บทความใบอนุญาต

ใบอนุญาต FBC และ FBL แตกต่างกันอย่างไร ? การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

เข้าใจ “FBC” และ “FBL” ใบอนุญาตสำคัญที่ชาวต่างชาติต้องการทำงาน ทำธุรกิจในไทยต้องรู้ ! 1.ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือ  Foreign Business License (FBL) คือ ใบอนุญาตที่อนุญาตให้บริษัทต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทยในลักษณะที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งใบนี้เป็นการอนุมัติที่ออกให้แก่บริษัทต่างชาติที่มีการยื่นขออนุญาตและได้รับการอนุมัติจากกระทรวงพาณิชย์ 2.หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือ Foreign Business Certificate (FBC) เป็นหนังสือรับรองที่ออกให้กับบริษัทต่างชาติที่ต้องการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งการขอใบอนุญาตนี้จะมีข้อจำกัดในเรื่องประเภทของธุรกิจที่สามารถทำได้ตามที่กำหนดใน พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยเฉพาะตาม บัญชี 3 ซึ่งเป็นรายการธุรกิจที่คนต่างด้าวไม่สามารถทำได้เอง หรือสามารถทำได้โดยต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาล ทั้ง FBC และ FBL นี้มีความสำคัญและต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ซึ่งต้องเข้าเงื่อนไขตามกฏหมายระบุ โดยสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาได้  ข้อแตกต่างระหว่าง FBL และ FBC !!  FBL : ใช้สำหรับธุรกิจที่ต้องการให้ชาวต่างชาติถือหุ้นมากกว่า 51 % หรือ 100% ในธุรกิจที่กฎหมายระบุไว้ FBC : ใช้สำหรับบริษัทต่างชาติที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนหรือได้รับอนุญาตพิเศษ คลิ๊ก !! ปรึกษาการยื่นขอใบอนุญาต FBL และ FBC รูปแบบธุรกิจใดบ้าง ที่ต้องยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 1.บริษัทที่มีการจดจัดตั้งใหม่ โดยมีผู้ถือหุ้นข้างมากเป็นชาวต่างชาติ 2.สาขาของบริษัทต่างชาติ (Branch Office) 3.บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมในการลงทุน (Board of Investment) เจาะลึก “ Foreign Business Certificate (FBC) ” ขั้นตอนการขอ FBC   บริษัทต้องสมัครเพื่อขอ FBC โดยมักจะต้องยื่นเอกสารและข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า บริษัทต่างชาติจะประกอบธุรกิจในไทยตามประเภทที่อนุญาต การขอ FBC มักเกี่ยวข้องกับการมีผู้ถือหุ้นไทยอย่างน้อย 51% ในกรณีที่กิจการนั้นอยู่ในหมวดหมู่ที่มีข้อจำกัดตามพระราชบัญญัติ  กรณีที่สามารถขอ FBC ได้ เช่น ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI – บริษัทต่างชาติเข้ามาดำเนินธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) – กฎหมายให้ข้อยกเว้นเรื่องสัดส่วนผู้ถือหุ้นและประเภทกิจการ ได้รับอนุญาตจากเขตนิคมอุตสาหกรรม (IEAT) – เช่น บริษัทที่ดำเนินกิจการภายในนิคมอุตสาหกรรมของการนิคมฯ ซึ่งได้รับสิทธิพิเศษตามกฎหมาย […]

ทำธุรกิจอยู่แต่เป็นบุคคลธรรมดา กับจดทะเบียนนิติบุคคล แบบไหนตอบโจทย์มากกว่า ?

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่เริ่มต้นธุรกิจด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการขายของออนไลน์ รับงานฟรีแลนซ์ เปิดร้านค้าหรือให้บริการต่าง ๆ จะนิยมดำเนินธุรกิจในรูปแบบ “บุคคลธรรมดา” มากกว่า ซึ่งมีความสะดวกและไม่ยุ่งยากในการเริ่มต้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป รายได้เริ่มมากขึ้น ธุรกิจมีการขยายตัว การวางแผนทางภาษีและความน่าเชื่อถือก็กลายเป็นประเด็นสำคัญ จึงเกิดคำถามว่า ควรจดทะเบียนนิติบุคคลดีหรือไม่ ? แล้วแบบไหนเหมาะกับธุรกิจของเรา  ในบทความนี้จะพาไปวิเคราะห์ข้อดี-ข้อเสีย พร้อมให้คำแนะนำเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ธุรกิจของตนเองในปัจจุบันเพื่อให้เกิดความราบรื่นในการดำเนินธุรกิจให้มากที่สุด  จดทะเบียนนิติบุคคลแบบไหนที่เหมาะกับธุรกิจของเรา ? ทำความเข้าใจในความแตกต่างพื้นฐานระหว่าง “บุคคลธรรมดา” กับ “นิติบุคคล”  บุคคลธรรมดา หมายถึง การที่บุคคลคนหนึ่งประกอบธุรกิจในนามตนเอง เช่น ขายของออนไลน์ เปิดร้านซ่อมมือถือ รับงานกราฟิก ฯลฯ ซึ่งสามารถจดทะเบียนพาณิชย์ในชื่อร้านได้ แต่เจ้าของยังคงเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในทุกด้านของธุรกิจ ทั้งผลกำไร หนี้สิน และภาระภาษี นิติบุคคล หมายถึง องค์กรที่มีสถานะทางกฎหมายแยกจากตัวบุคคล เช่น บริษัทจำกัด หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยต้องมีการ จดทะเบียนนิติบุคคล กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีการจัดทำบัญชีแบบเป็นระบบ และมีความรับผิดจำกัดตามเงินลงทุน เป็นต้น เปรียบเทียบข้อดี – ข้อเสียของแต่ละรูปแบบที่ควรพิจารณา  สิ่งที่คุณต้องพิจารณาก่อนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โดยใช้เกณฑ์พิจารณาโดยใช้ปัจจัยด้านบัญชีและภาษี  1.พิจารณาจากอัตราภาษีที่เสียในปัจจุบัน  ต้องเทียบอัตราที่เราเสียภาษีในนามบุคคลธรรมดาว่ายื่นเสียภาษีในอัตราเท่าใดในช่วง 5%-35% จากนั้นให้ทำการเทียบกับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดที่ 20% ถ้าอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงกว่า 20% ก็อาจเป็นอีกเหตุผลที่ต้องเริ่มมีการจดทะเบียนบริษัท  2.การเป็นนิติบุคคลแบบ SMEs  สรรพากรกำหนลักษณะเฉพาะสำหรับ SMEs ขึ้นมาเพื่อบรรเทาภาระทางภาษี และเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่นิติบุคคลที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งกำหนดเงื่อนไขเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุน มีเงื่อนไขหลัก คือ  2.1 ทุนจดทะเบียนและชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และ  2.2 มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาท  3.รายได้กิจการถึงเกณฑ์จดภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ 1.8 ล้าน แล้ว  ซึ่งเมื่อมีการจดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้ว จะพิจารณาจากรายได้ไม่ใช่กำไรของกิจการ ซึ่งไม่ว่าจะบุคคลหรือนิติบุคคลหากมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการในปีเกิน 1.8 ล้าน ต้องมีการจด VAT ซึ่งมีผลต่อภาระทางภาษีต้องทำเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็น ออกใบกำกับภาษีเมื่อขายสินค้า ทำรายงานภาษีซื้อภาษีขาย นำส่งแบบ ภ.พ.30 ให้สรรพากรในทุกเดือน  ซึ่งจากประเด็นหลัก 3 ประเด็นด้านบัญชีและภาษี จะช่วยให้คุณเข้าใจและตัดสินใจได้ว่าควรจดบริษัทหรือเป็นนิติบุคคลธรรมดาต่อไปนั่นเอง  วิเคราะห์ในมุม “ภาษี”  ปัจจัยที่หลายคนมองข้าม หนึ่งในข้อแตกต่างที่สำคัญคือ […]

การจดจัดตั้งบริษัทออนไลน์ ผ่านระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล DBD Biz Regist

การจดทะเบียนบริษัทออนไลน์ในประเทศไทย เป็นกระบวนการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ได้พัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ โดยไม่จำเป็นต้องไปยื่นเอกสารที่สำนักงานด้วยตนเองทั้งหมด จะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น ในบทความนี้จะชวนคุณไปทำความรู้จักการจดทะเบียนบริษัทแบบออนไลน์ อธิบายขั้นตอนที่จำเป็นต้องทราบ รวมถึงข้อควรรู้และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านจดจัดตั้งบริษัท เพื่อความราบรื่นในการดำเนินการ โดยรูปแบบที่นิยมที่สุดในไทยคือ “บริษัทจำกัด” เนื่องจากมีความยืดหยุ่นสูงและได้รับการยอมรับจากภาคธุรกิจทั่วไป มีความน่าเชื่อถือเหมาะกับธุรกิจที่ดำเนินการในหลากหลายประเภท การจดจัดตั้งบริษัทออนไลน์ใน DBD Biz Regist ต้องจดทะเบียนอย่างไร มีขั้นตอนอย่างไร ? สำหรับการจดทะเบียนผ่านระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัลแบบใหม่นั้น สามารถสรุปเป็น 7 ขั้นตอนหลักได้ดังนี้  ก่อนอื่นต้องเข้าไปที่เว็บไซต์ https://edbr.dbd.go.th/ 1.ต้องลงทะเบียนด้วยการสมัครสมาชิก/ยืนยันตัวตนผ่าน Digital ID หรือใช้ Application ThaiID  2.เลือกประเภทการสมัครสมาชิก สามารถเลือกรูปแบบการดำเนินการโดยผู้ประกอบการ หรือ ดำเนินการผ่านผู้แทนได้เช่นกัน จากนั้นจดทะเบียนจัดทำและยื่นคำขอ 3.นายทะเบียนจะทำการตรวจพิจารณาตามลำดับขั้นตอนและคำขอของผู้ยื่น 4.การลงรายมือชื่อในเอกสาร Consent Form โดยลงรายมือชื่อจริง (ปากกา) และการลงรายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่าน Digital ID  5.จากนั้นต้องทำการสแกน Consent Form ส่งให้นายทะเบียนตรวจสอบการลงรายมือชื่อของผู้ที่เกี่ยวข้อง 6.การชำระค่าธรรมเนียม  7.สามารถดาวน์โหลดเอกสารไฟล์หนังสือรับรองต่าง ๆ ได้  ปรึกษาจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและจัดตั้งบริษัทจำกัด ติดต่อได้เลยที่ : @fdigroup ข้อควรรู้ก่อนจดทะเบียนบริษัทออนไลน์ ชื่อบริษัทต้องไม่ซ้ำหรือคล้ายกับบริษัทที่มีอยู่แล้ว หากมีชาวต่างชาติถือหุ้นหรือเป็นกรรมการ ต้องตรวจสอบ พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เอกสารอื่น ๆ ร่วมด้วย  หลังการจดทะเบียน ควรดำเนินการจด VAT และประกันสังคม กรณีหากมีลูกจ้างเพื่อให้ดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่น อัพเดตใหม่ ! กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขยายเวลาปิดเคาน์เตอร์จดทะเบียนบริษัทแบบ Walk-in ออกไปอีก 6 เดือน จากเดิม 1 กรกฎาคม 2568 เป็น 31 ธันวาคม 2568  เพื่อให้ภาคธุรกิจมีเวลาปรับตัวเข้าสู่ระบบออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น  ข้อดีการจดทะเบียนบริษัทแบบออนไลน์ 1.เกิดความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น สามารถดำเนินการได้รวดเร็ว แต่ก็อาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาคู่มือนานสำหรับผู้ที่ไม่เคยจดทะเบียนมาก่อน และดำเนินเอกสารอาจจะมีข้อผิดพลาดต้องศึกษาให้ละเอียดเพื่อความถูกต้อง 2.ระบบมีความปลอดภัยและตรวจสอบได้ ทุกขั้นตอนผ่านระบบที่พัฒนาโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีการยืนยันตัวตน (eKYC) และใช้ลายเซ็นดิจิทัลที่รับรองตามกฎหมาย ที่สำคัญคือข้อมูลสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ป้องกันการปลอมแปลงเอกสารได้อย่างรัดกุม 3.ประหยัดเวลา ลดขั้นตอน สามารถดำเนินการได้เร็วมากขึ้น เช่น หนังสือรับรองบริษัทและเอกสารสำคัญอื่น ๆ สามารถดาวน์โหลดได้ทันทีหลังจดทะเบียนเสร็จ ข้อเสียการจดทะเบียนบริษัทแบบออนไลน์ 1.ต้องใช้ทักษะด้านเทคโนโลยี […]

รวม ‘ถาม-ตอบ ข้อสงสัย’ Non B Visa คืออะไร ? ตอบคำถามที่พบบ่อยมากที่สุด

ไขข้อสงสัย Non B Visa คืออะไร ? Non-Immigrant Visa “B” หรือโดยส่วนใหญ่จะเข้าใจและเรียกกันว่า  Non-B Visa คือ วีซ่าสำหรับต่างชาติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเข้ามาทำงานหรือทำธุรกิจในประเทศไทย โดยออกให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์ในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น  ทำงานในบริษัท หรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย ดำเนินธุรกิจส่วนตัว หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางธุรกิจ ร่วมประชุม สัมมนา หรือติดต่อการค้า ทำงานในฐานะผู้เชี่ยวชาญ, ครู, ที่ปรึกษา ฯลฯ ต้องรู้ข้อมูลสำคัญ  Non-B Visa ไม่เท่ากับใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ต้องทำการยื่นขอแยกต่างหาก หากต้องการทำงานอย่างถูกกฎหมายในไทย ต้องมีทั้ง วีซ่า Non-B และ Work Permit โดยสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง เพื่อลดเวลาในการดำเนินการให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีความถูกต้องครบถ้วน เพียงคุณปรึกษา FDI ปรึกษา FDI  ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าและขอใบอนุญาตทำงานอื่น ๆ  รวมคำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Non B Visa 1. Non-B Visa คืออะไร? ตอบ Non-Immigrant B Visa หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “วีซ่า Non-B” เป็นวีซ่าประเภทที่ออกให้แก่ชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาทำงาน ประกอบธุรกิจ หรือเข้าร่วมกิจกรรมทางธุรกิจในประเทศไทย โดยมักเป็นขั้นตอนแรกก่อนยื่นขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) 2. ใครบ้างที่สามารถขอวีซ่า Non-B ได้? ตอบ ผู้ที่สามารถขอวีซ่า Non-B ได้ ได้แก่: ชาวต่างชาติที่ได้รับการว่าจ้างโดยบริษัทในไทย นักลงทุนที่มีการลงทุนในบริษัทไทย ผู้เข้าร่วมสัมมนา/การประชุมทางธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับเชิญจากหน่วยงานหรือองค์กรในไทย 3. Non-B Visa ใช้สำหรับเข้ามาท่องเที่ยวได้หรือไม่? ตอบ ไม่ได้ แต่ละวีซ่าจะมีวัตถุประสงค์ เงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป ในส่วน Non-B มีวัตถุประสงค์เฉพาะทางธุรกิจหรือทำงานเท่านั้น หากต้องการเข้ามาเพื่อท่องเที่ยว ควรใช้ Tourist Visa หรือ Visa on Arrival แทน 4. […]

Foreign Business License หรือใบอนุญาต FBL ต้องทำอย่างไรให้ง่าย ต่างชาติถือหุ้น 100% ได้หรือไม่ ?

Foreign Business License (FBL) หรือ การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ  คืออะไร ? สำหรับ FBL ก็คือ คือใบอนุญาตที่อนุญาตให้บริษัทต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทยในลักษณะที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งใบนี้เป็นการอนุมัติที่ออกให้แก่บริษัทต่างชาติที่มีการยื่นขออนุญาตและได้รับการอนุมัติจากกระทรวงพาณิชย์  โดยจะมีข้อจำกัดบางประการ ในการประกอบธุรกิจบางประเภทที่อนุญาตให้เฉพาะคนไทยเท่านั้น และห้ามต่างชาติประกอบธุรกิจ ประเภทของธุรกิจที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติฯ  ธุรกิจบางประเภทจะสงวนให้ไว้เฉพาะคนไทย ตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการขอรับในอนุญาตของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542  บัญชีที่ 1 เป็นธุรกิจที่ห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจด้วยเหตุผลพิเศษ บัญชีที่ 2 ธุรกิจที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศหรือมีผลกระทบต่อศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณีหัตกรรมกรรมพื้นบ้านหรือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคนต่างด้าวจะ ประกอบธุรกิจได้ เมื่อได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี   บัญชีที่ 3 ธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนคนต่างด้าว คนต่างด้าวจะประกอบธุรกิจได้เมื่อได้รับอนุญาตจากอธิบดีโดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว คำจำกัดความของคนต่างด้าว ตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ห้ามคนต่างด้าวประกอบธุรกิจบางประเภท และบางประเภทจะประกอบธุรกิจได้ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาตหรือได้รับหนังสือรับรองแล้วแต่กรณี  คำจัดความของคนต่างด้าว ตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว  บุคคลที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทย นิติบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย  นิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย ที่มีทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งเป็นของบุคคลหรือนิติบุคคลตาม (1) หรือ (2) นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่มีทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งของ (1)(2) หรือ (3)   โดยสามารถอ่านรายละเอียดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เพิ่มเติมได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  ซึ่งถ้าหากเป็นต่างชาติมาทำธุรกิจ อาชีพสงวนคนไทย จะมีความผิดตามกฏหมายไทย ดังนั้นควรศึกษารายละเอียดข้อมูลหรือ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านขอใบอนุญาตในการลงทุนประกอบธุรกิจในไทยอย่าง FDI Group เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น   ต่างชาติถือหุ้น 100 % ได้หรือไม่ ต้องทำอย่างไรบ้าง ? ต่างชาติสามารถถือหุ้น 100% ได้ แต่มีข้อกำหนดทางกฏหมายที่ต้องจดทะเบียน ยื่นขอใบอนุญาตให้ถูกต้องก่อน ในกรณีที่ต่างชาติต้องการจดทะเบียนนิติบุคคลในไทย โดยถือหุ้น 100 % สามารถทำได้อย่างถูกกฏหมายโดย 1.การยื่นขอ Foreign Business License (FBL) หรือ การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ  2.การยื่นขอการส่งเสริมการลงทุน (BOI : The Board of Investment of Thailand) เพื่อขอยื่นหนังสือรับรองประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติได้ 3.ตามกฏหมายมาตรา 11 ข้อตกลงที่ไทยเป็นภาคี หรือพันธกรณี หรือนักธุรกิจต่างชาติที่อยู่ภายใต้สนธิสัญญาต่าง ๆ ก็สามารถยื่นขอหนังสือรับรองในการประกอบธุรกิจสำหรับชาวต่างชาติได้เช่นกัน  ตัวอย่างใบอนุญาต  ปรึกษาเรา ผู้เชี่ยวชาญในการจดจดจัดตั้งบริษัทสำหรับต่างชาติในไทย คลิ๊ก […]

วิธีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ใบ ภ.พ. 20 ต้องทำอย่างไร ?

 ใบ ภ.พ. 20 คืออะไร สำคัญอย่างไรสำหรับคนทำธุรกิจ   การจดทะเบียนภ.พ. 20 คือ กระบวนการที่ผู้ประกอบการธุรกิจยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับ กรมสรรพากร เพื่อให้ธุรกิจของตนได้รับการยอมรับตามกฎหมายในการจัดเก็บและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม  เหมาะสำหรับธุรกิจและกิจการที่มีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี  ใบ ภ.พ. 20 คืออะไร  ใบ ภ.พ. 20 เป็นใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นเอกสารหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าบริษัทนั้นได้จด Vat หรือเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว นั่นหมายความว่าผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องมีหน้าที่เพิ่มเติมดังนี้ ยอดขายทุกๆรายการที่เกิดขึ้นจะต้องคิด Vat 7% และนำส่งภาษีขายให้แก่กรมสรรพากร ภาษีซื้อที่เกิดจากยอดซื้อต่างๆ บริษัทต้องเก็บใบกำกับภาษีเอาไว้ เพื่อเป็นหลักฐานในการเครดิตภาษี (คือการนำภาษีซื้อมาหักออกจากภาษีขาย) จะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มโดยใช้แบบ ภพ.30 เป็นประจำทุกเดือน ตัวอย่าง บริษัท AAA จำกัด มียอดขายทั้งเดือนที่ 10,000 บาท มีภาษีขาย 7% คือ 700 บาท และบริษัทมียอดซื้อทั้งเดือนที่ 8000 บาท มีภาษีซื้อที่ 7% ที่ 560 บาท ดังนั้นยอดที่ทางบริษัทต้องนำส่ง ภพ 30 ให้แก่กรมสรรพากรคือ 700 – 560 = 140 บาท นั่นเอง แต่หากภาษีขาย น้อยกว่า ภาษีซื้อ ยอดที่ติดลบสามารถนำมาเป็นเครดิตภาษีใช้ในเดือนถัดไปได้ ข้อมูลที่มีใน ใบ ภ.พ. 20 มีรายละเอียดที่สำคัญอะไรบ้าง  คำว่า ภพ 20 ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร  ชื่อผู้ประกอบการ ชื่อสถานประกอบการ เลือกแสดงว่าเป็นสำนักงานใหญ่ หรือสาขา ที่อยู่ของบริษัท เบอร์ติดต่อของบริษัท วันที่ให้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ชื่อและตำแหน่งเจ้าหน้าที่สรรพากรของผู้ออกทะเบียนนี้ เพิ่มเติม : ตัวอย่าง ใบ ภ.พ. 30  FDI ให้บริการขอใบอนุญาตนี้เช่นเดียวกัน วิธีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม  การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในประเทศไทยเป็นกระบวนการที่ผู้ประกอบการธุรกิจต้องดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายภาษีอากร และเพื่อความสะดวกในการจัดเก็บและนำส่งภาษี หากคุณต้องการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถปรึกษา FDI เพื่อรับคำปรึกษาและช่วยดำเนินการได้ด้วยความสะดวกครบครัน พร้อมค่าบริการที่เหมาะสม […]

1 2