บทความ BCG

ESG評価を理解する 企業への投資機会 環境と社会の持続可能性へ向けて

ESG Rating คือ อะไร? ทำไมต้องรู้จัก  ESG Rating คือ ผลการประเมินความยั่งยืนขององค์กรโดยพิจารณาจากเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental), สังคม (Social), และธรรมาภิบาล (Governance) โดยคะแนน ESG นี้มักใช้เป็นตัวชี้วัดที่ช่วยให้นักลงทุนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถประเมินความเสี่ยงและโอกาสขององค์กรในเชิงความยั่งยืน องค์ประกอบของ ESG Rating Environmental (สิ่งแวดล้อม) พิจารณาถึงผลกระทบขององค์กรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Emissions) การใช้ทรัพยากร (Resource Use) การจัดการของเสียและมลพิษ (Waste Management) การปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม Social (สังคม) พิจารณาจากด้านความสัมพันธ์ขององค์กรกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น การดูแลพนักงาน (Employee Relations) ความเท่าเทียมในที่ทำงาน (Diversity and Inclusion) การเคารพสิทธิมนุษยชน (Human Rights) การมีส่วนร่วมในชุมชน (Community Engagement) Governance (ธรรมาภิบาล) ประเมินความโปร่งใสและการบริหารจัดการขององค์กร เช่น โครงสร้างคณะกรรมการและการกำกับดูแล (Board Structure) ความโปร่งใสทางการเงิน (Financial Transparency) การจัดการความเสี่ยง (Risk Management) จริยธรรมและการปฏิบัติตามกฎหมาย (Ethics and Compliance) ESG Rating จะแสดงผลในรูปแบบคะแนนหรือระดับ เช่น AAA ถึง CCC หรือคะแนน 0-100 ซึ่งขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่ประเมิน ESG Rating โดยตัวอย่างหน่วยงานที่ให้บริการประเมิน ESG Rating ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ได้แก่ Sustainalytics: ให้คะแนนความเสี่ยง ESG ตั้งแต่ 0-100 โดยคะแนนต่ำหมายถึงความเสี่ยงต่ำ MSCI: ให้เกรดตั้งแต่ AAA (ดีที่สุด) ถึง CCC (แย่ที่สุด) FTSE Russell: ประเมินคะแนน ESG ตั้งแต่ 0-5 โดย 5 คะแนนถือเป็น best practice สำหรับในประเทศไทย […]

カーボンフットプリントを企業で実施する重要な新しい機会 ビジネスの成功と環境の持続可能性への鍵

กุญแจสู่ความยั่งยืนในธุรกิจยุคใหม่ ต้องทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร เปลี่ยนองค์กรสู่ความยั่งยืน ในยุคที่ความยั่งยืนกลายเป็นประเด็นสำคัญระดับโลก ธุรกิจต่าง ๆ ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความคาดหวังของสังคมที่มุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการดำเนินกิจการภายใต้ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทำธุรกิจที่ส่งผลดีต่อสังคม สิ่งแวดล้อม รวมถึงข้อกำหนด นโยบาย กฏหมายจากภาครัฐ ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กร สามารถก้าวสู่ความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม นั่นก็คือ การทำ คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (Carbon Footprint for Organization) ซึ่งไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นโอกาสใหม่ที่ดีในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ “การทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นในธุรกิจยุคใหม่ องค์กรที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนจะได้รับผลประโยชน์ทั้งด้านการเงินและภาพลักษณ์ พร้อมก้าวสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมกับโลกใบนี้”  คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรคืออะไร? คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร หมายถึง การวัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas – GHG) จากกิจกรรมทั้งหมดขององค์กรในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยครอบคลุมกิจกรรมหลัก เช่น การใช้พลังงาน การจัดการของเสีย และการขนส่ง การทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ช่วยให้องค์กรทราบถึงแหล่งที่มาของการปล่อยก๊าซและสามารถกำหนดเป้าหมายในการลดปริมาณการปล่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ อ่านต่อ บริการด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก  ทำไมองค์กรต้องทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ จำเป็นหรือไม่ที่ต้องทำ ?  ถ้าในสถานการณ์ปัจจุบันก็ต้องบอกว่ามีความจำเป็นที่ธุรกิจต้องทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ส่งออกสินค้าไปสหภาพยุโรป ในกลุ่ม ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม และไฮโดรเจน รวมถึงภาคพลังงาน เกษตร และที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เพื่อลดการกีดกันทางการค้า รวมถึงโอกาสทางธุรกิจอีกมากมาย ในความจำเป็นสรุปได้ 5 ข้อหลักๆ คือ 1.การปฏิบัติตามข้อกำหนด นโยบาย กฏหมาย  สอดคล้องกับข้อกำหนดนโยบายของระเทศไทย ที่มุ่งเข้าสู้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 และองค์กรธุรกิจ เตรียมรับมือกับ พรบ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ ภาษีคาร์บอน รวมไปถึงมาตรการ CBAM  (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป 2.ลดการกีดกันทางการค้า หรือ การเสียภาษีส่งออกในอัตราที่สูง ธุรกิจที่มีการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศจำเป็นต้องทำทั้งคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์และองค์กร เนื่องจากลดการกีดกันมาตรการทางการค้าจากนานาประเทศที่ใช้มาตรการนี้ เช่น CBAM  อ่านต่อ CBAM คืออะไร ?  3.การสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมและสังคม  ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์แสดงถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นการสร้างโอกาสเติบโตของธุรกิจในอนาคต เพราะถ้าโลกนี้อยู่ได้ ธุรกิจก็ไปต่อได้เช่นกัน  4.การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การวิเคราะห์การปล่อยคาร์บอนช่วยให้องค์กรระบุจุดที่สิ้นเปลืองพลังงานและทรัพยากร ซึ่งนำไปสู่การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ 5.สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ […]

気候技術のトレンドまとめ ネットゼロへ向けて産業を推進するイノベーション 温室効果ガス削減のための産業と農業の支援ツール

จับตา”เทรนด์ Climate Tech” ที่มีช่วยในการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร อย่างที่เราทราบกันดีว่าในปัจจุบันภาวะโลกร้อนนั้น เป็นปัญหาเร่งด่วนที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมทั่วโลก สาเหตุหลักมาจากการสะสมของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ ซึ่งเพิ่มความร้อนในระบบโลกและส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง ในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกกลายเป็นปัญหาสำคัญที่ทั่วโลกต่างต้องร่วมมือกัน การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Tech มาใช้ในการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ นำเทคโนโลยีนวัตกรรมมาใช้ควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อช่วยลดการปล่อยมลพิษ และมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ตามที่ประเทศไทยตั้งเป้าไว้  จากงานวิจัยที่น่าสนใจจาก McKinsey เกี่ยวกับในเรื่องของ “Climate Tech” ที่มีส่วนช่วยในการควบคุมภูมิอากาศด้วยเทคโนโลยี เป็นนวัตกรรมการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อช่วยลดการปล่อยมลพิษและการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่าหากได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ก็จะสามารถช่วยลดการปล่อยมลพิษได้ประมาณ 60% เพื่อรักษาเสถียรภาพของสภาพอากาศภายในปี ค.ศ. 2050 ด้วย 5 กลุ่ม Climate Tech ที่สามารถดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี ค.ศ. 2025 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 40% ภายในปี ค.ศ. 2050 ได้แก่ พลังงานไฟฟ้า (Electrification) เกษตรกรรม (Agriculture) สร้างโครงข่ายไฟฟ้า (Power grid) การใช้ไฮโดรเจน (Hydrogen) การดักจับคาร์บอน (Carbon capture) ในเรื่องของ Climate Tech ที่ได้รับการพัฒนา ปรับเปลี่ยน นับว่าเป็นเรื่องที่น่าติดตามกันต่อ ในบทความนี้ FDI จะพามาดู 5 เทคโนโลยีที่น่าสนใจที่เป็นตัวช่วยในการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงอุปสรรคที่เกิดขึ้นหากต้องการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในการขยายธุรกิจ แต่ละเทคโนโลยีจะมีความน่าสนใจอย่างไรนั้น ไปติดตามกันได้ในบทความนี้  รวม 5 เทรนด์ที่น่าสนใจในการลดภาวะโลกร้อนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  1.การเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงานให้อยู่ในพลังงานไฟฟ้า (Electrification)  ถ้าหากจะเปลี่ยนพลังงานที่ใช้อยู่แล้วในปัจจุบันทั้งหมดให้เป็นพลังงานไฟฟ้าโดยทันทีคงไม่สามารถทำได้ แต่ต้องเริ่มจากการอาศัยการเปลี่ยนพลังงานทั้งของตัวอาคาร เครื่องจักรอุตสาหกรรม รวมถึงยานยนต์เดิมที่ใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลในการขับเคลื่อนปรับเปลี่ยนให้เป็นพลังงานไฟฟ้า หรือใช้พลังงานสะอาดเป็นทางเลือก เช่น รถยนต์ เปลี่ยนมาใช้แบตเตอรี่ EV  ระบบอาคารก่อสร้างให้ปล่อยก๊าซคาร์บอนต่ำ หรือระบบเตาเผาอุตสาหกรรมโดยเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าเป็นหลัก  การพัฒนาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าให้ดีกว่าเดิม หาแนวทางพัฒนาแบตเตอรี่ EV ให้ดีกว่าเดิม และลดต้นทุนแบตเตอรี่ให้ได้ครึ่งหนึ่งของยานยนต์ EV หรือจะต้องต่ำกว่าราคาแบตเตอรี่ในปัจจุบันที่อยู่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ โดยการปรับปรุงส่วนประกอบภายในเพื่อที่จะเพิ่มความหนาแน่นพลังงานและลดต้นทุนซึ่งเห็นได้จากบริษัทผู้ผลิตต่างเริ่มเปลี่ยนจากผลิตด้วยลิเธียมเป็นหลัก มาผลิตแอโนดที่มีซิลิกอนสูงขึ้น มีการเปลี่ยนสถานะการทำงานของแบตเตอรี่ลิเธียมจากของเหลวกลายเป็นของแข็ง […]

タイのカーボンクレジット市場 注目すべき! 世界市場と同様に増加傾向 新たな持続可能性の機会

ประเทศไทย มีการจัดทำโครงการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคสมัครใจ โดยใช้ชื่อว่า Thailand Voluntary Emission Reduction Program หรือ T-VER ซึ่งมีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) โดยเป็นหน่วยงานที่ดูแลการขึ้นทะเบียน และ การรับรองคาร์บอนเครดิต โดยเป็นกลไกคาร์บอนเครดิตในรูปแบบ Governmental Crediting Mechanism คาร์บอนเครดิตคืออะไร ราคาคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย ความสำคัญที่เราต้องรู้ คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงหรือกักเก็บได้จากการทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกเมื่อเทียบกับกรณีการดำเนินธุรกิจตามปกติ มีหน่วยเป็นตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) ซึ่งปริมาณที่จะลดลงหรือกักเก็บนั้นต้องได้รับการรับรองตามมาตรฐานต่าง ๆ และสามารถนำไปซื้อขายระหว่างผู้ต้องการชดเชยการปล่อยคาร์บอนและผู้ที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้  คาร์บอนเครดิต มาจากโครงการหลักๆ ที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHGs) และสร้างคาร์บอนเครดิตที่สามารถนำไปซื้อขายได้ โดยทั่วไปแล้ว โครงการเหล่านี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ  1. โครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Reduction Projects) การลดการปล่อยก๊าซในอุตสาหกรรมหรือกระบวนการผลิตมุ่งเน้นในการปรับปรุงกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การใช้พลังงานสะอาด, การใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซ , การกำจัดน้ำเสีย ของเสีย , หรือการปรับปรุงเครื่องจักรให้มีการปล่อยก๊าซต่าง ๆ น้อยลง การเปลี่ยนแปลงในภาคพลังงานโครงการที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทดแทน เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (solar panels) หรือการใช้พลังงานลม (wind power) เป็นต้น  2. โครงการดูดซับคาร์บอน (Carbon Sequestration Projects) โครงการปลูกต้นไม้และการฟื้นฟูป่าเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการปลูกต้นไม้ มีวัตถุประสงค์เพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ เช่น โครงการการปลูกป่า, การป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า, หรือการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ที่ไม่เคยมีป่า การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำและการจัดการดินการปรับปรุงพื้นที่ชุ่มน้ำหรือการจัดการดินเพื่อให้สามารถดูดซับคาร์บอนได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีต หรือการปรับปรุงการใช้ที่ดินในเกษตรกรรมที่สามารถช่วยดูดซับคาร์บอนมากขึ้น ทั้งสองประเภทนี้มีบทบาทสำคัญในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและช่วยให้องค์กรต่าง ๆ นั้น บรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามข้อกำหนดของข้อตกลงระหว่างประเทศได้รวดเร็วหรือเป็นไปตามเป้าหมายมากขึ้น  โดยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการดำเนินธุรกิจปกติ จะต้องได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนตามมาตรฐานต่างๆ เป็นคาร์บอนเครดิตก่อน ผู้ดำเนินโครงการลดคาร์บอน (Supply) จึงจะสามารถนำไปขายแก่ผู้ต้องการชดเชยการปล่อยคาร์บอน (Demand) ได้นั่นเอง  ราคาคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 จนถึงปัจจุบัน โดยราคาการซื้อขาย สามารถตรวจสอบและเช็คล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) คาร์บอนเครดิตเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการช่วยลดผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก  ทำไมคาร์บอนเครดิตถึงมีความสำคัญต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ? คาร์บอนเครดิตเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ใช้ในการกระตุ้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก […]

[อัพเดต 2026] ภาษีคาร์บอน คืออะไร – สำคัญอย่างไรกับธุรกิจ

ภาษีคาร์บอน ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อโลกที่ดีขึ้น  ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ 2 ในอาเซียน ที่จะมีการจัดเก็บภาษีคาร์บอน ถัดจากสิงคโปร์ ในปัจจุบันทุกท่านคงทราบดีว่า สภาวะการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น มาจากผลกระทบของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศที่มีมากขึ้น ซึ่งมีปัจจัยทั้งจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของอุตสาหกรรมต่าง ๆ หรือจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของมนุษย์ เป็นต้น ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศโลกในทุกพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง รุนแรงมากขึ้น อย่างที่ทุกท่านเห็นในปัจจุบัน ซึ่งหนึ่งในการแก้ไขเเละร่วมกันหาทางออกในการลดก๊าซเรือนกระจกก็คือ การจัดเก็บภาษีคาร์บอน เเละในบทความนี้ จะช่วยให้ทุกท่านได้เข้าใจในเรื่องของภาษีคาร์บอน การจัดเก็บภาษี ผลดีและโอกาสที่จะเกิดขึ้นต่อตัวท่านเองเเละสังคมส่วนรวมในระยะยาว ทำความรู้จัก ภาษีคาร์บอน คืออะไร? ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เป็นหลักการที่กำหนดให้ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะต้องจ่ายค่าปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง 7 ชนิด ได้แก่ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) , ไนตรัสออกไซด์(N2O) , มีเทน (CH4), ก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs), ก๊าซเปอร์ฟลูออโรคาร์บอน(PFC), ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6), ก๊าซไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3) เป็นต้น ที่เกิดจากกระบวนการผลิต การขนส่ง กิจกรรมต่างๆที่เกิดจากกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยยึดตามหลักการของ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pay Principal) โดยรัฐบาลเป็นผู้กำหนดอัตราภาษีต่อหน่วยการปล่อย (ต่อ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า) ซึ่งอาจเก็บจากการใช้ประโยชน์ เช่น การเก็บภาษีตามปริมาณคาร์บอนในน้ำมันเชื้อเพลิง (Carbon Tax) หรือ เก็บจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของแหล่งปล่อย (Emission Tax) ก็ได้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักก็เพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคลดการปล่อยก๊าซเหล่านี้ เพื่อช่วยชะลอ รวมถึงการลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ประชาชนได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง? ในระยะแรก  อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า โดยในระยะแรกจะเริ่มเก็บจากสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่เชื่อมโยงกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก่อน โดยประชาชน ซึ่งในระยะแรกการเก็บภาษีคาร์บอนนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง เนื่องจากเป็นการแปลงภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่เก็บอยู่แล้วปัจจุบันให้ไปผูกติดกับภาษีคาร์บอน ในปัจจุบันกรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 6.44 บาทต่อลิตร และเก็บภาษีจากน้ำมันเบนซินอยู่ที่ 6.50 บาทต่อลิตร อยู่แล้ว ภาษีคาร์บอนจะผูกกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งยกตัวอย่าง น้ำมันดีเซล 1 ลิตรจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 0.0026 ตันคาร์บอน ดังนั้นเมื่อคำนวณแล้ว น้ำมันดีเซลประมาณ 1 ลิตรจะเสียภาษีคาร์บอน ราว 0.46 บาทต่อลิตร ส่วนเบนซินจะเสียภาษีคาร์บอนราว 0.50 บาทต่อลิตร (อ้างอิง: สถาบันการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน,2567) มาตรการ ” […]

คู่มือ! การขึ้นทะเบียน โครงการคาร์บอนเครดิต อัพเดต 2026

ในยุคที่ปัญหาภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงขึ้น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของทุกภาคส่วนทั่วโลก หนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ “คาร์บอนเครดิต” ซึ่งเป็นหลักประกันที่แสดงถึงปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากโครงการต่างๆ การขึ้นทะเบียนโครงการคาร์บอนเครดิตจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ทำให้โครงการเหล่านั้นได้รับการยอมรับในระดับสากลและสามารถนำคาร์บอนเครดิตไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม มาตรฐานที่สำคัญในการขึ้นทะเบียนโครงการคาร์บอนเครดิต มาตรฐานสากล: CDM (Clean Development Mechanism): กลไกที่กำหนดขึ้นภายใต้พิธีสารเกียวโต เพื่อให้ประเทศพัฒนาแล้วสามารถลงทุนในโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศกำลังพัฒนา และได้รับคาร์บอนเครดิตมาชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศ VCS (Verified Carbon Standard): มาตรฐานภาคเอกชนที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคสมัครใจ Gold Standard: มาตรฐานที่ให้ความสำคัญกับผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมนอกเหนือจากการลดก๊าซเรือนกระจก มาตรฐานในประเทศไทย: T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction Program): โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย ดำเนินการโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือองค์การอบก. เหตุผลที่ต้องขึ้นทะเบียนโครงการคาร์บอนเครดิต การรับรองความน่าเชื่อถือ: การขึ้นทะเบียนโครงการคาร์บอนเครดิตเป็นการยืนยันว่าโครงการนั้นได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานสากลที่กำหนดไว้ ทำให้โครงการได้รับความน่าเชื่อถือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้บริโภค การสร้างความโปร่งใส: กระบวนการขึ้นทะเบียนจะต้องมีการตรวจสอบและรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด ทำให้สาธารณชนสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและความสำเร็จของโครงการได้ การสร้างตลาดคาร์บอนเครดิต: การมีโครงการคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจำนวนมากจะช่วยสร้างตลาดคาร์บอนเครดิตที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่เป็นธรรมและโปร่งใส การดึงดูดนักลงทุน: โครงการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตจะมีโอกาสดึงดูดนักลงทุนที่สนใจในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การสร้างแรงจูงใจในการลดก๊าซเรือนกระจก: การขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนและชุมชนต่างๆ พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การบรรลุเป้าหมายความยั่งยืน: การมีส่วนร่วมในโครงการคาร์บอนเครดิตเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนขององค์กรและประเทศชาติ การสร้างภาพลักษณ์ที่ดี: องค์กรที่เข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตจะได้รับภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของผู้บริโภคและสังคม ประโยชน์ของการขึ้นทะเบียนโครงการคาร์บอนเครดิต สำหรับองค์กร: เพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและคู่ค้า ลดต้นทุนในการดำเนินงาน สร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ๆ สำหรับประเทศ: ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ สร้างความน่าเชื่อถือในระดับสากล ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ สร้างงานและรายได้ให้กับชุมชน ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนโครงการคาร์บอนเครดิต โดยทั่วไป ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนโครงการคาร์บอนเครดิตจะประกอบด้วย การพัฒนาโครงการ: กำหนดขอบเขตของโครงการ วิธีการลดก๊าซเรือนกระจก และเป้าหมายที่ต้องการบรรลุ ตัวย่างโครงการคาร์บอนเครดิต! การประเมินโครงการ: ผู้เชี่ยวชาญจะทำการประเมินโครงการเพื่อตรวจสอบความเป็นไปได้และความสอดคล้องกับมาตรฐานที่กำหนด การขึ้นทะเบียน: ยื่นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการเพื่อขอรับการขึ้นทะเบียนจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ การตรวจสอบและติดตาม: หน่วยงานที่รับผิดชอบจะทำการตรวจสอบโครงการอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้แน่ใจว่าโครงการยังคงดำเนินการตามแผนที่กำหนดไว้ FDI Accounting and Advisory มุ่งมั่นสนับสนุนธุรกิจของคุณสู่อนาคตที่ยั่งยืนด้วยบริการที่ปรึกษาสิ่งแวดล้อมครบวงจร ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามีประสบการณ์และความรู้เชิงลึกพร้อมช่วยคุณเพื่อบรรลุเป้าหมายสู่ธุรกิจที่ยั่งยืน บริการของเรา ให้คำปรึกษา BCG (Bio-Circular-Green Economy Business Model) บริการประเมิน และ จัดทำ Carbon Footprint and Carbon Credit บริการจัดเก็บข้อมูล Green House Gas Report รายเดือน และ วิเคราะห์ข้อมูล […]

1 4 5 6