บทความ ACC

ทำธุรกิจออนไลน์ ต้องใช้เอกสารบัญชีอะไรบ้าง ? ในการส่งข้อมูลรายได้ให้สรรพากร อัพเดต 2026

ในยุคที่ใคร ๆ ก็สามารถเปิดร้านออนไลน์ได้ ไม่ว่าจะขายผ่าน Facebook, LINE, Instagram, TikTok หรือ Shopee–Lazada หลายคนอาจมองว่าการขายของออนไลน์นั้นง่าย รายได้ดี ไม่ต้องเปิดหน้าร้าน แต่สิ่งที่ต้องรู้ ต้องทำเลยก็คือ “เรื่องของเอกสารบัญชี” ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญในการบริหารจัดการธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมาย และยังช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบย้อนหลังโดยกรมสรรพากรอีกด้วย พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ยุคใหม่ต้องห้ามพลาด บทความนี้ ! เอกสารบัญชีของร้านค้าออนไลน์อะไรบ้าง ? ที่ต้องนำส่งข้อมูลแก่สรรพากร เลขทะเบียนนิติบุคคล หรือ เลขประจำตัวประชาชน ของผู้ประกอบการขายสินค้าหรือให้บริการ รายได้จากการคำนวณค่านายหน้าและค่าธรรมเนียมการชำระเงินทั้งหมด ซึ่งจะแสดงรายได้รวมในแต่ละแพลตฟอร์มที่มีการขายของแต่ละร้าน รายได้อื่น ๆ ที่รับจากผู้ประกอบการ รวมทุกบัญชี บนแพลตฟอร์ม เลขที่บัญชี ชื่อธนาคาร และบัญชีธนาคาร ของผู้ประกอบการ ที่ใช้รับเงินจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ชื่อผู้ประกอบการ(ชื่อร้านค้า) หรือชื่อนิติบุคคล ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมาเมื่อ 1 มกราคม 2567 ได้มีการประกาศกฏหมายบังคับใช้สำหรับร้านค้าออนไลน์ ที่ต้องนำส่งข้อมูลรายได้ในแต่ละรอบบัญชีจนถึงสิ้นรอบบัญชีของแต่ละแพลตฟอร์มออนไลน์ นำส่งแก่กรมสรรพากร ภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี เอกสารที่จำเป็นต้องรู้ ! ผู้ประกอบการไม่รู้ไม่ได้  1.ใบกำกับภาษี / ใบเสร็จรับเงิน สำหรับลูกค้าทั่วไป หากมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้ว ต้องออก “ใบกำกับภาษีเต็มรูป” ทุกครั้ง หากยังไม่ถึงเกณฑ์ VAT (1.8 ล้านบาทต่อปี) สามารถออก “ใบเสร็จรับเงิน” หรือ “ใบส่งของ” เพื่อเป็นหลักฐานการขายได้ ทุกครั้งที่ออกเอกสารต้องมีชื่อบริษัท เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และรายการสินค้าให้ครบถ้วน ถูกต้องเสมอ 2. ใบสั่งซื้อ / ใบสั่งขาย / ใบเสนอราคา ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้ว่าธุรกิจมีกระบวนการขายสินค้าได้ชัดเจน เป็นมืออาชีพ หากขายของผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada, ควรเก็บหลักฐานคำสั่งซื้อและใบเสร็จจากระบบมาแนบไว้ด้วย 3. บันทึกรายรับ – รายจ่ายประจำวัน สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยหรือบุคคลธรรมดา ให้จดบันทึกเองได้โดยใช้การบันทึกตามรูปแบบที่ถนัด สำหรับนิติบุคคล ต้องใช้บริการผู้สอบบัญชี และทำบัญชีตามมาตรฐานบัญชีของสภาวิชาชีพบัญชี ปัจจุบันมีแอปหรือโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ช่วยบันทึกข้อมูลได้สะดวก สามารถค้นหาข้อมูลผู้ให้บริการเพื่อเลือกใช้ตามความเหมาะสมกับธุรกิจ 4. หลักฐานการโอนเงิน / ใบเสร็จจากธนาคาร / Statement […]

เทคนิควิเคราะห์งบการเงิน ประเมินข้อมูลอย่างไร ก่อนตัดสินใจลงทุน

เทคนิคการอ่านงบการเงินแบบง่าย เพื่อประเมินศักยภาพของกิจการประกอบการตัดสินใจลงทุน การดูผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน เพื่อพิจารณาว่าผลลัพธ์กิจการนั้นจะเติบโตขึ้นหรือลดลงมากน้อยเพียงใด การติดตามผลประกอบการโดยรวม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน  ซึ่งถ้าหากคุณกำลังจะเป็นนักลงทุนหรือต้องการอ่านงบการเงินให้เป็น จำเป็นที่จะต้องรู้และทำความเข้าใจงบการเงิน ใน 4 ส่วนหลัก ดังนี้ 1.งบแสดงฐานะทางการเงินหรืองบดุล  เป็นรายงานที่แสดงถึงความมั่งคั่งและความมั่นคงของกิจการ รวมถึงสถานะทางการเงินว่ามีความร่ำรวยหรือขาดทุนเพียงใด โดยจะแสดงรายละเอียดของสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งสะท้อนถึงสถานะทางการเงินของบริษัทอย่างชัดเจน โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาดังนี้: สภาพคล่องของกิจการ : กิจการควรมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้สินหมุนเวียน เพื่อแสดงถึงความสามารถในการชำระหนี้สินระยะสั้นได้อย่างคล่องตัว คุณภาพของสินทรัพย์ : สินทรัพย์ควรเป็นทรัพย์สินที่สามารถสร้างรายได้และให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงคลัง ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ต่าง ๆ ความมั่นคงของกิจการ : พิจารณาจากอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) โดยทั่วไปแล้ว ธุรกิจที่มั่นคงควรมี D/E Ratio ไม่เกิน 2 เท่า อย่างไรก็ตาม ในบางอุตสาหกรรม เช่น ธนาคารพาณิชย์และประกันภัย ซึ่งระดมทุนจากหนี้สิน เช่น เงินฝาก และปล่อยกู้ในฝั่งสินทรัพย์ ทำให้มี D/E Ratio สูงถึง 5 – 10 เท่า กำไรขาดทุนสะสมยังไม่ได้จัดสรร: คือ กำไรสะสมและกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบันที่ยังไม่ได้จัดสรร หากมียอดดุลเป็นผลขาดทุนสะสม จะแสดงในงบการเงินด้วยเครื่องหมายวงเล็บและระบุเป็น “ขาดทุนสะสม” 2.งบกำไรขาดทุน เป็นรายงานที่แสดงถึงความสามารถในการดำเนินธุรกิจ โดยให้ภาพรวมว่าบริษัทมีรายได้ รายจ่าย ต้นทุน และผลกำไรเป็นอย่างไร ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน รวมถึงแนวโน้มของผลกำไรที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อการวิเคราะห์ที่แม่นยำ นักลงทุนควรพิจารณาข้อมูลต่อไปนี้ รายได้: ธุรกิจที่ดีควรมีรายได้เติบโตจากธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถติดตามได้จากรายงานงบการเงินในทุกไตรมาส โดยรายได้จากการขายและบริการควรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ รายได้พิเศษ: เป็นรายได้ที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงานปกติ เช่น กำไรจากการขายทรัพย์สิน หากในไตรมาสใดมีรายได้ประเภทนี้จะทำให้ผลประกอบการดูเติบโตขึ้นชั่วคราว อย่างไรก็ตาม รายได้พิเศษมักไม่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและไม่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงในระยะยาว จึงควรพิจารณาด้วยความระมัดระวัง 3.งบกระแสเงินสด เป็นรายงานที่แสดงถึงสภาพคล่องทางการเงินของกิจการ โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของเงินสดจริง ซึ่งต่างจากงบกำไรขาดทุนที่ใช้เกณฑ์คงค้างในการบันทึก จึงไม่สะท้อนการรับจ่ายเงินสดที่เกิดขึ้นจริง งบกระแสเงินสดจึงมีความสำคัญต่อการประเมินความสามารถในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้: กระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงาน : แสดงถึงการไหลเข้าและไหลออกของเงินสดจากการดำเนินธุรกิจหลัก โดยตัวเลขควรเป็น “บวก” ซึ่งหมายความว่ากิจการสามารถสร้างและเก็บเงินสดได้จากการดำเนินธุรกิจ หากเป็น “ลบ” แสดงว่าธุรกิจไม่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้เพียงพอ […]

ภาษีนิติบุคคล ขั้นตอนการยื่นภาษีนิติบุคคล และข้อมูลเรื่องภาษีที่คุณต้องรู้ !

การยื่นภาษีนิติบุคคลคืออะไร มีขั้นตอนอย่างไรบ้างที่คนทำธุรกิจต้องรู้  สำหรับภาษีนิติบุคคลหรือภาษีเงินได้นิติบุคคล คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากบริษัทหรือองค์กรที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ได้แก่ กลุ่มบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มูลนิธิ หรือสมาคมที่ประกอบกิจการและมีรายได้ ซึ่งภาษีนิติบุคคลจะมีลักษณะที่สำคัญ คือ เป็นภาษีที่จัดเก็บจากกำไรสุทธิของกิจการ โดยจะคำนวณจากรายได้หักด้วยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ โดยอัตราภาษีปกติอยู่ที่ 20% ของกำไรสุทธิ และมีรายจ่ายบางส่วนที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้เช่นกัน ทั้งนี้ภาษีนิติบุคคลจะมีระยะเวลาการยื่นประกอบด้วยการยื่นแบบครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ภายในเดือนสิงหาคม และการยื่นแบบประจำปี (ภ.ง.ด.50) ภายใน 150 วัน นับจากวันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี  นิติบุคคลประเภทใดบ้าง ที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับบางองค์กรหรือกลุ่มบริษัทที่ได้จดทะเบียนบริษัทเป็นนิติบุคคลนัั้น จะมีเกณฑ์ในการเสียภาษี ซึ่งการยื่นภาษีนิติบุคคลนี้จะช่วยให้บริษัทดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฏหมาย บริษัทที่ยื่นภาษีถูกต้อง มีความโปร่งใส จะได้รับความไว้วางใจว่าปฏิบัติถูกต้อง ครบถ้วนตามที่กฏหมายกำหนด จากลูกค้า นักลงทุน และสถาบันการเงินอีกด้วย โดยนิติบุคคลที่ต้องเสียภาษีส่วนนี้ ได้แก่  1.นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฏหมายไทย เช่น บริษัทจำกัด , บริษัทมหาชนจำกัด , ห้างหุ้นส่วนจำกัด และห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน  2.นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฏหมายต่างประเทศ ซึ่งเป็นกิจการที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย กลุ่มที่ทำธุรกิจในไทยและต่างประเทศ กลุ่มที่ทำขนส่งเกี่ยวข้องกับไทย กลุ่มที่ได้รับรายได้จากไทยโดยไม่ได้ประกอบกิจการในไทย รวมถึงกลุ่มที่จำหน่ายหรือโอนกำไรออกนอกประเทศ หและรับรายได้จากไทย เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ ดอกเบี้ย เงินปันผล  3.กิจการร่วมค้า (Joint Venture) คือ  การที่สองฝ่ายหรือมากกว่า ร่วมมือกันดำเนินธุรกิจหรือโครงการใดโครงการหนึ่ง โดยไม่ต้องควบรวมกิจการ แต่ยังคงสถานะเป็นบริษัทแยกกัน เพื่อดำเนินการแสวงหากำไร ดำเนินการร่วมกัน คือ บริษัทกับบริษัท บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล รวมถึงนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดาหรือคณะบุคคล 4.กิจการที่ดำเนินการในทางค้าหรือหากำไร โดยรัฐบาลในต่างประเทศ องค์การของรัฐบาลต่างประเทศ หรือนิติบุคคลอื่น ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศนั้นๆ  5.นิติบุคคลที่อธิบดีกำหนดอนุมัติรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้เป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร 6.มูลนิธิหรือสมาคมที่ไม่แสวงหากำไร แล้วประกอบกิจการแล้วจนมีรายได้ ประกอบด้วย มูลนิธิที่มีรายได้ (ยกเว้นองค์กรสาธารณกุศล) และสมาคมที่มีรายได้ (ยกเว้นองค์กรสาธารณกุศล)  นิติบุคคลประเภทใดบ้างที่ได้รับการยกเว้นภาษี ? สำหรับนิติบุคคลที่ได้รับการยกเว้นภาษี แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ นิติบุคคลที่ไม่ต้องเสียภาษีโดยสถานะ เช่น หน่วยงานราชการไทย (กระทรวง ทบวง กรม) องค์การของรัฐบาล สหกรณ์ รวมถึง นิติบุคคลอื่นๆ […]

ทำงานอยู่ไม่รู้ไม่ได้ ! ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คำนวณอย่างไร ใครบ้างจะต้องจ่าย ?

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร เกี่ยวกับการยื่นภาษีอย่างไร ? ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) เป็นกลไกทางภาษีที่รัฐบาลใช้ในการเก็บภาษีล่วงหน้าจากผู้มีรายได้ โดยกำหนดให้ผู้จ่ายเงินทำหน้าที่หักภาษีจากจำนวนเงินที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้รับ แล้วนำส่งกรมสรรพากร วิธีการนี้ช่วยให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงจากการเก็บภาษีไม่ครบถ้วน สำหรับภาษีหัก ณ ที่จ่าย จะมีการหักภาษีทุกครั้งที่มีการจ่ายเงินซึ่งเข้าข่ายตามเงื่อนไขของประเภทเงินได้ที่กฎหมายกำหนด ทำให้ผู้รับเงินจะได้รับเงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนเต็ม  และจะได้รับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นหลักฐานเพื่อใช้ประกอบการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมถึงสามารถยื่นขอคืนภาษีในส่วนที่ชำระเกินได้ แม้ผู้จ่ายเงินจะได้หักภาษีและนำส่งให้กรมสรรพากรเรียบร้อยแล้ว แต่ผู้รับเงินยังคงมีหน้าที่นำรายได้นั้นมารวมคำนวณภาษีประจำปี และยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ตามปกติ ไม่หัก !! สำหรับยอดที่ไม่เกิน 1,000 บาท ทางกรมสรรพากรมีข้อกำหนดว่าไม่ต้องทำการหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่หากเป็นยอดที่มีมูลค่าไม่ถึง 1,000 บาท ที่มีสัญญาต่อเนื่อง เช่น ค่าบริการอินเทอร์เน็ต ต้องทำหัก ณ ที่จ่ายไว้ เพราะยอดทั้งปีเกิน 1,000 บาทเป็นต้น   อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย หักอย่างไรบ้าง อัตราภาษีที่ต้องหักขึ้นอยู่กับประเภทของรายได้ดังนี้ เงินเดือนและค่าจ้าง บริษัทจ่ายเงินค่าตอบแทนให้พนักงาน เป็นเงินที่เข้าเกณฑ์การหักภาษี ณ ที่จ่าย จะหักตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นอัตราก้าวหน้า โดยสามารถทำได้จากการเอาเงินที่จ่ายให้พนักงานทั้งปี มาหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ และหักตามอัตราก้าวหน้า  แต่หากเป็นกรณีที่พนักงานรายได้ไม่ถึงเกณฑ์กำหนด บริษัทก็ไม่จำเป็นที่จะหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือเทียบเท่ากับ 0% แต่หากหักไปแล้ว พนักงานก็สามารถขอคืนภาษีจากภาครัฐในตอนที่ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  ค่าบริการหรือวิชาชีพอิสระ : ในการจ้างรับเหมา ทำของ จ้างทำนามบัตร จ้างทำกราฟิก จ้างตกแต่งภายใน หรือบริการต่างๆ จะมีการคิดในอัตราการหักที่ 3% ของจำนวนเงินที่จ่ายจริง  ค่าโฆษณา : การโฆษณาสินค้าตามสื่อโฆษณาต่าง ๆ ผ่านเอเจนซี่ บริษัทรับโฆษณาเพื่อช่วยประกาศให้แบรนด์หรือสินค้าเป็นที่รู้จักผ่านโซเชี่ยลมีเดียต่าง ๆ จะมีการคิดอัตราหัก 2%  ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ : ถ้าหากเป็นการเช่าเพื่อจัดสัมมนา อีเวนต์ต่างๆ ถือเป็นค่าบริการจะทำหัก ณ ที่จ่าย 3% แต่ถ้าเป็นการถือกุญแจจะถือเป็นค่าเช่าสถานที่หัก 5% ของจำนวนเงินที่จ่าย  ดอกเบี้ย : หัก 15% ของจำนวนเงินที่จ่าย เงินปันผล : […]

รายได้เท่าไหร่ถึงเสียภาษี ปรึกษาภาษี พึ่งเริ่มทำงานต้องรู้ ฉบับเข้าใจง่าย 2026

รวมข้อมูลที่ต้องรู้เกี่ยวกับภาษี ปรึกษาภาษีกับ FDI ฟรี! รายละเอียดข้อมูลที่ FDI พาไปทำความเข้าใจในบทความนี้ เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะมีความน่าสนใจอย่างไรนั้นไปติตตามกันได้ในบทความนี้ ภาษีคืออะไร  ภาษีคือ การเก็บเงินจากประชาชนหรือองค์กรโดยภาครัฐเป็นผู้จัดเก็บ ซึ่งภาษีเป็นรายได้ที่สำคัญของภาครัฐแทบทุกประเทศ เพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศและให้บริการสาธารณะ เช่น การศึกษา สาธารณสุข การคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ในสังคมในประเทศไทย ซึ่งการจ่ายภาษีอากรเป็นหน้าที่ของบุคคลที่ต้องจ่ายหรือชำระให้แก่รัฐ เพื่อที่จะเป็นรายได้ให้รัฐได้นำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ สร้างสรรค์โอกาสให้แก่ผู้ด้อยโอกาสและบุคคลอื่นๆ ในสังคม การตั้งใจไม่ชำระภาษี หลบเลี่ยงการชำระ ตามกฏหมายรัฐธรรมนูญมีโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา ภาษีแบ่งเป็นกี่ประเภท มีอะไรบ้าง สำหรับการจัดเก็บภาษีนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม ภาษีทางตรง (Direct Tax) คือภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้หรือทรัพย์สินของบุคคลหรือองค์กร โดยที่ผู้เสียภาษีจะต้องชำระภาษีตามจำนวนรายได้หรือมูลค่าทรัพย์สินที่แท้จริง ภาษีทางตรงจะมีลักษณะการเก็บที่ชัดเจน มีความแน่นอน และสามารถคำนวณได้ง่ายจากข้อมูลทางการเงินที่มีอยู่ ตัวอย่างของภาษีทางตรง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: เก็บจากรายได้ของบุคคล เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าลิขสิทธิ์ และรายได้อื่น ๆ ภาษีเงินได้นิติบุคคล: เก็บจากรายได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน ภาษีมรดก: เรียกเก็บจากทรัพย์สินที่ตกทอดจากผู้เสียชีวิต ภาษีทรัพย์สิน: เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเรียกเก็บจากเจ้าของทรัพย์สิน ภาษีทางอ้อม (Indirect Tax) คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากการบริโภคสินค้าและบริการ โดยไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับรายได้ของผู้เสียภาษี ผู้บริโภคจะต้องชำระภาษีนี้ เมื่อซื้อสินค้าหรือใช้บริการ และผู้ประกอบการจะเป็นผู้รับผิดชอบในการส่งภาษีไปยังรัฐบาล ซึ่งภาษีทางอ้อมนี้สามารถจัดเก็บได้ง่าย รวดเร็ว เนื่องจากอยู่ในกระบวนการซื้อขาย ถูกรวมไว้ในราคาสินค้าและบริการอยู่แล้ว ตัวอย่างของภาษีทางอ้อม ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): เรียกเก็บจากการขายสินค้าและบริการ โดยทั่วไปอยู่ที่ 7% ภาษีสรรพสามิต: เก็บจากสินค้าบางประเภท เช่น เหล้า บุหรี่ น้ำมัน ภาษีการค้า: เช่น ภาษีที่เรียกเก็บจากการนำเข้าสินค้าหรือการส่งออก เงินเดือนเท่าไหร่ ต้องจ่ายภาษีอย่างไรบ้าง ? เงินเดือนเท่าไหร่ ต้องเสียภาษีอย่างไร? โดยกรมสรรพากรได้ให้ข้อมูลไว้ว่า ตามระเบียบของสรรพากรได้ระบุว่า ผู้ที่มีรายได้ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร ได้แก่ เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินปันผลจากการดำเนินกิจการ เงินค่าเช่าบ้าน รวมถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ […]

法人の会計を効果的に行うための5つのテクニック 新しく会社を設立する場合、自分で会計を行うべきか?

การทำบัญชีนิติบุคคล สำหรับบริษัทที่พึ่งเริ่มต้นธุรกิจ  เมื่อจดทะเบียนบริษัทในรูปแบบของนิติบุคคลแล้ว การทำบัญชีบริษัท จะมีความยากและซับซ้อนในด้านเอกสาร การดำเนินงานมากขึ้น เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลต้องมีผู้จัดทำบัญชีตามหลักการบัญชี เพื่อส่งข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร ฯลฯ  สิ่งที่ต้องดำเนินการหลังจากกิจการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล  1.ดำเนินการแยกบัญชี  โดยเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท โดยแยกออกจากบัญชีส่วนบุคคลให้ชัดเจน  2.จดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)  สำหรับกิจการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท หรือจดภาษีมูลค่าเพิ่มหลังจากจดบริษัทนิติบุคคลได้เลยเช่นกัน  3.ขึ้นทะเบียนลูกจ้างในระบบประกันสังคม  ถ้าหากมีพนักงานตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป โดยมีการจ่ายค่าจ้างเป็นเงินเดือน กิจการต้องไปขึ้นทะเบียนลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันเริ่มจ้างงาน ที่สำนักงานประกันสังคม และนำส่ง ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก ในกรณีที่กิจการมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้สำหรับเงินเดือนของพนักงานที่ถึงเกณฑ์กำหนด  4.เอกสารค่าใช้จ่ายของกิจการหรือบริษัท  การซื้อของหรือเอกสารค่าใช้จ่ายของกิจการทุกอย่าง ต้องซื้อในนามบริษัทเท่านั้น ต้องออกเป็นใบเสร็จรับเงิน/ ใบกำกับภาษี หรือบิลเงินสดต้องมีชื่อ ที่อยู่ของผู้ขาย และต้องระบุชื่อบริษัทของเรา 5.ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ต้องมีการหัก ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ในฐานะที่กิจการเป็นผู้จ่ายเงิน ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเอาไว้ส่วนหนึ่ง ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ตามอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย  0-5 % แตกต่างกันตามประเภทเงินที่จ่าย 6.การนำส่งภาษี  จัดเตรียมเอกสารทางบัญชี ภาษี รวบรวมเอกสารทั้งรายรับและรายจ่ายของกิจการทั้งหมดที่เกิดขึ้น เพื่อสรุปข้อมูลและนำส่งภาษี ในปีแรกๆหากมีความพร้อมสามารถรวบรวมเอกสาร จากนั้นค่อยส่งให้สำนักงานบัญชีสรุปบัญชี เพื่อตรวจสอบงบการเงิน และยื่นภาษีที่เกี่ยวข้องของกิจการ หลังจากสิ้นปีแทนกิจการ (ทำบัญชีและปิดงบรายปี) หรืออาจจะเลือกจ้างสำนักงานบัญชีเพื่อบันทึกบัญชีและนำส่งภาษีให้กิจการเป็นรายเดือน (บริการบัญชีรายเดือน) ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน  7.ข้อมูลสวัสดิการพนักงาน  หากเป็นคนไทยนายจ้างต้องปฏิบัติตามกฏหมายคุ้มครองแรงงานอย่างเคร่งครัด เช่น การกำหนดเวลาในการทำงาน ไม่เกิน 8 ชม/วัน หรือตามที่นายจ้าง ลูกจ้างตกลงกัน และไม่เกิน 48 ชม./สัปดาห์ มีวันลาต่าง ๆ ชัดเจน มีค่าตอบแทน ค่าล่วงเวลาตามเหมาะสม รวมถึงการปฏิบัติต่อกันและกัน โดยยึดถือข้อปฏิบัติตามที่กฏหมายได้ระบุเอาไว้ เพื่อไม่ให้เกิดเป็นปัญหาตามมาภายหลัง อ่านต่อเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง : กฏหมายคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน กรณีที่มีแรงงานต่างด้าวทำงานในบริษัท การจ้างแรงงานต่างด้าวในไทย โดยส่วนใหญ่จะเป็นงานที่ต้องใช้แรงงาน ซึ่งจะทำการจ้างงานภายใต้ข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศ (MOU) สำหรับต่างด้าวจาก 4 […]

企業会計システムの構築 法人会計の開設に関して、起業家がしっかり理解すべきこと 新規事業を始めるためのポイント!

การดำเนินการวางแผนธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญที่คัญ ซึ่งหนึ่งในขั้นตอนการเปิดบริษัทใหม่ ก็คือการเปิดบัญชีนิติบุคคล และการวางระบบบัญชีที่เหมาะสม โดยแยกบัญชีออกจากบัญชีส่วนตัว โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการวางแผนภาษี และการเงิน การทำบัญชี โดยในส่วนนี้ก็จะมีบทบาทที่สำคัญในการทำธุรกิจในแทบทุกมิติ คู่มือสำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่ การวางระบบบัญชีบริษัท ก้าวแรกสู่การบริหารการเงินธุรกิจอย่างมืออาชีพ ทำไมต้องเปิดบัญชีบริษัท ? การวางแผนทางการเงินและการวางระบบบัญชีในการประกอบธุรกิจ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะการทำธุรกิจสิ่งที่พ่วงตามมาด้วยคือการวางแผนภาษี มีการทำบัญชี ให้ทราบการเคลื่อนไหวทางการเงินบริษัท เมื่อทราบถึงการเงินก็จะสามารถวางแผนด้านอื่น ๆ ให้บรรลุเป้าหมายได้โดยง่าย ที่สำคัญการเปิดบัญชีบริษัทจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือมากกว่าบัญชีในนามบุคคล แต่ถึงจะใช้บัญชีนามบุคลก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ไม่ได้สร้างความน่าเชื่อถือนั่นเอง เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็จะตอบโจทย์ในเรื่องของการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรอีกด้วย  โดยการเปิดบัญชีบริษัทก็สามารถเปิดได้ด้วยจำนวนเงินขั้นต่ำของแต่ละประเภท สามารถสมัครบริการทางออนไลน์ในแต่ละธนาคารไว้เพื่อให้สามารถทำธุรกรรมทางธุรกิจ ที่ครอบคลุมทั้งด้านการชำระเงิน การจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน หรือแม้แต่การกู้ยืมในรูปแบบสินเชื่อที่จะใช้พัฒนาธุรกิจในอนาคต เริ่มต้นธุรกิจด้วยความมั่นใจ การเปิดบัญชีนิติบุคคลคือก้าวแรกที่สำคัญ ทำไมการแยกบัญชีจึงสำคัญ? แยกบัญชีส่วนตัวออกจากบัญชีธุรกิจ การแยกบัญชีส่วนตัวออกจากบัญชีธุรกิจไม่เพียงช่วยในการจัดการการเงินที่ดีขึ้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย สร้างภาพลักษณ์ที่เป็นมืออาชีพ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารธุรกิจ กิจการ  5 เหตุผลข้อดี ที่ทำไมผู้ประกอบการมือใหม่ ต้องเปิดบัญชีแยก !  1.ทำให้การจัดการการเงินมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้  ความชัดเจนในรายรับ-รายจ่าย : ช่วยให้ติดตามรายรับและรายจ่ายของธุรกิจได้ง่ายขึ้น โดยไม่มีการปะปนกับค่าใช้จ่ายส่วนตัว การตรวจสอบบัญชีง่าย : การวางระบบบัญชีที่ดีจะช่วยให้หากมีการตรวจสอบบัญชี (audit) หรือการจัดทำรายงานการเงิน จะไม่เกิดความสับสนระหว่างรายได้และค่าใช้จ่ายส่วนตัวกับธุรกิจ 2.ช่วยในการคำนวณภาษีที่ถูกต้อง ง่ายมากขึ้น การยื่นภาษีที่แม่นยำ: การแยกบัญชีช่วยให้การคำนวณรายได้สุทธิและค่าใช้จ่ายของธุรกิจชัดเจน และลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบภาษีจากกรมสรรพากร การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี: ค่าใช้จ่ายทางธุรกิจสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ แต่ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน 3.สร้างความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ ความเป็นมืออาชีพ: การใช้บัญชีธุรกิจแสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการที่มีระบบและมืออาชีพ สร้างความมั่นใจให้ลูกค้าและคู่ค้า: คู่ค้าหรือลูกค้ามักไว้วางใจธุรกิจที่แยกการเงินชัดเจน และสามารถออกใบแจ้งหนี้หรือรับเงินผ่านบัญชีธุรกิจโดยตรง 4. การป้องกันปัญหาทางกฎหมาย ลดความเสี่ยงความรับผิดส่วนตัว: การปะปนรายได้ส่วนตัวและธุรกิจอาจทำให้เกิดปัญหาด้านกฎหมาย เช่น หากธุรกิจมีหนี้สิน เจ้าหนี้อาจอ้างสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนตัวได้ ความชัดเจนด้านกฎหมาย : โดยเฉพาะสำหรับบริษัทจำกัดที่ต้องรักษาความแยกจากทรัพย์สินส่วนตัว 5. การจัดการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ การวางแผนงบประมาณที่ดี: ช่วยให้สามารถวางแผนรายจ่ายและการลงทุนในธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขอสินเชื่อธุรกิจ: ธนาคารมักพิจารณาบัญชีธุรกิจเพื่อประเมินศักยภาพและความน่าเชื่อถือของธุรกิจ ขั้นตอนการเปิดบัญชีบริษัท การเปิดบัญชีธนาคารสำหรับบริษัทในประเทศไทยต้องเตรียมเอกสารและดำเนินการตามขั้นตอนที่ธนาคารกำหนด ในแต่ละธนาคารจะมีข้อกำหนด เงื่อนไขต่างกันออกไปในบางกรณี โดยแนะนำให้อ่านละเอียดแต่ละธนาคารได้ที่เว็บไซต์ธนาคารที่สนใจ ซึ่งลำดับขั้นตอนการเปิดบัญชีบริษัท จะมีลำดับขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนการเปิดบัญชีบริษัทที่ธนาคารสำหรับบริษัทในประเทศไทย 1. การเตรียมเอกสารของบริษัทและเอกสารเจ้าของกิจการ กรรมการที่มีอำนาจให้พร้อม โดยตรวจสอบและเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนก่อนติดต่อธนาคารเพื่อความเรียบร้อย รวดเร็ว  เอกสารที่ต้องเตรียม  หนังสือรับรองการจดทะเบียนธุรกิจ ที่นายทะเบียนรับรอง ไม่เกิน 6 เดือน รายงานการประชุม หรือหนังสือแจ้งความประสงค์ขอเปิดบัญชี หนังสือบริคณห์สนธิ เอกสาร […]

1 2