ถอดบทสัมภาษณ์ : ผู้ประกอบการต้องทำรายงาน CBAM อย่างไร? เพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขันและสร้างกำไรอย่างยั่งยืน

ถอดบทสัมภาษณ์ : ผู้ประกอบการต้องทำรายงาน CBAM อย่างไร? เพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขันและสร้างกำไรอย่างยั่งยืน

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลกและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมมีความเข้มข้นมากขึ้น อย่างที่เราจะเห็นได้ชัดเลยในปี 2026 ที่มีการบังคับใช้ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน เป็นกลไกของสหภาพยุโรป (EU) ที่กำหนดราคาคาร์บอนสำหรับสินค้านำเข้าบางประเภทที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เพื่อป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน (Carbon Leakage) และสร้างความเท่าเทียมกับผู้ผลิตใน EU ที่มีต้นทุนคาร์บอนสูงกว่า แน่นอนว่าผู้ประกอบการที่เตรียมตัวพร้อมแล้วในปีที่ผ่านมาย่อมได้เปรียบมากกว่าในประเด็นดังกล่าว แต่สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังดำเนินการ FDI Group ในบทบาทของที่ปรึกษาธุรกิจ ที่จะมาแนะนำ คลายความกังวลให้ผู้ประกอบการที่กำลังดำเนินการในประเด็นดังกล่าว

โดยในบทสัมภาษณ์นี้ จะพาไปพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ด้าน BCG โดย คุณณัฐวุฒิ สว่างเพาะ Sales & Consulting Engineer Supervisor (BCG) ที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นที่ปรึกษาการประเมินคาร์บอรฟุตพริ้นท์ทั้งองค์กร (CFO) และผลิตภัณฑ์ (CFP) เพื่อถอดบทเรียน แนวคิด และประสบการณ์จริงในประเด็น “ผู้ประกอบการต้องทำรายงาน CBAM อย่างไร เพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขันและสร้างกำไรอย่างยั่งยืน” ครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมข้อมูลคาร์บอน การจัดทำรายงานให้ถูกต้อง ไปจนถึงการปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้สอดคล้องกับกติกาการค้าใหม่ที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม รวมถึงคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการเพิ่มเติม

ในบทบาทของที่ปรึกษาให้กับองค์กรต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่ผ่านมา ในฐานะที่ปรึกษาต้องทำอะไรบ้าง ?

ในตลอดระยะเวลาที่เป็นที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนให้กับองค์กรต่างๆมา นอกจากเราจะเข้าไปช่วยในการจัดเตรียมข้อมูลการรายงานบัญชีก๊าซเรือนกระจกแล้วนั้น เรายังช่วยองค์กรในด้านการวางแผนพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในด้าน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงการลดต้นทุน ทั้งด้านพลังงาน ด้านวัตถุดิบ วางแผนการขนส่งอย่างมีระบบ โดยจากที่กล่าวมาทั้งหมด ต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดซัพพลายเชนขององค์กรด้วย จึงจะเป็นการวางแผนเติบโตอย่างยั่งยืนที่แท้จริง เพราะฉะนั้น เราไม่เพียงแต่เข้าไปประเมินผลให้กับทางองค์กร เรายังเข้าไปช่วยแนะนำวิธีการแก้ปัญหา และเสนอแนะทางเลือกต่างๆให้กับทางองค์กรนำไปพิจารณาเพิ่มเติมครับ

อย่างที่ทราบว่ามาตรการ CBAM ที่จะเริ่มปรับภาษีจริงในปี 69 มีกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าใดบ้าง ? ที่ได้รับผลกระทบถูกบังคับใช้เป็นกลุ่มแรก และมีแผนจะครอบคลุมสินค้าประเภทอื่นในอนาคตหรือไม่ ?

ในระยะแรก (Transition Period) จนถึงการเริ่มเก็บภาษีจริงในปี 2569 ครอบคลุม 6 กลุ่มสินค้าหลัก ที่มีความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของคาร์บอนสูง ได้แก่:

  1. เหล็กและเหล็กกล้า
  2. อลูมิเนียม
  3. ซีเมนต์
  4. ปุ๋ย
  5. ไฟฟ้า
  6. ไฮโดรเจน

แผนในอนาคต : สหภาพยุโรป (EU) มีแผนที่จะขยายขอบเขตให้ครอบคลุมสินค้าประเภทอื่น ๆ ที่อยู่ในระบบ ETS (Emission Trading System) ของ EU ภายในปี 2573 เช่น พลาสติก สารเคมี และสินค้าปลายน้ำอื่นๆ ที่ใช้สินค้าใน 6 กลุ่มแรกเป็นวัตถุดิบ

ผู้ประกอบการไทยควรทำ และเตรียมพร้อมเรื่อง CBAM ในเรื่องไหนเป็นอันดับแรก ?

อันดับแรกคือ “การจัดทำระบบฐานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับผลิตภัณฑ์” (Product Carbon Footprint) ผู้ประกอบการต้องเริ่มเก็บข้อมูลการใช้พลังงานและกระบวนการผลิตจริง เพื่อคำนวณค่า Embedded Emissions ให้แม่นยำตามมาตรฐานของ EU หากไม่มีข้อมูลของตนเอง จะต้องถูกใช้ “ค่ากลาง” (Default Value) ซึ่งมักจะสูงกว่าความเป็นจริงและทำให้ต้องจ่ายภาษีแพงกว่าคู่แข่ง

การรายงาน CBAM ต้องใช้ข้อมูลประเภทใดบ้าง ตัวอย่างเอกสาร รายงานข้อมูล และมีความซับซ้อนในการจัดทำมากน้อยแค่ไหน ?

ข้อมูลที่ต้องใช้ประกอบด้วย :

  • ข้อมูลเชิงปริมาณ: ปริมาณสินค้านำเข้า, ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Direct Emissions) และทางอ้อม (Indirect Emissions เช่น ค่าไฟฟ้า)
  • ตัวอย่างเอกสาร: รายงานการปล่อยคาร์บอนรายไตรมาส (CBAM Report), เอกสารรับรองผลการตรวจวัดพลังงาน, ใบเสร็จค่าคาร์บอนที่จ่ายไปแล้วในประเทศต้นทาง (ถ้ามี)
  • ความซับซ้อน: เนื่องจากต้องคำนวณตามสูตรเฉพาะของ EU และต้องมีการทวนสอบ (Verification) โดยหน่วยงานภายนอกที่ได้รับมาตรฐาน ความซับซ้อนจึงไม่ได้อยู่ในด้านของข้อมูลพียงอย่างเดียว การรายงานค่า emission factor ที่ถูกต้อง และการกรอกข้อมูลลงในแบบฟอร์มการรายงานจึงมีความสำคัญมากเช่นกัน

การเตรียมข้อมูลอย่างการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในรายงาน  CBAM ต้องทำอย่างไรบ้าง ?

การเตรียมข้อมูล หรือขั้นตอนในการทำรายงานหลักๆมีประมาณ 4 ขั้นตอน

  1. กำหนดขอบเขต (Boundary): แยกแยะกิจกรรมในโรงงานว่าส่วนไหนเกี่ยวกับการผลิตสินค้านั้นๆ
  2. เก็บข้อมูลกิจกรรม (Activity Data): เช่น ปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้, ปริมาณไฟฟ้า, วัตถุดิบที่ใช้ผลิต
  3. คำนวณการปล่อยก๊าซ: นำข้อมูลกิจกรรมมาคูณกับค่า Emission Factor ตามเกณฑ์ที่ EU กำหนด
  1. จัดทำรายงาน: สรุปค่าการปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยสินค้า (เช่น tCO2​e/tone)

จะเห็นได้ว่าข้อมูลทั้งหมด จะมีความผลสมผสานกันระหว่างการจัดทำรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร และการจัดทำรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ การเตรียมตัวสำหรับการประเมิน โดยส่วนมากแล้วเราจะอบรมพื้นฐานให้องค์กรมีความรู้เกี่ยวกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร เพื่อสามารถที่จะแยกประเภทของข้อมูลที่จะนำมาใช้ประกอบในรายงานได้ หลังจากนั้น เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ก็จะเข้าสู่ขึ้นตอนการประเมิน ซึ่งจะได้ฐาน database emission factor ที่ได้รีบการยอมรับทั้งไทย และระดับสากล (TGO, GHG Protocol, IPCC, Ecoinvent) ทำให้องค์กรมั่นใจได้ว่า เมื่อให้เราเข้าไปช่วยในส่วนนี้แล้ว ที่มาของข้อมูลต่างๆ จะมีความน่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับอย่างแน่นอนครับ

ถ้าหากองค์กร ผู้ส่งออกเริ่มวางแผน และเริ่มทำในตอนนี้ จะเกิดผลดีและเพิ่มโอกาสของความยั่งยืนจริงหรือ ?

ยังไม่ช้าไปครับ สำหรับผู้ที่จะเริ่มทำในตอนนี้ แต่ตามที่ทุกๆท่านได้ลองตามข่าวดู จะเห็นได้ว่าสภาพสภาวะภูมิอากาศของโลกตอนนี้มีความผันผวนมากเพียงใด เราทุกคนล้วนมีส่วนที่ปล่อยมลพิษสู้ธรรมชาติ ไม่มากก็น้อย หากเราไม่เริ่มที่จะปรับตัวเอง วางแผนองค์กรให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้ ท่านอาจจะตกขบวน หรืออาจจะอยู่ไม่ได้ในการแข่งขันครั้งนี้เลย ในมุมมองของที่ปรึกษา อยากแนะนำให้ทุกท่านเริ่มตระหนัก และเตรียมการภายในปี 2569 นี้ เพราะการแข่งขันกับตลาดโลกนั้นสูงมาก ผู้บริโภคเริ่มเลือกสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย เป็นตัวเลือกแรกๆ สินค้าไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องแต่งการ อุปกรณ์ไอที หรือแม้แต่ยานยนต์ ก็จะมีการกำกับตัวเลขการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของสินค้า ตลอดอายุการใช้งาน ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

ถ้าทางผู้ส่งออกหรืองค์กร ยังไม่เคยมีประสบการณ์การทำรายงานเลย จะทำอย่างไรให้ทัน 

อย่างที่ได้มีพูดถึงไปในข้อก่อนหน้านะครับ หากท่านอ่านแล้วเกิดความสงสัย ว่าจะเริ่มยังไง ทาง FDI เรามีทีมงานที่เชี่ยวชาญ และขึ้นทะเบียนที่ปรึกษากับทาง TGO. สามารถให้ความช่วยเหลือองค์กรของท่านได้อย่างเต็มที่ ในทุกๆโครงการ FDI จะมีการอบรมทีมงานผู้ที่เกี่ยวข้องให้มีความเข้าใจก่อนเสมอ และหลังจากการประเมิน เราจะมีการสรุปผล มีข้อเสนอแนะ รวมถึงการวางแผนองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรNet Zero ด้วยครับ

สุดท้ายนี้อยากฝากอะไรถึงทุกท่านที่กำลังอ่านบทความนี้

“CBAM ไม่ใช่แค่เรื่องของภาษี แต่มันคือ บรรทัดฐานใหม่ของการค้าโลก วันนี้อาจดูเหมือนเป็นภาระ แต่ในอนาคตอันใกล้ สินค้าที่ไม่มีข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นสินค้าที่ไม่มีที่ยืนในตลาดโลก การเริ่มปรับตัววันนี้ไม่ใช่แค่เพื่อความอยู่รอด แต่เพื่อสร้างความยั่งยืนและโอกาสในการเติบโตในฐานะผู้นำธุรกิจสีเขียวครับ”

หากคุณกำลังมองหาที่ปรึกษาที่จะช่วยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมวางแผนกลยุทธ์ด้วยเทคนิค ประสบการณ์เชิงลึกในการให้คำปรึกษาผสานในทุกแนวทางของความยั่งยืน ที่สอดคล้องไปกับยโยบาย กลยุทธ์ คุณค่าหลักขององค์กร สามารถร่วมพูดคุยกับทีมผู้เชี่ยวชาญได้ในทันที เพื่อขอดูรายละเอียดบริการ รวมถึงปรึกษาในเบื้องต้น เรามีความพร้อมที่จะให้บริการคุณในทุกเวลา 

Contact Us 

  • Facebook : FDI Group – Business Consulting
  • @fdigroup
  • Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895
  • E-mail : infojob@fdi.co.th
  • Website : www.fdi.co.th