บทความใบอนุญาต

บริการรับต่อวีซ่า Work Permit ประหยัดเวลา บริการด้วยความเชี่ยวชาญ

บริการรับต่อวีซ่า Work Permit สำหรับองค์กรที่มีการจ้างงานชาวต่างชาติ หากองค์กรของคุณมีการจ้างงานชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร วิศวกร ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือพนักงานตำแหน่งอื่น ๆ หนึ่งในภาระงานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการดูแลเรื่องวีซ่าและใบอนุญาตทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมายอยู่เสมอ การต่อวีซ่า หรือ ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) เป็นกระบวนการที่ดูเหมือนจะไม่ซับซ้อน แต่ในทางปฏิบัติกลับมีรายละเอียดปลีกย่อยจำนวนมาก ตั้งแต่เอกสารที่ต้องเตรียม ระยะเวลาการยื่น ไปจนถึงเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละหน่วยงาน หากดำเนินการผิดพลาดหรือล่าช้า อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานะการทำงานของพนักงานต่างชาติ และอาจนำไปสู่บทลงโทษทางกฎหมายต่อองค์กรได้เช่นกัน ซึ่งในบทความนี้จะพาท่านไปทำความเข้าใจภาพรวมของกระบวนการต่อวีซ่าและ Work Permit สำหรับองค์กร พร้อมคำแนะนำเชิงปฏิบัติที่นำไปใช้ได้จริง Work Permit คืออะไร และเหตุใดองค์กรต้องให้ความสำคัญ Work Permit หรือใบอนุญาตทำงาน คือเอกสารที่กฎหมายกำหนดให้ชาวต่างชาติทุกคนที่ต้องการทำงานในประเทศไทยต้องมี ตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 โดยมีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบ สิ่งที่หลายองค์กรเข้าใจคลาดเคลื่อนคือการคิดว่า “มีวีซ่าแล้วทำงานได้เลย” ซึ่งไม่ถูกต้อง เนื่องจากทั้ง 2 ใบอนุญาตนี้มีการกำหนดเงื่อนไขและรายละเอียดที่แตกต่างกัน กล่าวคือ วีซ่า (Visa) เป็นเอกสารอนุญาตให้ “พำนัก” อยู่ในประเทศไทย ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) เป็นเอกสารอนุญาตให้ “ทำงาน” พนักงานต่างชาติจึงต้องมีเอกสารทั้งสองประเภทควบคู่กัน โดยทั่วไปต้องถือวีซ่าประเภท Non-Immigrant “B” ก่อน จึงจะสามารถยื่นขอ Work Permit ได้ และในใบอนุญาตจะระบุชัดเจนว่าทำงานตำแหน่งใด กับนายจ้างรายใด และสถานที่ทำงานใด หากปฏิบัติงานนอกเหนือจากที่ระบุไว้ถือว่าผิดกฎหมาย ทำไมการต่อวีซ่า Work Permit จึงเป็นเรื่องที่องค์กรต้องวางแผนล่วงหน้า หลายองค์กรมักมองข้ามความสำคัญของการวางแผนต่ออายุเอกสารเหล่านี้ ทั้งที่ความล่าช้าเพียงเล็กน้อยอาจก่อให้เกิดผลกระทบใหญ่ เช่น พนักงานต่างชาติไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ องค์กรมีความเสี่ยงด้านกฎหมายและค่าปรับ หากปล่อยให้เอกสารขาดอายุ กระทบต่อการยื่นขอวีซ่าประเภท Non-Immigrant B และ Non-Immigrant RS ในปีถัดไป ซึ่งต้องใช้หลักฐานการเสียภาษีเงินได้ประกอบการพิจารณาด้วย สร้างภาระงานเพิ่มเติมให้ฝ่าย HR ที่ต้องติดตามวันหมดอายุของพนักงานหลายคนพร้อมกัน ด้วยเหตุนี้ การมีบริการรับต่อวีซ่า Work Permit จากผู้เชี่ยวชาญของ FDI Group ที่เข้าใจกระบวนการ สามารถดำเนินงาน ให้คำแนะนำได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด จึงช่วยลดความเสี่ยงและแบ่งเบาภาระงานของฝ่ายบุคคลได้อย่างมีนัยสำคัญ เอกสารและขั้นตอนหลักในการต่อ Work Permit ที่องค์กรควรเตรียม […]

จัดตั้ง Holding company มีข้อดี–ข้อเสียอย่างไร? เรื่องที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ก่อนจัดตั้ง

ตั้งบริษัทโฮลดิ้ง มีข้อดี–ข้อเสียอย่างไร? เรื่องที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ก่อนจัดตั้ง สำหรับเจ้าของธุรกิจที่มีบริษัทมากกว่า 1 แห่ง มีการลงทุนในหลายกิจการ หรือกำลังวางแผนขยายธุรกิจในอนาคต อาจเคยได้ยินแนวคิดเรื่อง Holding company หรือ “บริษัทโฮลดิ้ง” ในฐานะโครงสร้างที่ช่วยจัดระเบียบการถือหุ้นและการบริหารธุรกิจในเครือ แต่คำถามสำคัญคือ การจัดตั้ง Holding company เหมาะกับทุกธุรกิจหรือไม่? ซึ่งคำตอบอาจจะตอบได้ว่า “ไม่เสมอไป” เพราะการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งนั้น ไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มบริษัทขึ้นมาอีกหนึ่งแห่ง แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างผู้ถือหุ้น การควบคุมกิจการ การบริหารเงินปันผล ภาษี การลงทุนในบริษัทย่อย รวมถึงการวางแผนธุรกิจในระยะยาวโดยในบทความนี้จะพาเจ้าของธุรกิจมาทำความเข้าใจว่า Holding company คืออะไร มีข้อดี–ข้อเสียอย่างไร และควรพิจารณาอะไรบ้างก่อนตัดสินใจจัดตั้ง โดยบริษัทผู้ถือหุ้น หรือบริษัทโฮลดิ้ง (Holding company) คือ บริษัทที่มีการประกอบธุรกิจโดยมีรายได้จากการถือหุ้น ในบริษัทอื่นเป็นหลัก และไม่มีการประกอบธุรกิจ อย่างมีนัยสำคัญของตนเอง ซึ่งคนที่ทำธุรกิจในรูปแบบบริษัทนั้น น่าจะรู้จักคำว่า “ผู้ถือหุ้น” กันอยู่แล้ว โดยหมายถึง คนที่เป็นเจ้าของบริษัทแบ่งตามสัดส่วนการถือหุ้น แต่ที่ทุกคนอาจจะยังไม่รู้ก็คือ เราสามารถจดจัดตั้งบริษัท โดยมีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคล ที่เรียกว่าบริษัท ซึ่งจะมีสิทธิ์และอำนาจตามกฎหมายเช่นเดียวกัน เช่น สิทธิ์ในการโหวต การแสดงความคิดเห็น และการแสดงอำนาจในการตัดสินใจต่าง ๆ ข้อดีและข้อเสียของการจัดตั้ง Holding Company ข้อดี 1. การบริหารความเสี่ยง (Risk Isolation)จะเป็นการแยกทรัพย์สินและหนี้สินของแต่ละบริษัทลูกออกจากกัน หากบริษัทลูกใดล้มละลายหรือถูกฟ้องร้อง จะไม่กระทบต่อบริษัทลูกอื่นหรือทรัพย์สินส่วนกลาง เจ้าหนี้บริษัทย่อยจะไม่สามารถเข้าถึงกันได้ 2. การวางแผนภาษีและประโยชน์ทางภาษีในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย  เงินปันผลที่โอนระหว่างบริษัทในเครือ ที่ถือหุ้นตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด อาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ช่วยลดภาระภาษีซ้ำซ้อน หรือ สิทธิประโยชน์ทางภาษีเรื่องการให้กู้ยืม สำหรับกรณีเป็นบริษัทในเครือเดียวกันกู้ยืมเงินกันเอง ไม่ว่าจะคิดดอกเบี้ยเท่าใดไม่ถือเป็นกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ จึงไม่ต้องนำดอกเบี้ยมารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ (อ้างอิงมาตรา 91/5(5) แห่ง ประมวลรัษฎากร ประกอบคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 26/2534) 3. การระดมทุนและการกู้ยืมง่ายมากขึ้นHolding Company สามารถใช้เป็นช่องทางระดมทุนจากนักลงทุนหรือสถาบันการเงิน แล้วกระจายเงินทุนไปยังบริษัทลูกตามความจำเป็นได้ 4. การควบคุมอำนาจบริหารแบบรวมศูนย์เจ้าของสามารถควบคุมบริษัทหลายแห่งผ่านการถือหุ้นใน Holding Company เดียว โดยไม่ต้องถือหุ้นตรงในทุกบริษัท ทำให้ง่ายต่อการวางแผนสืบทอดกิจการ (succession planning) 5. ความยืดหยุ่นในการซื้อขายธุรกิจซื้อ/ขาย/ควบรวมกิจการทำได้สะดวกกว่า เพราะสามารถซื้อขายที่ระดับหุ้นของบริษัทลูกโดยไม่กระทบโครงสร้างอื่น 6. เป็นการสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจในภาพรวมโดยโครงสร้างกลุ่มบริษัทที่ชัดเจน อาจช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือกับคู่ค้า นักลงทุน และสถาบันการเงิน […]

วีซ่าธุรกิจ คือวีซ่าอะไร ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง ?

ไขข้อสงสัย วีซ่าธุรกิจและใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) เป็นเอกสารเดียวกันหรือไม่ !  ชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อติดต่อธุรกิจ ประชุม เจรจาทางการค้า ลงทุน หรือเข้ามาทำงานกับบริษัทในประเทศไทย สิ่งหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนคือ “วีซ่าธุรกิจ” ไม่ได้หมายความว่าสามารถทำกิจกรรมทางธุรกิจหรือทำงานในประเทศไทยได้ทุกกรณีโดยอัตโนมัติ โดยทั่วไป แล้ววีซ่าที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อธุรกิจและการทำงานคือ Non-Immigrant Visa Category B หรือ Non-B ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศระบุว่าใช้สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจหรือทำงาน โดยรายละเอียดและเอกสารจะแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของการเดินทาง ดังนั้น หากกำลังวางแผนให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจหรือทำงานในไทย การเข้าใจประเภทของวีซ่า เอกสาร และขั้นตอนตั้งแต่ต้น จะช่วยลดปัญหาเอกสารไม่ครบหรือเลือกประเภทการยื่นไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ โดยสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในการขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงานได้ที่ ติดต่อเรา คลิก! วีซ่าธุรกิจ คืออะไร ? วีซ่าธุรกิจ ที่คนทั่วไปเรียกกัน มักหมายถึง Non-Immigrant Visa Category B (Non-B) ซึ่งเป็นวีซ่าประเภทคนอยู่ชั่วคราวสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อวัตถุประสงค์ด้านธุรกิจหรือการทำงาน ตัวอย่างเช่น เข้ามาประชุมกับบริษัทในประเทศไทย เจรจาทางธุรกิจกับคู่ค้า ติดต่อพันธมิตรทางธุรกิจ เข้ามาดูโครงการหรือศึกษาการลงทุน เข้ามาทำงานกับบริษัทในประเทศไทย เข้ามาประกอบธุรกิจตามวัตถุประสงค์ที่ได้รับอนุญาต อย่างไรก็ตามวีซ่าธุรกิจและใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ไม่ใช่เอกสารเดียวกัน  หากชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยหลักแล้วจะต้องได้รับใบอนุญาตทำงานก่อนเริ่มทำงานตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แม้จะถือ Non-B Visa อยู่แล้วก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศระบุอย่างชัดเจนว่าผู้ถือ Non-Immigrant Visa ที่ต้องการทำงานในไทยจะสามารถทำงานได้เมื่อได้รับ Work Permit แล้วเท่านั้น จะขอวีซ่าธุรกิจ ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง ? เอกสารสำหรับยื่น วีซ่าธุรกิจ จะแตกต่างกันไปตามประเทศปลายทาง ประเภทวีซ่า สัญชาติของผู้ยื่น และวัตถุประสงค์ของการเดินทางโดยทั่วไป เอกสารสำคัญสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ เอกสารส่วนบุคคล เอกสารด้านการทำงาน และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อธุรกิจ 1. เอกสารส่วนบุคคลสำหรับยื่นวีซ่า เอกสารพื้นฐานที่ผู้ยื่นควรเตรียม ได้แก่ หนังสือเดินทาง (Passport) ที่มีอายุการใช้งานตามเกณฑ์ที่ประเทศปลายทางกำหนด และมีหน้าว่างเพียงพอสำหรับติดวีซ่า หนังสือเดินทางเล่มเก่า (ถ้ามี) แบบฟอร์มคำร้องขอวีซ่าที่กรอกข้อมูลครบถ้วน รูปถ่ายตามข้อกำหนดของประเทศหรือหน่วยงานที่รับคำร้อง หลักฐานการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล (ถ้ามี) หลักฐานการประกันสุขภาพหรือประกันการเดินทาง (หากเป็นข้อกำหนด) เอกสารหรือแบบรับทราบข้อกำหนดในการพำนักของประเทศปลายทาง (หากมี) ข้อควรระวัง: อายุ Passport จำนวนหน้าว่าง รูปแบบรูปถ่าย และข้อกำหนดด้านประกันภัยอาจแตกต่างกันในแต่ละประเทศ จึงควรตรวจสอบ […]

ที่ปรึกษายื่นขอ FBL FBC สำหรับต่างชาติทำธุรกิจในไทย

FDI Group ที่ปรึกษายื่นขอ FBL FBC และใบอนุญาตประกอบธุรกิจครบวงจร สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเข้ามาทำธุรกิจในไทย ต้องรู้ข้อมูลตั้งแต่การจัดตั้งบริษัทและดำเนินธุรกิจในประเทศไทย  ไม่ได้จบเพียงแค่การจดทะเบียนบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดำเนินการขอเอกสาร ใบรับรอง ใบอนุญาตประกอบธุรกิจร่วมด้วย เพราะหากลักษณะธุรกิจอยู่ภายใต้ข้อจำกัดตาม พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (Foreign Business Act: FBA) นักลงทุนต่างชาติอาจต้องขออนุญาตหรือหนังสือรับรองก่อนเริ่มประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องก่อนดำเนินธุรกิจในประเทศไทย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องขอ FBL หรือ FBC ? ต้องเตรียมเอกสารอะไร ? ยื่นกับหน่วยงานใด และมีขั้นตอนอย่างไร ? การทำความเข้าใจตั้งแต่ก่อนจัดตั้งบริษัทจึงมีความสำคัญ เพราะโครงสร้างผู้ถือหุ้น ลักษณะกิจกรรมทางธุรกิจ สิทธิประโยชน์จาก BOI หรือสิทธิตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ อาจส่งผลต่อช่องทางการขออนุญาตที่แตกต่างกัน สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการลดความซับซ้อนของกระบวนการ FDI Group ที่ปรึกษายื่นขอ FBL FBC สามารถช่วยใ้คำปรึกษาและคำแนะนำ พร้อมวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจ ตรวจสอบประเภทธุรกิจ และดำเนินการเตรียมเอกสารให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเป็นการทำงานร่วมกันทั้งทางบริษัทต่างชาติที่ต้องการลงทุนในไทย และทีมที่ปรึกษาร่วมกัน FBL และ FBC คืออะไร ? ต่างกันอย่างไร ก่อนเลือกใช้บริการที่ปรึกษายื่นขอ FBL ควรเข้าใจก่อนว่า FBL และ FBC ไม่ใช่เอกสารประเภทเดียวกัน แม้มีวัตถุประสงค์เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในประเทศไทยเหมือนกัน FBL หรือย่อมาจาก Foreign Business License (ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว) Foreign Business License (FBL) หรือใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เป็นใบอนุญาตที่อนุญาตให้บริษัทต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทยในลักษณะที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งใบนี้เป็นการอนุมัติที่ออกให้แก่บริษัทต่างชาติที่มีการยื่นขออนุญาตและได้รับการอนุมัติจากกระทรวงพาณิชย์  โดยจะมีข้อจำกัดบางประการ ในการประกอบธุรกิจบางประเภทที่อนุญาตให้เฉพาะคนไทยเท่านั้น และห้ามต่างชาติประกอบธุรกิจ ประเภทของธุรกิจที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติฯ  ธุรกิจบางประเภทจะสงวนให้ไว้เฉพาะคนไทย ตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการขอรับในอนุญาตของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 บัญชีที่ 1 เป็นธุรกิจที่ห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจด้วยเหตุผลพิเศษ บัญชีที่ 2 ธุรกิจที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศหรือมีผลกระทบต่อศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณีหัตกรรมกรรมพื้นบ้านหรือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคนต่างด้าวจะ ประกอบธุรกิจได้ เมื่อได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี บัญชีที่ 3 ธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนคนต่างด้าว คนต่างด้าวจะประกอบธุรกิจได้เมื่อได้รับอนุญาตจากอธิบดีโดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว คำจำกัดความของคนต่างด้าว ตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ห้ามคนต่างด้าวประกอบธุรกิจบางประเภท และบางประเภทจะประกอบธุรกิจได้ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาตหรือได้รับหนังสือรับรองแล้วแต่กรณี FBC หรือย่อมาจาก Foreign Business […]

会社の登記が完了した後、どのような「営業許可」を申請する必要があるのでしょうか? 2026年最新情報

สำหรับการ จดทะเบียนบริษัท ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะสามารถดำเนินกิจการได้ทุกประเภททันที เพราะแม้บริษัทจะได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอย่างถูกต้องแล้ว แต่ธุรกิจบางประเภทอาจต้องมี ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ หรือการอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเริ่มดำเนินกิจการ โดยประเด็นสำคัญคือ การไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่ดำเนินการ อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย โดยผู้ประกอบการต้องตรวจสอบลักษณะสินค้าและบริการ สถานที่ประกอบธุรกิจ รวมถึงสัญชาติของผู้ถือหุ้นร่วมด้วย ดังนั้นหากคุณกำลังวางแผน จดทะเบียนบริษัทในปี 2026 สิ่งที่ควรทำไม่ใช่เพียงตรวจสอบว่าบริษัทจดทะเบียนเรียบร้อยหรือไม่ แต่ควรตรวจสอบตั้งแต่ต้นว่าธุรกิจนี้ต้องมีใบอนุญาตอะไรบ้างก่อนที่จะเปิดดำเนินการ เพื่อให้เกิดความถูกต้องตามที่กฎหมายได้ระบุไว้อย่างครบถ้วน ใบอนุญาตประกอบธุรกิจคืออะไร ? ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ คือ การได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินกิจการบางประเภทได้ตามกฎหมายและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ โดยที่ใบอนุญาตอาจมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น ใบอนุญาตประกอบกิจการ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ใบอนุญาตผลิต ใบอนุญาตนำเข้า ใบอนุญาตจำหน่าย หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจ ใบอนุญาตจากหน่วยงานท้องถิ่น คำแนะนำ : ผู้ประกอบการสามารถศึกษาคู่มือการทำธุรกิจด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเรื่องของจดทะเบียนธุรกิจ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในไทย การยื่นขอเอกสารเพิ่มเติมได้ที่ คู่มือการทำธุรกิจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จดทะเบียนบริษัทแล้ว ต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจทุกบริษัทหรือไม่ ? ถ้าหากเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจทั่วไปซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะ อาจสามารถดำเนินธุรกิจได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจเฉพาะประเภท แต่หากกิจการอยู่ภายใต้กฎหมายควบคุมเฉพาะ ผู้ประกอบการอาจต้องได้รับใบอนุญาตหรือดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดก่อนเริ่มประกอบกิจการ โดยยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจผลิตอาหาร ธุรกิจนำเข้าอาหาร ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจนำเที่ยว ธุรกิจโรงงาน ธุรกิจที่เข้าข่ายกิจการอันตรายต่อสุขภาพ ธุรกิจที่อยู่ภายใต้กฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้า สุขภาพ หรือผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลเฉพาะ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนก่อนมีการเริ่มดำเนินการจริงตามที่วางแผนไว้ หรือหากไม่มั่นใจว่าได้ดำเนินการครบถ้วนแล้วหรือยัง สามารถปรึกษากับทาง FDI ได้เช่นกัน   7 กลุ่มใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่ผู้ประกอบการควรตรวจสอบ 1. ใบอนุญาตประกอบธุรกิจสำหรับบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติร่วมด้วย กรณีบริษัทมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นต่างชาติ ต้องพิจารณา พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เพิ่มเติม ธุรกิจบางประเภทถูกกำหนดไว้ในบัญชีท้ายกฎหมาย หากเข้าข่ายและไม่มีข้อยกเว้นหรือสิทธิที่เกี่ยวข้อง บริษัทอาจต้องขอ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business License: FBL) ก่อนดำเนินธุรกิจ ในบางกรณี คนต่างด้าวอาจต้องมีการยื่นขอ หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business Certificate: FBC)  ด้วยเช่นกัน 2. ใบอนุญาตสำหรับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม หากเป็นบริษัทดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายอาหาร อาจมีข้อกำหนดด้านใบอนุญาตและการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจผลิตอาหารอาจต้องขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร ขณะที่ธุรกิจนำเข้าอาหารมีขั้นตอนการขออนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร โดย อย. มีคู่มือและระบบสำหรับการยื่นคำขอโดยเฉพาะ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์บางประเภทอาจต้องมีการขออนุญาตผลิตภัณฑ์ การตรวจสอบฉลาก […]

2569で会社の登録住所を変更するにはどうすればよいですか? 1つの記事で解説するステップバイステップガイド

ผู้ประกอบการที่ต้องการย้ายออฟฟิศไปสถานที่แห่งใหม่ แต่ยังไม่รู้ว่าต้องแจ้งที่ไหนบ้าง ? หรือเตรียมเอกสาร ขั้นตอนอะไรบ้างที่ต้องไปดำเนินการ นี่คือปัญหาที่เจ้าของธุรกิจหลายรายเจอ เพราะการเปลี่ยนที่อยู่บริษัท ไม่ใช่แค่แจ้งที่เดียวแล้วจบกระบวนการ แต่ต้องดำเนินการกับหลายหน่วยงานพร้อมกัน ทั้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร สำนักงานประกันสังคม และอาจรวมถึงหน่วยงานอื่นอีกขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ ซึ่งหากดำเนินการไม่ครบหรือล่าช้า อาจส่งผลต่อการรับเอกสารราชการ การออกใบกำกับภาษี และการรับสิทธิประโยชน์ทางกฎหมาย ในบทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจทุกขั้นตอนอย่างครบถ้วน พร้อม Checklist ขั้นตอน เอกสารที่ต้องเตรียม ที่นำไปใช้ได้เลยในทันที ! ทำไมการเปลี่ยนที่อยู่บริษัทถึงต้องเร่งดำเนินการติดต่อและแจ้งย้ายข้อมูล ? ที่อยู่ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลถือเป็น ‘ที่ตั้งสำนักงานใหญ่’ ตามกฎหมาย ซึ่งมีผลทางนิติกรรมในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น  ที่อยู่สำหรับการส่งหนังสือแจ้งจากหน่วยงานราชการ เช่น กรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ฐานข้อมูลสำหรับออกใบกำกับภาษีและเอกสารทางธุรกิจ ที่อยู่ที่ปรากฏในหนังสือรับรองบริษัท ซึ่งคู่ค้าและสถาบันการเงินใช้ตรวจสอบ สถานที่ตั้งที่หน่วยงานกำกับดูแลจะเข้าตรวจสอบ ⚠️  ข้อควรระวัง: หากไม่แจ้งเปลี่ยนที่อยู่บริษัท กรณีที่ย้ายที่อยู่แล้ว อาจทำให้หนังสือราชการที่ส่งถึงบริษัทส่งไม่ถึงผู้รับจริง และถือว่าได้รับหนังสือแล้วตามกฎหมายเนื่องจากส่งมาที่อยู่เดิม ซึ่งอาจส่งผลต่อสิทธิ์ทางกฎหมายของบริษัทในด้านต่าง ๆ ตามมาได้ สำหรับธุรกิจที่มีการย้ายที่อยู่/ที่ตั้ง ของกิจการไปที่ใหม่ ต้องแจ้งต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในเขตที่บริษัทตั้งอยู่ กรมสรรพากรพื้นที่ ในเขตที่บริษัทตั้งอยู่ สำนักงานประกันสังคม ในเขตที่บริษัทตั้งอยู่ ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสถานที่จดทะเบียน สถานที่จดทะเบียน ยื่นคำขอจดทะเบียน ณ หน่วยงานในสังกัดของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงานพาณิชย์ จังหวัดทั่วประเทศ ตามที่สำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทตั้งอยู่ ดังนี้ บริษัทจำกัดที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นขอจดทะเบียนที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (สนามบินน้ำ) สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า เขต 1-6 (ปิ่นเกล้า พหลโยธิน รัชดาภิเษก สี่พระยา ศรีนครินทร์ (ศูนย์การค้าธัญญาพาร์ค) และแจ้งวัฒนะ (ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา) เฉพาะธุรกิจหลักทรัพย์ให้ยื่นขอจดทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (สนามบินน้ำ) บริษัทจำกัดที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดอื่น ให้ยื่นขอจดทะเบียนที่สำนักงาน พาณิชย์จังหวัด ในจังหวัดที่บริษัทจำกัดนั้นมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่  การเปลี่ยนที่อยู่บริษัทต้องดำเนินการกับหน่วยงานต่างๆ โดยแต่ละแห่งมีขั้นตอนและระยะเวลาที่แตกต่างกันตามระบบของแต่ละหน่วยงาน 1. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) จดทะเบียนแก้ไขที่อยู่ เป็นขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุด โดยไปในเขตที่บริษัทตั้งอยู่ ในส่วนนี้จะสำคัญ เพราะข้อมูลที่อยู่ในทะเบียนพาณิชย์คือฐานข้อมูลหลักของบริษัท เอกสารที่ต้องใช้: แบบ บอจ.4 (หนังสือบริคณห์สนธิ) หรือ หจก.3 สำหรับห้างหุ้นส่วน, […]

雇用主が就労許可を取り消したい場合、どうすればよいでしょうか? 2026年更新

การยกเลิก Work Permit (ใบอนุญาตทำงาน) ในประเทศไทยปี 2026 จะมีขั้นตอนหลัก ๆ ที่ “นายจ้างเป็นผู้ดำเนินการหลัก” แต่ต้องทำร่วมกับลูกจ้างและสำนักงานรัฐ 2 หน่วยงาน คือ กรมการจัดหางาน (กระทรวงแรงงาน) และ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง FDI Group ที่ปรึกษาด้านขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน  การยกเลิก Work Permit ถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่นายจ้างและฝ่าย HR ต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายแรงงานต่างด้าวของประเทศไทย โดยเฉพาะในปี 2026 ที่มีการปรับปรุงระบบการยื่นเอกสารและการเชื่อมข้อมูลระหว่างกรมการจัดหางานและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมากขึ้น ความผิดพลาดเล็กน้อยในการ ยกเลิก Work Permit อาจส่งผลให้บริษัทมีความเสี่ยงด้านค่าปรับทางกฎหมาย หรือกระทบต่อสถานะวีซ่าของพนักงานต่างชาติได้ ดังนั้นบทความนี้จะอธิบายขั้นตอนแบบละเอียดในมุมมองที่ปรึกษามืออาชีพที่มีประสบการณ์ในการยื่นขอยกเลิกใบอนุญาตทำงาน เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในองค์กร คำแนะนำสำหรับนายจ้างที่มีลูกจ้างเป็นต่างชาติ เมื่อมีการจ้างลูกจ้างชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในบริษัทหรือในสถานประกอบการในไทย นายจ้างไม่เพียงแต่ต้องดำเนินการนำชาวต่างชาติเข้ามา ผ่านกระบวนการก่อนทำงานที่จะต้องยื่นขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงานเท่านั้น แต่ต้องทราบถึงในกรณีที่ลูกจ้างชาวต่างชาติลาออกจากงานด้วยเช่นกัน หากไม่ดำเนินการให้ครบถ้วนตามขั้นตอนที่กฏหมายระบุไว้ นายจ้างอาจจะมีโทษตามกฏหมายระบุ โดยเมื่อลูกจ้างชาวต่างชาติที่ถือใบอนุญาตทำงานและวีซ่าทำงานในราชอาณาจักรไทยอยู่นั้นหมดสัญญาหรือลาออกจากงาน นายจ้างหรือลูกจ้างชาวต่างชาติต้องดำเนินการ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การแจ้งยกเลิกใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และการแจ้งพ้นหน้าที่ทำงาน หรือการแจ้งยกเลิกวีซ่าทำงาน   สาเหตุที่ต้องยกเลิก Work Permit ! โดยทั่วไป การยกเลิก Work Permit จะเกิดขึ้นจากกรณีดังต่อไปนี้ : พนักงานลาออกจากบริษัท การเลิกจ้างโดยนายจ้าง สิ้นสุดสัญญาจ้างงาน การย้ายงานไปบริษัทใหม่ การยกเลิกโครงการจ้างงานต่างชาติ ไม่ว่ากรณีใด นายจ้างต้องดำเนินการ ยกเลิก Work Permit ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แนะนำขั้นตอนสำหรับการแจ้งยกเลิก  การแจ้งขอยกเลิกการอนุญาตทำงาน 1. กรณีนายจ้างมีความประสงค์จะแจ้งขอยกเลิกการอนุญาตทำงานให้แสดงเอกสาร ดังนี้ 1.1 กรอกใบแจ้งยกเลิกการอนุญาตทำงาน โดยนายจ้างเป็นผู้ลงนาม พร้อมสำเนา 1 ฉบับ 1.2 ใบอนุญาตทำงานฉบับจริง (ยกเว้นกรณีคนต่างด้าวไม่ สามารถติดต่อได้ให้แนบสำเนา ใบอนุญาตทำงานถ้ามี) 1.3 สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนสถานประกอบการ เช่น หนังสือรับรองนิติบุคคลบริษัท (ไม่เกิน 6 เดือน), ใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียน, หนังสือรับรองนิติบุคคลของมูลนิธิ เป็นต้น 1.4 สำเนาบัตรประชาชนของนายจ้าง ถ้านายจ้างเป็นคนไทย หรือสำเนาใบอนุญาตทำงานของนายจ้าง ถ้านายจ้างเป็นคนต่างด้าว 1.5 […]

タイへの再入国許可を申請するには、どのような手続きや書類が必要ですか?

外国人は、タイから出国するたびに、再入国許可を申請する必要があります! 非移民ビザや観光ビザなどの一時滞在ビザでタイに入国した外国人は、一度出国すると、タイでの滞在許可が直ちに取り消されたものとみなされます  入国管理局から許可を受けていない限り、新しいビザを申請しなければタイへの再入国はできません。再入国許可とは? 再入国許可とは、所持しているビザの有効期間内にタイを出国した後、再びタイに入国することを許可してもらうための申請です。再入国許可の申請 は、タイを出国する前に申請する必要があります。そうしない場合、再入国することはできず、帰国を希望する場合は新しいビザを申請しなければなりません。再入国許可には2種類あります。それらはどのように異なるのでしょうか?  タイでの滞在が許可されている外国人(非移民ビザまたは観光ビザの所持者) で、滞在期間の有効期間内にタイ国外へ旅行し、元の滞在を継続するために再入国する予定の者は、タイを出国する前に再入国許可を申請しなければなりません。再入国許可には、以下の2種類があります:1. 「単回再入国許可証」は、タイへの出国および再入国を1回に限り許可するものです。出国するたびに、新たに申請を行う必要があります。これは、海外への渡航頻度が低い方や、タイでの滞在延長申請の結果を待っている方など、短期間の臨時滞在が許可されている方に適しています 申請料は1件につき1,000バーツで、タイへの再入国は1回のみ有効です。2. 複数回再入国許可証は、一度の申請で、許可された滞在期間内にタイへの複数回の出入国を認めるものです。定期的に海外へ渡航する必要がある方に適しています。 経営幹部、投資家、あるいは1年間の滞在延長が許可された者など、長期にわたりタイでの滞在が認められている方。申請料は1件につき3,800バーツで、元の居住許可証の有効期限が切れるまで、タイへの入国および出国を複数回行うことができます。 再入国許可証の申請手続き 再入国許可証の申請手続きは以下の通りです。1. 書類の準備と確認。申請者は、TM.8フォーム、パスポート、および全額の申請料を用意する必要があります […]

DTVビザとは? FAQ:DTVビザについて – 2026年版(更新)

DTV Visa คืออะไร ? สำหรับชาวต่างชาติมาไทย อัพเดทวีซ่า 2026 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของกลุ่ม Digital Nomad, Remote Worker และชาวต่างชาติที่ต้องการใช้ชีวิตระยะยาวในเอเชีย ด้วยค่าครองชีพที่เหมาะสม ระบบสาธารณูปโภคที่ครบครัน และคุณภาพชีวิตที่ตอบโจทย์การทำงานยุคใหม่ ล่าสุดรัฐบาลไทยได้เปิดตัว DTV Visa (Destination Thailand Visa) ซึ่งถูกเรียกว่าเป็น “Digital Nomad Visa ของไทย” เพื่อรองรับชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาทำงานระยะไกล ท่องเที่ยว หรือเข้าร่วมกิจกรรมระยะยาวในประเทศไทย บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักว่า DTV Visa คืออะไร, ใครสมัครได้, ต้องใช้เอกสารอะไร และมีข้อควรรู้อะไรบ้างในปี 2026  DTV Visa คืออะไร ? มีข้อกำหนดและเงื่อนไขใดบ้างที่ควรจะทราบ DTV Visa (Destination Thailand Visa) คือวีซ่าระยะยาวรูปแบบใหม่ของประเทศไทย ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2024 เพื่อดึงดูดกลุ่ม Digital Nomad Remote Worker Freelancer นักลงทุนบางกลุ่ม ผู้เข้าร่วมกิจกรรม Soft Power ของไทย โดยผู้ถือ DTV Visa สามารถพำนักในประเทศไทยได้สูงสุด 180 วันต่อครั้ง และสามารถต่ออายุเพิ่มได้อีก 180 วัน รวมถึงเป็นวีซ่าแบบ Multiple Entry ที่มีอายุสูงสุดถึง 5 ปี     คุณสมบัติและข้อกำหนดหลักของ  DTV Visa การทำงานจากระยะไกล : ผู้ที่ต้องการยื่นขอวีซ่าดังกล่าว ต้องเป็นพนักงานหรือลูกจ้างที่ทำงานแบบระยะไกลให้กับบริษัทหรือลูกค้านอกประเทศไทย ซึ่งหมายถึงการทำงานผ่านอินเทอร์เน็ตหรือเครื่องมือดิจิทัลต่าง ๆ โดยไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานในบริษัทหรือองค์กรภายในประเทศไทย ต้องมีหลักฐานทางการเงิน : ผู้สมัครต้องแสดงหลักฐานทางการเงินที่เพียงพอเพื่อรับรองว่ามีความสามารถในการใช้ชีวิตในประเทศไทย เช่น ใบแจ้งยอดบัญชีธนาคารหรือหลักฐานรายได้ประจำ  สถานะการจ้างงานในปัจจุบัน : ผู้สมัครต้องแสดงหลักฐานที่ชัดเจนว่าได้รับการจ้างงานหรือมีสัญญากับบริษัทหรือลูกค้าที่ตั้งอยู่นอกประเทศไทย การมีประกันสุขภาพ: ผู้สมัครต้องมีประกันสุขภาพที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ในประเทศไทยในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น   ความสำคัญและจุดเด่น DTV Visa 1. อยู่ไทยระยะยาวได้ โดยผู้ถือ DTV Visa สามารถอยู่ในไทยได้ดังนี้ […]

2569年にタイで外国企業を設立するには、どのような書類が必要ですか?

ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของนักลงทุนต่างชาติในปี 2569 ทั้งในกลุ่มธุรกิจการผลิต เทคโนโลยี โลจิสติกส์ อาหาร และบริการ เนื่องจากไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในอาเซียน มีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการลงทุน และมีระบบซัพพลายเชนที่แข็งแรง อย่างไรก็ตาม การเปิดบริษัทต่างชาติในไทยไม่ใช่เพียงแค่การจดทะเบียนบริษัทตามที่เข้าใจเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของกฎหมายธุรกิจต่างด้าว ใบอนุญาตเพื่อประกอบธุรกิจตามแต่ละประเภท วีซ่าและใบอนุญาตทำงานสำหรับต่างชาติ และเอกสารหลายส่วนที่ต้องเตรียมให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น หากมีการวางโครงสร้างธุรกิจผิดตั้งแต่แรก หรือใช้เอกสารไม่ครบถ้วน อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว รวมถึงการขอ Visa และ Work Permit ของกรรมการหรือพนักงานต่างชาติได้เช่นกัน โดยในบทความนี้จะเป็นการแนะนำข้อมูลในเบื้องต้น หากนักลงทุนหรือบริษัทต่างประเทศต้องการเปิดบริษัทในไทย ปี 2569 ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง และควรวางแผนอย่างไรให้ธุรกิจดำเนินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย บทความนี้ FDI Group จะสรุปให้เข้าใจง่ายว่า หากชาวต่างชาติต้องการเปิดบริษัทในประเทศไทย ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง และมีขั้นตอนใดที่ควรรู้ รวมถึงการดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้  ต่างชาติสามารถเปิดบริษัทในไทยได้หรือไม่ ? ตามกฎหมายไทย ชาวต่างชาติสามารถจัดตั้งบริษัทในประเทศไทยได้ แต่จะต้องพิจารณาตามลักษณะธุรกิจ และสัดส่วนการถือหุ้น เนื่องจากบางธุรกิจอยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business Act: FBA) ซึ่งจะสามารถบ่งบอกได้ว่าธุรกิจต่างด้าวนั้นมีประเภทใดบ้างที่สามารถดำเนินธุรกิจในไทยได้ โดยทั่วไป บริษัทต่างชาติที่ถือหุ้นเกิน 49% อาจต้องขออนุญาตเพิ่มเติม เช่น Foreign Business License (FBL) Foreign Business Certificate (FBC) BOI Promotion (กรณีได้รับส่งเสริมการลงทุน) ดังนั้น ก่อนเริ่มจัดตั้งบริษัท ควรวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น โดยสามารถอ่านรายละเอียดในการขอใบอนุญาต Foreign Business License (FBL) และ Foreign Business Certificate (FBC) ได้ที่นี่ ! คลิกเพื่ออ่านต่อ  หากมีต่างชาติทำงานในบริษัท ต้องเตรียมเอกสารใดบ้าง ? หากกรรมการหรือพนักงานต่างชาติต้องการทำงานในไทย ต้องดำเนินการเพิ่มเติม เช่น วีซ่าธุรกิจ Non-Immigrant B ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) เอกสารที่เกี่ยวข้องจะต้องสอดคล้องกับข้อมูลบริษัทที่จดทะเบียนไว้ด้วยเช่นกัน โดยสามารถปรึกษาการจัดเตรียมเอกสาร การยื่นขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ได้จาก FDI Group เช่นเดียวกัน    ทำไมควรมีที่ปรึกษาในการเปิดบริษัทต่างชาติ การเปิดบริษัทต่างชาติในไทยมีรายละเอียดด้านกฎหมาย […]

1 2 3