SME Tax Management Tips : Corporate Tax Deductions and Incentives Explained

SME Tax Management Tips : Corporate Tax Deductions and Incentives Explained

SME entrepreneurs should pay close attention to tax matters and possess a solid understanding of taxation, as taxes directly impact business profitability. A clear understanding of tax obligations enables effective expense planning and cost control, while also helping to mitigate legal risks and potential penalties arising from incorrect or late tax filings. In addition, proper tax knowledge supports more accurate cash flow management, as entrepreneurs can anticipate tax cycles and upcoming liabilities in advance. SMEs are also entitled to various tax incentives that can significantly reduce costs, such as double or triple expense deductions and preferential tax rates. Without sufficient understanding, businesses may unknowingly miss out on these important benefits. Accurate accounting and tax compliance further enhance business credibility, particularly when applying for loans or entering into contracts with business partners. Well-organized tax records also allow entrepreneurs to analyze sales, costs, and profits more precisely, supporting informed strategic planning and fostering stable, sustainable long-term growth. 

In this article, the corporate accounting and tax system experts at FDI Accounting & Advisory (FDI A&A) will guide SME entrepreneurs through essential aspects of SME taxation—explaining how tax obligations should be managed and identifying areas where effective tax planning and deductions can be applied. If you’re ready, let’s explore these insights together in this article.

How Should SMEs Comply with Tax Obligations ? 

Regardless of whether a business is small or large, once income is generated or reaches the taxable threshold, it must comply with legal tax requirements. The types of taxes payable and available tax incentives vary depending on the nature of the business. There are four main types of taxes that businesses should be aware of, as outlined below :

1. Corporate Income Tax

Corporate income tax is a tax imposed under the Thai Revenue Code on companies and juristic partnerships. Therefore, any entity that has registered as a company or a limited partnership is required to pay corporate income tax on its net profits on an annual basis.

 

2. Value Added Tax (VAT)

Value Added Tax (VAT) is a tax levied on the sale of goods or the provision of services, whether the goods are produced domestically or imported from abroad. Entrepreneurs with annual sales exceeding THB 1.8 million are required to register for VAT. The VAT rate is 7% of the value of goods and services, which consists of the following components:

  • Output Tax
    This refers to Value Added Tax (VAT) that a VAT-registered business collects from customers on the sale of goods and services. It is the tax payable to the Revenue Department when output tax exceeds input tax.
  • Input Tax
    This refers to Value Added Tax (VAT) paid by the purchaser to the seller when purchasing goods or services. The input tax is refundable or creditable if it is lower than the output tax for that tax period.

โดยผู้ประกอบการจะต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ  แล้วนำส่งให้กับกรมสรรพากร 

 

3.ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย หรือ WHT (Withholding Tax) คือ การเสียภาษีรูปแบบหนึ่งที่มีการจัดเก็บล่วงหน้า ที่กำหนดให้ ”ผู้จ่ายเงิน” ซึ่งเป็นนิติบุคคลหรือบริษัท มีหน้าที่ หักเงินส่วนหนึ่ง ไว้ก่อนที่จะจ่ายเงินให้แก่ ”ผู้รับเงิน” ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม จากนั้น “ผู้จ่ายเงิน” จะต้องนำส่งเงินภาษีที่หักไว้ให้กับกรมสรรพากร ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่าได้ชำระภาษีแทน “ผู้รับเงิน” ไปแล้ว โดยผู้จ่ายเงินจะทำการออก หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้ผู้รับเงินเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการยื่นภาษีปลายปีต่อไป ซึ่งช่วยให้ผู้รับเงินไม่ต้องชำระภาษีก้อนใหญ่ในคราวเดียวเมื่อสิ้นปี เช่น ค่าจ้างให้ทำสินค้า ก็ต้องมีการหักภาษีที่จ่าย อัตราร้อยละ 3 

 

4.ภาษีป้ายและภาษีโรงเรือนที่ดิน

ภาษีป้าย คือภาษีที่จัดเก็บจากป้ายที่มีตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ที่ใช้ประกอบธุรกิจ เช่น ป้ายชื่อร้านหรือป้ายบริษัท โดยผู้เสียภาษีคือ ผู้ประกอบการ/เจ้าของป้าย  ต้องยื่นภาษีป้ายต่อเทศบาล/อบต. ภายในเดือนมกราคมของทุกปี ส่วนภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นภาษีที่จัดเก็บจากโรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง และที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีคือผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สิน

เงื่อนไขการเสียภาษีนิติบุคคล

สำหรับธุรกิจ SMEs ที่ได้รับการจดทะเบียนนิติบุคคลเรียบร้อยแล้วนั้น จะมีเงื่อนไขในการเสียภาษี คือ ต้องมีทุนจดทะเบียนบริษัทไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการ ไม่เกิน 30 ล้านบาท โดยในกำไรสุทธิ 300,000 บาท แรกจะไม่ต้องเสียภาษี และกำไรสุทธิตั้งแต่ 300,001 – 3 ล้านบาท มีอัตราภาษี 15% และหากกำไรมากกว่า 3 ล้านบาทขึ้นไป จะมีอัตราภาษี 20% หากธุรกิจที่ไม่เข้าข่ายเป็น SMEs ที่จดทะเบียนนิติบุคคล จะมีอัตราภาษี 20% ตั้งแต่กำไรบาทแรก

 

สิทธิประโยชน์ทางภาษี  เพื่อส่งเสริม SMEs มีอะไรบ้าง ?

สำหรับผู้ประกอบการ SME มีภาษีที่กรมสรรพากรเป็นคนจัดเก็บในอัตราสูงสุดไม่เกินร้อยละ 30 อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าต้องเสียภาษี แต่ก็มีสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อช่วยส่งเสริมธุรกิจ SME อีกด้วย

Benefits 

1.ได้รับยกเว้นและลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล

  • ยกเว้นอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับกำไรสุทธิที่ไม่เกิน 300,000  บาท
  • อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 10 ของกําไรสุทธิ เฉพาะส่วนที่เกิน 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท
  • อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 20 ของกําไรสุทธิ สําหรับกําไรสุทธิเฉพาะส่วนที่เกิน 3,000,000 บาทขึ้นไป

โดยอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของมาตราการนี้สําหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป

2.การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาในอัตราเร่ง

ธุรกิจ SMEs สามารถหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินบางประเภทในอัตราเร่ง คอมพิวเตอร์ เครื่องมือสื่อสาร เครื่องจักรโรงงาน 

3.มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ

สำหรับธุรกิจที่จ้างงานผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป สามารถหักค่าใช้จ่ายการจ้างงานได้ 100% ของค่าจ้าง

4.มาตรการภาษีอื่น ๆ เช่น 

  • มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
  • มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริม SME ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์

การลดหย่อนภาษีนิติบุคคล คืออะไร ?

การลดหย่อนภาษีคือสิทธิ์ของผู้ประกอบการ ที่ทางภาครัฐได้กำหนดไว้ว่าค่าใช้จ่ายประเภทใดที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ โดยส่วนใหญ่จะเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นที่เกิดขึ้นจริง โดยเราไปดูกันเลยว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 

1) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ (หักได้ตามจริง)

เป็นค่าใช้จ่ายหลักที่ธุรกิจสามารถนำมาหักเพื่อลดภาษีได้ เช่น

  • ค่าเช่าสำนักงาน / ค่าซ่อมแซม / ค่าทำความสะอาด
  • ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์
  • ค่าขนส่ง ค่ารถ ค่าน้ำมัน (ที่ใช้เพื่อธุรกิจ)
  • ค่าจ้างพนักงาน เงินเดือน โบนัส และสวัสดิการตามกฎหมาย
  • ค่าสินค้า วัตถุดิบ ต้นทุนการผลิต

2.ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ค่าใช้จ่ายสำหรับสินทรัพย์ที่ใช้ระยะยาว สามารถหักเป็นค่าเสื่อมตามอัตราที่กฎหมายกำหนดได้

3.ค่าใช้จ่ายฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร เช่น 

  • ค่าฝึกอบรมพนักงาน
  • ค่าพัฒนาทักษะตามกฎหมายแรงงาน
  • ค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล สามารถหักค่าใช้จ่ายตามจริง และในบางปีมีสิทธิหักเพิ่ม เช่น

4.ค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล สามารถหักค่าใช้จ่ายตามจริง และในบางปีมีสิทธิหักเพิ่ม เช่น

  • ค่า Software และ License
  • ค่า Cloud / ระบบจัดการ

5.ค่าใช้จ่ายเพื่อสังคมบางประเภท (CSR)

  • ค่าใช้จ่ายบริจาคบางรายการ
  • โครงการเพื่อสาธารณประโยชน์ตามเงื่อนไข สามารถหักได้ตามเพดานที่กฎหมายกำหนด

การยื่นภาษีนิติบุคคล และการจัดระบบบัญชีที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกธุรกิจ เพราะส่งผลต่อความถูกต้อง กำไร และความน่าเชื่อถือขององค์กร ผู้ประกอบการหลายรายมักพบปัญหาเอกสารไม่ครบ ยื่นภาษีผิดประเภท หรือระบบบัญชีไม่เป็นมาตรฐานจนเกิดความเสี่ยงด้านกฎหมาย การมีผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแลตั้งแต่การวางระบบบัญชี การจัดทำภาษี ไปจนถึงการวางแผนลดหย่อนภาษี จึงช่วยให้ธุรกิจดำเนินการได้อย่างมั่นใจ FDI มีทีมที่ปรึกษาภาษีและบัญชีมืออาชีพ พร้อมให้คำแนะนำเชิงลึกและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทุกขั้นตอน เราช่วยวางแผนภาษีให้เหมาะสมกับประเภทธุรกิจ ลดความเสี่ยง ลดต้นทุน และสอดคล้องตามกฎหมายสรรพากร สามารถปรึกษา FDI ได้ทันที เพื่อให้ระบบบัญชีและภาษีของคุณเป็นเรื่องง่าย โปร่งใส และพร้อมเติบโตอย่างยั่งยืน

Contact Us 

  • Facebook : FDI Group – Business Consulting
  • @fdigroup
  • Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895
  • E-mail : infojob@fdi.co.th
  • Website : www.fdi.co.th

BlogArticles