ไขข้อสงสัย วีซ่าธุรกิจและใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) เป็นเอกสารเดียวกันหรือไม่ !
ชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อติดต่อธุรกิจ ประชุม เจรจาทางการค้า ลงทุน หรือเข้ามาทำงานกับบริษัทในประเทศไทย สิ่งหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนคือ “วีซ่าธุรกิจ” ไม่ได้หมายความว่าสามารถทำกิจกรรมทางธุรกิจหรือทำงานในประเทศไทยได้ทุกกรณีโดยอัตโนมัติ โดยทั่วไป แล้ววีซ่าที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อธุรกิจและการทำงานคือ Non-Immigrant Visa Category B หรือ Non-B ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศระบุว่าใช้สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจหรือทำงาน โดยรายละเอียดและเอกสารจะแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของการเดินทาง ดังนั้น หากกำลังวางแผนให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจหรือทำงานในไทย การเข้าใจประเภทของวีซ่า เอกสาร และขั้นตอนตั้งแต่ต้น จะช่วยลดปัญหาเอกสารไม่ครบหรือเลือกประเภทการยื่นไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ โดยสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในการขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงานได้ที่ ติดต่อเรา คลิก!
วีซ่าธุรกิจ คืออะไร ?
วีซ่าธุรกิจ ที่คนทั่วไปเรียกกัน มักหมายถึง Non-Immigrant Visa Category B (Non-B) ซึ่งเป็นวีซ่าประเภทคนอยู่ชั่วคราวสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อวัตถุประสงค์ด้านธุรกิจหรือการทำงาน
ตัวอย่างเช่น
- เข้ามาประชุมกับบริษัทในประเทศไทย
- เจรจาทางธุรกิจกับคู่ค้า
- ติดต่อพันธมิตรทางธุรกิจ
- เข้ามาดูโครงการหรือศึกษาการลงทุน
- เข้ามาทำงานกับบริษัทในประเทศไทย
- เข้ามาประกอบธุรกิจตามวัตถุประสงค์ที่ได้รับอนุญาต
อย่างไรก็ตามวีซ่าธุรกิจและใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ไม่ใช่เอกสารเดียวกัน หากชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยหลักแล้วจะต้องได้รับใบอนุญาตทำงานก่อนเริ่มทำงานตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แม้จะถือ Non-B Visa อยู่แล้วก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศระบุอย่างชัดเจนว่าผู้ถือ Non-Immigrant Visa ที่ต้องการทำงานในไทยจะสามารถทำงานได้เมื่อได้รับ Work Permit แล้วเท่านั้น
จะขอวีซ่าธุรกิจ ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง ?
เอกสารสำหรับยื่น Business Visa จะแตกต่างกันไปตามประเทศปลายทาง ประเภทวีซ่า สัญชาติของผู้ยื่น และวัตถุประสงค์ของการเดินทางโดยทั่วไป เอกสารสำคัญสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ เอกสารส่วนบุคคล เอกสารด้านการทำงาน และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อธุรกิจ
1. เอกสารส่วนบุคคลสำหรับยื่นวีซ่า
เอกสารพื้นฐานที่ผู้ยื่นควรเตรียม ได้แก่
- หนังสือเดินทาง (Passport) ที่มีอายุการใช้งานตามเกณฑ์ที่ประเทศปลายทางกำหนด และมีหน้าว่างเพียงพอสำหรับติดวีซ่า
- หนังสือเดินทางเล่มเก่า (ถ้ามี)
- แบบฟอร์มคำร้องขอวีซ่าที่กรอกข้อมูลครบถ้วน
- รูปถ่ายตามข้อกำหนดของประเทศหรือหน่วยงานที่รับคำร้อง
- หลักฐานการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล (ถ้ามี)
- หลักฐานการประกันสุขภาพหรือประกันการเดินทาง (หากเป็นข้อกำหนด)
- เอกสารหรือแบบรับทราบข้อกำหนดในการพำนักของประเทศปลายทาง (หากมี)
Caution: อายุ Passport จำนวนหน้าว่าง รูปแบบรูปถ่าย และข้อกำหนดด้านประกันภัยอาจแตกต่างกันในแต่ละประเทศ จึงควรตรวจสอบ Checklist ล่าสุดของสถานทูตหรือศูนย์รับคำร้องก่อนเตรียมเอกสาร
2. หลักฐานเกี่ยวกับการทำงาน
เอกสารกลุ่มนี้ใช้เพื่อแสดงให้เห็นว่า ผู้ยื่นมีสถานะการทำงานหรือประกอบธุรกิจที่ชัดเจน และมีเหตุผลในการเดินทางกลับประเทศต้นทางตามกรณี
สำหรับพนักงานหรือลูกจ้าง โดยทั่วไปอาจต้องใช้
- หนังสือรับรองการทำงานจากบริษัท
- ตำแหน่งงานปัจจุบัน
- เงินเดือนหรือรายได้
- ระยะเวลาการทำงาน
- ระยะเวลาที่ได้รับอนุมัติให้ลาเพื่อเดินทาง
- หนังสือรับรองบริษัทหรือเอกสารจดทะเบียนของนายจ้าง ตามที่กำหนด
เอกสารควรระบุข้อมูลอย่างชัดเจนและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการเดินทาง เช่น ผู้เดินทางเดินทางไปประชุมกับคู่ค้าในต่างประเทศเป็นระยะเวลาเท่าใด และใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย
สำหรับเจ้าของกิจการหรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ อาจใช้เอกสารที่แสดงถึงสถานะการประกอบธุรกิจ เช่น
- Certificate of company registration.
- เอกสารแสดงความเป็นเจ้าของกิจการ
- ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ (ถ้ามี)
- เอกสารทางการเงินหรือภาษีที่เกี่ยวข้อง
- หลักฐานรายได้จากการประกอบธุรกิจ
ทั้งนี้เอกสารที่ต้องใช้จริงขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของประเทศปลายทางและประเภทวีซ่าที่สมัคร
3. หลักฐานเกี่ยวกับการติดต่อธุรกิจ
เอกสารกลุ่มนี้มีความสำคัญ เพราะช่วยยืนยันวัตถุประสงค์ของการเดินทาง และความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างผู้เดินทางกับบริษัทหรือองค์กรในประเทศปลายทาง
ตัวอย่างเอกสารที่อาจใช้ประกอบ ได้แก่
1.หนังสือเชิญจากบริษัทคู่ค้า
หนังสือเชิญควรออกโดยบริษัทหรือองค์กรในประเทศปลายทาง และระบุข้อมูลสำคัญ เช่น
- ชื่อและข้อมูลของผู้เดินทาง
- ชื่อบริษัทต้นสังกัด
- วัตถุประสงค์ของการเดินทาง
- รายละเอียดกิจกรรมทางธุรกิจ
- ระยะเวลาที่พำนัก
- สถานที่จัดประชุมหรือกิจกรรม
- ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางและที่พัก
ซึ่งในบางประเทศอาจกำหนดให้ใช้หนังสือเชิญฉบับจริง หนังสือที่มีหัวจดหมายบริษัท หรือลายเซ็นของผู้มีอำนาจตามรูปแบบที่กำหนด
2.หนังสือรับรองการทำงานหรือเอกสารจากบริษัท
หากการเดินทางเกี่ยวข้องกับบริษัทในประเทศไทย อาจต้องมีหนังสือจากนายจ้างหรือบริษัทที่ระบุ
- ตำแหน่งงาน
- ลักษณะงาน
- ระยะเวลาการทำงาน
- เงินเดือน
- วัตถุประสงค์ในการเดินทาง
- ระยะเวลาที่เดินทาง
- ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย
** เอกสารข้างต้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามรายละเอียดของประเทศนั้นๆ แนะนำให้ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าเพื่อความถูกต้องอีกครั้ง **
Checklist ก่อนยื่นวีซ่าธุรกิจ ต้องตรวจสอบอย่างน้อย 5 เรื่องนี้ !
ก่อนส่งเอกสาร แนะนำให้ตรวจสอบอย่างน้อย 5 เรื่อง
1. วัตถุประสงค์การเดินทางชัดเจนหรือไม่?
ระบุให้ตรงว่าต้องการเดินทางเพื่อประชุม ติดต่อคู่ค้า เจรจาธุรกิจ หรือกิจกรรมใด
2. ประเภทวีซ่าตรงกับกิจกรรมหรือไม่?
หากกิจกรรมเข้าข่ายการทำงาน อาจต้องใช้วีซ่าหรือใบอนุญาตประเภทอื่น
3. เอกสารจากบริษัทครบถ้วนหรือไม่?
ตรวจสอบหนังสือรับรอง หนังสือเชิญ เอกสารการทำงาน และเอกสารทางธุรกิจ
4. ข้อมูลในเอกสารสอดคล้องกันหรือไม่?
ชื่อบริษัท ตำแหน่ง ระยะเวลาการเดินทาง วัตถุประสงค์ และข้อมูลอื่นควรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
5. ตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดก่อนยื่น
เนื่องจากแต่ละประเทศมีข้อกำหนดแตกต่างกัน และเงื่อนไขสามารถเปลี่ยนแปลงได้
FDI Accounting & Advisory, ให้บริการคำปรึกษาสำหรับผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ ครอบคลุมการวางแผนด้านธุรกิจ การจัดเตรียมเอกสาร และการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับ Visa & Work Permit เพื่อช่วยให้บริษัทสามารถวางแผนการนำผู้บริหารหรือบุคลากรต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งหากคุณกำลังวางแผนให้ชาวต่างชาติ เข้ามาติดต่อธุรกิจ ทำงาน ลงทุน หรือบริหารกิจการที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย และไม่แน่ใจว่าควรใช้วีซ่าประเภทใด ต้องเตรียมเอกสารอะไร หรือควรดำเนินการ Work Permit อย่างไร สามารถรับคำปรึกษาจากที่ปรึกษาจาก FDI Accounting & Advisory เพื่อประเมินกรณีของคุณ ให้คำแนะนำ และวางแนวทางดำเนินการอย่างเหมาะสมได้เลยตั้งแต่ตอนนี้
Contact Us
- Facebook FDI Group – Business Consulting
- Line @fdigroup
- Phone: 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895
- Email: infojob@fdi.co.th
- Website : www.fdi.co.th

