รู้จักกับ “Smart mobility” ยกระดับคุณภาพชีวิตสู่การเป็น Smart City อย่างแท้จริง

รู้จักกับ “Smart mobility” ยกระดับคุณภาพชีวิตสู่การเป็น Smart City อย่างแท้จริง

ในยุคที่เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาการจราจรติดขัด มลพิษทางอากาศ และความต้องการของประชากรเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แนวคิด Smart Mobility ได้กลายเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เมืองสามารถเดินหน้าเข้าสู่ยุคของ Smart City อย่างเต็มตัว โดยไม่เพียงแต่ยกระดับประสบการณ์การเดินทางแบบอัจฉริยะ การสร้างโครงข่ายคมนาคม การขนส่งที่สะดวกเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้คนให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

มาร่วมกันสำรวจ พร้อมหาคำตอบในบทความนี้ ที่จะพาไปรู้จักกับ “Smart mobility” ด้านการวางแผนเมืองและระบบการขนส่งอัจฉริยะ พร้อมแนวทางใช้งานจริง กับประโยชน์ต่อพลเมือง และการออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในระดับสากลกันผ่านบทความนี้ 

Smart mobility” คืออะไร ? 

สำหรับ Smart mobility เป็นส่วนสำคัญของแกนการพัฒนาที่จะนำไปสู่ Smart City อย่างเต็มตัว โดยเป็นการพัฒนาโครงข่ายสัญจรอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล (ฺBig Data) ระบบอัตโนมัติ โครงข่ายเชื่อมต่อ และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ของผู้คนและขนส่งสินค้าในเมือง การอุตสาหกรรม ไปจนถึงการท่องเที่ยวในประเทศ 

โดย Depa ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า การพัฒนาเมืองอัจฉริยะมีมิติการพัฒนาได้หลายด้าน มีมิติที่สำคัญ 7 ด้านคือ 1) สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) 2) การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) 3) การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) 4) พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) 5) พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) 6) เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) 7) การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance)

 

จุดประสงค์หลักของ  Smart Mobility และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

เพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบการเดินทางที่ชาญฉลาด ปลอดภัย ยั่งยืน และตอบโจทย์คนเมือง โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล และนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ “ระบบการเดินทางที่ชาญฉลาด ปลอดภัย ยั่งยืน และตอบโจทย์คนเมือง” โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล และนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น 

  • การเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง ด้วยโครงข่ายสัญจรที่เชื่อมต่อกัน (Integration) 

ที่จะมีส่วนช่วยสำคัญในการลดเวลาการเดินทาง ลดความแออัด และทำให้ระบบขนส่งทำงานได้ราบรื่นมากขึ้น ผ่านการใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์และระบบจัดการจราจรอัจฉริยะ เพื่ออำนวยความสะดวกให้การเปลี่ยนทางสัญจรง่ายขึ้น เป็นระบบมากยิ่งขึ้น 

  • การลดปัญหาการจราจรติดขัดและลดเวลาการเดินทาง

Smart Mobility ใช้เทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบเซนเซอร์ข้อมูลจราจร และระบบจัดการแบบเรียลไทม์ ระบบวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อบริหารจัดการการไหลของยานพาหนะและปรับสัญญาณไฟจราจรอย่างเหมาะสม

  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษเพื่อสร้างอากาศบริสุทธิ์เพิ่มมากขึ้น 

สนับสนุนการใช้ขนส่งสาธารณะ ยานยนต์ไฟฟ้า การเดิน และการปั่นจักรยาน เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวให้น้อยลงในชีวิตประจำวัน ที่จะส่งผลทำให้การคมนาคมนั้น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดน้อยลง 

  • เป็นการส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมือง 

เมื่อการเดินทางสะดวกและปลอดภัย จะลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงความรุนแรงจากการคมนาคมให้ลดน้อยลง และแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดได้ ประชาชนจะมีเวลาและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดความเครียดจากการจราจร มีเวลามากขึ้นในการไปทำกิจกรรมอื่นๆ และเพิ่มความน่าอยู่ของเมือง

  • สนับสนุนการพัฒนา Smart City

Smart Mobility เป็นหนึ่งในเสาหลักของ Smart City เพราะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการเมืองอย่างบูรณาการ ตั้งแต่ด้านการคมนาคม ด้านสภาพแวดล้อม ด้านความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และความปลอดภัยในทุกด้าน 

ระบบ Smart Mobility ประกอบไปด้วยเทคโนโลยีและบริการต่าง ๆ เช่น 

  • ระบบขนส่งสาธารณะอัจฉริยะ
  • ระบบเดินทางตามความต้องการ (Mobility as a Service – MaaS)
  • ยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์อัตโนมัติ
  • การแชร์รถหรือแชร์จักรยาน
  • ระบบจัดการการจราจรแบบเรียลไทม์

 

ทำไม Smart Mobility ถึงเป็นแกนสำคัญของการพัฒนาสู่ Smart City 

Smart Mobility เป็นแกนสำคัญของการพัฒนาสู่ Smart City เพราะระบบการเดินทางคือ “โครงสร้างพื้นฐานหลัก” ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนเข้าด้วยกัน หากเมืองมีการเดินทางที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และการนำเอาพลังงานสะอาดมาใช้ จะช่วยลดการจราจรที่ติดขัด ลดการปล่อยมลพิษ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ Smart Mobility ยังใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีแบบเรียลไทม์เพื่อบริหารจัดการการจราจรอย่างชาญฉลาด ทำให้เมืองตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้รวดเร็วและยั่งยืน ดังนั้น Smart Mobility จึงเป็นหัวใจที่ทำให้ Smart City ขับเคลื่อนไปได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะในมิติของทางด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม

 

ตัวอย่างการนำ Smart Mobility มาใช้งานจริงในปัจจุบัน

1.ยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์อัจฉริยะ

การรองรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เช่น รถบัสไฟฟ้าหรือรถยนต์คมนาคมสาธารณะ เป็นส่วนสำคัญของ Smart Mobility ที่ช่วยลดมลพิษและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว

2.ระบบแชร์รถและจักรยาน 

ระบบแชร์จักรยาน (Bike-sharing) และบริการแชร์รถช่วยลดจำนวนรถยนต์ส่วนตัวบนท้องถนน ส่งผลให้ปัญหาการติดขัดและมลพิษลดลงไปด้วย ซึ่งเป็นที่นิยมในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก

3.การจัดการข้อมูลจราจรแบบเรียลไทม์

การใช้แพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และแพลตฟอร์มควบคุมการสัญจรช่วยให้เมืองสามารถประสานงานระหว่างระบบต่าง ๆ ในภาพรวม ทำให้การตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินหรือการเปลี่ยนแปลงความต้องการเดินทางได้ดีขึ้น

4.แอปพลิเคชัน and MaaS

Mobility as a Service (MaaS) คือบริการที่รวมหลายระบบการเดินทางไว้ในแอปเดียว ทำให้ผู้คนสามารถวางแผนการเดินทาง จองตั๋ว หรือตรวจสอบเวลาการเดินทางได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น ระบบแผนที่ที่รวมการเดินทางหลายรูปแบบ

Smart Mobility ไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทางที่ทันสมัย ตอบโจทย์ยุคปัจจุบัน แต่คือกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนเมืองสู่ความเป็น Smart City อย่างแท้จริง ด้วยการใช้เทคโนโลยี ข้อมูล และนวัตกรรมมาบริหารจัดการระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น Smart Mobility จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเมืองยุคใหม่ที่แข่งขันได้และสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

 

ช่องทางติดต่อ

  • Facebook : FDI Group – Business Consulting
  • Line : @fdigroup
  • Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895
  • E-mail : infojob@fdi.co.th
  • Website : www.fdi.co.th