาครัฐอาจออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนหรือมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนธุรกิจในบางอุตสาหกรรม เช่น ธุรกิจนวัตกรรม เทคโนโลยี พลังงานสะอาด หรือกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI
4. สิทธิประโยชน์จากการลงทุนและการพัฒนาบุคลากร
ภาครัฐอาจมีมาตรการให้ธุรกิจนำค่าใช้จ่ายด้านการพัฒนาบุคลากร การวิจัยและพัฒนา หรือการลงทุนด้านเทคโนโลยี มาหักลดหย่อนภาษีได้มากกว่ามูลค่าที่จ่ายจริงตามเงื่อนไขที่กำหนด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับเจ้าของกิจการต้องยื่นภาษีอะไรบ้าง
Q1: เจ้าของกิจการต้องยื่นภาษีทุกคนหรือไม่ ?
ตอบ : ใช่ค่ะ ไม่ว่าจะดำเนินธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เจ้าของกิจการมีหน้าที่ต้องยื่นภาษีตามประเภทของรายได้และรูปแบบธุรกิจที่ดำเนินการ ทั้งนี้รายละเอียดและแบบภาษีที่ต้องยื่นอาจแตกต่างกันไปตามลักษณะของกิจการ
Q2: รายได้เท่าไรจึงต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ?
ตอบ : ผู้ประกอบการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และยื่นแบบ ภ.พ.30 เป็นประจำทุกเดือน
Q3: หากไม่มีรายได้ในเดือนนั้น ยังต้องยื่น VAT หรือไม่ ?
ตอบ : หากกิจการได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ยังคงต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้ว่าจะไม่มีรายได้หรือไม่มีภาษีต้องชำระในเดือนนั้นก็ตาม
Q4: เจ้าของบริษัทต้องเสียภาษีส่วนตัวอีกหรือไม่ ?
ตอบ : ต้องยื่นเสียภาษีเหมือนเดิม หากมีรายได้ส่วนบุคคลจากบริษัท เช่น เงินเดือน ค่าตอบแทนกรรมการ โบนัส หรือเงินปันผล โดยรายได้ดังกล่าวอาจต้องนำไปยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
Q5: ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืออะไร ?
ตอบ : ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ ภาษีที่ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักไว้ล่วงหน้าก่อนจ่ายเงินให้แก่ผู้รับ เช่น ค่าบริการ ค่าเช่า หรือค่าวิชาชีพ และนำส่งกรมสรรพากรภายในกำหนดเวลา
Q6: หากยื่นภาษีล่าช้าจะมีโทษหรือไม่ ?
ตอบ : การยื่นภาษีล่าช้าหรือชำระภาษีไม่ครบถ้วน อาจมีเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม หรือบทลงโทษตามกฎหมายภาษีอากร ดังนั้นควรยื่นภาษีและชำระภาษีให้ตรงตามกำหนดเวลา
Q7: เจ้าของกิจการสามารถลดหย่อนหรือวางแผนภาษีได้อย่างไร ?
ตอบ : สามารถวางแผนภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการให้ครบถ้วน การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการจัดทำบัญชีอย่างถูกต้อง เพื่อช่วยลดภาระภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารธุรกิจ
Q8: ควรใช้บริการนักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีหรือไม่ ?
ตอบ : สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่มีความรู้ด้านภาษีหรือมีธุรกรรมทางธุรกิจจำนวนมาก การใช้บริการนักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีจะช่วยให้การจัดทำบัญชี การยื่นภาษี และการวางแผนภาษีเป็นไปอย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดและปัญหาทางกฎหมายในอนาคต
FDI ที่ปรึกษาบัญชีสำหรับนิติบุคคล
- 税務コンサルタントは、税法や各種税制優遇措置に関するアドバイス、 効率的な税務戦略の立案などをサポートします。財務状況や事業内容、目標などを分析した上で、適切かつ合法的な税務対策を設計し、実践的なアドバイスを提供します。
- 書類作成サポート税務コンサルタントは、納税に関連する各種書類の作成をサポートします。書類の正確性・完全性を確認した上で、国税局(タイ国税庁)への提出まで対応し、申告ミスや罰金などのリスクを回避できるようサポートします。
- 税法に関するコンサルティング 税務コンサルタントは、最新の税法情報を常にアップデートしながら、税務に関するあらゆる疑問や課題に対してアドバイスを提供します。これにより、お客様が税法を正しく理解し、適切に遵守できるようサポートします。
- 税務申告サポート 税務コンサルタントは、申告書の作成および内容の正確性チェックを行い、期限内に税務申告が完了するようサポートします。
- 税務署との連絡・調整サポート 税務コンサルタントは、納税者に代わってタイ国税局との連絡・調整を行います。これにより、お客様は役所対応の手間や負担を軽減でき、時間の節約や煩雑な手続きを回避することができます。
会社の税金支払い手続きを円滑に進め、安定した事業運営の第一歩とするためには、税務申告のための会計業務を自社で行うよりも、専門的な知識と経験を持つFDIの税務コンサルティングサービスを利用する方が効率的かもしれません。税務業務は理解に時間がかかり、見落としやミスのリスクもあるため、専門家に任せることで安心してビジネスに集中できるでしょう。
FDIの月次・年次の税務・会計コンサルティングサービスは、すべてのビジネスのスタートから成長まで、あらゆる局面でサポートいたします。経験豊富な専門家による最適なアドバイスとサポートを提供し、安心して事業を進められるようお手伝いします。私たちは会計システムの構築から運用まで対応し、すべてのお客様に対して会計・税務業務をプロフェッショナルに支援いたします。
ร่วมพูดคุย สอบถามคำถามหรือต้องการคำปรึกษา สามารถติดต่อตามช่องทางด้านล่างนี้ได้เลย
ช่องทางติดต่อ
- Facebook : FDI Group – Business Consulting
- Line : @fdigroup
- Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895
- E-mail : infojob@fdi.co.th
