บทความ ACC

เทคนิคบริหารภาษี SME ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลและสิทธิประโยชน์ที่ควรรู้!

ผู้ประกอบการ SME ควรใส่ใจและจำเป็นที่จะต้องมีความรู้เรื่องภาษี เพราะภาษีมีผลโดยตรงต่อกำไรของธุรกิจ การเข้าใจภาษีจะช่วยวางแผนค่าใช้จ่ายและควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมป้องกันความเสี่ยงด้านกฎหมายและค่าปรับที่อาจเกิดจากการยื่นภาษีผิดหรือยื่นล่าช้า นอกจากนี้ยังช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้แม่นยำ เพราะรู้รอบภาษีและภาระที่ต้องชำระล่วงหน้า SME ยังมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีหลายอย่างที่ช่วยลดต้นทุน เช่น หักค่าใช้จ่าย 2–3 เท่า หรืออัตราภาษีพิเศษ หากไม่เข้าใจอาจพลาดสิทธิสำคัญไปโดยไม่รู้ตัว การทำบัญชีและภาษีอย่างถูกต้องยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจ โดยเฉพาะเวลาขอสินเชื่อหรือทำสัญญากับคู่ค้า ข้อมูลภาษีที่จัดระบบดีจะช่วยให้ผู้ประกอบการวิเคราะห์ยอดขาย ต้นทุน และกำไรได้แม่นยำยิ่งขึ้น ส่งผลต่อการวางกลยุทธ์และการเติบโตในระยะยาวอย่างมั่นคงและยั่งยืน  โดยในบทความนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านวางระบบบัญชีและภาษีนิติบุคคล อย่าง FDI A&A เราจะพาผู้ประกอบการไปดูกันว่า ภาษี SME ต้องดำเนินการอย่างไร สามารถวางแผนเพื่อลดหย่อนตรงส่วนใดได้บ้าง ถ้าพร้อมเเล้วสามารถติดตามได้ในบทความนี้ ธุรกิจ SME ต้องดำเนินการเสียภาษีอย่างไร ?  สำหรับการทำธุรกิจไม่ว่าจะทำธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ หากมีรายได้เกิดขึ้นหรือรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี ก็ต้องดำเนินการตามกฏหมายกำหนด ซึ่งจะมีการเสียภาษีและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่แตกต่างกันไป โดยมีประเภทภาษีที่ต้องชำระหลักๆ ที่ต้องรู้ 4 ประเภท ได้แก่ 1.ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้นิติบุคคล คือ ภาษีตามกฎหมายประมวลรัษฎากร ที่จัดเก็บจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล   ดังนั้น ใครที่จดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดแล้ว มีหน้าที่ต้องจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลจากผลกำไรเป็นประจำทุกปี   2.ภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax) หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “VAT” คือ ภาษีที่จัดเก็บจากการขายสินค้า หรือการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศ หรือสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ   โดยผู้ประกอบการที่มียอดขายมากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ขอจดทะเบียน VAT อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มคือร้อยละ 7 จากยอดมูลค่าสินค้าและบริการ ซึ่งประกอบด้วย ภาษีขายคือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้จดทะเบียน VAT เรียกเก็บเงินจากผู้ซื้อในการขายสินค้าและบริการเป็นภาษีที่ต้องนำส่งกรณีขายมากกว่าซื้อ ภาษีซื้อคือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการต้องชำระให้ผู้ขายในการซื้อสินค้า เป็นภาษีที่ขอคืนได้ถ้าน้อยกว่าภาษีขายในรอบนั้น โดยผู้ประกอบการจะต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ  แล้วนำส่งให้กับกรมสรรพากร    3.ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย หรือ WHT (Withholding Tax) คือ การเสียภาษีรูปแบบหนึ่งที่มีการจัดเก็บล่วงหน้า ที่กำหนดให้ ”ผู้จ่ายเงิน” ซึ่งเป็นนิติบุคคลหรือบริษัท มีหน้าที่ หักเงินส่วนหนึ่ง ไว้ก่อนที่จะจ่ายเงินให้แก่ ”ผู้รับเงิน” […]

งบดุลคืออะไร ? How to การอ่านงบแสดงฐานะการเงินฉบับมือใหม่ !

งบดุลคืออะไร ? งบสำคัญที่คนทำธุรกิจควรรู้ งบดุล (Balance Sheet)  คือ เอกสารรายงานทางการเงินที่แสดงถึงฐานะทางการเงินของบริษัท ณ ช่วงเวลาใดเวลานึง ( ไตรมาส , ปี ) ที่จะโดยประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ สินทรัพย์ (Assets) คือสิ่งที่บริษัทมี , หนี้สิน (Liabilities) คือ สิ่งที่บริษัทเป็นหนี้ และส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) คือสิ่งที่บริษัทเป็นของเจ้าของหลังจากหักหนี้แล้ว โครงสร้างสมการงบดุล คือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น รู้หรือไม่ ? งบดุลเปลี่ยนชื่อแล้วนะ  คำว่างบดุลนั้นเป็นคำที่ถูกยกเลิกไปแล้ว โดยตามมาตรฐานบัญชีได้เปลี่ยนคำว่างบดุล เป็น งบแสดงฐานะการเงิน เพื่อให้ชื่องบการเงินแสดงความหมายที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น อธิบายเพิ่มเติม :  1.สินทรัพย์ (Assets)  หมายถึง  ทรัพยากรที่อยู่ในความควบคุมของกิจการและสามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจต่อได้ในอนาคต ซึ่งสินทรัพย์ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ  1.1 สินทรัพย์หมุนเวียน เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็ว 1.2 สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน จะเป็นสินทรัพย์ที่กิจการต้องถือไว้ยาวนานมากกว่าแบบ 1.1 ซึ่งจะเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องน้อย เช่น ที่ดิน อาคาร เป็นต้น  2.หนี้สิน (Liabilities) หมายถึง ภาระผูกพันของกิจการในปัจจุบัน แต่ก็จะมีหนี้สินบางประเภทที่จะเกิดผลดีกับกิจการ เช่น หนี้สินทางการค้า เพราะเป็นหนี้สินระยะสั้นไม่มีดอกเบี้ย ทำให้กิจการมีกระแสเงินสดหมุนเวียนมากขึ้นในกิจการ โดยหนี้สินแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ  2.1 หนี้สินหมุนเวียน หมายถึง หนี้สินระยะสั้นที่ต้องชำระภายใน 1 ปี 2.2 หนี้สินไม่หมุนเวียน หมายถึง หนี้สินระยะยาวที่ต้องใช้เวลาในหารชำระมากกว่า 1 ปี 3.ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) หมายถึง ส่วนของที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสินทรัพย์ของกิจการหลังจากหนี้สินแล้ว  ความสำคัญของงบดุล ทำไมงบดุลถึงสำคัญ ? สำหรับผู้ประกอบการและคนทำธุรกิจ  งบดุลสามารถทำให้เห็นภาพรวมการเงินได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นงบดุลคือภาพรวมของ สินทรัพย์ (Assets), หนี้สิน (Liabilities) และ ส่วนของเจ้าของ […]

หลังจดทะเบียนบริษัทแล้ว จะต้องทำบัญชีบริษัท – วางแผนภาษีอย่างไร ?

ทำไมผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจต้องทำบัญชีบริษัทและวางแผนภาษีนิติบุคคล  ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง บริษัทนิติบุคคลทุกแห่งมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีและงบการเงินประจำปีโดยผู้ทำบัญชีที่ขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) การละเลยอาจนำไปสู่โทษปรับและการเสียค่าปรับย้อนหลัง นอกจากเรื่องกฎหมายแล้ว การทำบัญชีอย่างถูกต้องยังให้ประโยชน์มากมาย เช่น มองเห็นฐานะการเงินและกระแสเงินสดที่แท้จริง ใช้ข้อมูลเป็นฐานการวางกลยุทธ์และตัดสินใจทางธุรกิจ เพิ่มความน่าเชื่อถือเมื่อยื่นกู้หรือติดต่อกับนักลงทุน อีกทั้งการทำบัญชีบริษัทเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่เจ้าของธุรกิจทุกคนต้องให้ความใส่ใจ เพราะไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับ การปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการทางการเงิน การวางแผนภาษี และการสร้างความโปร่งใสที่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่องค์กร ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวางแผนระบบบัญชีนิติบุคคลและภาษี บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่เจ้าของกิจการควรรู้ ซึ่งรวมเอาข้อควรรู้ คำแนะนำ เพื่อให้เจ้าของกิจการมือใหม่ มีความเข้าใจในการทำบัญชีบริษัทได้มากยิ่งขึ้น  ทำความรู้จักภาษีที่นิติบุคคลต้องดำเนินการ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax): บริษัทต้องหักภาษีเมื่อจ่ายเงินค่าบริการ ค่าเช่า ค่าจ้าง ค่าบริการและนำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (แบบ ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): หากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) และยื่นแบบ ภ.พ.30 รายเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป สำหรับกรณีที่มีการขายสินค้าหรือบริการไปต่างประเทศ ต้องทำการยื่นแบบ ภ.พ. 36  ภาษีเงินได้นิติบุคคล: ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) และ ภ.ง.ด.50 (สิ้นปี) พร้อมงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจสอบแล้ว โเดยเป็นการเสียภาษีจาก กำไรสุทธิของกิจการ อัตราภาษีทั่วไปสูงสุด 20% ของกำไรสุทธิ ในกรณีที่กำไรสุทธิมากกว่า 3,000,000 ขึ้นไป (ยกเว้นกิจการ SME ที่มีสิทธิอัตราภาษีลดหย่อนตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร) ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์: ใช้กับบางธุรกิจ เช่น ธุรกิจธนาคาร การเงิน สินเชื่อ การรับจำนำ ขึ้นกับลักษณะธุรกิจ เช่น สัญญากู้ยืมหรือธุรกิจการเงิน โดยจะเสียภาษีตามอัตราที่กำหนดแทนภาษีมูลค่าเพิ่ม  ภาษีนำเข้า–ส่งออก (ถ้ามี) หากบริษัททำธุรกิจนำเข้า–ส่งออก ต้องปฏิบัติตามกฎหมายศุลกากร เสียภาษีศุลกากรและภาษีมูลค่าเพิ่มนำเข้า พร้อมค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง ที่มา: กรมสรรพากร แนะนำขั้นตอนการวางแผนระบบบัญชีบริษัท สำหรับการวางแผนระบบบัญชีและภาษีของบริษัทมี 6 ขั้นตอนหลักในเบื้องต้น ที่อาจจะแตกต่างกันออกไปตามโครงสร้างบริษัท และแต่ละธุรกิจ บริการ โดยเริ่มตั้งแต่การกำหนดวัตถุประสงค์ การสร้างโครงสร้างบัญชี […]

รู้หรือไม่ ? การพัฒนาอย่างสมดุลตามกรอบ SDGs ในไทยพัฒนาไปถึงไหนแล้ว

SDGs ไทย กับแนวทางขับเคลื่อนโลกที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน  จากบทความ SDGs x ESG เชื่อมโยงเป้าหมายเพื่อความยั่งยืนของโลกและอนาคตของธุรกิจอย่างยั่งยืนในบทความก่อนหน้า ที่มุ่งเน้นพูดถึงในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ในบทความนี้เราจะวิเคราะห์ และนำเสนอถึงประเด็นภาพรวมของ SDGs ประเทศไทยในมิติด้านอื่น ๆ ที่สำคัญ  อย่างที่ทราบกันดีว่าจุดเด่นของ SDGs คือ “การพัฒนาอย่างสมดุล” ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leave no one behind) โดยเน้นให้ทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน ประชาสังคม และประชาชนมีส่วนร่วม สำหรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) มีทั้งหมด 17 เป้าหมาย (Goals) ภายใต้หนึ่งเป้าหมายจะประกอบไปด้วยเป้าหมายย่อย ๆ ที่เรียกว่า เป้าหมายย่อย (Targets) ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 169 เป้าหมายย่อย และพัฒนา ตัวชี้วัด (Indicators) จำนวน 232 ตัวชี้วัด (ทั้งหมด 244 ตัวชี้วัดแต่มีตัวที่ซ้ำ 12 ตัว) เพื่อติดตามความก้าวหน้าของเป้าหมายย่อยดังกล่าว โดย SDG MOVE ได้ให้ข้อมูลในเป้าหมายทั้ง 17 ข้อของ SDGs  อย่างน่าสนใจว่า  เป้าหมายที่ 1: ยุติความยากจนทุกรูปแบบในทุกที่ เป้าหมายที่ 2: ยุติความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหารและยกระดับโภชนาการ และส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน  เป้าหมายที่ 3: สร้างหลักประกันการมีสุขภาวะที่ดี และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัย เป้าหมายที่ 4: สร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต  เป้าหมายที่ 5: บรรลุความเสมอภาคระหว่างเพศ และเพิ่มบทบาทของสตรีและเด็กหญิงทุกคน เป้าหมายที่ 6: สร้างหลักประกันเรื่องน้ำและการสุขาภิบาล ให้มีการจัดการอย่างยั่งยืนและมีสภาพพร้อมใช้ สำหรับทุกคน  เป้าหมายที่ 7: สร้างหลักประกันว่าทุกคนเข้าถึงพลังงานสมัยใหม่ในราคาที่สามารถซื้อหาได้ เชื่อถือได้ และยั่งยืน  เป้าหมายที่ 8: ส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน การจ้างงานเต็มที่และ มีผลิตภาพ และการมีงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน เป้าหมายที่ 9: สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม ที่ครอบคลุมและยั่งยืน และส่งเสริมนวัตกรรม […]

SME ต้องรู้ วาง”ระบบบัญชี”ให้มีประสิทธิภาพ เริ่มอย่างไรให้ธุรกิจโตไวอย่างยั่งยืน

ระบบบัญชีที่ดี คือหัวใจของธุรกิจที่ยั่งยืน พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี  ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดเล็ก กลาง หรือขนาดใหญ่ หากไม่มี “ระบบบัญชี” ที่ดี ก็เหมือนเรือที่ไร้เข็มทิศในการนำทาง เพราะระบบบัญชีไม่ใช่แค่การ “บันทึกตัวเลข” เท่านั้น แต่คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และวางแผนภาษีได้อย่างครบถ้วน มีความถูกต้องโปร่งใส  ซึ่งในบทความนี้ เราจะพาคุณมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “ระบบบัญชี” ว่าคืออะไร สำคัญอย่างไร ธุรกิจต้องเริ่มต้นจัดทำอย่างไรให้มีความสอดคล้องกับการดำเนินงาน และควรพิจารณาปัจจัย ด้านใดบ้างในการวางระบบบัญชีให้ดีมากขึ้น พร้อมคำแนะนำจากทีมที่ปรึกษาด้านบัญชีและภาษีสำหรับนิติบุคคล ที่มีประสบการณ์ตรงในการดูแลธุรกิจไทยหลากหลายประเภท ระบบบัญชี คืออะไร ? เริ่มทำอย่างไรให้ตอบโจทย์ธุรกิจ ระบบบัญชี (Accounting System) คือ กลไกหรือกระบวนการที่ธุรกิจใช้ในการจัดเก็บ จัดการ วิเคราะห์ และรายงานข้อมูลทางการเงินอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ในการบริหารภายใน ตอบสนองต่อข้อกำหนดของกฎหมาย และวางแผนด้านภาษี ระบบบัญชีอาจประกอบด้วย เอกสาร รายงาน – รวมถึงขั้นตอนการบันทึกรายการบัญชี (บัญชีรายวัน, บัญชีแยกประเภท) ระบบควบคุมภายใน เช่น การอนุมัติค่าใช้จ่าย การตรวจสอบเอกสาร เครื่องมือ เช่น การใช้โปรแกรมบัญชีหรือซอฟต์แวร์ ERP รายงานทางการเงิน เช่น งบกำไรขาดทุน งบดุล งบกระแสเงินสด ผู้ปฏิบัติงาน เช่น เจ้าหน้าที่บัญชีที่มีประสบการณ์ตรง ทำไม “ระบบบัญชี” จึงสำคัญกับธุรกิจ ? หลายธุรกิจมองข้ามการวางระบบบัญชีที่ดีตั้งแต่แรกเริ่ม จนกลายเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในภายหลังจากการดำเนินงานไปบ้างแล้ว ทั้งการทำบัญชีที่ไม่ครบถ้วน เอกสาร หลักฐานการใช้เงินไม่ครบ การวางแผนภาษีผิดพลาด หรือการไม่สามารถวิเคราะห์ต้นทุน-กำไรได้ชัดเจน ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นที่ต้องวางแผนระบบบัญชีและการวางแผนภาษีที่ดีตั้งแต่เริ่ม  ระบบบัญชีที่ดี ควรจะต้องมีองค์ประกอบอย่างไร การจะมีระบบบัญชีที่ดี ไม่ใช่แค่การใช้โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป หรือเจ้าหน้าที่บัญชีในการทำงาน แต่ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบที่เชื่อมโยงกันอย่างมีระบบที่ตรวจสอบได้ ได้แก่ 1. กระบวนการจัดเก็บเอกสาร หลักฐานที่ครอบคลุม เริ่มจากการเก็บใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี เอกสารสั่งซื้อ-ขาย เอกสารโอนเงิน ฯลฯ อย่างเป็นระเบียบ ในส่วนนี้ธุรกิจจะนิยมใช้พนักงานบัญชีในการตรวจสอบ รวบรวม เพื่อให้มีความถูกต้องอย่างครบถ้วนที่สุด  2. ขั้นตอนการบันทึกบัญชี ต้องมีนโยบายบัญชีในการทำงานสำหรับพนักงานบัญชีที่ชัดเจน เช่น จะบันทึกค่าใช้จ่ายเมื่อไหร่ ใช้บัญชีหมวดใด ให้ตรงกับมาตรฐานบัญชี 3. ระบบควบคุมภายในองค์กร  เช่น การอนุมัติค่าใช้จ่ายล่วงหน้า การแยกหน้าที่ระหว่างผู้จัดซื้อ-ผู้จ่ายเงิน-ผู้ตรวจสอบ เพื่อป้องกันทุจริต […]

เปิดทริคอ่านงบให้ไว ! เข้าใจงบแสดงฐานะการเงินได้ภายใน 10 นาที!

 ถ้าอยากเข้าใจงบแสดงฐานะการเงินภายใน 10 นาที ! ต้องสังเกตุจุดใดบ้าง อัพเดต! หลังจากมีประกาศฉบับใหม่ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เกี่ยวกับเรื่องของการย่อรายการต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนชื่อเรียกของ “งบแสดงฐานะการเงิน” เป็น ”งบฐานะการเงิน”  เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่สภพวิชาชีพใช้ในปัจจุบัน รวมถึงความหมายที่ตรงกับศัพท์ที่ใช้ในภาษาอังกฤษเช่นกัน  งบแสดงฐานะการเงิน (Statement of Financial Position) งบแสดงฐานะการเงิน หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า งบดุล (Balance Sheet) คือ รายงานทางการเงินที่บ่งบอกได้ว่า  “ธุรกิจของเรามีอะไรบ้าง” ณ วันหนึ่ง เช่น วันที่สิ้นปีหรือสิ้นไตรมาส งบนี้จะแสดงข้อมูล 3 ส่วนหลัก คือ  ทรัพย์สิน (Assets) สิ่งที่บริษัทเป็นเจ้าของ มีทรัพย์สินอะไรบ้าง เช่น เงินสด , อาคาร  หนี้สิน (Liabilities) สิ่งที่บริษัทต้องจ่ายหรือรับผิดชอบ  เช่น เงินกู้ หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้ชำระ  ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) เงินลงทุนของเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้น หลังหักหนี้สินออกจากทรัพย์สิน คงเหลืออยู่มากหรือน้อยเพียงใด  งบนี้จึงเปรียบเสมือน “ภาพถ่ายทางการเงิน” ของกิจการ ที่เจ้าของ นักลงทุน และธนาคารสามารถใช้เพื่อประเมินความมั่นคงของธุรกิจ จุดประสงค์ของงบแสดงฐานะการเงิน งบแสดงฐานะการเงินมีจุดประสงค์เพื่อแสดงภาพรวมของสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของของกิจการ ณ วันใดวันหนึ่ง เพื่อใช้ในการวิเคราะห์สภาพคล่อง ความมั่นคง และการวางแผนทางการเงินของกิจการ โดยการพิจารณาจากข้อมูลทางบัญชีที่ปรากฏ  งบแสดงฐานะการเงิน เพื่อวัตถุประสงค์อะไร ? 1. แสดงฐานะทางการเงินของกิจการในช่วงเวลาหนึ่ง งบนี้จะแสดงข้อมูล ณ วันสิ้นงวดบัญชี เช่น วันที่ 31 ธันวาคม 2567 งบนี้จะช่วยบอกว่า ณ วันนั้น กิจการมี สินทรัพย์ (Assets) อะไรบ้าง และได้มาโดยการใช้ หนี้สิน (Liabilities) กับ ส่วนของเจ้าของ (Equity) ในสัดส่วนรายละเอียดเท่าใด 2. ใช้วิเคราะห์ความมั่นคงทางการเงินของกิจการ สำหรับนักลงทุน เจ้าหนี้การค้า หรือผู้บริหาร จะใช้ข้อมูลจากงบนี้เพื่อดูว่า : […]

ต้องรู้ ! วิธีดูงบการเงิน และ วิธีอ่านงบกระแสเงินสด เพื่อสภาพคล่องของธุรกิจ

หัวใจสำคัญ ในการบริหารธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในยุคที่เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “การบริหารสภาพคล่องทางการเงิน” ด้วย และหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่เจ้าของธุรกิจและผู้บริหารทุกคนควรรู้จัก คือ “งบการเงิน” โดยเฉพาะ “งบกระแสเงินสด” ที่มักถูกมองข้าม บทความนี้จะทำให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของ Cash Flow ว่ามาจากไหน มีความเคลื่อนไหวอย่างไร วิธีการอ่าน ที่นิยมใช้ในการวิเคราะห์กัน งบกระแสเงินสด (Cash Flow) คืออะไร ? งบกระแสเงินสด (Statement of Cash Flow) คือ งบการเงินที่แสดงการได้มา การใช้ไปของเงินสด และรายการเทียบเท่าเงินสดในกิจการ ซึ่งจะแสดงการเคลื่อนไหวของเงินสดจากกิจกรรมต่าง ๆ ของกิจการในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง รายได้ (Income) คือ เงินที่บริษัทได้จากการดำเนินธุรกิจ เช่น เงินที่ได้จากการขายสินค้าหรือบริการ รายจ่าย (Expense) คือ เงินที่บริษัทต้องจ่ายในการดำเนินธุรกิจ อาทิ ค่าเช่าสถานที่ ค่าอุปกรณ์การทำงาน เงินเดือนพนักงาน ค่าใช้จ่ายในการซื้อวัตถุดิบ ทำไมต้องเข้าใจ “งบกระแสเงินสด” ? เพราะว่า งบกระแสเงินสดจะช่วยตอบคำถามว่า “ธุรกิจมีเงินสดพอใช้หรือไม่” เพราะในความเป็นจริง ธุรกิจที่มีกำไรอาจล้มละลายได้ หากไม่มีเงินสดเพียงพอจ่ายหนี้ จ่ายเงินเดือน และทราบถึงโครงสร้างทางการเงินของกิจการ ว่ามีการกู้หนี้ การชำระหนี้ หรือการออกหุ้นปันผลอย่างไร ตัวอย่างเช่น บริษัทหนึ่งมียอดขาย 10 ล้านบาท และกำไร 1 ล้านบาท แต่ลูกค้าที่ยังไม่จ่ายเงินมีถึง 8 ล้านบาท หากไม่สามารถเก็บเงินได้ในเวลาตามกำหนด บริษัทนั้นอาจประสบภาวะขาดเงินหมุนเวียน แม้จะดูเหมือนกำลัง “มีกำไร” อยู่ก็ตาม ซึ่งจะทำให้ขาดสภาพคล่องทางการเงินไปด้วย 3 กิจกรรมในงบกระแสเงินสดมีอะไรบ้าง ?  ธนาคารกรุงไทย ให้ข้อมูลอย่างน่าสนใจว่า งบกระแสเงินสดแบ่งออกเป็น 3 กิจกรรมหลัก ที่สะท้อนถึงสภาพคล่อง แหล่งที่มา และการใช้จ่ายของเงินสดในกิจการ ดังนี้ 1. กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน (Cash Flow from operating activities – CFO) หมายถึง กระแสเงินสดที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจ ประกอบด้วยรายการรับและจ่ายเงินสดที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมหลักของกิจการ เช่น รายได้จากการขายสินค้าหรือบริการ ต้นทุนขาย ค่าเสื่อมราคา ค่าเช่า […]

“ถามมา-ตอบไป” จำเป็นจริงหรือ? ที่ธุรกิจต้องปรึกษาเรื่องภาษีนิติบุคคลกับผู้เชี่ยวชาญ

ปรึกษาเรื่องภาษี กับผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและวางแผนภาษีนิติบุคคล ภาษีนิติบุคคล (Corporate Income Tax หรือ CIT) เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากบริษัทหรือองค์กรที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีการประกอบกิจการและมีรายได้เกิดขึ้น ซึ่งภาษีนิติบุคคลมีลักษณะสำคัญคือ เป็นภาษีที่เก็บจากกำไรสุทธิของบริษัท คำนวณจากรายได้หักด้วยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ โดยอัตราภาษีปกติอยู่ที่ 20% ของกำไรสุทธิ โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายบางส่วนนำมาลดหย่อนภาษีส่วนนี้ได้เช่นกัน  กลุ่มนิติบุคคลใดบ้างที่ต้องเสียภาษี  1.บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน นิติบุคคลที่จดทะเบียนตามกฏหมายไทย 2.บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน ที่จัดขึ้นตามกฏหมายต่างประเทศ ที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย หรือทำธุรกิจทั้งในไทยและต่างประเทศ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไทยไม่ว่าจะรับรายได้จากไทย กลุ่มที่โอนกำไรออกนอกประเทศ ซึ่งหากเกี่ยวข้องจากรายได้ที่เกิดขึ้นก็ต้องเสียภาษีนิติบุคคลเช่นกัน  3.กิจการร่วมค้า (Joint Venture)  4.กิจการที่ดำเนินการเป็นทางการค้า แสวงหากำไร  5.มูลนิธิหรือสมาคมไม่แสวงหากำไรที่ประกอบกิจการแล้วมีรายได้เกิดขึ้น 6.นิติบุคคลที่อธิบดีกำหนดอนุมัติรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้เป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร กลุ่มนิติบุคคลที่ได้รับการยกเว้น ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรสาธารณกุศล และนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมภาษีจาก BOI หรือข้อตกลงพิเศษอื่นๆ ตามที่กฏหมายระบุไว้ การเก็บภาษีนิติบุคคล รวมถึงสิทธิประโยชน์จากทางภาษี สำหรับการเก็บภาษีนิติบุคคลจะมีเงื่อนไขเพื่อให้ผู้ประกอบการชำระภาษีตามกำไรสุทธิที่ต่างกัน สามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้มากขึ้น ช่วง “ถามมา – ตอบไป”  ทำไมทำธุรกิจต้องปรึกษาเรื่องภาษีนิติบุคคล ! รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีนิติบุคคล Q : ภาษีนิติบุคคลคืออะไร ? แตกต่างจากภาษีบุคคลธรรมดายังไง ? A : ภาษีนิติบุคคล (Corporate Income Tax) คือภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้ของนิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน หรือองค์กรต่าง ๆ ที่จดทะเบียนตามกฎหมายไทย โดยคำนวณจากกำไรสุทธิในรอบปีภาษี ซึ่งจะต่างจากบุคคลธรรมดาที่จะต้องเสียภาษีตามช่วงรายได้ที่เกิดขึ้นในแต่ละปี โดยภาษีนิติบุคคลมีอัตราคงที่ และมีข้อกำหนดเฉพาะเรื่องการหักค่าใช้จ่าย การวางแผนภาษี และการยื่นแบบแสดงรายการ Q : ถ้าเปิดบริษัทแล้ว แต่ยังไม่มีกำไร จะต้องเสียภาษีไหม ? A : ถึงแม้บริษัทจะยังไม่มีกำไร หรือยังไม่เริ่มดำเนินการจริง แต่หากจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว ก็ยังคงมีหน้าที่ยื่นแบบภาษีประจำปี (ภ.ง.ด.50) และบางกรณีต้องยื่นแบบครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ด้วย เพราะถ้าหากไม่ยื่นตามกำหนด จะมีค่าปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย ดังนั้นควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อบริหารความเสี่ยง โดยการวางแผนภาษี Q : SME ได้รับสิทธิพิเศษด้านภาษีหรือไม่ ? A : […]

ทำความเข้าใจกฎหมายภาษี ป้ายหน้าร้าน ป้ายโฆษณา ต้องเสียภาษีอย่างไร ?

ภาษีป้ายคืออะไร ทำความเข้าใจกฎหมายภาษี ภาษีป้าย คือ ภาษีท้องถิ่น ที่จัดเก็บจากป้ายที่มีการแสดงชื่อ ข้อความ เครื่องหมาย หรือรูปภาพ เครื่องหมาย เพื่อการโฆษณาหรือแสดงชื่อสถานประกอบการ เช่น ป้ายร้านค้า ป้ายบริษัท ป้ายโรงงาน หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏโดยวิธีใด ๆ ก็ตาม หากมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมหรือบ่งบอกถึงกิจการ จะเข้าข่ายต้องเสียภาษีป้าย ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 หมวด 1 บททั่วไป มาตรา 6 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2534) และอยู่ภายใต้การดูแลของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล อบต. หรือสำนักงานเขตในกรุงเทพ ฯ ใครบ้างที่ต้องเสียภาษีป้าย ?  เจ้าของป้ายเป็นผู้ทำหน้าที่เสียภาษีป้าย แต่หากในกรณีที่ไม่มีผู้ยื่นแบบภาษีป้าย หรือไม่สามารถหาตัวเจ้าของป้ายได้ ให้ถือว่าผู้ที่ครอบครองป้ายนั้นเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย และถ้าหากหาตัวผู้ครอบครองป้ายไม่ได้ ให้ถือว่าผู้ที่ครอบครองอาหารหรือที่ดินที่ป้ายติดตั้งหรือแสดงอยู่เป็นผู้ที่ต้องเสียภาษีป้ายตามลำดับ ใครหรือหน่วยงานไหนทำหน้าที่ในการจัดเก็บภาษี สำหรับผู้ที่ต้องทำการเก็บภาษีป้ายก็คือ หน่วยราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะต้องทำหน้าที่ในการเก็บภาษีป้าย โดยเขตราชการส่วนท้องถิ่น ได้แก่ 1.เขตเทศบาล 2.เขตสุขาภิบาล 3.เขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด 4.เขตกรุงเทพมหานคร 5.เขตเมืองพัทยา 6.เขตองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้เป็นราชการส่วนท้องถิ่น อัตราในการเก็บภาษีป้าย การคำนวณภาษีป้าย คิดอย่างไร ? สูตรการคำนวณภาษีป้ายเบื้องต้น คือ ค่าภาษีป้าย = หน่วยของป้ายที่ต้องเสียภาษี x อัตราภาษีป้าย การคำนวณพื้นที่ป้าย  1.ป้ายที่มีขอบเขตกำหนดได้  คือ ป้ายที่มีขอบเขตชัดเจน ให้คำนวณพื้นที่ของป้ายเป็น ตร.ซม. โดยนำส่วนที่กว้างที่สุด (หน่วยเป็น ซม.) คูณ กับส่วนที่ยาวที่สุด (หน่วยเป็น ซม.) ในการคำนวณพื้นที่ของป้าย 2.ป้ายที่ไม่มีขอบเขตกำหนดได้  คือ ป้ายที่ไม่มีขอบเขตชัดเจน แสดงข้อความ ชื่อ ยี่ห้อ อาจจะเขียนแสดงไว้กำแพง ผนังอาคาร ฯ ให้คำนวณพื้นที่ของป้ายเป็น ตร.ซม. จะวัดจากตัวอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายใดๆ จากริมสุดในการกำหนดเป็นขอบเขตสำหรับกำหนดความกว้างที่สุดและยาวที่สุด (หน่วยเป็น ซม.)  ในการคำนวณพื้นที่ของป้าย ป้ายแบบใดที่ไม่ต้องเสียภาษี ป้ายที่แสดงไว้ ณ โรงมหรสพและบริเวณของโรงมหรสพนั้น เพื่อโฆษณมหรสพ ป้ายที่แสดงไว้ที่สินค้าหรือที่สิ่งหุ้มห่อหรือบรรจุสินค้า […]

การทำบัญชีนิติบุคคลให้ได้มาตรฐาน คนทำธุรกิจต้องรู้ การทำบัญชีและวางแผนภาษี !

รู้หรือไม่ ? หลายธุรกิจไปต่อไม่ไหว ต้องปิดกิจการลง ! เพราะอะไร เพราะวางแผนบัญชีนิติบุคคลผิดพลาดตั้งแต่แรกในการเริ่มต้นธุรกิจ หนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่หลายคนมองข้าม คือ “การวางแผนบัญชีนิติบุคคล” ซึ่งเป็นพื้นฐานของความมั่นคงในการดำเนินงานและทางการเงิน  ที่สำคัญยังเป็นตัวกำหนดทิศทางการเติบโตในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ หลายกิจการแม้จะมีไอเดียดี  แต่กลับไปต่อไม่ได้เพราะจัดการระบบบริหารบัญชีผิดพลาด การวางโครงสร้างภาษีไม่เหมาะสม หรือไม่รู้ว่าควรเลือกจดทะเบียนแบบใดให้เหมาะกับธุรกิจ อีกหนึ่งจุดที่พบบ่อยคือ “การเลือกจดทะเบียนนิติบุคคลแบบไม่เหมาะสม” บางกิจการจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดโดยไม่มีการศึกษาภาระภาษีหรือภาระทางกฎหมายที่ตามมา รวมถึงความซับซ้อนในการวางโครงสร้างการทำงานองค์กร ขณะที่บางรายทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาอยู่นานเพราะไม่รู้ว่าจะไปต่ออย่างไร จนทำให้เสียโอกาสที่ดีทางธุรกิจ ทั้งที่สามารถเปลี่ยนสถานะกิจการโดยการจดทะเบียนเข้าสู่ระบบให้ถูกต้อง เพื่อบริหารภาษีและต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการไม่เข้าใจว่าการจดทะเบียนนิติบุคคลจะต้องมีระบบบัญชีและงบการเงินที่ถูกต้องนั้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องเผชิญค่าปรับจากกรมสรรพากร หรือการถูกตรวจสอบย้อนหลังได้  “หนึ่งในสาเหตุหลักเพราะขาดความเข้าใจในการทำบัญชีและวางแผนภาษี” การไม่มีผู้เชี่ยวชาญดูแลบัญชีและวางแผนภาษี ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ หลายธุรกิจเลือกประหยัดต้นทุนโดยไม่จ้างนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชี แต่ให้คนในครอบครัวหรือพนักงานทั่วไปทำหน้าที่นี้แทน ซึ่งมักพบปัญหาที่ตามมา คือไม่สามารถจัดทำงบการเงินตามมาตรฐานหรือคำนวณภาษีอย่างถูกต้องเพียงพอ จากความผิดพลาดเล็กน้อยที่สะสมต่อเนื่องหลายเดือนสามารถกลายเป็นหนี้ภาษีจำนวนมาก และกลายเป็นเรื่องที่ทำให้กิจการหยุดชะงัก ไม่ราบรื่น หรือบางรายถึงขนาดต้องปิดกิจการลงในที่สุดเพราะขาดสภาพคล่องในการบริหารงานเป็นเวลานานสะสมจนเป็นปัญหาใหญ่ที่ยากเกินจะแก้ เริ่มทำอย่างไรในการทำบัญชีนิติบุคคล ต้องรู้ก่อนว่าบัญชีนิติบุคคลคืออะไร ? ในการเปิดบัญชีในรูปแบบนิติบุคคล หรือบริษัทนั้น ธุรกิจจะต้องจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นอย่างถูกต้องโดยกรมพัฒนาธุรการค้า กระทรวงพาณิชย์ จากนั้นปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่าง FDI ในการวางแผนว่าต้องทำบัญชี วางแผนภาษีแบบใดจึงจะเหมาะสมกับรูปแบบที่มีการจดทะเบียนขึ้นเพื่อให้เกิดความเสี่ยงในการดำเนินกิจการน้อยที่สุด ทั้งการทำงานที่ตรวจสอบได้ มีความโปร่งใส รู้ฐานะการเงินบริษัท สามารถนำมาวางแผนในการลงทุนขยายกิจการต่อได้ในอนาคต   ทำไม ? ถึงต้องวางระบบบัญชีนิติบุคคลให้ดีตั้งแต่เริ่มกิจการ การวางแผนระบบบัญชีนิติบุคคลพื่อให้การดำเนินงานในระยะยาวเป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งเรื่องของกฏหมาย ความน่าเชื่อถือ การติดต่อคู่ค้า ลูกค้า การขยายธุรกิจ ตลอดจนการการเข้าถึงแหล่งเงินทุน สินเชื่อต่าง ๆ กับทางธนาคาร โดยสามารถให้คำแนะนำเพิ่มเติมได้ดังนี้ 1. เป็นการแยกทรัพย์สินและความรับผิดชอบระหว่างธุรกิจกับเจ้าของได้ชัดเจนมากขึ้น  เช่น การเปิดบัญชีธนาคารในชื่อบริษัทหรือนิติบุคคลมีข้อดีชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสามารถแยกรายรับ – รายจ่ายออกจากบัญชีส่วนตัวได้ ทำให้ตรวจสอบบัญชีได้ง่าย สร้างความโปร่งใส และเป็นเอกสารยืนยันที่สำคัญเมื่อขอยื่นกู้ หรือขอใบรับรองเงินได้จากธนาคาร โดยการเปิดบัญชีนิติบุคคล หมายถึง การแยกบัญชีธุรกิจที่มีสถานะเป็น “นิติบุคคล” ซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นบุคคลอีกคนหนึ่งที่แยกออกจากตัวเจ้าของกิจการอย่างชัดเจน ผลคือ ทรัพย์สินของธุรกิจจะไม่ปะปนกับทรัพย์สินส่วนตัว และในกรณีเกิดหนี้หรือคดีความ เจ้าของจะไม่ต้องรับผิดชอบด้วยทรัพย์สินส่วนตัว นอกจากในกรณีที่ทำผิดกฎหมายโดยเจตนา แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการดำเนินงานทางบัญชีตลอดที่ดำเนินงานประกอบด้วยเช่นกัน 2. ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดภาษีได้ชัดเจน เมื่อรายได้ธุรกิจเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด (โดยเฉพาะถ้าเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย) การดำเนินธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลจะช่วยให้สามารถยื่นภาษีอย่างถูกต้องและมีโครงสร้างเอกสารที่ชัดเจน ไม่เสี่ยงต่อการโดนตรวจสอบย้อนหลังหรือโดนค่าปรับจากกรมสรรพากรจากกรณีที่ไม่มีการยื่นภาษีตามกฏหมายระบุไว้ 3. การวางแผนบัญชีและภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเป็นนิติบุคคลทำให้สามารถใช้สิทธิในการหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจได้มากกว่าบุคคลธรรมดา เช่น ค่าเช่า ค่าจ้าง ค่าวัสดุ ค่าที่ปรึกษา ค่าสึกหรอ ฯลฯ ซึ่งช่วยลดกำไรสุทธิและลดภาระภาษีที่ต้องชำระ นอกจากนี้ยังสามารถวางแผนภาษีล่วงหน้าได้ง่ายกว่า […]

1 2