เคยสงสัยกันหรือไม่ ? ว่าการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของแต่ละธุรกิจดำเนินการกันจริงจังหรือทำเพื่อกล่าวอ้าง โดยไม่ได้มีการดำเนินการลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมตามที่อ้าง จนอดสงสัยไม่ได้ว่า องค์กรไหนเขียวจริง หรือองค์กรไหนฟอกเขียว (Greenwashing) การเกิด Taxonomy ขึ้นมานั้นจะช่วยให้เป็นเครื่องมือในการคัดกรอง รวมถึงการจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับด้านสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องมากขึ้น เพื่อให้เกิดการสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้
Thailand Taxonomy คืออะไร ? ทำไมถึงสำคัญ
Thailand Taxonomy คือ เป็นมาตรฐานการกำหนดนิยามและการจัดหมวดหมู่กิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการจำแนกกิจกรรมใช้เงื่อนไขทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมนั้นต้องมีความสอดคล้องกับ Thailand Taxonomy กล่าวคือต้องมีความสอดคล้องผ่านเกณฑ์ความยั่งยืนอย่างรอบด้าน โดยต้องคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางสำหรับภาคส่วนต่าง ๆ ใช้อ้างอิง โดยการนำ Thailand Taxonomy ไปใช้ยังเป็นไปตามความสมัครใจ โดยในปัจจุบันครอบคลุมกิจกรรมใน 6 ภาคเศรษฐกิจที่มีส่วนสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย ได้แก่ ภาคพลังงาน การขนส่ง การเกษตร การผลิต การก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ และการจัดการของเสีย
- ในส่วนของคณะทำงาน Thailand Taxonomy นั้นจะประกอบไปด้วย ผู้แทนจากทั้งทางภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงิน โดยการจัดทำ Thailand Taxonomy ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ International Finance Corporation (IFC), Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit GmbH (GIZ) และ Asian Development Bank (ADB) รวมถึง ได้รับคำแนะนำทางเทคนิคจากที่ปรึกษาทั้งในและต่างประเทศตลอดกระบวนการพัฒนา ได้แก่ Climate Bonds Initiative (CBI), DNV, the Creagy, สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (Carbon Institute for Sustainability: CBiS) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (Thailand Development Research Institute Foundation: TDRI)
งานวิจัยกรุงศรี ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่าเกณฑ์ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ต้องมีส่วนสำคัญในการบรรลุตามวัตถุประสงค์ รวมถึงกรอบข้อกำหนดดังนี้
- กิจกรรมต้องมีส่วนสำคัญในการบรรลุวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างน้อย 1 ด้าน จากทั้งหมด 6 ด้าน ได้แก่ (1) การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Change Mitigation) (2) การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Adaptation) (3) การใช้น้ำอย่างยั่งยืนและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ (4) การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและปรับตัวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (5) การป้องกันและควบคุมมลพิษ และ (6) การรักษาระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพให้สมบูรณ์
- กิจกรรมต้องไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมด้านอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ (Do No Significant Harm: DNSH) กล่าวคือต้องไม่ขัดกับวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ อีกทั้ง 5 ด้าน
- กิจกรรมต้องคำนึงถึงผลกระทบทางสังคม (Minimum Social Safeguards: MSS) ในมิติต่างๆ เช่น สิทธิมนุษยชน แรงงาน ชุมชน และวัฒนธรรม โดยต้องดำเนินการสอดคล้องตามมาตรฐานสากล เช่น อนุสัญญาหลักขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
จัดกลุ่มกิจกรรมเป็น 3 ระดับ ด้วยระบบ “สัญญาณไฟจราจร”
ระบบ “สัญญาณไฟจราจร” ใน Thailand Taxonomy คืออะไร ?
Thailand Taxonomy ใช้ระบบ สัญญาณไฟจราจร (Traffic Light System) เพื่อจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจออกเป็น 3 ระดับตามผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่
“สีเขียว – สีเหลือง – สีแดง”
โดยแต่ละสีแสดงถึง “ระดับความยั่งยืน” ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้น ๆ
ตั้งแต่กิจกรรมที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน ไปจนถึงกิจกรรมที่ยังสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง
🟢 ระดับที่ 1: “สีเขียว” (Green Activities)
ระดับที่ 1 สีเขียว หมายถึง กิจกรรมที่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง และมีส่วนช่วย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emission) หรือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ตัวอย่างกิจกรรมสีเขียว:
- การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม น้ำ ชีวมวล
- การใช้ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้า
- อาคารที่ออกแบบตามแนวทาง Green Building / Energy Efficiency
- การบริหารจัดการขยะด้วยหลัก Circular Economy เช่น การรีไซเคิลหรือใช้ซ้ำ
💡 ความสำคัญ: กิจกรรมสีเขียวถือเป็น “กิจกรรมเป้าหมายหลัก” ของนโยบาย Thailand Taxonomy และเป็นโครงการที่ มีสิทธิ์ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินหรือกองทุนสีเขียว (Green Finance) ก่อนเป็นลำดับแรก
🟡 ระดับที่ 2 : “สีเหลือง” (Amber / Transition Activities)
ระดับที่ 2 สีเหลือง หมายถึง : กิจกรรมที่ ยังไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเต็มรูปแบบ แต่กำลังอยู่ในช่วง “เปลี่ยนผ่าน (Transition)” เพื่อมุ่งสู่กิจกรรมสีเขียวในอนาคต
อาจยังมีการปล่อยคาร์บอนอยู่บ้าง แต่มีแผนหรือเทคโนโลยีที่ชัดเจนในการลดผลกระทบลงเรื่อย ๆ
📌 ตัวอย่างกิจกรรมสีเหลือง :
- โรงไฟฟ้าที่เปลี่ยนจาก ถ่านหิน → ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งปล่อยคาร์บอนน้อยลง
- โรงงานที่เริ่มใช้เทคโนโลยี Carbon Capture & Storage (CCS)
- การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) แทนน้ำมันบางส่วน
- โครงการที่อยู่ระหว่างเปลี่ยนระบบขนส่งจากดีเซลไปสู่ระบบไฟฟ้า
💡 ความสำคัญ : กลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะช่วยให้ธุรกิจที่ยังไม่สามารถ “เขียวเต็มรูปแบบ” สามารถเข้าร่วมกระบวนการปรับตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป
รัฐและสถาบันการเงินอาจให้สิทธิประโยชน์บางส่วนเพื่อ กระตุ้นให้เปลี่ยนผ่านเร็วขึ้น
🔴 ระดับที่ 3: “สีแดง” (Red / Unsustainable Activities)
ระดับที่ 3: “สีแดง” หมายถึง: กิจกรรมที่ ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อมสูง เช่น การปล่อยคาร์บอนจำนวนมาก หรือทำลายทรัพยากรธรรมชาติ โดย ไม่มีแผนการปรับตัวอย่างชัดเจน
📌 ตัวอย่างกิจกรรมสีแดง :
- การผลิตไฟฟ้าจาก ถ่านหินหรือน้ำมันเตา โดยไม่มีเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน
- การขนส่งโดยใช้เครื่องยนต์สันดาปที่ไม่มีมาตรการลดการปล่อยไอเสีย
- อุตสาหกรรมที่มีการปล่อยน้ำเสียหรือมลพิษโดยไม่ได้รับการบำบัด
💡 ความสำคัญ : กิจกรรมสีแดงจะถูกมองว่า ไม่ยั่งยืนในระยะยาว และมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกจำกัดหรือเลิกสนับสนุนทางการเงินในอนาคต หลายธนาคารและนักลงทุนอาจ ลดหรือหยุดปล่อยสินเชื่อให้กับกิจกรรมในกลุ่มนี้ เพื่อลดความเสี่ยง ESG (Environmental Risk)
Thailand Taxonomy คลอบคลุมกิจกรรมใน 6 ภาคเศรษฐกิจ แบ่งเป็น 2 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 : เริ่มประกาศใช้เมื่อปี 2566 โดมุ่งเน้นไปที่สองภาคเศรษฐกิจหลักที่มีการปล่อย GHG สูง ได้แก่ ภาคพลังงานและภาคขนส่ง
ระยะที่ 2 : เริ่มมีการประกาศใช้เมื่อ พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยได้ขยายขอบเขตไปอีก 4 ภาคเศรษฐกิจเพิ่มเติม ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ และการจัดการของเสีย
โดยทั้ง 2 ระยะของการประกาศใช้ Thailand Taxonomy สะท้อนเจตจำนงของประเทศไทยที่มีความมุ่งมั่นในการลด GHG ให้เป็นศูนย์ภายในปี 2608 ( Net Zero 2065 ) และมีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 (Carbon Neutrality 2050)
ตัวอย่างการนำ Thailand Taxonomy ไปใช้ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคส่วนต่าง ๆ
ตัวอย่างการนำไปใช้ในแต่ละภาคส่วน
- ภาคการเกษตร
- ธนาคาร: ใช้เกณฑ์ของ Thailand Taxonomy เพื่อกำหนดเงื่อนไขในการให้ “สินเชื่อสีเขียว” แก่โครงการปลูกอ้อยอย่างยั่งยืน
- ภาคธุรกิจ: นำเกณฑ์ไปใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถทำได้โดย
- ทางเลือกที่ 1: การได้รับการรับรองตามมาตรฐานที่ระบุใน Taxonomy เช่น มาตรฐาน Bonsucro หรือ Smartcane BMP
- ทางเลือกที่ 2: การจัดทำ แผนการจัดการฟาร์มแบบบูรณาการ (Integrated Farm Management Plan: IFMP) เพื่อยืนยันว่ากิจกรรมการเกษตรเป็นไปตามเกณฑ์ของ Taxonomy
- ภาคของเสีย
- ธุรกิจการจัดการของเสีย: ใช้ Taxonomy เป็นเครื่องมือในการยืนยันว่าการดำเนินงาน เช่น การคัดแยกขยะ การรีไซเคิล หรือการผลิตพลังงานจากขยะ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามเกณฑ์
- การเข้าถึงแหล่งเงินทุน : การปฏิบัติตามเกณฑ์ของ Taxonomy จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึง “การเงินที่ยั่งยืน” มากขึ้น โดยธุรกิจอาจต้องแสดงหลักฐาน เช่น ใบอนุญาต เอกสารขั้นตอนการดำเนินงาน และผลการตรวจสอบ
- ภาคพลังงาน
- การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน:
- ภาครัฐ: สามารถใช้ Taxonomy ในการกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบกระจายศูนย์
- ภาคธุรกิจ: ธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์สามารถนำเกณฑ์ไปใช้ในการวางแผนติดตั้งระบบกักเก็บและสำรองไฟฟ้า
- การวางกลยุทธ์และการลงทุน: ใช้ Taxonomy เพื่อจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจเขียว และวางแผนการลงทุนในพลังงานสะอาดได้อย่างมีทิศทาง
ประโยชน์ในการนำ Thailand Taxonomy ไปใช้
- การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน : ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อความยั่งยืนมากขึ้น เช่น Green bond และ Green loans
- การป้องกัน “การฟอกเขียว” (Greenwashing) : ช่วยให้เกิดความโปร่งใสในการลงทุนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
- การดึงดูดเงินลงทุน : ดึงดูดนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- การประเมินความเสี่ยง : ช่วยให้ธุรกิจสามารถประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมได้
โดยสรุปแล้ว Thailand Taxonomy ถือเป็นมาตรฐานที่สำคัญต่อธุรกิจไทย ซึ่งจะเป็นกรอบในการจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ช่วยระบุว่า “กิจกรรมใดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เพื่อสร้างมาตรฐานกลางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศไทย กรอบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว เพราะช่วยให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และนักลงทุน ใช้เกณฑ์เดียวกันในการตัดสินใจลงทุนอย่างโปร่งใส ลดปัญหาการเกิด Green Washing และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero 2065 ของประเทศ
ในฐานะที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน FDI Group มีบทบาทสำคัญในการช่วยองค์กรภาคธุรกิจเข้าใจและประยุกต์ใช้ Thailand Taxonomy ได้จริง ตั้งแต่การวิเคราะห์และจัดหมวดกิจกรรมตามเกณฑ์สี การจัดทำรายงาน ESG และ Carbon Footprint ไปจนถึงการวางแผนเปลี่ยนผ่านสู่กิจกรรมสีเขียว เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนสีเขียว (Green Finance) และยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนขององค์กรธุรกิจให้สามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่นโดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม
ช่องทางติดต่อ
- Facebook : FDI Group – Business Consulting
- Line : @fdigroup
- Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895
- E-mail : infojob@fdi.co.th
- Website : www.fdi.co.th
บทความที่น่าสนใจ
เพิ่มมูลค่าธุรกิจให้เติบโตไปกับ FDI ในโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
FDI ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาภายในโครงการ JUMP+...
Read More“ESG ปัจจัยและเครื่องมือสำคัญ” ที่นักลงทุนมองหาในยุคตลาดทุนยั่งยืน
ESG (Environment, Social,...
Read More

