GHG Protocol: Greenhouse Gas Accounting and Reporting Standard for Organizational Sustainability

GHG Protocol: Greenhouse Gas Accounting and Reporting Standard for Organizational Sustainability

GHG Protocol: Greenhouse Gas Accounting and Reporting Standard for Organizational Sustainability

ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายว่า ภายในปี 2030 จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 30-40 จากการดำเนินการตามปกติ สู่การเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065” จากจุดเริ่มต้นจากการตื่นตัวในการสร้างสมดุลให้ชั้นบรรยากาศของโลกของนานาประเทศผ่านพิธีสารโตเกียว (Kyoto Protocol) ในปี 1997 สู่แผนเป้าหมายของไทยที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้องค์กรต่างต้องปรับแผนการดำเนินงาน ตั้งเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Sustainability)  ซึ่งต้องดำเนินการลดหรือชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานทั้งทางตรงและทางอ้อม การจะลดการปล่อยได้นั้น องค์กรต้องทำบัญชีคาร์บอน (Carbon Accounting)  ซึ่งมีขั้นตอน ขอบเขตในการจัดการทั้งการจัดเก็บข้อมูลและการคำนวณ การกำหนดขอบเขตของการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope of GHGs Emissions) ถึงจะกำหนดมาตรการการลดหรือชดเชยคาร์บอนได้ ต้องสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ มีความโปร่งใส ข้อมูลที่ได้สามารถนำไปวิเคราะห์ในการวางแผนงาน บริหารจัดการในการดำเนินกิจการ ซึ่งต้องมีการรายงาน และตรวจสอบรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรอย่างสม่ำเสมออีกด้วย 

GHG Protocol คืออะไร ทำไมจึงสำคัญ?

GHG Protocol คือ มาตรฐานการทําบัญชีก๊าซเรือนกระจกสําหรับภาครัฐและเอกชน ซึ่งได้รับการพัฒนาโดย World Resource Institute (WRI) ร่วมกับ World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) มีการแบ่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็น 3 scope  

. climatepartner ได้ให้ข้อมูลในแต่ละ Scope ไว้อย่างน่าสนใจ ในแต่ละ Scope มีรายละเอียดคือ 

Scope 1 : การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง (Direct Emissions)  

GHG Protocol Scope ที่ 1 คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงทั้งหมด จากกิจกรรมขององค์กรหรือภายใต้การควบคุมขององค์กร เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิง ของ สารทำความเย็น เตาเผา การปล่อยก๊าซจากยานพาหนะ เช่น รถยนต์ขนส่ง รถบรรทุก รถยนต์ เฮลิคอปเตอร์สำหรับโรงพยาบาล โรงงานครอบคลุมไปจนถึงกระบวนการที่ปล่อยออกมาระหว่างกระบวนการทางอุตสาหกรรม เช่น เครื่องจักร  และการผลิตในสถานที่ เช่น ควันโรงงาน สารเคมีที่เกิดในขั้นตอนการผลิต  

Scope 2 : การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมที่ถูกซื้อมา (Indirect Emissions)

GHG Protocol Scope ที่ 2 คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตพลังงานที่ซื้อหรือได้มาเท่านั้น เช่น ไอน้ำไฟฟ้า ความร้อน หรือการทำความเย็น ซึ่งเกิดขึ้นนอกสถานที่และถูกใช้โดยองค์กร โดยเป็นกระบวนการปล่อยก๊าซ GHG ที่สูงถึง 1 ใน 3 อันดับของโลก จึงเป็นเหตุผลที่การประเมินและการวัดการปล่อยใน Scope 2 นำมาซึ่งโอกาสในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ

Scope 3 : การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมที่อยู่เหนือการควบคุม (indirect value chain emissions)

GHG Protocol Scope ที่ 3 คือ การปล่อยมลพิษทางอ้อมอื่น ๆ ทั้งหมดจากกิจกรรมขององค์กร ซึ่งเกิดขึ้นจากแหล่งที่องค์กรไม่ได้เป็นเจ้าของหรือควบคุม สิ่งเหล่านี้มักเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดของ Carbon Footprint  ครอบคลุมถึงการปล่อยก๊าซฯ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางเพื่อธุรกิจ การจัดซื้อจัดจ้าง การกำจัดของเสียและน้ำ “เป็นผลมาจากกิจกรรมจากสินทรัพย์ที่องค์กรไม่ได้เป็นเจ้าของหรือควบคุม แต่องค์กรมีผลกระทบทางอ้อมต่อมูลค่าของมัน” แม้ว่าการปล่อยก๊าซเหล่านี้จะอยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัท แต่ก็สามารถแสดงถึงสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้

ซึ่งแนวคิดหลักที่อยู่เบื้องหลังการจัดหมวดหมู่ทั้ง 3 Scopes คือ 

  • เพื่อช่วยในการระบุแหล่งที่มาของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อม 
  • เพื่อรับรองว่าบริษัทต่างๆที่เข้าร่วมมาตรฐานได้คำนึงถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1-3 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ก๊าซเรือนกระจก Greenhouse Gas หรือเรียกสั้นๆว่า ก๊าซ GHG เป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติในการดูดซับคลื่นรังสีความร้อน ก๊าซเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการรักษาอุณหภูมิในบรรยากาศของโลกให้อบอุ่นคงที่เหมาะแก่การดำรงชีวิตถ้ามีปริมาณก๊าซที่พอเหมาะ แต่หากมีปริมาณก๊าซ GHG มากเกินไปก็จะทำให้อุณภูมิโลกสูงขึ้นนำไปสู่เกิดภาวะโลกร้อน  

Greenhouse Gas (GHG) มีทั้งหมด 7 ชนิด ดังนี้

  1. Carbon dioxide(CO2) ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
  2. Methane(CH4) ก๊าซมีเทน 
  3. Nitrous oxide(N2O) ก๊าซไนตรัสออกไซด์  
  4. Perfluorocarbons(PFCs) ก๊าซเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน 
  5. HydroFluoroCarbons(HFCs) ก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน 
  6. Nitrogen Trifluoride(NF3) ก๊าซไนโตรเจนไตร-ฟลูออไรด์
  7. Sulfur hexafluoride(SF6)  ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์

 

การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint)

การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์
การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์

การประเมินหรือการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก

ได้แก่ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร และ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ มีความแตกต่างกันทั้งหลักการในการประเมินและมาตรฐานที่ใช้เป็นข้อกำหนดในแต่ละประเภท โดยคาร์บอนฟุตพริ้นท์จะถูกรายงานในหน่วย ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ton CO2 equivalent)

a carbon footprint คือ ปริมาณของก๊าซเรือนกระจก (CO2, CH4, HFCs, SF6, N2O, NF3, PFCs) ที่ปล่อยออกมาจากการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกระบวนดำเนินชีวิต การการผลิต การขนส่ง การใช้งาน และการจำหน่ายสินค้าหรือบริการต่างๆ ซึ่งมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของสภาพวะเรือนกระจกของโลกในชั้นบรรยากาศและเป็นปัจจัยในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะถูกวัดออกมาเป็นปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อหน่วย (Carbon dioxide equivalent per unit) หรือ CO₂eq/unit โดยคาร์บอนฟุตพริ้นท์สามารถแบ่งได้ดังนี้ 

  • คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร เป็นการประเมินกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามขอบเขตของพื้นที่ของนิติบุคคล เป็นการประเมินตามหลักการ ISO 14064-1
  • คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ เป็นการประเมินกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดช่วงวัฏจักชีวิตของผลิตภัณฑ์นั้นๆ เป็นการประเมินตามหลักการ LCA (Life Cycle Assessment) และ ISO 14067

 

บทบาทของที่ปรึกษาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

FDI We provide carbon footprint assessment services and carbon credit assessment services. Provide comprehensive reports to support operations and offer consultancy services to businesses in analyzing and managing carbon emissions to reduce them, driving towards the Net Zero

ในฐานะที่บริษัทที่ปรึกษาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เรามุ่งมั่นให้คำปรึกษาที่ครอบคลุมทุกบริบทของการดำเนินธุรกิจ สิ่งสำคัญคือความคุ้มค่าในการลงทุนอย่างเหมาะสม แนะนำการเริ่มดำเนินการด้วยการแยกขาดกันระหว่างการประเมินการปล่อยปริมาณก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) และการจัดทำโครงการคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit Project) แนวทางการนำไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Net Zero) แท้จริงแล้วควรได้มาจากการที่ผู้ประกอบการทราบแน่ชัด ว่าปริมาณการปล่อยก๊าซนั้น ปล่อยออกมาจากแหล่งไหน มากน้อยเพียงใดก่อนการวางแผนบริหารจัดการในลำดับถัดไป ซึ่งทำให้มองเห็นว่าทั้งสองส่วนนั้นยังคงมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องระหว่างกัน ขึ้นอยู่กับการวางแผนการจัดลำดับการดำเนินงานที่ถูกต้อง โดยดำเนินภายใต้การควบคุมอย่างรัดกุมเป็นสำคัญ

 คำแนะนำเบื้องต้น 

  • การวัดผลและติดตาม: การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ช่วยให้ธุรกิจสามารถทราบปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมการดำเนินงานขององค์กรและติดตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรเพื่อวางแผนการจัดการต่อไปได้
  • การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: วิธีลดเริ่มจากขึ้นตอนก่อนหน้าที่ได้ทราบปริมาณที่ปล่อยแล้ว จึงวางแผนจัดการด้วยโครงการ Decarbonization หรือการจัดทำโครงการคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้อย่างเหมาะสม
  • การสนับสนุนโครงการที่ยั่งยืน: ณ จุดหนึ่งการลดปริมาณ Carbon Footprint ด้วยตัวเราเองนั้นก็อาจมีข้อจำกัดหลายประการ อาทิ สถานที่ เม็ดเงินลงทุน หรือ อื่นๆ ซึ่งการซื้อคาร์บอนเครดิต ก็สามารถเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถไปสู่จุดเป้าหมายของ Carbon Net Zero ได้เช่นกัน

If you are looking for expert consultants and comprehensive services to help lead your business to success, our team is ready to be a part of supporting your business growth.

FDI Accounting & Advisory, Comprehensive business consulting services!

🌐Website : www.fdi.co.th

📞 Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895

 E-mail : reception@fdi.co.th

 Facebook : FDI Group – Business Consulting

Line Official : @fdigroup

BlogArticles

คู่มือการขอใบประกอบกิจการ เพื่อขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร

FDI

การเริ่มต้นธุรกิจอาหารไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตอาหารขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องดำเนินการคือ การขอใบประกอบกิจการและใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร...

Read More