บทความบริการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

รายงานความยั่งยืน คืออะไร ? องค์ประกอบที่สำคัญของรายงานมีอะไรบ้าง

รายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) หรือ SD Report ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่องค์กรใช้เปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อสะท้อนผลกระทบในมิติทั้งทางบวกและทางลบ จากการดำเนินงานขององค์กรต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลาดหลักทรัพย์ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจเกี่ยวกับข้อมูลด้านความยั่งยืน โดยกล่าวว่า ข้อมูลด้านความยั่งยืน (Sustainability information) เป็นข้อมูลที่แสดงถึงนโยบาย ผลกระทบ และผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของธุรกิจ ภายใต้ระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือข้อมูล ESG ซึ่งจะช่วยให้ผู้ลงทุนและผู้ใช้ข้อมูลได้เห็นถึงมุมมอง การดำเนินธุรกิจในมิติที่กว้างกว่าข้อมูลทางการเงิน จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อองค์กรทั้งในด้านความสามารถในการจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส มีศักยภาพในการแข่งขัน และการสร้างผลตอบแทนในระยะยาว สำหรับการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน ที่มีความครบถ้วน ถูกต้อง มีความโปร่งใส จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดความสนใจของผู้ลงทุน รวมถึงข้อมูลด้านการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (Environmental, Social and Governance หรือ ESG)  ก็เป็นอีกข้อมูลที่สำคัญ ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ลงทุนในยุคปัจจุบัน ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าธุรกิจมีความซับซ้อนในหลายมิติมากขึ้น ซึ่งการรายงานที่ครบถ้วนและมีความโปร่งใส จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้นักลงทุน ผู้มีส่วนได้เสียเล็งเห็นถึงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจในระยะยาวได้อีกด้วย  สำหรับแนวทางการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนนั้น บริษัทควรมีการดำเนินการเผยแพร่ข้อมูลด้านความยั่งยืนผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น รายงานประจำปี รายงานความยั่งยืน หรือเว็บไซต์ ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการตัดสินใจลงทุน รวมถึงประโยชน์ในด้านอื่น ๆ  รายงานความยั่งยืน คืออะไร ?  คือ รายงานที่องค์กรใช้ในการเปิดเผย “ผลของภาพรวมของการดำเนินธุรกิจทั้งมิติด้านบวกและลบ จากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของธุรกิจ ภายใต้ระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือ ESG สิ่งแวดล้อม (Environment), สังคม (Social) และ ธรรมาภิบาล (Governance) เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ผู้ลงทุน ลูกค้า คู่ค้า พนักงาน และสังคม ได้เห็นว่าองค์กรดำเนินธุรกิจในมิติที่กว้างกว่าข้อมูลทางการเงิน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในด้านความสามารถในการจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระยะยาว  หลักการที่สำคัญในการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน  บริษัทควรเปิดเผยข้อมูลในประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนในห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ ให้กระชับ ตรงประเด็น และมีความถูกต้องเป็นจริง รวมถึงทันเหตุการณ์ โดยเปิดเผยผลการดำเนินงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง  ข้อมูลที่มีการเปิดเผยผลการดำเนินงานนั้น มีการกำหนดตัวชี้วัดเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทราบถึงผลารดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสามารถใช้ข้อมูลในการเปรียบเทียบกับธุรกิจอื่น ๆ ได้  ข้อมูลที่มีการเปิดเผยนั้นต้องมีความน่าเชื่อถือ นำเสนอทั้งในเชิงบวกและลบ เพื่อให้ผู้ใช้ข้อมูลเกิดความเชื่อมั่นและไว้วางใจได้  องค์ประกอบที่สำคัญในรายงานความยั่งยืน  ส่วนที่ 1 : […]

ตัวอย่าง ESG ของบริษัทไทยที่ขับเคลื่อนความยั่งยืนและการดำเนินธุรกิจในอนาคต

ในยุคที่โลกเผชิญความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย และผู้คนในสังคมที่สูงขึ้น องค์กรธุรกิจไม่อาจดำเนินงานเพียงเพื่อผลกำไรเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป การบริหารจัดการภายใต้กรอบดำเนินการในด้าน ESG (Environmental, Social, Governance) หรือ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่สะท้อนความรับผิดชอบและความโปร่งใสขององค์กร รวมทั้งเป็นตัวกำหนดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต ในบทความนี้ FDI ได้รวบรวม ตัวอย่าง ESG ของบริษัทชั้นนำในประเทศไทยที่ดำเนินกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนอย่างจริงจังและประสบความสำเร็จ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ทั้งนี้ยังเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ โดยการนำหลัก ESG มาใช้ในธุรกิจ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืนได้ดีมากยิ่งขึ้น ทำไมองค์กรธุรกิจต้องให้ความสำคัญด้าน ESG ESG คือกรอบแนวทางในการบริหารความยั่งยืนขององค์กร ครอบคลุมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การดูแลสังคม และธรรมาภิบาลที่ดี การเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ถูกกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของ แบบ 56-1 One Report ของสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งบังคับใช้กับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยตรง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส ครบถ้วน และสามารถประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืนได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยังสนับสนุนให้องค์กรจัดทำรายงานความยั่งยืน และกำหนดแนวทางเสริมสร้างคุณภาพการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนผ่านคู่มือ SET Sustainability Reporting Guide เพื่อยกระดับมาตรฐาน ESG ในภาคธุรกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่าง ESG ของบริษัทในไทยที่ประสบความสำเร็จด้านความยั่งยืน 1) PTT Global Chemical (PTTGC) : ผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและ Net Zero PTT Global Chemical (PTTGC) เป็นหนึ่งในองค์กรไทยที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน โดยมีแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในกระบวนการผลิต รวมถึงมีการจัดทำรายงานความยั่งยืนประจำปีอย่างเป็นระบบ ซึ่งสะท้อนผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการ ESG ได้อย่างดีเยี่ยม ในรายงานความยั่งยืนพบว่า PTTGC ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อย GHG และเพิ่มการใช้พลังงานทดแทน รวมถึงมีโครงการด้านชุมชนและสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก ส่งผลให้องค์กรได้รับการประเมินในระดับดีเยี่ยมจากหลายสถาบันด้านความยั่งยืนในระดับสากล PTTGC จึงเป็นตัวอย่าง ESG ที่ชัดเจนขององค์กรไทยที่ผสานความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินธุรกิจอย่างกลมกลืนและมีผลลัพธ์จับต้องได้   2) SCG / SCGP : ผู้นำด้าน Circular Economy และนวัตกรรมเพื่อสังคม SCG ถือเป็นบริษัทไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกด้าน ESG โดยถูกจัดอันดับเป็นหนึ่งในบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในประเทศไทย และได้รับการประเมินว่าเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเข้มแข็ง […]

Carbon Neutral Event จัดงานแบบไหนถึงเป็น Event ติดกรีน !

Carbon Neutral Event  จัดงานยุคใหม่ ทำไม ? ต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อม  อย่างที่เราทราบกันดีว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจก (GHG)  ที่เป็นสาเหตุสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลต่อโลก ต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเกิดผลกระทบ เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น ทำให้ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยให้ความสำคัญ มีเป้าหมายร่วมกันในเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero emission) ภายในปี พ.ศ. 2608  ทำความรู้จักกับ Carbon Neutral Event  Carbon Neutral Event  คือ การจัดอีเว้นต์ ไม่ว่าจะเป็นการสัมมนา ประชุม หรือกิจกรรมใดๆ โดยที่มีการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมุ่งเน้นการดำเนินการโดยวางแผนทุกขั้นตอน ใช้ทรัพยากรทุกส่วนอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพสูงสุด บริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมทั้งหมดของงาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงาน การเดินทางของผู้เข้าร่วม วัสดุอุปกรณ์ อาหาร หรือของเสียที่เกิดขึ้นในทุกส่วนของกระบวนการจัดงาน โดมีการเก็บรวบรวมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการจัดงานทั้งหมดจากนั้นจะชดเชยส่วนที่เหลือด้วยการซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการที่ได้รับการรับรอง เพื่อทำให้งานนั้นเกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ทั้งนี้เป้าหมายของ Carbon Neutral Event ไม่ใช่เพียงการจัดงานที่คำนึงถึงด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการจัดงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวทาง ESG และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) อีกด้วย ความแตกต่างระหว่างงานทั่วไป และ  Carbon Neutral Event “Carbon Neutral Event” คือแนวทางการจัดงานรูปแบบใหม่ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยแตกต่างจาก “งานอีเวนท์ทั่วไป” อย่างมีนัยสำคัญ งานทั่วไปมักมุ่งเน้นที่ความสวยงาม ความสะดวก และประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมเป็นหลัก โดยไม่ได้คำนึงถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการใช้ไฟฟ้า การเดินทาง วัสดุอุปกรณ์ หรือของเสียที่เกิดจากงาน แต่สำหรับ Carbon Neutral Event ผู้จัดจะเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนวางแผน โดย วัด (Measure) ปริมาณการปล่อยคาร์บอนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับงาน จากนั้นจึงวางแผน ลด (Reduce) การปล่อยในทุกมิติ เช่น ใช้พลังงานสะอาด ลดขยะและพลาสติกใช้ครั้งเดียว และสุดท้ายคือ ชดเชย (Offset) ส่วนที่เหลือด้วยการซื้อคาร์บอนเครดิตหรือสนับสนุนโครงการลดคาร์บอนที่ได้รับการรับรอง การจัดงานลักษณะนี้จึงไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสะท้อนถึงความรับผิดชอบขององค์กรในด้านความยั่งยืน สร้างภาพลักษณ์เชิงบวก และเป็นก้าวสำคัญของวงการอีเวนต์สู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างแท้จริง Low Carbon Event มีวัตถุประสงค์เหมือน Carbon Neutral Event หรือไม่ […]

เพิ่มมูลค่าธุรกิจให้เติบโตไปกับ FDI ในโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

FDI ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาภายในโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดทุนไทยและเพิ่มมูลค่าให้แก่บริษัทที่อยู่ในตลาด  ผ่านกิจกรรมที่ครอบคลุม 3 แผนสำคัญ ได้แก่ Business Growth Plan, Governance Plan และ Climate Action Plan โครงการ  JUMP+ คืออะไร ?   โครงการ JUMP+ คือโครงการที่มุ่งส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียน มีการจัดทำแผนกลยุทธ์ และการดำเนินการเพื่อเพิ่มมูลค่าของกิจการ รวมถึงการสื่อสารความคืบหน้ากับผู้ลงทุน โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและสนับสนุนการสร้าง Corporate Value ของบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจ ผ่านการเปิดเผยแผนการเติบโตของบริษัท มีเป้าหมายในการสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนบรรลุวัตถุประสงค์ในการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน ให้มูลค่าหุ้นสะท้อนพื้นฐานที่แท้จริง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนในระยะยาว ปัจจุบันโครงการ JUMP+ และมีกำหนดสิ้นสุดโครงการในปี 2571 โครงการ JUMP+ มุ่งดำเนินการตาม 3 วัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ แผนการเติบโตของธุรกิจ (Business Growth Plan) – การเสริมสร้างการเติบโตและเพิ่มศักยภาพ และมูลค่าอย่างยั่งยืนให้แก่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ธรรมาภิบาล (Governance Plan) – แผนยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาล การกำกับดูแลขององค์กร เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน แผนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Climate Action Plan) ส่งเสริมการดำเนินงานด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม รองรับแนวโน้มความยั่งยืนและ ESG เกี่ยวกับโครงการ Jump +  โครงการ  JUMP+ เป็นหนึ่งใน Flagship Projects ตามแผนกลยุทธ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ต้องการมุ่งส่งเสริมเพิ่มมูลค่า สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับบริษัทจดทะเบียน รวมถึงตลาดทุนไทย โดยการสนับสนุนจากกลุ่มตลาดหลักทรัพย์และเครือข่ายพันธมิตร ในการดำเนินงานตามแผนธุรกิจ การขยายโอกาสทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2569 (ขยายเวลาการรับสมัครจากเดิม 30 ธันวาคม 2568 ) [อ่านคู่มือการใช้งานสมัครเข้าร่วมโครงการ การใช้งาน SETLink]  บริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนอะไรบ้าง ?  1.การสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) เงินทุนสนับสนุนเพื่อจัดทำแผนงาน JUMP+ และการดำเนินการตามแผนงาน โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง สูงสุดไม่เกิน 5,000,000 บาท ตลอดระยะเวลาโครงการ เงินรางวัลสำหรับบริษัทที่สามารถสร้างการเติบโตของบริษัทได้ตามเงื่อนไขกำหนด สูงสุด 500,000 […]

“ESG ปัจจัยและเครื่องมือสำคัญ” ที่นักลงทุนมองหาในยุคตลาดทุนยั่งยืน

ESG (Environment, Social, Governance)   ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนมองหาในยุคตลาดทุนยั่งยืน ภูมิทัศน์การลงทุนในศตวรรษที่ 21 ได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนสถาบันและรายบุคคลในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างผลตอบแทนทางการเงินเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงผลกระทบที่บริษัทมีต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี การเติบโตของกองทุน ESG (Environmental, Social, and Governance) ทั่วโลกสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์นี้อย่างชัดเจน จากข้อมูลของ ESG Today ระบุว่ากองทุนยั่งยืนทั่วโลกมีมูลค่ารวมถึง 3.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2024 ขณะที่ในประเทศไทย Bangkok Post รายงานว่าปี 2024 เป็นปีที่มีการเติบโตอย่างมากของกองทุน ESG ในตลาดทุนไทย แนวโน้มดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการหลักการ ESG เข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจไม่ใช่เพียงความรับผิดชอบต่อสังคม แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดเงินทุนและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน คำถามสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ ทำไมนักลงทุนจึงเลือกจัดสรรเงินทุนไปยังบริษัทที่มีการดำเนินงานด้าน ESG ที่เข้มแข็งมากกว่าบริษัททั่วไป และปัจจัยใดที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจลงทุนในมิตินี้ ความหมายและความสำคัญของ ESG สำหรับนักลงทุน ESG ประกอบด้วยสามเสาหลักที่สะท้อนถึงความยั่งยืนและความรับผิดชอบขององค์กร ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) ซึ่งครอบคลุมการจัดการทรัพยากร การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านสังคม (Social) ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติต่อพนักงาน ห่วงโซ่อุปทาน สิทธิมนุษยชน และความสัมพันธ์กับชุมชน และด้านการกำกับดูแลกิจการ (Governance) ที่ครอบคลุมโครงสร้างคณะกรรมการ ความโปร่งใส การควบคุมภายใน และจริยธรรมทางธุรกิจ สำหรับนักลงทุน ESG มิใช่เพียงเครื่องมือคัดกรองทางจริยธรรม แต่เป็นกรอบการวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสที่ครอบคลุมมิติที่งบการเงินดั้งเดิมไม่สามารถสะท้อนได้ บริษัทที่มีการดำเนินงาน ESG ที่แข็งแกร่งมักมีความสามารถในการลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย เช่น การถูกฟ้องร้องเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือแรงงาน ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงจากการประกอบธุรกิจที่ไม่โปร่งใส และความเสี่ยงในการดำเนินงานจากการขาดแคลนทรัพยากรหรือการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้พัฒนาระบบ SET ESG Ratings 2024 เพื่อประเมินและจัดอันดับบริษัทจดทะเบียนตามหลักการนี้ ขณะที่สถาบันไทยพัฒน์ได้คัดเลือกบริษัท ESG100 ประจำปี 2567 ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักลงทุนสามารถอ้างอิงข้อมูลเหล่านี้ในการตัดสินใจลงทุนได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น พฤติกรรมนักลงทุนกับ ESG การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักลงทุนต่อ ESG สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนทั้งในระดับสถาบันและรายบุคคล นักลงทุนสถาบัน โดยเฉพาะกองทุนบำเหน็จบำนาญและกองทุนรวมขนาดใหญ่ ได้นำหลักการ ESG มาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการลงทุนอย่างเป็นทางการ สาเหตุหลักมาจากการที่สถาบันเหล่านี้มีภาระผูกพันระยะยาวต่อผู้รับผลประโยชน์ จึงต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือความไม่สมดุลทางสังคม ข้อมูลจาก Morningstar ในรายงาน U.S. Sustainable Funds […]

ความสำคัญ “Green Finance” เมื่อการเงินกลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) กลายเป็นประเด็นเร่งด่วน ธุรกิจและภาคการเงินทั่วโลกถูกกดดันให้ประเมิน “ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม” Environmental Risk และผนวก ESG (Environmental, Social, Governance) เข้าในกลยุทธ์การดำเนินงาน ส่งผลให้การเงินสีเขียว (Green Finance) จึงกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้ สำหรับประเทศไทยในปี 2025 แนวโน้มนี้เริ่มเห็นแรงกระเพื่อมได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งจากนโยบายภาครัฐ ความตื่นตัวของภาคเอกชน และความต้องการของนักลงทุน ESG ที่ต้องการเลือกลงทุนในโครงการที่มีผลกระทบทางบวกต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับธุรกิจที่สนใจหรือกำลังมองหาโอกาส “Green Finance” จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่กลายเป็นเส้นทางสำคัญในการยกระดับความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว นโยบายภาครัฐ และ ธนาคารแห่งประเทศไทย ในด้านโครงสร้าง “Sustainable Finance Initiatives for Thailand” เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเงินสีเขียว ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาแผน “Sustainable Finance Initiatives for Thailand” ซึ่งมุ่งสนับสนุนให้ระบบการเงินไทยเปลี่ยนผ่านสู่การปล่อยคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Transition) ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การกำหนดแนวทางให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ และส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทางการเงินสีเขียว (Green Products) นอกจากนี้ ในเดือนพฤษภาคม 2025 ไทยได้เปิดตัว Thailand Taxonomy Phase II ซึ่งขยายขอบเขตของกิจกรรมที่ถูกจัดประเภทเป็น “สีเขียว / ยั่งยืน” ให้ครอบคลุมภาคเกษตรอุตสาหกรรม ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และการจัดการของเสีย ซึ่งรวมเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันให้ 95% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศอยู่ในกรอบการประเมินตาม Taxonomy ไทย แนวทางเหล่านี้ช่วยตั้ง “กติกา” และ “เกณฑ์” ให้ตลาดการเงินสามารถจัดสรรเงินทุนไปยังโครงการที่สนับสนุนการลดคาร์บอนได้อย่างมีทิศทางและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น   เครื่องมือสำคัญอย่าง Green Bond , Sustainability –  Loan, Carbon Credit Financing ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรเงินทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม  สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน เครื่องมือทางการเงินที่มีบทบาทสำคัญด้านการระดมและจัดสรรทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม  มีการจัดสรรเงินทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น  Green Bond / Sustainability Bond: ตราสารหนี้ที่ระบุว่าส่วนเงินที่ได้จะนำไปใช้สนับสนุนโครงการสีเขียว เช่น พลังงานหมุนเวียน […]

ธุรกิจกับผู้บริโภค จะสร้างการมีส่วนร่วมลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างไร ?

ในยุคที่วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบในวงกว้างมากขึ้นทั่วโลก ทุกภาคส่วนจึงต้องเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ประเทศไทยเองก็ไม่ตกขบวนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ โดยได้ประกาศเจตจำนงอย่างชัดเจนบนเวทีโลกว่า จะมุ่งบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2608 (ค.ศ. 2065) เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงเร่งผลักดันกฎหมายและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เช่น พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) และ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เพื่อสร้างกรอบการดำเนินงานและกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนปรับตัวสู่แนวทางเศรษฐกิจสีเขียว ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็มีความตื่นตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากแรงกดดันทั้งภายในประเทศและจากมาตรการระหว่างประเทศ เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่ส่งผลให้หลายองค์กรต้องกำหนดเป้าหมาย Net Zero ของตนเอง พร้อมทั้งเร่งลงทุนในโครงการลดการปล่อยคาร์บอนในรูปแบบต่าง ๆ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ การเติบโตอย่างรวดเร็วของ ตลาดการเงินสีเขียว (Green Finance) ซึ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระดับประเทศและระดับโลก แนวทางสำหรับการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กร กลุ่มธุรกิจ คือ ผู้มีศักยภาพสูงในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในระดับกว้าง เพราะมีทรัพยากร ระบบ และโอกาสในการปรับเปลี่ยนเชิงระบบ โดยมีแนวทางที่สามารถเริ่มทำได้ดังนี้  1. การวัดก่อนลด : การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร  ก่อนจะลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์นั้น ต้องรู้ฐาน (baseline) ของการปล่อย สำหรับธุรกิจควรเริ่มด้วยการวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร โดยใช้มาตรฐานสากล เช่น GHG Protocol, ISO 14064 หรือมาตรฐานของหน่วยงานท้องถิ่น เช่น อบก. (TGO) ของไทย ซึ่งการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์จะช่วยให้ทราบถึงการปล่อย GHG ขององค์กรในแต่ละกิจกรรม นอกจากนี้ หลายองค์กรเลือกตั้งเป้าหมายที่อิงจากวิทยาศาสตร์ (science-based targets) ผ่าน SBTi (Science Based Targets initiative) เพื่อให้เป้าในการลดคาร์บอน มีความสอดคล้องกับเป้าทางวิทยาศาสตร์ของโลก 2. การจัดการซัพพลายเชน (Supply Chain Management) ในหลายธุรกิจ ปริมาณการปล่อยใน Scope 3 (ซัพพลายเชนและการใช้สินค้ารายหลังขาย) มักเป็นสัดส่วนสูงสุด โดยการจัดการซัพพลายเชน […]

Thailand Taxonomy คืออะไร ? มาตรฐานใหม่สู่สังคมคาร์บอนต่ำ

เคยสงสัยกันหรือไม่ ? ว่าการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของแต่ละธุรกิจดำเนินการกันจริงจังหรือทำเพื่อกล่าวอ้าง โดยไม่ได้มีการดำเนินการลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมตามที่อ้าง จนอดสงสัยไม่ได้ว่า องค์กรไหนเขียวจริง หรือองค์กรไหนฟอกเขียว (Greenwashing) การเกิด Taxonomy ขึ้นมานั้นจะช่วยให้เป็นเครื่องมือในการคัดกรอง รวมถึงการจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับด้านสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องมากขึ้น เพื่อให้เกิดการสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ Thailand Taxonomy คืออะไร ? ทำไมถึงสำคัญ Thailand Taxonomy คือ เป็นมาตรฐานการกำหนดนิยามและการจัดหมวดหมู่กิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการจำแนกกิจกรรมใช้เงื่อนไขทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมนั้นต้องมีความสอดคล้องกับ Thailand Taxonomy กล่าวคือต้องมีความสอดคล้องผ่านเกณฑ์ความยั่งยืนอย่างรอบด้าน โดยต้องคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วยเช่นกัน  ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางสำหรับภาคส่วนต่าง ๆ ใช้อ้างอิง โดยการนำ Thailand Taxonomy ไปใช้ยังเป็นไปตามความสมัครใจ โดยในปัจจุบันครอบคลุมกิจกรรมใน 6 ภาคเศรษฐกิจที่มีส่วนสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย ได้แก่ ภาคพลังงาน การขนส่ง การเกษตร การผลิต การก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ และการจัดการของเสีย  ในส่วนของคณะทำงาน Thailand Taxonomy นั้นจะประกอบไปด้วย ผู้แทนจากทั้งทางภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงิน โดยการจัดทำ Thailand Taxonomy ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ International Finance Corporation (IFC), Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit GmbH (GIZ) และ Asian Development Bank (ADB) รวมถึง ได้รับคำแนะนำทางเทคนิคจากที่ปรึกษาทั้งในและต่างประเทศตลอดกระบวนการพัฒนา ได้แก่ Climate Bonds Initiative (CBI), DNV, the Creagy, สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (Carbon Institute for Sustainability: CBiS) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (Thailand Development Research Institute Foundation: TDRI)  งานวิจัยกรุงศรี ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่าเกณฑ์ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ต้องมีส่วนสำคัญในการบรรลุตามวัตถุประสงค์ รวมถึงกรอบข้อกำหนดดังนี้  กิจกรรมต้องมีส่วนสำคัญในการบรรลุวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างน้อย 1 ด้าน จากทั้งหมด 6 ด้าน ได้แก่  […]

Carbon Label หรือ ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในไทยมีแบบไหนบ้าง ต่างกันอย่างไร ?

Carbon Label คืออะไร ?  มีความสำคัญอย่างไรต่อนโยบายการขับเคลื่อนสู่ Net Zero  carbon label คืออะไร ? ฉลากคาร์บอน (Carbon Label) เป็นสัญลักษณ์เพื่อแสดงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e) ที่เกิดขึ้นในตลอดวัฏจักรชีวิตของสินค้า (Life Cycle Assessment: LCA) ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการกำจัดซากหรือการรีไซเคิล ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยในประเทศไทยมีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เป็นผู้ดูแล  ซึ่งสามารถติดฉลากคาร์บอนในผลิตภัณฑ์ได้ เพื่อแสดงถึงเจตจำนงในการเป็นสินค้ารักษ์โลก มีส่วนร่วมที่สำคัญในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง  จุดเริ่มต้นที่มาของฉลากคาร์บอนมาจากไหน ที่มาของฉลากคาร์บอน จุดเริ่มต้นแรกที่มานั้น มาจากองค์กร Carbon Trust จากสหราชอาณาจักร เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดและเปิดตัว Carbon Reduction Label ครั้งแรกในปี 2006 ตามด้วยมาตรฐาน PAS 2050 ที่เป็นกรอบทางเทคนิค ซึ่งถือว่าเป็นฉลากคาร์บอนฉบับแรกของโลก ฉลากนี้เน้นบอก “ปริมาณคาร์บอนที่ฝังอยู่ในผลิตภัณฑ์” และกำหนดว่าสินค้าที่ได้รับฉลากต้องมีการลดการปล่อยคาร์บอนจริง มิฉะนั้นจะถูกเพิกถอนสิทธิ์  ในส่วนของมาตรฐาน  PAS 2050 จาก BSI หลังจากเริ่มใช้ฉลาก Carbon Track ได้ร่วมมือกับหน่วยงานคุณภาพอื่น ๆ เพื่อนิยามมาตรฐานการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์จนเกิด PAS 2050 โดย British Standards Institution (BSI) ซึ่งเป็นกรอบมาตรฐานสากลในการวัด CO₂ ของผลิตภัณฑ์ทั้งวงจรชีวิต  และได้ขยายไปยังกลุ่มประเทศต่าง ๆ ที่มีการใช้แนวคิดนี้ที่ใกล้เคียงกัน อย่าง ญี่ปุ่น เปิดตัวระบบฉลาก Carbon Footprint of Product (CFP) ในปี 2012 และต่อยอดเป็นโครงการ SuMPO Environmental Label ในปี 2022 หรือ จีน นำร่องฉลาก Carbon Footprint ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าในปี 2018 และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และในประเทศไทยเริ่มพัฒนาเกณฑ์การขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009) โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ร่วมกับ […]

ต้องรู้! เพิ่มโอกาส ด้วยการจัดอบรมพนักงานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

ในวันที่โลกเผชิญกับภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นทุกปี องค์กรที่ไม่ปรับตัว อาจจะคว้าโอกาสทางการค้าไม่ทัน ถ้าหากมาเริ่มทำในวันที่คู่แข่งแซงหน้าไปไกลแล้ว อาจจะตกขบวนรถ ที่พลาดการคว้าโอกาสในตลาดสีเขียว หรืออาจจะเสียเปรียบทางการค้าที่จะโดนเก็บภาษีต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงต้นทุนที่สูงขึ้นจากกฎระเบียบสิ่งแวดล้อม และข้อกำหนดระหว่างประเทศ เช่น ธุรกิจที่มีการส่งสินค้าไปต่าง EU จะโดนเรียกเก็บภาษีสูงขึ้นหากเป็นสินค้าใน 6 กลุ่มสินค้านำร่อง ด้วยมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ที่จะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในวันที่ 1 มกราคม 2569 นี้รวมถึงในภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลกเริ่มมีการปรับเปลี่ยน ร่างข้อตกลงความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมเช่นกัน  การจัดอบรมพนักงาน ด้าน ESG & Carbon Footprint และด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ อย่างที่เราทราบกันดีถึงนโยบายด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเอง ได้ออกมาตรการ นโยบายจากภาครัฐ ในการขอความร่วมมือให้ภาคธุรกิจมีการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมและการคำนึงถึงด้านความยั่งยืนเพิ่มมากขึ้น หรือแม้แต่คู่ค้าก็ได้มีการขอรายงานในแต่ละบริษัทในการดำเนินการส่วนนี้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนดำเนินการเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดน้อยลง การชดเชย การวางแผนเพื่อนำพลังงานสะอาดมาใช้มากขึ้น หรือการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กรและผลิตภัณฑ์เพื่อให้ทราบถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรและผลิตภัณฑ์ เพื่อนำมาซึ่งการปรับปรุง การพัฒนาในการดำเนินการต่อไป  3 เหตุผลหลัก ที่ต้องจัดอบรมพนักงานก่อนการดำเนินงานในด้านสิ่งแวดล้อม  1.สร้างความเข้าใจในการดำเนินงาน การวางแผนจัดเก็บข้อมูลร่วมกันในทีมที่ต้องเก็บข้อมูลและประสานงานกัน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  2.เพื่อสร้างความรู้พื้นฐาน การเข้าใจจากการทำ WorkShop โดยการให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ 3.สร้างความเข้าใจในภาพรวมเชื่อมโยงกับเป้าหมาย SDGs และ ESG ในเชิงปฏิบัติ รวมถึงการทำ CBAM, Carbon Credit ด้วยในลำดับต่อไป  การจะทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์หรือการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดความยั่งยืนได้นั่น แน่นอนว่าผู้บริหาร ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จนถึงพนักงานระดับปฎิบัติการต้องมีการทำความเข้าใจ และทราบถึงแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้อง มีทิศทางในการจัดเก็บข้อมูล มีเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกันในการจัดทำ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการวางแผนดำเนินการลดการปล่อยก๊าซในระยะยาวที่ช่วยลดต้นทุนองค์กร พัฒนาแนวทางปฏิบัติใหม่ และขับเคลื่อนนโยบายสิ่งแวดล้อมในเชิงกลยุทธ์ได้ ตัวอย่างเนื้อหาที่มีการจัดอบรมให้กับองค์กรต่าง ๆ เข้าใจแนวคิด “Carbon Footprint for Organization (CFO)”  การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมในองค์กร ตามขอบเขต Scope 1, 2 และ 3 การแยกScope 1, 2, 3 แบบเข้าใจง่าย และกรณีศึกษาจากภาคอุตสาหกรรมจริง วิธีจัดเก็บข้อมูลกิจกรรมภายในองค์กรและเครื่องมือและซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการคำนวณ  การจัดทำรายงานตามมาตรฐาน ISO14064-1 การเชื่อมโยงกับเป้าหมาย SDGs และ ESG ในเชิงปฏิบัติ การทำโครงการ CBAM, […]

1 2 3 4 7