บทความบริการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

‘หลักการ ESG ผสาน SDGs’ โอกาสและความท้าทายสู่เป้าหมายความยั่งยืน (Sustainability)

ในยุคที่โลกเผชิญกับวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และปัญหาสังคมเชิงโครงสร้าง หลายองค์กรทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่ไม่เพียงแค่สร้างผลกำไรเท่านั้น แต่ยังต้องควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด “ความยั่งยืน” หรือ Sustainability หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนความยั่งยืนในปัจจุบัน คือการประยุกต์ใช้ หลักการ ESG (Environmental, Social, and Governance) ร่วมกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ SDGs (Sustainable Development Goals) ทั้งสองแนวคิดนี้หากนำมาบูรณาการอย่างเหมาะสม จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้องค์กรและสังคมก้าวสู่อนาคตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน หลักการ ESG ผสาน SDGs  หัวใจสำคัญสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำความเข้าใจ หลักการ ESG คืออะไร ? ESG คือกรอบการประเมินและดำเนินงานขององค์กรที่คำนึงถึง 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.Environmental (สิ่งแวดล้อม) : การบริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการของเสีย การใช้พลังงานหมุนเวียน 2.Social (สังคม) : ความรับผิดชอบต่อพนักงาน ชุมชน และสังคม เช่น สวัสดิการแรงงาน สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมทางเพศ และการพัฒนาชุมชน 3.Governance (ธรรมาภิบาล) : การบริหารองค์กรอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีธรรมาภิบาลที่ดี เช่น โครงสร้างบอร์ดบริษัท การต่อต้านคอร์รัปชัน ความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล หลักการ ESG จึงเป็นทั้งแนวทางการดำเนินงานและเครื่องมือประเมินความยั่งยืนขององค์กร ที่กำลังได้รับความนิยมในระดับสากลและในประเทศไทย โดยเฉพาะในองค์กรธุรกิจที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงาน รวมถึงในแวดวงนักลงทุนและผู้บริโภค ที่ต้องการสนับสนุน ร่วมงานกับองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม การดำเนินงานอย่างมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้  อ่านต่อ : รู้จัก ESG Rating โอกาสในการลงทุนในองค์กร สู่ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและสังคม SDGs : เป้าหมายการพัฒนาเพื่อโลกที่ดีกว่า SDGs คือ กรอบเป้าหมาย 17 ประการ มีเป้าหมายย่อยในแต่ละประการ  ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 169 เป้าหมายย่อย และพัฒนาตัวชี้วัด (Indicators) จำนวน 232 ตัวชี้วัด (จากทั้งหมด 244 ตัวชี้วัดแต่มีตัวที่ซ้ำ […]

เช็กลิสต์! ตัวอย่างเอกสารจดบริษัทที่ต้องมีในการยื่นขอจดทะเบียน

รู้หรือไม่ ? ทำไมการยื่นจดบริษัทแบบมีที่ปรึกษาในการทำถึงดีกว่า เพราะด้วยความเชี่ยวชาญด้านการจัดการ ที่ปรึกษาธุรกิจ ช่วยดูแลเอกสารให้ถูกต้อง ลดโอกาสความผิดพลาดให้น้อยลง รวดเร็ว ประหยัดเวลา ไม่ต้องศึกษาเองทุกขั้นตอน พร้อมให้คำแนะนำด้านรูปแบบบริษัทที่เหมาะกับกิจการ โครงสร้างองค์กร การเตรียมแผนสำรองเพื่อรองรับในด้านต่าง ๆ  ให้คำแนะนำด้านกฎหมาย ภาษี และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ช่วยวางแผนธุรกิจตั้งแต่แรกเริ่มให้เป็นระบบ ช่วยเพิ่มโอกาสเริ่มต้นธุรกิจได้ไวและมั่นใจยิ่งขึ้นนั้นเอง ซึ่งในบทความนี้ จะพาท่านไปทำความรู้จักเอกสารบางส่วนในการยื่นจดทะเบียนบริษัท  เอกสารจดบริษัท ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง ? การจดจัดตั้งบริษัทจำกัด ใช้เอกสารในการจดทะเบียน ดังนี้ 1. คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด (แบบ บอจ.1) หรือ หน้าหนังสือรับรอง คือ เอกสารที่รับรองว่าบริษัทหรือธุรกิจที่ดำเนินกิจการดังกล่าวนี้ ได้ทำการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 2.หนังสือบริคณห์สนธิ (แบบ บอจ.2) คือ เอกสารที่ผู้เริ่มก่อตั้งบริษัทได้ตกลงร่วมกันจัดทำขึ้นตามข้อกำหนดของกฎหมาย เอกสารนี้มีไว้เพื่อแสดงให้ทราบถึงจุดประสงค์และรายละเอียดต่างๆ ในการก่อตั้งบริษัท ว่าจัดตั้งขึ้นมาด้วยเหตุผลใด โดยมีการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับบริษัทที่ก่อตั้ง เช่น ชื่อบริษัท ผู้ก่อตั้ง ที่อยู่ของบริษัท รวมถึงทุนจดทะเบียนบริษัทด้วย ทั้งนี้เพื่อใช้แสดงเจตจำนงของบริษัทต่อรัฐและบุคคลทั่วไป 3.รายการจดทะเบียนจัดตั้ง (แบบ บอจ.3) คือ แบบที่แสดงให้เห็นถึงรายละเอียดทุนของบริษัท รายละเอียดหุ้นทั้งหมดของบริษัท จำนวนเงินที่ได้ใช้แล้วในแต่ละหุ้น จำนวนเงินที่บริษัทได้รับค่าหุ้น หรือชื่อกรรมการผู้ที่ลงลายมือชื่อผูกพันบริษัท 4.แบบคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด และ รายละเอียดวัตถุที่ประสงค์ (แบบ ว.) คือ เอกสารที่กำหนดวัตถุประสงค์ของบริษัท ซึ่งทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะมี แบบ ว. สำเร็จรูปมาให้เราเลือกใช้ 5 แบบ สามารถเลือกใช้ตามวัตถุประสงค์ของเรา หรือ เพิ่มตามวัตถุประสงค์ของบริษัทท่านได้เลย   บริการที่ปรึกษาจดทะเบียนบริษัทและการยื่นขอใบอนุญาตธุรกิจครบวงจร ทำไมต้องเลือกใช้บริการจากเรา  เราให้บริการให้คำปรึกษาด้วยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ ให้คำปรึกษาอย่างตรงจุด ประหยัดเวลาในการหาคำตอบที่คุณสงสัย เราช่วยให้การจดทะเบียนบริษัทจำกัดและขอใบอนุญาตธุรกิจ สำเร็จไปแล้วกว่าหลายพันเคส และการใช้บริการซ้ำรวมถึงบอกต่อจำนวนมาก  บริการครบวงจรในการดำเนินธุรกิจ จดทะเบียนบริษัทเสร็จสิ้นเรามีบริการด้านระบบบัญชีและวางแผนภาษี รวมถึงด้านอื่นๆ ที่ครอบคลุมในทุกธุรกิจ  บริการด้วยความรวดเร็ว ครบถ้วนและถูกต้องแม่นยำ  ราคามีความเหมาะสมกับบริการที่ได้รับ   ช่องทางติดต่อ  Facebook : FDI Group – Business Consulting Line : @fdigroup Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895 […]

ที่ปรึกษาการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (Carbon Footprint for Organization) ก้าวสำคัญสู่ธุรกิจยั่งยืน

เริ่มทำตอนนี้ดีกว่า “การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร”  คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร หมายถึง การประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กรในหน่วยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ช่วยให้องค์กรเข้าใจภาพรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานขององค์กร ที่จะนำไปสู่การบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ  คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร อ่านต่อ … ซึ่งจะพิจารณาจาก 3 ส่วนหลัก แบ่งเป็น SCOPE I : การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางตรง (Direct Emissions) จากกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กรโดยตรง เช่น การเผาไหม้ของเครื่องจักรขณะทำงาน การใช้พาหนะขององค์กรที่เป็นขององค์กรเอง เป็นต้น SCOPE II : การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Energy Indirect Emissions) ได้แก่ การซื้อพลังงานมาใช้ในองค์กร เช่น พลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อน พลังงานไอน้ำ พลังงานอื่น ๆ เป็นต้น SCOPE III : การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อมด้านอื่น ๆ (Other Indirect Emissions)  ได้แก่ การเดินทางมาทำงานของพนักงานด้วยพาหนะที่ไม่ใช่ขององค์กร การเดินทางไปสัมมนา อบรม นอกสถานที่ เป็นต้น โดยการทำความเข้าใจขอบเขตทั้ง 3 ส่วนเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรสามารถระบุโอกาสในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เป็นอย่างดี ตลอดจนช่วยให้สามารถจัดการกับความเสี่ยงและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง ประโยชน์และ “โอกาส” ที่เกิดขึ้นขององค์กรได้รับจากการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน  ที่ให้องค์กรเริ่มปรับตัว เริ่มดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคสมัครใจ  ยังไม่ได้มีกฏหมายภาคบังคับในเรื่องของการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์แบบภาคบังคับ ซึ่งข้อกฏหมายยังอยู่ในร่าง พ.ร.บ. อันจะนำมาสู่การบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้นี้  การทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดเพื่อความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเปิดโอกาสมากมายสำหรับองค์กรในด้านการดำเนินธุรกิจ การสร้างภาพลักษณ์ และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งในทุกองค์กรต่างควรจะคว้าโอกาสนี้ไว้ เพื่อสร้างการยั่งยืนในระยะยาวให้กับธุรกิจ 1.เป็นการส่งเสริมความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์องค์กรจากคู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงผู้บริโภค  การแสดงความมุ่งมั่นต่อการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์สามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรในสายตาของผู้บริโภค นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ องค์กรที่มีความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมมักถูกมองว่าเป็นองค์กรที่ทันสมัยและใส่ใจต่อสังคม ซึ่งช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาด 2.ทำให้ทราบจุดสิ้นเปลือง เน้นการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ช่วยให้องค์กรระบุจุดที่สิ้นเปลืองพลังงานหรือทรัพยากร เช่น การใช้พลังงานไฟฟ้า การจัดการขยะ หรือการขนส่ง การลดการปล่อยคาร์บอนสามารถช่วยลดต้นทุนในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ 3.เพิ่มโอกาสสู่ตลาดใหม่ หรือ ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยั่งยืน  ตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เช่น ตลาดสินค้าสีเขียว (Green Products) และโครงการลดคาร์บอนในระดับนานาชาติ กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การมีข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ชัดเจนช่วยให้สินค้าและบริการขององค์กรสามารถตอบสนองต่อความต้องการในตลาดเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น 4. ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและโครงการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ  […]

ที่ปรึกษาการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (Carbon Footprint for Organization) ก้าวสำคัญสู่ธุรกิจยั่งยืน

 เริ่มทำตอนนี้ดีกว่า “การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร” คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร หมายถึง การประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กรในหน่วยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ช่วยให้องค์กรเข้าใจภาพรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานขององค์กร ที่จะนำไปสู่การบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร อ่านต่อ … ซึ่งจะพิจารณาจาก 3 ส่วนหลัก แบ่งเป็น SCOPE I : การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางตรง (Direct Emissions) จากกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กรโดยตรง เช่น การเผาไหม้ของเครื่องจักรขณะทำงาน การใช้พาหนะขององค์กรที่เป็นขององค์กรเอง เป็นต้น SCOPE II : การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Energy Indirect Emissions) ได้แก่ การซื้อพลังงานมาใช้ในองค์กร เช่น พลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อน พลังงานไอน้ำ พลังงานอื่น ๆ เป็นต้น SCOPE III : การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อมด้านอื่น ๆ (Other Indirect Emissions)  ได้แก่ การเดินทางมาทำงานของพนักงานด้วยพาหนะที่ไม่ใช่ขององค์กร การเดินทางไปสัมมนา อบรม นอกสถานที่ เป็นต้น โดยการทำความเข้าใจขอบเขตทั้ง 3 ส่วนเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรสามารถระบุโอกาสในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เป็นอย่างดี ตลอดจนช่วยให้สามารถจัดการกับความเสี่ยงและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง ประโยชน์และ “โอกาส” ที่เกิดขึ้นขององค์กรได้รับจากการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน  ที่ให้องค์กรเริ่มปรับตัว เริ่มดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคสมัครใจ  ยังไม่ได้มีกฏหมายภาคบังคับในเรื่องของการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์แบบภาคบังคับ ซึ่งข้อกฏหมายยังอยู่ในร่าง พ.ร.บ. อันจะนำมาสู่การบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้นี้  การทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดเพื่อความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเปิดโอกาสมากมายสำหรับองค์กรในด้านการดำเนินธุรกิจ การสร้างภาพลักษณ์ และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งในทุกองค์กรต่างควรจะคว้าโอกาสนี้ไว้ เพื่อสร้างการยั่งยืนในระยะยาวให้กับธุรกิจ 1. เป็นการส่งเสริมความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์องค์กรจากคู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงผู้บริโภค  การแสดงความมุ่งมั่นต่อการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์สามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรในสายตาของผู้บริโภค นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ องค์กรที่มีความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมมักถูกมองว่าเป็นองค์กรที่ทันสมัยและใส่ใจต่อสังคม ซึ่งช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาด 2. ทำให้ทราบจุดสิ้นเปลือง เน้นการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ช่วยให้องค์กรระบุจุดที่สิ้นเปลืองพลังงานหรือทรัพยากร เช่น การใช้พลังงานไฟฟ้า การจัดการขยะ หรือการขนส่ง การลดการปล่อยคาร์บอนสามารถช่วยลดต้นทุนในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ 3. เพิ่มโอกาสสู่ตลาดใหม่ หรือ ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยั่งยืน  ตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เช่น ตลาดสินค้าสีเขียว (Green Products) และโครงการลดคาร์บอนในระดับนานาชาติ กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การมีข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ชัดเจนช่วยให้สินค้าและบริการขององค์กรสามารถตอบสนองต่อความต้องการในตลาดเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น […]

องค์กรต้องทำอย่างไร ? ให้ธุรกิจเติบโตได้ยั่งยืน ที่ไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่เปลี่ยนให้เป็นโอกาสแห่งธุรกิจ

ถ้าหากพูดถึงความยั่งยืน (Sustainability) หลายคนอาจจะมองถึงการทำ CSR (Corporate Social Responsibility) หรือโครงการรักษ์โลก โครงการทำเพื่อสิ่งแวดล้อม เช่น ปลูกป่า ที่มองว่าก็เป็นการแสดงความรับผิดชอบที่เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริงในยุคปัจจุบัน “ความยั่งยืน” มีความหมายลึกซึ้งและเป็นได้มากกว่าขอบเขตนั้น เพราะความยั่งยืนไม่ได้ทำเพียงเพื่อให้ดูแลสิ่งแวดล้อมหรือช่วยเหลือสังคมในระยะเวลาหนึ่งๆ เท่านั้น แต่ต้องทำต่อเนื่องในระยะยาว จนสิ่ง ๆ นั้นมีผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาวได้ โดยความยั่งยืนที่กำลังจะพูดถึงนี้ กลายเป็นแกนหลักที่องค์กรเน้นให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะความยั่งยืนไม่ได้ตอบโจทย์แต่เพียงองค์กรเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงชีวิตประจำวันและการทำงานของคนทุกคนอีกด้วย  Charles Darwin กล่าวไว้ว่า “It is not the strongest of the species that survives, nor the most intelligent that survives. It is the one that is the most adaptable to change.” “ไม่ใช่ว่าคนที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุดที่จะอยู่รอด แต่คนที่ปรับตัวมากที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงต่างหากที่จะอยู่รอด”  องค์กรธุรกิจหรือบุคคลก็เช่นเดียวกัน คนที่ปรับตัวได้ดีที่สุดคือคนที่อยู่รอด จากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อค่านิยมที่ถูกปลูกฝังลงภายใต้จิตสำนึก เกิดจากการมีทัศนคติที่ดีในระดับบุคคล ซึ่งสามารถนำไปสู่การตัดสินใจและการกระทำที่ส่งผลดีต่อทั้งตัวเองและสังคมรอบข้างได้โดยง่าย  โดยในบทความนี้ จะพาทุกท่านมารู้ถึงผลกระทบของก๊าซเรือนกระจก ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิต รวมถึงจะทำอย่างไรให้องค์กรเกิดแนวคิดแห่งความยั่งยืน และการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ที่โครงการต่าง ๆ นั้น จะสามารถเกิดขึ้นได้จริง ถ้าหากสิ่งที่ทำนั้น เกิดจากค่านิยม ทัศนคติแห่งความยั่งยืนของเราทุกคน ที่เริ่มจากจุดเล็ก ๆ หากรวมกันก็จะกลายเป็นแรงกระเพื่อมให้สำเร็จอย่างยั่งยืนได้โดยง่าย ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมกับบทบาทในการร่วมผลักดัน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สถานการณ์ภาวะโลกร้อน (Global Warming) เป็นปัญหาที่มนุษยชาติต้องเผชิญมาหลายทศวรรษ แต่ปัจจุบันวิกฤติได้ทวีความรุนแรงจนถูกเรียกว่า “ภาวะโลกเดือด” (Global Boiling) ซึ่งสะท้อนถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วและผลกระทบที่รุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และชีวิตของมนุษย์เอง ภาวะโลกเดือดไม่ใช่เพียงปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นวิกฤตระดับโลกที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ที่จำเป็นต้องตระหนักและลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อหยุดยั้งและชะลอความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อโลกและคนรุ่นหลัง  หนึ่งในสาเหตุหลักที่ส่งผลให้เกิดภาวะโลกเดือดในปัจุจบัน คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศก็มีหลายชนิดด้วยกัน ทั้งจากกิจกรรมของมนุษย์และที่มีอยู่ในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์  กลุ่มก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน กลุ่มก๊าซเปอร์ฟลูออโรคาร์บอน ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ […]

ทำนาข้าว..เกี่ยวข้องอย่างไร ? กับภาวะโลกร้อน ภาคเกษตรไทยต้องปรับตัวทิศทางไหนถึงลดก๊าซมีเทน

อย่างที่เราทราบกันดีว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่คุณรู้หรือไม่ ? เบื้องหลังความสำเร็จด้านเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรมนี้ กลับแฝงด้วยความท้าทายที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในเวทีโลก นั่นคือ การปล่อยก๊าซมีเทน (Methane: CH₄) จากนาข้าว โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ได้ให้ข้อมูลอย่างน่าสนใจว่า การทำนาข้าว ปลูกข้าวแบบดั้งเดิม “โดยเฉพาะนาน้ำขัง” ปล่อยน้ำท่วมขังตลอดช่วงการเจริญเติบโตของต้นข้าว เมื่อดินมีสภาพขาดออกซิเจน จุลินทรีย์บางชนิดจะผลิตก๊าซมีเทน (CH4) ออกมา ที่เป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่รุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28 เท่า จากข้อมูลงานวิจัยระบุว่า การปลูกข้าวนั้นมีการปล่อยก๊าซมีเทนถึง 12% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าสนใจว่าทำไมการทำภาคเกษตรกรรมถึงเกิดปัญหานี้ขึ้นที่ส่งผลต่อโลกร้อนโดยตรง ในบทความนี้จะพาคุณไปไขข้อสงสัย พร้อมหาคำตอบไปพร้อมกัน  ทำความรู้จักกับก๊าซเรือนกระจก หรือ greenhouse gas ที่สำคัญในชั้นบรรยากาศโลก ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)  ก๊าซมีเทน (CH4)  ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O)  ก๊าซฟลูออโรคาร์บอน (PFCs)  กลุ่มก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) ก๊าซไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3) อ่านต่อ : ก๊าซเรือนกระจกคืออะไร ? ผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas) ไขข้อสงสัยทำไม “นาข้าว” ถึงปล่อยก๊าซมีเทน ? การทำนาข้าวแบบดั้งเดิมในไทย ซึ่งนิยมใช้วิธี นาน้ำท่วมขัง (flooded rice paddies) เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่มีออกซิเจน (anaerobic) เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์บางชนิดที่ย่อยสลายอินทรียวัตถุในดิน เช่น ฟางข้าว หรือปุ๋ยคอก แล้วปล่อยก๊าซมีเทนออกมา โดยเฉพาะในช่วงหลังการไถกลบตอซังและการเติมน้ำเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จุลินทรีย์ที่เรียกว่า Methanogens จะทำหน้าที่ย่อยสลายคาร์บอนในสภาพไร้อากาศ กลายเป็นก๊าซมีเทนลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งจากข้อมูลของ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ระบุว่า ในปี 2566 การทำนาข้าวคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 50 ของการปล่อยก๊าซมีเทนทั้งหมดจากภาคเกษตรของไทย ซึ่งเทียบเท่ากับคาร์บอนไดออกไซด์หลายล้านตัน  เหตุผลที่ต้องมีการจัดการก๊าซมีเทนในภาคเกษตรไทย ภาคเกษตรของไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas) สูง คิดเป็น 16% ของปริมาณการปล่อยก๊าซทั้งหมดของประเทศ ซึ่ง 51% มาจากการปลูกข้าว และการทำนาแบบดั้งเดิมที่มีน้ำขังทำให้เกิดก๊าซมีเทนสูงถึง 80% จึงต้องเร่งปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยด่วน  ไทยมีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก ตามพันธกรณีในความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งรวมถึงการลดการปล่อยมีเทนในภาคเกษตร ความต้องการของตลาดโลกเปลี่ยนไป หลายประเทศคู่ค้าเริ่มให้ความสำคัญกับการผลิตอาหารที่ยั่งยืนและมีการปล่อยก๊าซต่ำ […]

“ISO 14064-1” หลักการและข้อกำหนดระดับองค์กร เกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจกที่คุณต้องรู้

“ISO 14064-1” หลักการและข้อกำหนดระดับองค์กร สำหรับวัดปริมาณและการรายงานผลการปลดปล่อยและลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ความหมายของ ISO 14064-1 ที่คุณต้องรู้ !  มีชื่อเต็มว่า ISO 14064-1 Greenhouse gases – Part 1: Specification with guidance at the organization level for quantification and reporting of greenhouse gas emissions and removals หรือ ข้อกำหนดและข้อแนะนำระดับองค์กรสำหรับการวัดปริมาณและการรายงานผลการปลดปล่อย และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ISO 14064-1 คือ หนึ่งในชุดมาตรฐานภายใต้มาตรฐาน ISO 14064 ที่จัดทำโดยองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (ISO – International Organization for Standardization) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางในการวัด คำนวณ และรายงานข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจกในระดับ “องค์กร” ซึ่งครอบคลุมถึงทั้งการปล่อย (emissions) และการดูดกลับ (removals) ของก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กร  โดยฉบับล่าสุดคือ ISO 14064-1:2018 ซึ่งได้ปรับปรุงให้มีความสอดคล้องกับบริบทปัจจุบันมากขึ้น ทั้งในเรื่องของระบบบริหารจัดการความยั่งยืน การตรวจสอบข้อมูล และการเชื่อมโยงกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ  มาตรฐาน ISO 14064 คืออะไร ? มาตรฐาน ISO 14064 เป็นชุดมาตรฐานสากลที่กำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับการวัด การจัดการ และรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ขององค์กร มาตรฐานนี้พัฒนาโดยองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO)  ที่มุ่งหวังช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ใน 3 เรื่องหลัก ไม่ว่าจะเป็น การวัดปริมาณ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนได้อย่างถูกต้องและโปร่งใส การจัดการ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น การรายงาน ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อสาธารณะ หรือผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงคู่ค้า ลูกค้าอื่น ๆ อีกด้วย  มาตรฐาน ISO 14064 ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักอ่านต่อ คลิก!  ISO 14064-1 สามารถดำเนินการควบคู่กับคาร์บอนฟุตพริ้นขององค์กร […]

ก่อนซื้ออสังหา ฯ ต้องรู้ EIA Approved เช็คให้มั่นใจก่อนตัดสินใจ !

การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนและการจ้างงานในหลายภาคส่วน ที่เพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน กระตุ้นให้เกิดการบริโภค และส่งเสริมธุรกิจที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนภาคการเงินและสินเชื่อที่อยู่อาศัย ทำให้เงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น  โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและขยายเมืองให้เติบโตอย่างมีระบบ หากมีการวางแผนที่ดี จะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตประชาชนในอีกหลากหลายมิติในพื้นที่นั้น ๆ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว และการทำ EIA จึงเป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ก่อนจะซื้อบ้าน คอนโดหรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการสนับสนุนโครงการที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมในการพิจารณาร่วมด้วยเพื่อก่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว ทำความรู้จักบริษัท EIA สิ่งที่โครงการอสังหาริมทรัพย์ต้องทำก่อนเริ่มพัฒนาโครงการ  EIA คืออะไร สำคัญแค่ไหน ทำไมต้องทำ ? EIA ย่อมาจาก Environmental Impact Assessment  หรือ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม คือ กระบวนการจัดทำรายงานวิเคราะห์ ประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆ ต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งทางกายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจ และสังคม ในมิติเชิงบวกและลบ ก่อนที่จะมีการดำเนินพัฒนาโครงการ เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และติดตามผลกระทบได้อย่างเหมาะสม รวมถึงใช้ในการประกอบการตัดสินใจพัฒนาโครงการ หรือถ้าโครงการมีผลกระทบกับสุขภาพประชาชนก็จะมีการจัดทำรายงานเพิ่มเติมในชื่อว่า EHIA (Environmental Health Impact Assessment) ซึ่งต้องมีทีมนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญต้องศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ปรึกษาร่วมกันกับชุมชน และออกแบบมาตรการลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ก่อนจะเสนอให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเข้ากระบวนการพิจารณาอนุญาตตามกฎหมาย โดยล่าสุดมีระบุไว้ทั้งสิ้น 35 ประเภทโครงการ เช่น เหมืองแร่,เขื่อน,ท่าเรือ,โรงไฟฟ้า ไปจนถึงคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 4,000 ตารางเมตรขึ้นไป ความสำคัญและข้อดีของ EIA แน่นอนว่าทุกการพัฒนาโครงการก่อสร้างย่อมมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม แต่คำถามคือ โครงการมีการศึกษา และวางแผนรับมือการป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู หรือมีแนวทางในการจัดการอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต่างต้องตั้งคำถามในการติดตามด้านสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคม โดยข้อดีของการทำ EIA  คือ ช่วยหาทางป้องกันผลกระทบในทางลบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นในโครงการนั้นให้เกิดน้อยที่สุด  โดยการทำ EIA นั้นจะเป็นประโยชน์อย่างมาก ถ้าหากได้รับการวางแผนป้องกันปัญหาต่าง ๆ  ตั้งแต่ขั้นตอนศึกษาความเหมาะสมของโครงการ และจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลังดำเนินโครงการไปแล้ว ซึ่งโดยในรายงาน EIA จะมีการกำหนดมาตรการป้องกัน และติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประกอบเป็นหัวข้อหลักที่สำคัญของรายงานให้ได้พิจารณาด้วยเช่นกัน EIA จะทำการศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหารายละเอียดด้านใดบ้าง Thinkofliving ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า การจัดทำ EIA ประกอบด้วย การศึกษาครอบคลุมระบบสิ่งแวดล้อม 4 ด้าน คือ  ทรัพยากรกายภาพ (Physical Environment) จะเป็นการศึกษาถึงผลกระทบ เช่น คุณภาพดิน […]

แนะนำ “องค์กรต้องประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์” Carbon Footprint คืออะไร ? โอกาสสำคัญของธุรกิจในปี 2026

ทำไมต้องให้ความสำคัญกับ Carbon Footprint คืออะไร สำคัญจริงหรือ? มีผลต่อการระดมทุนและนักลงทุนยุคใหม่อย่างไรบ้าง ในยุคที่ความยั่งยืนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจทางธุรกิจ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) หรือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน รวมถึงการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคม ที่ในทุกกิจกรรมล้วนแล้วแต่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น เจาะลึกกับที่ปรึกษาการจัดการก๊าซเรือนกระจกอ่านต่อ..  ในบทความนี้เราจะจำกัดเนื้อหาเฉพาะของในแง่มุมองค์กรธุรกิจ  ที่การดำเนินงานนั้นได้กลายเป็นตัวชี้วัด มีบทบาทที่สำคัญต่อการระดมทุนและการตัดสินใจของนักลงทุนยุคใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่สังคมมุ่งเน้นในเรื่องของความยั่งยืน ที่ไม่ใช่เพียงแต่ในมิติของสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงมิติด้านสังคม ธรรมาภิบาล และการคำนึงถึงผลกระทบในอนาคตที่ต้องการให้การดำเนินชีวิตของผู้คนยังคงเป็นไปได้ด้วยความยั่งยืนในทุกมิติไว้อย่างน่าสนใจ นักลงทุนยุคใหม่ โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันและกองทุน ESG (Environmental, Social, and Governance) ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าองค์กรมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและเตรียมพร้อมต่อความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้อย่างดี ESG Integration : การลงทุนตามหลักเกณฑ์ ESG ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยนักลงทุนใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นเกณฑ์ในการประเมินความเสี่ยงและโอกาสของธุรกิจในปัจจุบันและแนวโน้มที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต Green Finance : ธุรกิจที่มีการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว (Green Bond) หรือสินเชื่อที่มีเงื่อนไขสอดคล้องกับความยั่งยืนได้ง่ายมากขึ้น Carbon Footprint กับประเด็นด้านกฏหมายและข้อบังคับในหลายประเทศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนำไปสู่กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงในประเทศไทย เช่น มาตราการ CBAM ในสหภาพยุโรป , ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และมาตรการอื่น ๆ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันและต้นทุนของธุรกิจ คู่ค้า พันธมิตร ผู้มีส่วนได้เสียกับธุรกิจในภาพรวม การจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่มีประสิทธิภาพจึงช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ ซึ่งองค์กรต่างต้องปรับตัวในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และจัดการลดความเสี่ยงในการปฏิบัติตามข้อกำหนด เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกฏหมาย หากองค์กรธุรกิจไม่ปฏิบัติตามในประเด็นทางด้านกฏหมายจะมีความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็น ความเสี่ยงด้านกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบมาตราการ : ธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมได้ทัน อาจเผชิญกับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นและค่าปรับต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน ต้นทุนโดยตรงและหากมีการส่งออก คู่ค้าทางธุรกิจ ที่ต้องการข้อมูลการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากองค์กรไม่มีการทำในส่วนนี้ก็จะเกิดผลกระทบต่อธุรกิจในด้านต่าง ๆ ที่สำคัญอย่างแน่นอน ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ความเชื่อมั่นในการลงทุน และภาพลักษณ์ขององค์กรต่อภายนอก  ผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือจากผู้มีส่วนได้เสียในธุรกิจ รวมถึงคู่ค้าที่ต้องการทราบถึงแนวทางการปรับเปลี่ยนสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ความยั่งยืนในการดำเนินงาน และผู้บริโภคในยุคที่ค่อนข้างจะให้ความสำคัญในเรื่องของความยั่งยืนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปัจจุบัน ซึ่งถ้าหากธุรกิจไม่มีการเคลื่อนไหวหรือแผนรับมือในการปรับเปลี่ยนสู่การมีส่วนร่วมลดโลกร้อน จะส่งกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรและลดความน่าสนใจในสายตานักลงทุนได้ในทันที จัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กร (CFO) คลิก !!  จัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับผลิตภัณฑ์ (CFP)  คลิก !!  โอกาสที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นในการระดมทุนและสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ การมีแผนการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ชัดเจนและโปร่งใสในองค์กร ช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสในการระดมทุน โดยเฉพาะจากนักลงทุนที่เน้นการลงทุนในธุรกิจที่มีความยั่งยืน […]

การประเมิน CFP หรือ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ ต้อง “ รายงานอย่างไร ทำอย่างไร” ให้ตอบโจทย์ธุรกิจ

https://youtu.be/JVEvBIDn3qk?si=m2uubWcE2Gzdthax CFP ย่อมาจาก Carbon Footprint for Product หรือ การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ ธุรกิจจำเป็นที่ต้องทำหรือเป็นเพียงกระแส ? แนวคิดเรื่องความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ได้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญระดับโลก หนึ่งในกระบวนการที่กำลังได้รับความสนใจและถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ในภาคธุรกิจอย่างแพร่หลาย คือ “การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์” หรือ Carbon Footprint for Products (CFP) แต่คำถามที่หลายคนมีการตั้งคำถามขึ้นคือ การประเมินนี้เป็นเรื่องจำเป็นที่ธุรกิจควรดำเนินการจริงจัง หรือเป็นเพียงแค่กระแสชั่วคราวที่เกิดจากแรงกดดันทางสังคมและการตลาดเท่านั้น ? ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน โดย FDI Group ให้ความเห็นว่า “ ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ภาวะโลกเดือดรุนแรงขึ้น เป็นผลกระทบมาจากการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์และจากธรรมชาติ เชื่อว่าทุกท่านคงสัมผัสได้ด้วยตัวท่านเองทั้งสภาพภูมิอากาศที่ย่ำแย่ หรือเปลี่ยนแปลงไป หรือแม้แต่ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตอย่างเห็นได้ชัด เลยเป็นอีกสิ่งที่ชวนให้คิด ว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่คุณต้องหันกลับมาดูแลโลกใบนี้ ?   ธุรกิจจำนวนมาก เริ่มให้ความสำคัญกับการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ที่ไม่ได้มีเพียงแค่ประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับแนวโน้มของตลาดโลกที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งการสนับสนุนธุรกิจ ผลิตภัณฑ์สินค้าที่ส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อม ที่มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงประเด็นที่น่าจับตาถึงการตั้งข้อกำหนดด้านความยั่งยืนจากประเทศคู่ค้า หรือการบังคับใช้มาตรการทางภาษีและกฎระเบียบใหม่ เช่น กลไกการปรับคาร์บอนตามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) ซึ่งกำหนดให้สินค้านำเข้าจากประเทศนอก EU ต้องแสดงค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างชัดเจน หากไม่สามารถแสดงได้หรือค่าคาร์บอนสูงเกินมาตรฐาน อาจถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น หรือไม่สามารถเข้าสู่ตลาดยุโรปได้เลย สำหรับในประเทศไทยก็เตรียมสู่การบังคับใช้ พ.ร.บ.โลกร้อน ที่คาดว่าจะบังคับใช้ในเร็วๆ นี้ หรือที่เห็นได้ชัดเจนถึงแนวทางนโยบายด้านการส่งเสริมลดการปล่อยคาร์บอนอย่าง การเก็บภาษีคาร์บอนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งจากประเด็นด้านต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นคงได้เห็นถึงทิศทางและโอกาสที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้สำหรับธุรกิจในอุตสาหกรรมต่าง ๆ สำหรับการปรับตัว ปรับรูปแบบการดำเนินงานในองค์กร เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้ในการแข่งขันที่ทิศทางธุรกิจได้เปลี่ยนแปลงไปจากนี้  Carbon Footprint for Product หรือ การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ คืออะไร อ่านต่อในบทความนี้ คลิก !  จริงหรือไม่ ? เริ่มประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ก่อนได้เปรียบมากกว่า ! ต้องบอกว่าจริง “ลองมองมุมกลับว่าถ้าหากเราเริ่มก่อนในตอนนี้ ถ้าวันที่ภาครัฐประกาศบังคับใช้หรือให้ทำ ธุรกิจเราจะไปไกลมากขนาดไหนแล้ว ถ้าหากคนอื่นพึ่งเริ่ม” เพียงเท่านี้ก็น่าจะสามารถตอบข้อสงสัยได้ว่าควรทำเลยหรือไม่ สำหรับองค์กรต่าง ๆ และ ผู้ประกอบการที่มีความพร้อม และถ้าหากวิเคราะห์กันในมุมของความได้เปรียบทางการแข่งขัน การมีข้อมูล CFP อย่างโปร่งใส สามารถกลายเป็นจุดแข็งในโอกาสของการสื่อสารแบรนด์ และสร้างความเชื่อมั่นต่อคู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ ที่สำคัญคือผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่อยู่ในตลาดระดับพรีเมียมหรือเป็นสินค้าที่อิงกับภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืน เช่น ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของมนุษย์ , เครื่องสำอางจากธรรมชาติ […]

1 3 4 5 6 7