ในยุคที่วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบในวงกว้างมากขึ้นทั่วโลก ทุกภาคส่วนจึงต้องเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ประเทศไทยเองก็ไม่ตกขบวนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ โดยได้ประกาศเจตจำนงอย่างชัดเจนบนเวทีโลกว่า จะมุ่งบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2608 (ค.ศ. 2065) เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงเร่งผลักดันกฎหมายและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เช่น พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) และ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เพื่อสร้างกรอบการดำเนินงานและกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนปรับตัวสู่แนวทางเศรษฐกิจสีเขียว
ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็มีความตื่นตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากแรงกดดันทั้งภายในประเทศและจากมาตรการระหว่างประเทศ เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่ส่งผลให้หลายองค์กรต้องกำหนดเป้าหมาย Net Zero ของตนเอง พร้อมทั้งเร่งลงทุนในโครงการลดการปล่อยคาร์บอนในรูปแบบต่าง ๆ
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ การเติบโตอย่างรวดเร็วของ ตลาดการเงินสีเขียว (Green Finance) ซึ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระดับประเทศและระดับโลก
แนวทางสำหรับการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กร
กลุ่มธุรกิจ คือ ผู้มีศักยภาพสูงในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในระดับกว้าง เพราะมีทรัพยากร ระบบ และโอกาสในการปรับเปลี่ยนเชิงระบบ โดยมีแนวทางที่สามารถเริ่มทำได้ดังนี้
1. การวัดก่อนลด : การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร
ก่อนจะลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์นั้น ต้องรู้ฐาน (baseline) ของการปล่อย สำหรับธุรกิจควรเริ่มด้วยการวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร โดยใช้มาตรฐานสากล เช่น GHG Protocol, ISO 14064 หรือมาตรฐานของหน่วยงานท้องถิ่น เช่น อบก. (TGO) ของไทย ซึ่งการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์จะช่วยให้ทราบถึงการปล่อย GHG ขององค์กรในแต่ละกิจกรรม นอกจากนี้ หลายองค์กรเลือกตั้งเป้าหมายที่อิงจากวิทยาศาสตร์ (science-based targets) ผ่าน SBTi (Science Based Targets initiative) เพื่อให้เป้าในการลดคาร์บอน มีความสอดคล้องกับเป้าทางวิทยาศาสตร์ของโลก
2. การจัดการซัพพลายเชน (Supply Chain Management)
ในหลายธุรกิจ ปริมาณการปล่อยใน Scope 3 (ซัพพลายเชนและการใช้สินค้ารายหลังขาย) มักเป็นสัดส่วนสูงสุด โดยการจัดการซัพพลายเชน ขอแนะนำว่า
- ดำเนินการเลือก ซัพพลายเออร์ที่ยั่งยืน ที่ใช้วัตถุดิบที่ปลูกด้วยวิธีที่ลดการปล่อย หรือมีนโยบายลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม
- มีการเจรจา / กำหนดเงื่อนไขให้ซัพพลายเออร์เปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- ปรับเปลี่ยนกระบวนการโลจิสติกส์ โดยการวางแผนการลดระยะทางขนส่ง, การใช้ยานพาหนะไฟฟ้า, ใช้เส้นทางร่วม
- ใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ lifecycle emissions เพื่อประเมินผลกระทบรวมของผลิตภัณฑ์
3. การรายงาน ESG / ความยั่งยืน (Sustainability Reporting)
- การรายงาน ESG / รายงานความยั่งยืนที่เปิดเผยข้อมูลการปล่อยคาร์บอนต่อสาธารณะ สร้างความโปร่งใสให้กับองค์กร
- ใช้มาตรฐานเช่น GRI, CDP, TCFD เพื่อให้รายงานมีมาตรฐานและเปรียบเทียบได้
- การรายงานนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ลงทุน พันธมิตร และผู้บริโภค ได้
4. การลดการใช้พลังงาน & ใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น
ในระดับองค์กร
- ปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน เช่น ระบบ HVAC ที่มีประสิทธิภาพ, อุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์สูง, การใช้แสงธรรมชาติ
- ติดตั้ง Solar Rooftop / โซลาร์เซลล์ในอาคารสำนักงาน โรงงาน
- ทำสัญญาซื้อพลังงานหมุนเวียน (PPA) หรือซื้อ RECs (Renewable Energy Certificates)
- ใช้ระบบอัตโนมัติ / IoT ตรวจวัดการใช้พลังงานแบบ real-time
5. การลดเดินทาง & การเดินทางของพนักงาน
- สนับสนุนให้พนักงานมีการใช้ขนส่งสาธารณะ / carpool / รถยนต์ไฟฟ้า มากขึ้น
- ลดจำนวนการเดินทางด้วยเครื่องบิน (เช่น ประชุมโดยใช้วิดีโอคอลแทน)
- ส่งเสริมการทำงานจากที่บ้าน สำหรับส่วนงานที่สามารถทำได้
6. การชดเชยคาร์บอน (Carbon Offsetting / Carbon Removal)
ในบางกิจกรรมถึงแม้มีความพยายามในการลดแล้ว แต่ยังคงเหลือบางส่วน สามารถทำได้โดย
- ลงทุนในโครงการปลูกป่า / ฟื้นฟูป่า
- ลงทุนในโครงการดักจับคาร์บอน (carbon capture)
- ซื้อคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพสูง (Verified Carbon Standard, Gold Standard ฯลฯ)
7. การมีส่วนร่วมกับพนักงาน & การสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้มีความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น
- จัดอบรมให้ความรู้เรื่องคาร์บอน & ESG
- ส่งเสริมการมีส่วนร่วม กิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
- สามารถจัดตั้งโครงการ “Green Office” หรือ “Zero Waste Office”
- ส่งเสริมพฤติกรรมพนักงาน เช่น ใช้ถ้วยส่วนตัว การแยกขยะตามแต่ละประเภท
ตัวอย่างแนวทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ
- หลายบริษัทระดับโลก เช่น PepsiCo ตั้งเป้า net-zero โดยลดใน value chain ก่อน แล้วค่อยใช้ carbon credits
- บริษัทที่มีการดำเนินกลยุทธ์ ESG ชั้นนำมักติดอันดับกลยุทธ์นวัตกรรมและความยั่งยืน
- หลายองค์กรใช้ซอฟต์แวร์จัดการคาร์บอน / ESG platform เช่น Ecodesk ที่ช่วยเก็บข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม
ในส่วนของผู้บริโภค สามารถมีส่วนร่วมในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างไรบ้าง
ในส่วนของผู้บริโภค ระดับครัวเรือนก็สามารถมีส่วนร่วมในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้เช่นกัน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้จริง โดยเริ่มจากจิตสำนึกที่ดีของบุคคล ส่งผลต่อสังคมในภาพรวมได้ จากการใช้ชีวิตในประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นในด้าน
1. การเดินทาง (Transportation)
- ใช้ขนส่งสาธารณะ หรือ คาร์พูล (carpooling) แทนการขับรถคนเดียว
- สำหรับการเดินทางใกล้ ๆ ใช้จักรยาน / เดินเท้า
- ถ้าต้องใช้รถยนต์ เลือกรถที่ประหยัดพลังงาน หรือ รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
- ลดการเดินทางโดยเครื่องบิน เลือกการประชุมออนไลน์แทน/เพิ่มมากขึ้น
2. พฤติกรรมการบริโภคอาหาร (Food)
- เลือกอาหารท้องถิ่น / ออร์แกนิก (ลดการขนส่ง & ใช้ปุ๋ยเคมีน้อย) นอกจากจะส่งเสริมการลดการปล่อย GHG แล้วยังเป็นการส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่นได้อีกด้วย
- ลดของเสียอาหาร (food waste) โดยการวางแผนมื้ออาหารให้พอดี ไม่เหลือทิ้ง
3. พลังงานในบ้าน & การใช้ไฟฟ้า
- ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้า / ถอดปลั๊กเมื่อไม่ใช้งานทุกครั้ง
- การใช้หลอดไฟ LED ที่ประหยัดพลังงาน
- ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 (หรือฉลากประหยัดพลังงาน)
- ติดตั้ง โซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก (solar home system / rooftop)
- ปรับการใช้เครื่องปรับอากาศ / พัดลม ให้มีอุณหภูมิปานกลาง
- ใช้ฉนวนกันความร้อน / หน้าต่างประหยัดพลังงาน
4. พฤติกรรมการซื้อ & ของใช้ประจำวัน
- เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากคาร์บอน หรือคุณสมบัติ “low carbon”
- สนับสนุนแบรนด์ที่มุ่งสู่ความยั่งยืนและทำเพื่อสังคมมากขึ้น
- การเน้นการใช้ซ้ำ รีไซเคิล (3Rs)
- หลีกเลี่ยงพลาสติกใช้ครั้งเดียว (single-use plastics)
- เน้นสนับสนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนช่วยในการสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อม และสังคม
การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จะเห็นผลที่ชัดเจนได้จริงมากขึ้น เมื่อทุกภาคส่วนเชื่อมโยงกันในระบบเดียว
“การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์” จะเกิดผลได้จริงเมื่อทุกภาคส่วนเชื่อมโยงกันในระบบเดียว โดยองค์กร จะต้องสร้างระบบผลิตและการบริหารที่ยั่งยืน ส่วน ผู้บริโภคและครัวเรือน ต้องปรับพฤติกรรมให้สอดคล้องกับการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งทั้งสองระดับต่าง “พึ่งพาและกระตุ้นซึ่งกันและกัน” ให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกอย่างต่อเนื่อง
การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ไม่ใช่หน้าที่ขององค์กร/ภาคธุรกิจ เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ “ภาคธุรกิจ” และ “ครัวเรือน” ที่ต่างมีบทบาทเกื้อหนุนกันอย่างสำคัญ องค์กรสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ด้วยการปรับกระบวนการผลิตให้ประหยัดพลังงาน ใช้พลังงานหมุนเวียน จัดการซัพพลายเชนให้ยั่งยืน ผลิตสินค้าคาร์บอนต่ำ และสื่อสารข้อมูลความยั่งยืนอย่างโปร่งใสผ่านรายงาน ESG ขณะเดียวกัน ครัวเรือนและผู้บริโภคสามารถร่วมสนับสนุนได้ด้วยการเลือกใช้สินค้าที่มีฉลากคาร์บอน ลดการใช้พลังงานในบ้าน ใช้ขนส่งสาธารณะ และลดขยะจากการบริโภค
เพราะการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ไม่ใช่เรื่องเฉพาะภาคธุรกิจหรือภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่เป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่บริษัทขนาดใหญ่จนถึงผู้บริโภครายย่อย การเริ่มต้นจากการวัดฐาน เปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และส่งเสริมวัฒนธรรมความยั่งยืน จะช่วยให้โลกก้าวเข้าสู่ยุคที่ “ธุรกิจสีเขียว” และ “ชีวิตคาร์บอนต่ำ” กลายเป็นมาตรฐานที่สำคัญ ที่จะมีส่วนช่วยให้สังคมของเราก้าวสู่ความยั่งยืนที่แท้จริงได้
ช่องทางติดต่อ
- Facebook : FDI Group – Business Consulting
- Line : @fdigroup
- Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895
- E-mail : infojob@fdi.co.th
- Website : www.fdi.co.th
見逃せないタイの役立つ情報ที่น่าสนใจ
เพิ่มมูลค่าธุรกิจให้เติบโตไปกับ FDI ในโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
FDI ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาภายในโครงการ JUMP+...
Read More“ESG ปัจจัยและเครื่องมือสำคัญ” ที่นักลงทุนมองหาในยุคตลาดทุนยั่งยืน
ESG (Environment, Social,...
Read More

