ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสภาวะภูมิอากาศแปรปรวน (Climate Change) และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว “ESG – Carbon Neutrality – Net Zero” ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ขององค์กรขนาดใหญ่อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “เงื่อนไขบังคับ” ที่ทุกธุรกิจทุกอุตสาหกรรมต้องเผชิญ
หากพูดถึงหนึ่งในองค์กรที่กำลังได้รับความสนใจในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการวางกลยุทธ์ธุรกิจและความยั่งยืน ปฏิเสธไม่ได้ว่า “เอฟ ดี ไอ กรุ๊ป” บริษัทที่ปรึกษาสัญชาติญี่ปุ่น-ไทย คือหนึ่งในองค์กรที่ตอบโจทย์นี้ได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด นับตั้งแต่เปิดตัวบริการให้คำปรึกษาทางด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกและความยั่งยืนในปี 2023 มีโครงการสำเร็จและอยู่ระหว่างดำเนินการแล้วมากกว่า 100 โครงการ อาทิ โรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางในภาคตะวันออก ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 3% ภายใน 12 เดือน (Scope 1+2) พร้อมรับรองมาตรฐาน CFO และ CFP จาก TGO รวมถึงบริษัทอีกกว่า 150 แห่งที่ไว้วางใจในกระบวนการวางแผน ดำเนินการ และเตรียมความพร้อม จากพลวัตการเติบโตที่ไม่หยุดหย่อน เอฟ ดี ไอ กรุ๊ป กำลังยกระดับสู่บทบาท “Business Sustainability Partner” หุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ที่พร้อมจับมือผู้ประกอบการไทยก้าวสู่อนาคต
จากที่ปรึกษาธุรกิจ สู่พันธมิตรด้านกลยุทธ์ พลิกสู่ความยั่งยืนขององค์กรไทย
“เอฟ ดี ไอ กรุ๊ป” เริ่มก่อตั้งตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 โดยให้บริการด้านที่ปรึกษาเพื่อการดำเนินธุรกิจในไทยแบบครบวงจร ที่ครอบคลุมตั้งแต่การจดทะเบียนบริษัท การยื่นขอใบอนุญาตเพื่อประกอบธุรกิจ (FBC และ FBL) การทำบัญชีและวางแผนภาษี สำหรับนิติบุคคล ด้านการสรรหาทรัพยากรบุคคล จัดทำเงินเดือน การยื่นขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน และบริการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน
ด้วยจุดแข็งสำคัญของ FDI คือการทำงานแบบลงมือทำจริงร่วมกับลูกค้า ไม่ใช่เพียงแค่การให้คำปรึกษาเชิงทฤษฎี แต่เข้าไปทำงานเสมือนเป็นหนึ่งในทีมขององค์กร เพื่อช่วยวางแผน ปรับระบบ และผลักดันให้องค์กรสามารถบรรลุเป้าหมายด้านธุรกิจและความยั่งยืนได้จริง
“ESG ไม่ใช่ทางเลือก แต่คืออนาคตของธุรกิจ”
คุณพัชราภรณ์ เวชวิทยาขลัง ประธานกรรมการบริหาร ระบุชัดว่า องค์กรทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันสามทิศทาง ทั้งนโยบายภาครัฐ มาตรการด้านคาร์บอนจากประเทศคู่ค้า และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้น้ำหนักกับสินค้าคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
“วันนี้ ESG ไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่คือตัวแปรที่ชี้ขาดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะองค์กรที่ส่งออกไปสหภาพยุโรป ซึ่งเริ่มบังคับใช้ CBAM — ภาษีคาร์บอนที่เก็บจากสินค้านำเข้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง นั่นคือต้นทุนที่จับต้องได้และหลีกเลี่ยงไม่ได้”
“องค์กรที่ปรับตัวเร็ว ไม่เพียงได้เปรียบด้านต้นทุน แต่จะเป็นผู้กำหนดเกมในตลาด — ไม่ใช่แค่ผู้ตาม”
คุณพัชราภรณ์ ยังย้ำอีกว่า ด้วยการที่ไทยประกาศเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 การเตรียมพร้อมจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือ “กลยุทธ์ที่ธุรกิจต้องทำและเลื่อนไม่ได้อีกต่อไป
กลุ่มธุรกิจไหน “ต้องเริ่ม ESG วันนี้” ก่อนเสียโอกาสในอนาคต
ภายใต้แรงกดดันจากมาตรการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ทำให้องค์กรจำนวนมากเริ่มเผชิญ “Pain Point” ใหม่ทางธุรกิจ ที่ไม่ใช่เพียงเรื่องต้นทุนการผลิต แต่รวมถึงข้อกำหนดด้านคาร์บอนและการเปิดเผยข้อมูล (ESG Disclosure) จากคู่ค้า นักลงทุน และตลาดโลกที่เข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มผู้ส่งออกไปยุโรป และตลาดต่างประเทศ
หนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือผู้ประกอบการที่มีการส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรป ซึ่งกำลังเผชิญมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือมาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน ทำให้หลายองค์กรเริ่มกังวลเรื่องการจัดทำ Carbon Footprint การตรวจสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเตรียมเอกสารตามข้อกำหนดจากคู่ค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพราะหากไม่สามารถแสดงข้อมูลคาร์บอนได้อย่างชัดเจน อาจกระทบต่อโอกาสทางการค้าในอนาคต
กลุ่มบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (SET/MAI)
อีกหนึ่งกลุ่มสำคัญ คือบริษัทจดทะเบียนที่ต้องจัดทำรายงาน 56-1 One Report ซึ่งปัจจุบันประเด็นด้าน ESG กลายเป็นหัวข้อสำคัญที่นักลงทุนใช้ประเมินมูลค่าและความเสี่ยงของบริษัทโดยตรง องค์กรที่ยังขาดระบบรวบรวมข้อมูล ESG ที่แม่นยำและตรวจสอบได้จริง กำลังเผชิญความเสี่ยงทางด้านต้นทุนการระดมทุนที่สูงขึ้น และการสูญเสียความไว้วางใจจากผู้ถือหุ้นในระยะยาว หลายองค์กรจึงต้องเร่งวางระบบด้านความยั่งยืน การบริหารความเสี่ยงต่อทุกมิติด้านสิ่งแวดล้อม และการจัดเก็บข้อมูล ESG ให้มีความถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
กลุ่ม SME และโรงงานใน Supply Chain
ขณะที่กลุ่ม SME และโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก กำลังถูกกดดันจากบริษัทคู่ค้า หรือกลุ่ม Tier 1 ให้ต้องมีข้อมูล Carbon Data และแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อใช้ประกอบการประเมิน ESG ของบริษัทแม่ หลายองค์กรจึงเริ่มมองหาที่ปรึกษาที่สามารถช่วยวางระบบ ประเมิน Carbon Footprint และเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐานใหม่ของห่วงโซ่อุปทานโลก
ด้วยเหตุนี้ FDI Group จึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้โดยตรง ในฐานะที่ปรึกษาที่ไม่เพียงวางกลยุทธ์ แต่ ลงมือดำเนินการร่วมกับลูกค้า ตั้งแต่การประเมิน Carbon Footprint ไปจนถึงการวางระบบ ESG ที่ตอบมาตรฐานห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อเปลี่ยนมาตรการและข้อบังคับเรื่องคาร์บอนจากภาระต้นทุน ให้กลายเป็นความได้เปรียบในการแข่งขันที่วัดผลได้จริง
FDI Group เดินหน้าบริการ ESG ครบวงจร ตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่
ตลอดกว่า 3 ปีที่ผ่านมา FDI Group ได้ให้บริการด้านที่ปรึกษาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนแก่บริษัท องค์กร และโรงงานในประเทศไทยไปแล้วกว่า 100 บริษัท ครอบคลุมบริการสำคัญ ได้แก่
- การประเมิน Carbon Footprint for Organization (CFO)
- การประเมิน Carbon Footprint for Product (CFP)
- การวางแผนลดคาร์บอนเพื่อมุ่งสู่ Carbon Neutrality และ Net Zero
- ที่ปรึกษา CBAM และการจัดทำรายงาน
- การพัฒนาโครงการ Carbon Credit และ T-VER
- การจัดทำและขอรับรองมาตรฐาน ISO ด้านสิ่งแวดล้อม
- การจัดทำ Carbon Neutral Event
- การวิเคราะห์ข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจก
- Energy Dashboard Platform ครอบคลุมทุก Scope
- การอบรมด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนภายในองค์กร
ล่าสุด FDI Group ได้เปิดตัวบริการด้าน ” ESG อย่างเต็มรูปแบบ “เพื่อรองรับองค์กรที่ต้องการวางระบบความยั่งยืนเชิงลึกอย่างครบวงจร
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา FDI ได้รับความไว้วางใจจากองค์ชั้นนำมาอย่างมากมายว่า “FDI เป็นทางเลือกสำคัญขององค์กรยุคใหม่ ที่ต้องการพาร์ตเนอร์ด้านธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนแบบครบวงจร ด้วยประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญเชิงลึก และแนวทางการทำงานแบบลงมือปฏิบัติจริง ทำให้สามารถช่วยองค์กรวางกลยุทธ์ ปรับตัวรับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนธุรกิจสู่เป้าหมาย ESG และ Net Zero ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
ขับเคลื่อนองค์กรด้วยแนวคิด BCG – ESG – SDGs
อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญของ FDI คือการนำแนวคิด BCG Economy Model ซึ่งประกอบด้วย Bio Economy, Circular Economy และ Green Economy มาผสานกับแนวทาง ESG และ SDGs เพื่อช่วยองค์กรออกแบบกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับนโยบายระดับประเทศและมาตรฐานสากล
โดย FDI จะวิเคราะห์ตั้งแต่กระบวนการดำเนินงานขององค์กร คู่ค้า และซัพพลายเชน เพื่อหาแนวทางลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจอย่างยั่งยืน
“เราไม่ได้มองแค่เรื่องการลดคาร์บอน แต่เรามองถึงการลดต้นทุน ลดความเสี่ยง เปลี่ยนเป็นกำไรให้กับธุรกิจ เพราะความยั่งยืนในอนาคต จะกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ” คุณพัชราภรณ์ กล่าวเสริม
เสริมแกร่งธุรกิจยุคใหม่ ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญคาร์บอนฟุตพริ้นท์จาก FDI
FDI นำทีมโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรงทั้งด้านวิศวกรรม พลังงาน และสิ่งแวดล้อม พร้อมความเชี่ยวชาญในการดำเนินโครงการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero Emission ตามนโยบายของภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ
โดย FDI Group ได้ขึ้นทะเบียนที่ปรึกษาประเภทนิติบุคคล และทีมที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (CFO) ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (CFP) กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นที่สะท้อนถึงมาตรฐานความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความพร้อมในการให้คำปรึกษาแก่ภาคธุรกิจอย่างครบวงจรในระดับมืออาชีพ
มากกว่าที่ปรึกษา คือ “Business Strategic Partner” ที่พร้อมเติบโตไปกับลูกค้า
สิ่งที่ทำให้ FDI แตกต่างจากบริษัทที่ปรึกษาทั่วไป ด้วยแนวทางการทำงานที่เข้าใจความต้องการเฉพาะของแต่ละองค์กร พร้อมนำเสนอแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของธุรกิจจริง ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์เฉพาะทาง และการติดตามผลอย่างใกล้ชิด ทำให้ FDI สามารถช่วยลูกค้าได้ตั้งแต่การเริ่มต้นวางระบบ ไปจนถึงการดำเนินงานจริง และการต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ อีกด้วย
ทั้งหมดนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของ FDI Group ที่ต้องการเป็น “One Stop Business Solution” สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ ที่ต้องการเติบโตอย่างมั่นคง ควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืนให้กับโลกในระยะยาว
ในวันที่โลกธุรกิจกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคแห่งความยั่งยืน องค์กรที่สามารถปรับตัวได้เร็ว วางกลยุทธ์ได้ถูกทิศทาง ลงมือทำทันที ย่อมมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำเหนือการแข่งขันในระยะยาว และ FDI Group ไม่ได้มาในฐานะที่ปรึกษาที่ส่งมอบรายงานแล้วจากไป แต่ คือ Business Sustainability Partner ที่เข้าใจทั้งมิติธุรกิจและมิติ ESG อย่างแท้จริง พร้อมร่วมออกแบบกลยุทธ์ ลงมือดำเนินการ และวัดผลจริงในทุกขั้นตอน ตั้งแต่วันแรกจนถึงเป้าหมาย เพราะการเติบโตที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการประกาศเจตนา แต่เกิดจาก การลงมือทำอย่างถูกทิศทางตั้งแต่วันนี้
สนใจติดต่อหรือสอบถามรายละเอียดได้ทาง
- Website : www.fdisustain.com และ www.fdi.co.th
- Line official : @fdigroup
- Tel : 02-642-6866

