ทำงานอยู่ไม่รู้ไม่ได้ ! ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คำนวณอย่างไร ใครบ้างจะต้องจ่าย ?

ทำงานอยู่ไม่รู้ไม่ได้ ! ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คำนวณอย่างไร ใครบ้างจะต้องจ่าย ?

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร เกี่ยวกับการยื่นภาษีอย่างไร ?

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) เป็นกลไกทางภาษีที่รัฐบาลใช้ในการเก็บภาษีล่วงหน้าจากผู้มีรายได้ โดยกำหนดให้ผู้จ่ายเงินทำหน้าที่หักภาษีจากจำนวนเงินที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้รับ แล้วนำส่งกรมสรรพากร วิธีการนี้ช่วยให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงจากการเก็บภาษีไม่ครบถ้วน

สำหรับภาษีหัก ณ ที่จ่าย จะมีการหักภาษีทุกครั้งที่มีการจ่ายเงินซึ่งเข้าข่ายตามเงื่อนไขของประเภทเงินได้ที่กฎหมายกำหนด ทำให้ผู้รับเงินจะได้รับเงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนเต็ม  และจะได้รับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นหลักฐานเพื่อใช้ประกอบการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมถึงสามารถยื่นขอคืนภาษีในส่วนที่ชำระเกินได้

แม้ผู้จ่ายเงินจะได้หักภาษีและนำส่งให้กรมสรรพากรเรียบร้อยแล้ว แต่ผู้รับเงินยังคงมีหน้าที่นำรายได้นั้นมารวมคำนวณภาษีประจำปี และยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ตามปกติ

ไม่หัก !! สำหรับยอดที่ไม่เกิน 1,000 บาท ทางกรมสรรพากรมีข้อกำหนดว่าไม่ต้องทำการหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่หากเป็นยอดที่มีมูลค่าไม่ถึง 1,000 บาท ที่มีสัญญาต่อเนื่อง เช่น ค่าบริการอินเทอร์เน็ต ต้องทำหัก ณ ที่จ่ายไว้ เพราะยอดทั้งปีเกิน 1,000 บาทเป็นต้น  

อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย หักอย่างไรบ้าง

อัตราภาษีที่ต้องหักขึ้นอยู่กับประเภทของรายได้ดังนี้

เงินเดือนและค่าจ้าง

บริษัทจ่ายเงินค่าตอบแทนให้พนักงาน เป็นเงินที่เข้าเกณฑ์การหักภาษี ณ ที่จ่าย จะหักตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นอัตราก้าวหน้า โดยสามารถทำได้จากการเอาเงินที่จ่ายให้พนักงานทั้งปี มาหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ และหักตามอัตราก้าวหน้า  แต่หากเป็นกรณีที่พนักงานรายได้ไม่ถึงเกณฑ์กำหนด บริษัทก็ไม่จำเป็นที่จะหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือเทียบเท่ากับ 0% แต่หากหักไปแล้ว พนักงานก็สามารถขอคืนภาษีจากภาครัฐในตอนที่ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 

  • ค่าบริการหรือวิชาชีพอิสระ : ในการจ้างรับเหมา ทำของ จ้างทำนามบัตร จ้างทำกราฟิก จ้างตกแต่งภายใน หรือบริการต่างๆ จะมีการคิดในอัตราการหักที่ 3% ของจำนวนเงินที่จ่ายจริง 
  • ค่าโฆษณา : การโฆษณาสินค้าตามสื่อโฆษณาต่าง ๆ ผ่านเอเจนซี่ บริษัทรับโฆษณาเพื่อช่วยประกาศให้แบรนด์หรือสินค้าเป็นที่รู้จักผ่านโซเชี่ยลมีเดียต่าง ๆ จะมีการคิดอัตราหัก 2% 
  • ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ : ถ้าหากเป็นการเช่าเพื่อจัดสัมมนา อีเวนต์ต่างๆ ถือเป็นค่าบริการจะทำหัก ณ ที่จ่าย 3% แต่ถ้าเป็นการถือกุญแจจะถือเป็นค่าเช่าสถานที่หัก 5% ของจำนวนเงินที่จ่าย 
  • ดอกเบี้ย : หัก 15% ของจำนวนเงินที่จ่าย
  • เงินปันผล : หัก 10% ของจำนวนเงินที่จ่าย 

หากท่านสงสัย มีข้อสอบถามอื่นๆ เพิ่มเติมในการวางแผนภาษีนิติบุคคล สามารถปรึกษา FDI ได้ที่ @FDIGROUP

ใครที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย

สำหรับผู้ที่มีหน้าที่ในการหักภาษี ณ ที่จ่าย คือผู้จ่ายเงิน ที่อาจจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เช่น บริษัทหรือองค์กร จะทำหน้าที่หักจากเงินที่จ่ายและส่งเงินในส่วนนั้น ๆ ให้กับภาครัฐ ซึ่งภาษีในรูปแบบนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ มีการจ่ายเงินในครั้งเดียวหรือหลายครั้ง ที่มียอดชำระที่ 1,000 บาท ขึ้นไป  เช่น หากบริษัทว่าจ้างฟรีแลนซ์ทำรูปภาพกราฟิก มียอดรวม 4,000 บาท โดยแบ่งจ่ายที่ 2 ครั้ง คือ 1500 และ 2500 ซึ่งบริษัทต้องดำเนินการหักภาษี ณ ที่จ่าย 2 ครั้ง ในการนำส่งสรรพากร

สูตรวิธีการคำนวณ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

โดยการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายจะสามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย แบบออกให้ตลอดไป และ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย แบบออกให้ครั้งเดียว โดยแต่ละแบบจะมีการคำนวณ ตัวอย่างคำนวณ ดังนี้

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย แบบออกให้ตลอดไป 

  • สูตรการคำนวณ จำนวนเงินภาษีหัก ณ จ่ายแบบออกให้ตลอดไป = จำนวนเงินได้ที่จ่าย x อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย / (100 – อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย)

ยกตัวอย่าง

  • การจ่ายค่าจ้างการทำรูปกราฟิก ซึ่งมีค่าจ้างจำนวน 20000 บาท จำเป็นต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%
  • จำนวนเงินหักภาษี ณ ที่จ่ายแบบออกให้ตลอดไป = 20000 x 3 / (100-3) = 619 บาท

โดยในหนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย จะเขียนว่าเงินได้ 20618 บาท เงินหักภาษี ณ ที่จ่าย คือ 618 บาท และเงินที่ผู้รับได้จริง จะเท่ากับ 20000 บาท

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย แบบออกให้ครั้งเดียว

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายแบบออกให้ครั้งเดียว คือ รูปแบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย ในกรณีที่ทางบริษัท ซึ่งเป็นผู้จ่ายได้ออกเงินหัก ณ ที่จ่ายแทนผู้รับในครั้งแรกเพียงครั้งเดียว

  • สูตรการคำนวณ จำนวนเงินภาษีหัก ณ จ่ายแบบออกให้ครั้งเดียว = (จำนวนเงินได้ที่จ่าย + ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ออกให้ครั้งเดียว) x อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ยกตัวอย่างการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย

  • กำหนดให้เป็นการจ่ายค่าจ้างทำรูปกราฟิก ซึ่งมีค่าจ้างจำนวน 20,000 บาท จำเป็นต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%
  • เงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามอัตราปกติ = 20,000 x 3 = 600 บาท
  • จำนวนเงินหักภาษี ณ ที่จ่ายแบบออกให้ครั้งเดียว = (20,000 + 600) x 3% = 618 บาท

โดยในหนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย จะเขียนว่าเงินได้ 20,600 บาท เงินหักภาษี ณ ที่จ่าย คือ 618 บาท และเงินที่ผู้รับได้จริง จะเท่ากับ 20,600 – 618 = 19,982 บาท

โดยสรุปแล้ว ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ ภาษีที่ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ “หัก” เงินบางส่วนจากรายได้ที่ต้องจ่ายให้กับผู้รับ แล้วนำส่งให้กับกรมสรรพากรแทนผู้รับเงิน โดยวิธีนี้ทำให้รัฐเก็บภาษีได้ตั้งแต่ตอนที่เกิดรายได้ ไม่ต้องรอให้ผู้รับรายได้มายื่นแบบเสียภาษีเองภายหลัง  โดยมีข้อควรทราบหลักๆ คือ หากไม่หักภาษีหรือไม่ยื่นแบบ จะต้องเสียค่าปรับและเงินเพิ่ม ผู้ถูกหักสามารถนำเอกสารที่ผู้จ่ายเงินออกให้สำหรับภาษีหัก ณ ที่จ่าย นำมายื่นภาษีในรอบสิ้นปีได้

FDI ที่ปรึกษาด้านการบัญชีและวางแผนภาษี สำหรับนิติบุคคล

เรามุ่งมั่นสนับสนุนธุรกิจของคุณสู่อนาคตที่ยั่งยืนด้วยบริการที่ปรึกษาด้านบัญชีและการวางแผนภาษีในระยะยาว ทีมผู้เชี่ยวชาญมีประสบการณ์และความรู้เชิงลึก พร้อมช่วยคุณเพื่อบรรลุเป้าหมายสู่ธุรกิจที่ยั่งยืนได้ สามารถให้คำแนะนำ จัดเตรียมเอกสาร ยื่นแบบภาษี และติดต่อประสานงานกับกรมสรรพากร ทำให้บริษัทของคุณดำเนินธุรกิจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและลดความกังวลเรื่องภาษีของบริษัทได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถให้คำแนะนำ พร้อมคำปรึกษาในการวางแผนธุรกิจในระยะยาว เพื่อให้ธุรกิจเติบโตด้วยความมั่นคงได้อย่างดี

ช่องทางติดต่อ 

  • Facebook : FDI Group – Business Consulting
  • Line : @fdigroup
  • Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895
  • E-mail :infojob@fdi.co.th
  • Website : www.fdi.co.th

บทความที่น่าสนใจ