รู้จักมาตรฐาน ISO 14064 และ ISO 14067
เครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการคาร์บอนขององค์กรและผลิตภัณฑ์
การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญของภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนความยั่งยืน การดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero หรือ Carbon Neutrality จำเป็นต้องอาศัยมาตรฐานที่สามารถวัดผล ตรวจสอบ และรายงานได้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการบริหารจัดการคาร์บอนทั้งในระดับองค์กรและระดับผลิตภัณฑ์ ซึ่งมาตรฐาน ISO 14064 และ ISO 14067 ถือเป็นเครื่องมือหลักที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลสำหรับการดำเนินการดังกล่าว
มาตรฐานทั้งสองมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการคำนวณและบริหารจัดการคาร์บอน ดังนี้
- ISO 14064-1:การวัดปริมาณและการรายงานผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กร (มักใช้เทียบเคียงกับการทำ Carbon Footprint for Organization หรือ CFO)
- ISO 14067 เป็นมาตรฐานว่าด้วยการจัดทำข้อกำหนดและแนวทางในแสดงและรายงานปริมาณก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ ตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่กระบวนการหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน และการกำจัดเมื่อกลายเป็นของเสีย
มาตรฐานทั้งสองนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ในยุคที่ความยั่งยืนถือเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขัน การได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO ไม่เพียงส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจ แต่ยังสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมที่ผ่านการตรวจสอบอย่างโปร่งใส
ISO คืออะไร ?
ISO หรือ International Organization for Standardization เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่จัดทำมาตรฐานสากลครอบคลุมหลากหลายด้าน ทั้งการบริหารคุณภาพ ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม พลังงาน และเทคโนโลยี โดยมีบทบาทในการกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เป็นระบบ เพื่อให้หน่วยงาน องค์กร และประเทศต่างๆ สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้มาตรฐานเดียวกัน และสามารถตรวจสอบได้
ISO ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1947 ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกเข้าร่วมกว่าร้อยประเทศ โดย ISO มิได้เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดรัฐบาลของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่มีเป้าหมายในการสร้างมาตรฐานสากลที่เป็นแนวทางเดียวกัน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาองค์กร เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค
ความสำคัญของมาตรฐาน ISO ต่อการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์
มาตรฐาน ISO ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นระบบบริหารจัดการที่มีความเป็นกลาง น่าเชื่อถือ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ISO 14064 และ ISO 14067 จัดอยู่ในกลุ่มมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนให้องค์กรสามารถวัด ติดตาม และรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emissions) ได้อย่างแม่นยำ
การนำมาตรฐาน ISO มาใช้ในการบริหารจัดการคาร์บอนไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่องค์กร แต่ยังสอดคล้องกับแนวทาง ESG (Environmental, Social, Governance) เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการจัดทำรายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) ซึ่งองค์กรจำนวนมากดำเนินการอย่างจริงจังมากขึ้นภายใต้นโยบาย Net Zero
มาตรฐาน ISO 14064
ISO 14064 เป็นมาตรฐานสำหรับการวัด การจัดทำบัญชี และการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กร แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่
- ISO 14064-1 กำหนดข้อกำหนดและแนวทางสำหรับการจัดทำบัญชีและการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมขององค์กร (GHG Inventory)
- ISO 14064-2 การรายงานและตรวจสอบข้อกำหนดแนวทางสำหรับการรายงานการลดหรือกำจัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับโครงการ (GHG Project) เช่น โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon City) ที่มุ่งลดการใช้พลังงานและลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในเขตเมือง
- ISO 14064-3 การตรวจสอบ สำหรับการทวนสอบและสำหรับรายงานโดยอาศัยการตรวจสอบ การรับรองของบุคคลภายนอก (GHG Verification and Validation) เพื่อสร้างความมั่นใจว่าข้อมูลที่รายงานมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ
องค์ประกอบสำคัญของ ISO 14064-1 คือการจำแนกการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรออกเป็น Scope 1, Scope 2 และ Scope 3 โดยสรุปได้ดังนี้
- Scope 1 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากแหล่งที่องค์กรเป็นเจ้าของหรือควบคุม
- Scope 2 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้า ความร้อน หรือไอน้ำ
- of Scope 3 Data การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ เช่น จากการขนส่ง การเดินทางของพนักงาน การใช้ผลิตภัณฑ์ และการจัดการของเสีย
การดำเนินงานตามมาตรฐาน ISO 14064 ช่วยให้องค์กรมีข้อมูลพื้นฐานที่ชัดเจนและเป็นระบบสำหรับการกำหนดเป้าหมายลดคาร์บอน รวมถึงสามารถเปรียบเทียบผลการดำเนินงานในแต่ละปีได้
มาตรฐาน ISO 14067
ISO 14067 เป็นมาตรฐานสำหรับการวัดและประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) ซึ่งหมายถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA) ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การขนส่ง การใช้งาน จนถึงการจัดการของเสียหลังการใช้งาน
มาตรฐานนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถระบุขั้นตอนในกระบวนการผลิตที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง และกำหนดแนวทางลดผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การเปลี่ยนวัตถุดิบ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ หรือการปรับปรุงระบบขนส่ง
นอกจากนี้ ISO 14067 ยังสามารถนำไปใช้ประกอบการสื่อสารกับผู้บริโภคผ่านฉลากสิ่งแวดล้อม (Eco-labeling) ซึ่งแสดงค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจและการตลาดอย่างยั่งยืน

แรงกดดันในปัจจุบันจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ทำให้มาตรฐานทั้งสองนี้ไม่ใช่ทางเลือกแต่จำเป็นที่ต้องทำ!
- EU Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM): สินค้าส่งออกไปยุโรปในกลุ่มเหล็ก อะลูมีเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน ต้องมีข้อมูล Embedded Emissions ที่ตรวจสอบได้ ซึ่งต้องอิงมาตรฐาน ISO
- ตลาดหลักทรัพย์ฯ: บริษัทจดทะเบียนถูกกระตุ้นให้เปิดเผยข้อมูล GHG ตาม Framework ที่อ้างอิงมาตรฐานสากล
- ซัพพลายเชนระดับโลก: คู่ค้าจากญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา เริ่มกำหนดให้ซัพพลายเออร์มีข้อมูล Carbon Footprint ตาม ISO
- Green Finance: สถาบันการเงินที่ออก Green Loan หรือ Sustainability-Linked Loan มักต้องการข้อมูล GHG ที่ผ่านการรับรองตาม ISO 14064
- ฉลากคาร์บอน อบก.: การขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ของไทยอ้างอิงมาตรฐาน ISO 14064 และ ISO 14067
การนำข้อมูลจากการทำ ISO 14064 และ ISO 14067 มาใช้ดำเนินงานต่อในหลากหลายมิติ
องค์กรธุรกิจสามารถนำ ISO 14064 และ ISO 14067 มาใช้ประโยชน์ได้หลายมิติ ทั้งในเชิงกลยุทธ์ การดำเนินงาน และการสร้างมูลค่าทางธุรกิจ โดยสรุปแนวทางที่จะช่วยให้เกิดผลลัพธ์สูงสุดได้ดังนี้
1. การใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับวางกลยุทธ์ลดคาร์บอนอย่างมีเป้าหมาย
การทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกตาม ISO 14064-1 (Scope 1-3) ทำให้องค์กรเห็นภาพรวมว่าคาร์บอนส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมใด เช่น กระบวนการผลิต การใช้พลังงาน หรือห่วงโซ่อุปทาน จากนั้นจึงสามารถกำหนดเป้าหมายลดคาร์บอนที่วัดผลได้จริง (เช่น เป้าหมาย Net Zero หรือ Science-Based Targets) แทนการตั้งเป้าแบบเดาสุ่ม
2. ใช้ผลการประเมิน ISO 14067 เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตและออกแบบผลิตภัณฑ์
เมื่อทราบว่าขั้นตอนใดในวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ปล่อยคาร์บอนสูงที่สุด องค์กรสามารถตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้แม่นยำขึ้น เช่น เปลี่ยนวัตถุดิบ ปรับสูตรการผลิต ออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้เบาลงหรือใช้วัสดุรีไซเคิล หรือเลือกเส้นทางขนส่งที่ปล่อยคาร์บอนน้อยกว่า ซึ่งมักนำไปสู่การลดต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบไปพร้อมกันด้วย
3. สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและเข้าถึงตลาดใหม่
ฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint Label) ที่อิงตาม ISO 14067 ช่วยสร้างความแตกต่างให้สินค้าในตลาดที่ผู้บริโภคและคู่ค้าให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดส่งออกไปยังสหภาพยุโรปที่มีมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ซึ่งกำหนดให้สินค้าบางประเภทต้องรายงานข้อมูลคาร์บอน การมีข้อมูลตามมาตรฐาน ISO พร้อมอยู่แล้วจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการค้าและต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
4. เป็นการดำเนินงานที่ตอบโจทย์นักลงทุนและเป็นไปตามมาตรฐาน ESG ที่มีความน่าเชื่อถือ
รายงานที่จัดทำตาม ISO 14064 สามารถใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนรายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) และการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนสถาบันและกองทุนความยั่งยืนให้น้ำหนักมากขึ้นในการตัดสินใจลงทุน องค์กรที่มีข้อมูลผ่านการทวนสอบตาม ISO 14064-3 จะมีความน่าเชื่อถือสูงกว่าการรายงานข้อมูลด้วยตนเองโดยไม่มีการตรวจสอบ
5. การบริหารความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและภาษีคาร์บอน
หลายประเทศเริ่มบังคับใช้หรือเตรียมบังคับใช้ภาษีคาร์บอนและกลไกทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การมีระบบบัญชีคาร์บอนตามมาตรฐานสากลล่วงหน้า ช่วยให้องค์กรปรับตัวได้ทันและไม่ต้องเร่งดำเนินการภายใต้แรงกดดันด้านเวลาเมื่อกฎระเบียบบังคับใช้จริง
6. การสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานในส่วนที่เกี่ยวข้อง
หากองค์กรอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติที่มีนโยบาย Net Zero ข้อมูล Scope 3 ที่จัดทำตาม ISO 14064-1 จะช่วยให้สามารถส่งมอบข้อมูลคาร์บอนแก่คู่ค้ารายใหญ่ได้ตามที่ร้องขอ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่หลายองค์กรใช้คัดเลือกซัพพลายเออร์อย่างมีนัยสำคัญในปัจจุบัน
การนำมาตรฐานทั้งสองไปใช้ให้เกิดประโยชน์เต็มที่ ควรดำเนินการควบคู่กันอย่างเป็นระบบ คือเริ่มจากการทำบัญชีคาร์บอนระดับองค์กรตาม ISO 14064 เพื่อเห็นภาพรวม จากนั้นจึงประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ระดับผลิตภัณฑ์ตาม ISO 14067 ในผลิตภัณฑ์ที่เป็นรายได้หลักหรือมีความเสี่ยงด้านคาร์บอนสูง แล้วนำผลลัพธ์ทั้งสองระดับมาเชื่อมโยงกับเป้าหมายทางธุรกิจ ทั้งการรายงาน ESG การสื่อสารการตลาด และการบริหารความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้มาตรฐาน ISO ไม่ใช่เพียงใบรับรองที่ได้มา แต่เป็นเครื่องมือที่สร้างมูลค่าทางธุรกิจได้จริงในระยะยาวมากยิ่งขึ้น
🌿 พร้อมเริ่มต้นการประเมิน ISO 14064 และ ISO 14067 สำหรับองค์กรของคุณแล้วหรือยัง ?

FDI SUSTAIN ให้บริการที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนแบบครบวงจร โดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่ขึ้นทะเบียนเป็นที่ปรึกษาโครงการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์องค์กร (CFO) และคาร์บอนฟุตพรินต์ผลิตภัณฑ์ (CFP) กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) พร้อมประสบการณ์ให้คำปรึกษาแก่องค์กรมากกว่า 100 บริษัทที่ผ่านมา ครอบคลุมในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นบริการด้าน
- การประเมินและจัดทำคาร์บอนฟุตพรินต์องค์กร (CFO, ISO 14064-1) และคาร์บอนฟุตพรินต์ผลิตภัณฑ์ (CFP, ISO 14067) พร้อมการแนะนำการขึ้นทะเบียนรับรองกับ industries,
- การวางแผนกลยุทธ์ลดคาร์บอนเพื่อมุ่งสู่ Carbon Neutrality และ Net Zero ขององค์กร
- Provide consulting and develop carbon credit projects (T-VER).
- ให้คำแนะนำ จัดทำรายงาน ตรวจสอบและประเมินความพร้อมด้าน CBAM ตั้งแต่การคำนวณค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจนถึงการจัดทำรายงานตามข้อกำหนดสหภาพยุโรป
- วางกลยุทธ์และจัดทำรายงาน ESG ไม่ว่าจะเป็น ESG Strategy & Roadmap, Sustainability Report, ตามมาตรฐาน GRI, ISSB, TCFD
- ให้คำปรึกษา จัดทำ และขอรับรองมาตรฐาน ISO ที่เกี่ยวข้อง
- และบริการจัดอบรมให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนกับหน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ
หากองค์กรของคุณกำลังมองหาที่ปรึกษาเพื่อเริ่มต้นหรือยกระดับการบริหารจัดการคาร์บอน สามารถติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญของ FDI SUSTAIN เพื่อขอรับคำปรึกษาเบื้องต้นได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
ร่วมพูดคุยและติดต่อทีมที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน
📞 โทร: 02-642-6866
📧 Email: infojob@fdi.co.th
💬 Line: @fdigroup
🌐 website : www.fdi.co.th , www.fdisustain.com