Corporate Accounting for Newly Established Companies
Once a company is registered as a juristic person, corporate accounting becomes more complex in terms of documentation and operations. Once a company is registered as a juristic person, corporate accounting becomes more complex in terms of documentation and operations. This is because the law requires juristic entities to have proper accounting in order to submit information to relevant authorities such as the Department of Business Development (DBD) and the Revenue Department, etc.
Actions Required After a Business Is Registered as a Juristic Person
1.Separate the business bank account
By opening a bank account in the company’s name, clearly separated from any personal bank accounts.
2.Register for Value Added Tax (VAT)
For businesses with annual revenue exceeding 1.8 million THB, VAT registration is required. It is also possible to register for VAT immediately after registering the company as a juristic person.
3.Register employees in the Social Security system.
If a business has at least one employee receiving a salary, the employer must register the employee in the Social Security system within 30 days from the start date of employment at the Social Security Office. The company must also submit PND.1 and PND.1Kor forms in cases where withholding tax is deducted from employees’ salaries according to the required criteria.
4.Business or Company Expense Documents
All purchases or business expense documents must be made in the company’s name only. Receipts, tax invoices, or cash bills must include the seller’s name and address and clearly indicate our company’s name.
5.Withholding Tax (WHT)
The business must withhold tax (WHT) when making payments. A portion of the payment must be deducted according to the legally prescribed withholding tax rates, which range from 0–5% depending on the type of payment.
6.Tax Submission / Payment
Prepare all accounting and tax documents by collecting all income and expense records of the business. This information is used to summarize and submit taxes. In the first years, if feasible, the business can gather the documents itself and then provide them to an accounting firm to review financial statements and submit the required taxes at year-end (annual accounting and closing). Alternatively, the business can hire an accounting firm to record accounts and submit taxes monthly (monthly accounting services), which is also an option.
7.Employee Benefits Information
For Thai employees, employers must strictly comply with labor protection laws, including: Working hours: No more than 8 hours per day or as agreed between employer and employee, and no more than 48 hours per week. Leave entitlements: Clearly defined annual leave and other types of leave. Compensation: Proper salary and overtime pay. Workplace conduct: Fair treatment according to legal regulations. Adhering to these rules helps prevent future legal or labor issues.
Read moreRelated Content: Labor Protection Law, Ministry of Labor
In the case of foreign workers employed in a company, most foreign labor in Thailand is for manual work and is employed under intergovernmental agreements (MOU). This currently applies to workers from four countries: Cambodia, Laos, Myanmar, and Vietnam. Importantly, foreign workers are only allowed to perform occupations permitted by law. According to the current Cabinet resolution, foreign workers from Myanmar, Laos, and Cambodia are allowed to work in two occupations: Laborer Domestic work Compensation is determined by mutual agreement between employer and employee, and workers must be properly registered according to Thai law.
For businesses employing foreign workers or involving foreign shareholders in Thailand, there are specific legal requirements and procedures that must be followed. For obtaining permission or operating a business with foreign ownership, there are two main types of approvals: Foreign Business Certificate (FBC) Foreign Business License (FBL) These differ in terms of authorization to conduct business and the types of business activities allowed.
ปรึกษาการขอ FBC และ FBL สำหรับชาวต่างชาติและใบอนุญาตอื่น ๆ ฟรี !!
ทำไมผู้ประกอบการถึงต้องมีการทำบัญชี ?
ในทุกการทำธุรกิจ การทำบัญชีไม่ใช่เพียงแค่การบันทึกข้อมูล หรือการจัดการเอกสาร เก็บหลักฐานใบเสร็จต่าง ๆ แต่ยังเป็นหัวใจของการบริหารธุรกิจที่ช่วยให้ผู้ประกอบการควบคุมและพัฒนากิจการอย่างยั่งยืนในระยะยาว การทำบัญชีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ เนื่องจากช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการและการตัดสินใจในธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เหตุผลหลักที่ต้องมีการทำบัญชีอย่างรัดกุม
1.ติดตามรายรับรายจ่าย และการวางแผนทางการเงินของบริษัท
การทำบัญชีช่วยบันทึกและตรวจสอบรายรับรายจ่ายทั้งหมด ทำให้ผู้ประกอบการทราบสถานะการเงินของธุรกิจอย่างแม่นยำและทันเวลาในแต่ละช่วงเดือนของบริษัท ด้วยข้อมูลบัญชีที่เป็นระบบ ข้อมูลทางบัญชีเป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจ เช่น การตั้งราคาสินค้า การลงทุน หรือการลดต้นทุน ผู้ประกอบการสามารถวิเคราะห์แนวโน้มทางการเงิน กำหนดงบประมาณ และวางแผนการขยายธุรกิจได้อย่างมั่นใจ
2. การยื่นภาษีหรือตรวจสอบบัญชี
การทำบัญชีช่วยให้ธุรกิจปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย เช่น การยื่นภาษี การตรวจสอบบัญชี หรือการรายงานการเงินต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
3. เป็นกลไกในการตรวจสอบ ป้องกันการทุจริตภายในองค์กรให้รัดกุมมากขึ้น
การทำบัญชียังมีประโยชน์ในการช่วยตรวจสอบและควบคุมการทำงานภายในองค์กร ช่วยให้ระบบทางการเงิน ตรวจสอบได้ มีความโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งครอบคลุมไปถึงการป้องกันการทุจริตที่อาจจะเกิดขึ้นได้นั่นเอง
4.เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทมากยิ่งขึ้น
การมีบัญชีที่โปร่งใสและเป็นระเบียบช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับผู้ลงทุน คู่ค้า หรือธนาคาร หากต้องการขอสินเชื่อหรือหาพันธมิตรธุรกิจ
5. ใช้ในการวัดผลการดำเนินงานของบริษัทที่สามารถตรวจสอบได้ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ
ผู้ประกอบการสามารถใช้ข้อมูลบัญชีวิเคราะห์ผลประกอบการ เปรียบเทียบรายได้กับเป้าหมาย และปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้เหมาะสม
In summary, การทำบัญชีนั้น มีความจำเป็น และมีความสำคัญมาก ในการประกอบธุรกิจ ถ้าหากทำธุรกิจแล้วขาดข้อมูลทางบัญชีอาจส่งผลให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างไม่รู้สภาพที่แท้จริง ซึ่งจะส่งผลทำให้ยากต่อการบริหารจัดการ การวางแผนทางการเงิน และที่สำคัญเลยก็คือการไม่ทำบัญชี ถือว่าเป็นการทำผิดกฏหมายอีกด้วย
หากคุณกำลังมองหาที่ปรึกษาบัญชีและภาษีที่มีประสบการณ์ตรง มีความสามารถในการดูแล ตรวจสอบ บัญชี รวมถึงการวางแผนภาษีในระยะยาว ขอแนะนำ FDI Accounting & Advisory ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ให้คำปรึกษามานานกว่า 30 ปี เราพร้อมให้บริการ ให้คำปรึกษาฟรี
5 เทคนิคการทำบัญชีบริษัทให้มีประสิทธิภาพ
การทำบัญชีของบริษัท หรือนิติบุคคล ต้องมีความระมัดระวังและต้องมีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีโดยตรง การจัดทำงบการเงินที่ต้องมีความถูกต้องและโปร่งใส การทำบัญชีที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้บริษัทสามารถจัดการการเงินได้ดีและลดความเสี่ยงทางกฎหมาย
1. จัดระเบียบเอกสารและข้อมูลทางการเงิน รวมถึงใช้โปรแกรมบัญชีที่เหมาะสม
- ระบบเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชี เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน สัญญา หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเงินทั้งหมดให้อยู่ในที่เดียวและเรียงตามหมวดหมู่
- ใช้ระบบดิจิทัลในการจัดการเอกสาร : การใช้ระบบจัดเก็บเอกสารแบบดิจิทัล (เช่น โปรแกรมบัญชีหรือคลาวด์) สามารถลดความยุ่งยากในการจัดเก็บ และทำให้สามารถค้นหาข้อมูลได้รวดเร็วและง่ายขึ้น
- เลือกใช้โปรแกรมบัญชีที่เหมาะกับธุรกิจ : สำหรับบริษัทนิติบุคคล ควรใช้โปรแกรมบัญชีที่รองรับการจัดทำงบการเงินที่ซับซ้อน เช่น การบันทึกบัญชีหลายประเภท การคำนวณภาษี การจัดการสินทรัพย์และหนี้สิน
- ซอฟต์แวร์ที่รองรับมาตรฐานบัญชีไทย (TFRS) : ควรเลือกโปรแกรมที่สามารถรองรับมาตรฐานบัญชีไทยเพื่อให้การจัดทำงบการเงินเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายและภาษี
2. การแยกประเภทบัญชีอย่างชัดเจนและบันทึกบัญชีอย่างสม่ำเสมอ
- การแยกประเภทบัญชี: ควรแยกบัญชีออกเป็นหมวดหมู่ต่าง ๆ เช่น บัญชีรายรับ, บัญชีรายจ่าย, บัญชีสินทรัพย์, บัญชีหนี้สิน, และบัญชีทุน เพื่อให้ง่ายต่อการติดตามและการจัดทำงบการเงิน
- การบันทึกการทำธุรกรรมอย่างละเอียด: ทุกธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้นต้องมีรายละเอียด เช่น วันที่, จำนวนเงิน, รายละเอียดการทำธุรกรรม และประเภทบัญชีที่เกี่ยวข้อง
- บันทึกบัญชีทุกวัน: การบันทึกบัญชีอย่างสม่ำเสมอทุกวันหรือทุกสัปดาห์จะช่วยให้ข้อมูลทางการเงินถูกต้องและทันสมัย ไม่เกิดความผิดพลาดในการคำนวณภายหลัง
- การบันทึกธุรกรรมทุกประเภท: ไม่ควรละเลยการบันทึกธุรกรรมที่เล็กน้อย เพราะทุกธุรกรรมมีผลต่อการคำนวณงบการเงิน
3. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานการบัญชี
- การตรวจสอบบัญชีภายใน: ควรตรวจสอบข้อมูลทางบัญชีอย่างสม่ำเสมอ เช่น การตรวจสอบรายการบัญชีให้ตรงกับเอกสารที่ได้รับมา และการตรวจสอบความสมดุลของงบการเงิน
- การเปรียบเทียบงบการเงิน: เปรียบเทียบข้อมูลจากงบการเงินในแต่ละเดือนหรือไตรมาส เพื่อหาความผิดปกติหรือความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้น
- ปฏิบัติตามกฎหมายภาษี: การทำบัญชีต้องปฏิบัติตามกฎหมายภาษีของไทย เช่น การยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และการยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax) ภายในระยะเวลาที่กำหนด
- ใช้มาตรฐานการบัญชีที่ถูกต้อง: ปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีไทย (TFRS) ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ใช้ในการจัดทำงบการเงินให้มีความถูกต้องและตรงตามมาตรฐานระดับสากล
4. การวิเคราะห์และรายงานผลการเงินและการควบคุมภายในและการตรวจสอบ
- การสร้างรายงานทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ: รายงานทางการเงินที่สำคัญ เช่น งบกำไรขาดทุน, งบแสดงฐานะการเงิน และงบกระแสเงินสด ต้องมีความถูกต้องและสะท้อนผลการดำเนินงานของบริษัทอย่างชัดเจน
- การวิเคราะห์ทางการเงิน: การใช้ข้อมูลจากงบการเงินในการวิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไร, ความเสี่ยงทางการเงิน, หรือการวิเคราะห์กระแสเงินสดที่มีผลต่อการตัดสินใจทางธุรกิจ
- การจัดทำระบบควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพ: มีการแยกหน้าที่ระหว่างพนักงานที่รับผิดชอบการทำบัญชีและพนักงานที่ตรวจสอบบัญชีเพื่อป้องกันการทุจริตและข้อผิดพลาด
- การตรวจสอบจากภายนอก: บริษัทควรตรวจสอบบัญชีโดยผู้ตรวจสอบภายนอก (External Auditor) เพื่อให้แน่ใจว่าการจัดทำงบการเงินเป็นไปตามมาตรฐานและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
5. การวางแผนภาษีและการบริหารภาษี
- การวางแผนภาษีที่มีประสิทธิภาพ: บริษัทควรมีการวางแผนภาษีอย่างรอบคอบเพื่อให้สามารถบริหารภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่เสียภาษีเกินควร
- การยื่นภาษีอย่างตรงเวลา: การยื่นภาษีทั้งภาษีเงินได้ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือภาษีอื่น ๆ ต้องทำให้ตรงตามกำหนดเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียค่าปรับ
ควรเลือกแบบไหน ทำเองหรือจ้างผู้มีประสบการณ์ดูแล ?
เป็นคำถามที่เรามักจะได้ยินอยู่บ่อยครั้ง สำหรับกิจการ บริษัทที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ซึ่งจากคำถาม is aว่า ขึ้นอยู่กับขนาดบริษัท และประเภทธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ด้วย ถ้าหากเป็นกิจการขนาดเล็ก ที่มีรายได้หมุนเวียนต่อเดือนไม่มาก การทำบัญชีเองก็อาจจะเป็นการบริหารงานที่เหมาะสมมากกว่าการจ้างสำนักงานบัญชีดูแล แต่ถ้าหากกิจการเริ่มมีรายได้ที่มากขึั้น รายได้จากหลายช่องทาง นั่นหมายถึงกิจการเริ่มมีการเติบโตในทิศทางที่ดีขึ้น จะดีกว่าไหม? ถ้าหากคุณบริหารเวลาไปดูแลกิจการในส่วนอื่นให้ธุรกิจโตไปได้ไกลกว่าที่เป็น แล้วหาผู้มีประสบการณ์ทางด้านบัญชีและภาษี หรือสำนักงานบัญชี ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอยู่แล้ว เข้ามาวางแผนระบบบัญชี ภาษี ทำให้การทำงานในส่วนนี้ง่ายขึ้น มีความเป็นระบบ ตรวจสอบได้ มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น การเลือกใช้บริการสำนักงานบัญชีก็อาจจะตอบโจทย์ในตรงนี้นั่นเอง
FDI Accounting & Advisory — Your Comprehensive Business Advisor. Simple, Complete, All in One Place!
ทุกธุรกิจเติบโตได้ ง่ายนิดเดียว เพียงปรึกษา FDI บริการครบ ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์เชิงลึกในหลากหลายธุรกิจ ตอบโจทย์ในทุกธุรกิจ
ทันสมัย รวดเร็ว บริการทุกท่านด้วยความยินดี เราพร้อมที่จะมอบประสบการณ์และส่งต่อคุณค่าที่ดีที่สุดให้กับทุกท่าน
Contact Us
- Facebook : FDI Group – Business Consulting
- Line : @fdigroup
- Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895
- E-mail : reception@fdi.co.th
- Website : www.fdi.co.th
BlogArticles
5 Techniques for Effective Corporate Accounting: Is It Good for a Newly Registered Company to Handle Accounting by Itself?
การทำบัญชีนิติบุคคล สำหรับบริษัทที่พึ่งเริ่มต้นธุรกิจ เมื่อจดทะเบียนบริษัทในรูปแบบของนิติบุคคลแล้ว...
Read MoreSetting Up a Company Accounting System Understanding the essentials of opening a corporate bank account a must-know for new entrepreneurs starting their business!
การดำเนินการวางแผนธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญที่คัญ ซึ่งหนึ่งในขั้นตอนการเปิดบริษัทใหม่ ก็คือการเปิดบัญชีนิติบุคคล...
Read MoreHow to set up a company for foreigners in Thailand
Thailand has high business potential. Attract investors from around the world With a stable economy...
Read More

