บทความใบอนุญาต

ย้ายที่อยู่บริษัทต้องแจ้งหน่วยงานใด! และมีขั้นตอน เอกสารอะไรบ้างที่ต้องดำเนินการ

การย้ายที่อยู่ของกิจการ บริษัท องค์กร สามารถทำได้ แต่ต้องมีการดำเนินการในการแจ้งต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สะดวกต่อการดำเนินกิจการทั้งเรื่องของเอกสาร การยื่นภาษี การยื่นประกันสังคมของพนักงาน เป็นต้น ซึ่งการแจ้งย้ายนั้นสามารถทำได้ ถ้าคุณได้อ่านบทความนี้ ที่จะช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้นว่าต้องติดต่อหน่วยงานใดบ้าง เอกสาร ค่าธรรมเนียม ระยะเวลาดำเนินการ สามารถอ่านและทำความเข้าใจได้ในบทความนี้  ย้ายที่อยู่บริษัทต้องแจ้งหน่วยงานใดบ้าง ? สำหรับธุรกิจที่มีการย้ายที่อยู่/ที่ตั้ง ของกิจการไปที่ใหม่ ต้องแจ้งต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในเขตที่บริษัทตั้งอยู่  กรมสรรพากรพื้นที่ ในเขตที่บริษัทตั้งอยู่  สำนักงานประกันสังคม ในเขตที่บริษัทตั้งอยู่  FDI ขอแนะนำ “ทำตามขั้นตอนนี้ สำหรับการย้ายที่อยู่บริษัท” เงื่อนไขที่ต้องรู้สำหรับผู้ประกอบการ  การย้ายที่อยู่บริษัท ต้องไปแจ้งย้ายที่อยู่กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก่อนอันดับแรก ซึ่งควรจะแจ้งย้ายภายใน 14 วัน นับแต่วันที่มีการย้ายจริง และนำหนังสือรับรองที่ได้ไปดำเนินการแจ้งเปลี่ยนแปลงต่อหน่วยงานอื่น ๆ ในลำดับถัดไป  และสำหรับกิจการที่มีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องไปแจ้งที่สรรพากรพื้นที่เดิมในการย้ายออก และแจ้งย้ายเข้าต่อสรรพากรพื้นที่อยู่ใหม่ เพื่อเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีต่าง ๆ  การแจ้งประกันสังคม ให้แจ้งต่อสำนักงานประกันสังคมพื้นที่เดิมและพื้นที่ใหม่ กรณีกิจการที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถแจ้งย้ายที่อยู่ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในเขตที่บริษัทตั้งอยู่ได้ เอกสารที่ต้องใช้ในการดำเนินการ ระยะเวลา และค่าดำเนินการ สำหรับการย้ายก็จะมีทั้งย้ายในจังหวัดเดียวกันและย้ายไปจังหวัดอื่นๆจากเขตพื้นที่เดิม โดยทั้ง 2 แบบ ก็จะมีรูปแบบ เงื่อนไข รายละเอียดที่แตกต่างกัน ดังนี้  สำหรับขั้นตอนการย้ายที่อยู่บริษัท ในจังหวัดเดียวกัน  โดยการย้ายที่อยู่ในจังหวัดเดียวกัน บริษัทสามารถดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขได้เลยทันที โดยที่ไม่ต้องมีการอ้างอิงมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นหรือที่ประชุมคณะกรรมการ สามารถจัดทำยื่นคำขอจดทะเบียนและยื่นเอกสารขอจดทะเบียน หลังจากนั้นนายทะเบียนจะรับจดทะเบียนเป็นลำดับถัดมา  โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ให้ข้อมูลไว้ว่า เอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นขอจดทะเบียน มีดังนี้  ข้อมูลที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มที่ตั้งสำนักงาน ที่ตั้งแห่งใหม่ของสำนักงานแห่งใหญ่ เลขรหัสประจำบ้าน  เอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มที่ตั้งสำนักงาน คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด (แบบ บอจ.1)  แบบคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด  รายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม และ/หรือมติพิเศษ (แบบ บอจ.4)  หลักฐานการอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่หรือสำนักงานสาขาจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง (ใช้เฉพาะในการประกอบธุรกิจที่มีกฎหมายพิเศษควบคุม)  แผนที่แสดงที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสถานที่สำคัญบริเวณใกล้เคียงโดยสังเขป สำเนาบัตรประจำตัวของกรรมการที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน สำเนาหลักฐานการเป็นผู้รับรองลายมือชื่อ (ถ้ามี)  หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)  *** หมายเหตุ : การแก้ไขเพิ่มเติม สำนักงานสาขาให้ใช้เอกสารตามข้างต้น ยกเว้นข้อ 5 ***  สำหรับกิจการที่ย้ายที่อยู่บริษัทไปจังหวัดอื่น  ตามกฏหมายระบุไว้ว่าให้มีการออกหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้นโดยส่งทางไปรษณีย์ตอบรับหรือส่งมอบถึงตัวแทนผู้ถือหุ้น เฉพาะกรณีที่บริษัทมีผู้ถือหุ้นหรือมีข้อบังคับกำหนดเอาไว้ โดยให้ออกหนังสือก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 14 วันหรือตามที่กำหนดในข้อบังคับบริษัท และ ให้โฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอย่างน้อย […]

ข้อมูลที่นายจ้างควรรู้ ! หากธุรกิจต้องการจ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงาน

การจ้างแรงงานต่างด้าวมาทำงานในไทยนั้น มีบทบาทที่สำคัญในกลุ่มงานที่คนไทยไม่นิยมทำหรือขาดแคลนแรงงาน ทำให้เกิดช่องว่างที่แรงงานต่างด้าวสามารถมาทำงานในตลาดแรงงานในไทยได้  โดยการจ้างแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยไม่ใช่เพียงแค่การหาคนมาทำงานในธุรกิจที่ต้องใช้แรงงานคนเท่านั้น แต่ต้องดำเนินการตามกฎหมายแรงงานต่างด้าว การขอใบอนุญาตทำงาน และตรวจคนเข้าเมืองอย่างเคร่งครัดตามที่กฏหมายระบุไว้  หากอ่านบทความนี้คุณจะได้อะไรบ้างจากบทความนี้  ได้ทราบถึงข้อปฏิบัติหากธุรกิจคุณมีพนักงาน ลูกจ้างที่เป็นแรงงานต่างด้าว เข้าใจข้อมูลพื้นฐาน ข้อกำหนด และระเบียบปฏิบัติสำหรับแรงงานต่างด้าว ทราบถึงสิทธิพื้นฐานของแรงงานต่างด้าว เช่น สิทธิ์ประกันสังคม เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาล คลอดบุตร ทุพพลภาพ ต่างๆ  เข้าใจในการขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และดำเนินการขอวีซ่าให้ถูกต้อง วันนี้เราขอรวม เกร็ดความรู้ที่นายจ้างควรรู้ ก่อนและหลังการจ้างแรงงานต่างด้าว ไม่ว่าจะเป็นสัญชาติ เมียนมา ลาว กัมพูชา หรือเวียดนาม โดยเฉพาะผู้ที่จ้างในระบบ MOU และระบบผ่อนผัน รวมทั้งข้อควรปฏิบัติของนายจ้าง เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ถูกต้องตามกฏหมาย  นายจ้างต้องรู้ “จ้างแรงงานต่างด้าว” ต้องยื่นข้อมูลอะไรบ้าง ? 1.ต้องรู้จักเกี่ยวกับระบบการจ้างแรงงานต่างด้าวที่ถูกต้อง ระบบ MOU (ทางการ) คือ ระบบที่รัฐไทยมีข้อตกลงกับประเทศต้นทาง (เมียนมา ลาว กัมพูชา) โดยนำแรงงานเข้ามาถูกต้องทุกขั้นตอน เหมาะกับการจ้างระยะยาว มีระยะเวลาทำงาน 2 ปี และต่ออายุอีก 2 ปี รวม 4 ปี ในการทำงานในประเทศไทย  ขั้นตอนโดยสรุป ยื่นขอนำเข้าแรงงานต่อกรมการจัดหางาน ให้แรงงานเดินทางเข้าประเทศผ่านช่องทางที่กำหนด ตรวจสุขภาพ ทำประกัน และขอใบอนุญาตทำงาน อยู่ในไทยได้ 2 ปี และต่อได้อีก 2 ปี ระบบผ่อนผัน (เปิดโอกาสให้คนที่อยู่แล้วปรับสถานะ) เช่น กลุ่มที่อยู่ในไทยอยู่แล้วแต่ยังไม่มีเอกสารสมบูรณ์ รัฐอาจเปิดให้ลงทะเบียนและดำเนินการขออนุญาตภายหลังในบางช่วง   2.ต้องมีการตรวจสอบว่า “แรงงานที่จ้าง” มีเอกสารถูกต้องหรือไม่  โดยก่อนจ้างแรงงานต่างด้าวทุกครั้ง ต้องตรวจสอบเอกสารแรงงาน มีหนังสือเดินทาง (Passport) หรือเอกสารเดินทาง (TD) ได้รับวีซ่าถูกต้อง ตรงกับวัตถุประสงค์ของการเดินทางเข้ามา (เช่น วีซ่าแรงงาน Non-LA) มีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ถูกต้อง และยังไม่หมดอายุ 📌 ห้ามจ้างแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเอกสาร หรืออยู่เกินกำหนดวีซ่าเด็ดขาด เพราะถือว่าผิดกฎหมายทั้งแรงงานและนายจ้าง 3.ดำเนินการขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) นายจ้างต้องเป็นผู้ดำเนินการยื่นขอใบอนุญาตทำงานให้แรงงานภายใน 15 วันหลังเริ่มจ้าง โดยยื่นที่ […]

IBC (International Business Center) คืออะไร ? สิทธิประโยชน์และโอกาสธุรกิจสำหรับนักลงทุนต่างชาติในไทย

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักลงทุนต่างชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยศักยภาพด้านภูมิศาสตร์ ทรัพยากรมนุษย์ และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ หนึ่งในมาตรการสำคัญที่รัฐบาลไทยใช้ส่งเสริมการลงทุน คือการจัดตั้งโครงการ IBC (International Business Center) ในบทความนี้จะพาไปรู้จักกับ IBC  พร้อมทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษี เงื่อนไข และโอกาสธุรกิจสำหรับนักลงทุนต่างชาติในไทย IBC (International Business Center) คืออะไร ? IBC หรือ ศูนย์ธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center) คือ รูปแบบการส่งเสริมการลงทุนที่ภาครัฐของไทย โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมให้บริษัทข้ามชาติจัดตั้งศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และให้บริการแก่บริษัทในเครือทั้งในและต่างประเทศ เช่น บริการบริหารจัดการ การเงิน วิศวกรรม และอื่น ๆ โครงการ IBC เริ่มต้นใช้อย่างเป็นทางการในปี 2561 แทนที่โครงการเก่าอย่าง ROH (Regional Operating Headquarters) และ IHQ (International Headquarters) ที่เคยดำเนินการมาก่อนหน้านั้น จุดประสงค์หลักของ IBC (International Business Center)  เพื่อส่งเสริมให้บริษัทต่างชาติจัดตั้งสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคในประเทศไทยให้เกิดการลงทุนดำเนินธุรกิจในไทยและต่างประเทศ  ดึงดูดให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการจัดการที่ดีด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ในไทย ส่งเสริมการจ้างงานคนไทยและการพัฒนาทักษะบุคลากรไทยที่มีศักยภาพ ส่งเสริมเศรษฐกิจการลงทุนในภาพรวมให้ดีขึ้น สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้านใดบ้าง ที่บริษัทต่างชาติได้รับจาก IBC  หนึ่งในแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ IBC เป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ คือ สิทธิประโยชน์ด้านภาษี ที่สามารถลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจได้อย่างชัดเจน ดังนี้ 1. อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax) สำหรับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลพิเศษ ขึ้นอยู่กับมูลค่าค่าใช้จ่ายภายในประเทศของบริษัท ซึ่งแบ่งเป็นดังนี้  2. ยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) สำหรับเงินปันผลหรือค่าบริการที่จ่ายให้กับบริษัทในเครือต่างประเทศ 3. อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพิเศษ สำหรับผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติที่ทำงานในบริษัท IBC: 15% เป็นเวลาไม่เกิน 4 ปีสิทธิประโยชน์เหล่านี้ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยอย่างยั่งยืนและเป็นระบบ อ้างอิง: กรมสรรพากร, สำนักงาน BOI – “มาตรการสนับสนุนการจัดตั้ง IBC” (2561)   ประเภทกิจการใดบ้าง ที่สามารถจัดตั้ง IBC ได้  ธุรกิจที่จะขอรับการส่งเสริมในรูปแบบ IBC […]

เรื่องนี้ต้องรู้ ! ต่างชาติจดทะเบียนนิติบุคคล ถือหุ้น 100% ได้หรือไม่ ?

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน ด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบ ทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะ และนโยบายสนับสนุนการลงทุนจากภาครัฐ ทำให้ชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยสนใจเข้ามาลงทุนในไทย แต่ก่อนจะเริ่มธุรกิจอย่างเป็นทางการ หนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้ คือ “การจดทะเบียนนิติบุคคล” บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจประเด็นสำคัญที่ชาวต่างชาติควรรู้ก่อนเริ่มต้นจดทะเบียนนิติบุคคลในประเทศไทย ซึ่งตามกฎหมายไทยกำหนดให้ชาวต่างชาติมีข้อจำกัดในการถือหุ้นบริษัทบางประเภท บทความนี้จึงจะมาแนะนำขั้นตอนและ วิธีจดบริษัท สำหรับชาวต่างชาติ รวมไปถึงข้อควรระวังและคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ  บริการจดทะเบียนนิติบุคคล ต่างชาติต้องการถือหุ้น 100% ได้หรือไม่ ? สามารถทำได้ ในกรณีที่  ได้รับการส่งเสริมจาก BOI หรือ ลงทุนในพื้นที่หรือธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย หรือ ลงทุนในธุรกิจที่ไม่อยู่ในหมวดหมู่ที่มีข้อจำกัด โดยการลงทุนในลักษณะเหล่านี้ ต้องมีการดำเนินการขออนุญาตหรือยื่นคำร้องเพื่อขอสิทธิพิเศษจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ หรือ BOI ซึ่งจะมีข้อกำหนดทางด้านกฏหมายที่ต้องจดทะเบียนบริษัทให้ถูกต้อง โดยมีรายละเอียดที่ซับซ้อน หลายขั้นตอน แนะนำให้ศึกษาโดยละเอียดหรือปรึกษา FDI ผู้เชี่ยวชาญด้านจดจัดตั้งบริษัท เพื่อให้ได้คำตอบที่ตรงจุด รวมถึงการทำงานที่โดนใจ  จดทะเบียนนิติบุคคลของชาวต่างชาติแบ่งได้กี่กรณี  ในการจดทะเบียนบริษัทที่มีชาวต่างชาติถือหุ้น จะคล้ายกับแบบที่คนไทยจดทะเบียนบริษัท แต่จะถูกแบ่งออกเป็น 2 กรณี มีรายละเอียดคือ  1.ชาวต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 49 % บริษัทจะยังคงจัดอยู่ในสถานะเป็นบริษัทในสัญชาติไทย สามารถดำเนินกิจการได้ทุกประเภทตามที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ เพราะอัตราส่วนของการถือหุ้น 49% ของชาวต่างชาติถือว่าน้อยกว่าหุ้นคนไทย  2.ชาวต่างชาติถือหุ้นมากกว่า 50 % จะถือว่าเป็นบริษัทต่างชาติ ซึ่งต้องมีการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งมีข้อจำกัดในบางส่วน คือ ห้ามถือครองที่ดิน และ ห้ามประกอบธุรกิจบางประเภท  หรือห้ามประกอบธุรกิจนอกจากได้รับอนุญาต (ในบัญชี 2 และ 3)  ของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เข้าใจได้ง่ายนิดเดียวกับ  ” พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542  (Foreign Business Act B.E. 2542 (1999) “ หนึ่งในกฎหมายหลักที่ควบคุมการลงทุนของชาวต่างชาติ คือ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า FBA ซึ่งกำหนดประเภทของธุรกิจที่ชาวต่างชาติ ห้าม ประกอบ และธุรกิจที่สามารถทำได้ แต่ต้องขอใบอนุญาตก่อน โดยธุรกิจจะแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก บัญชี 1 : ห้ามชาวต่างชาติทำโดยเด็ดขาด (เช่น กิจการที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมไทย การทำเกษตร ฯลฯ) […]

ใบอนุญาต FBC และ FBL แตกต่างกันอย่างไร ? การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

เข้าใจ “FBC” และ “FBL” ใบอนุญาตสำคัญที่ชาวต่างชาติต้องการทำงาน ทำธุรกิจในไทยต้องรู้ ! 1.ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือ  Foreign Business License (FBL) คือ ใบอนุญาตที่อนุญาตให้บริษัทต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทยในลักษณะที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งใบนี้เป็นการอนุมัติที่ออกให้แก่บริษัทต่างชาติที่มีการยื่นขออนุญาตและได้รับการอนุมัติจากกระทรวงพาณิชย์ 2.หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือ Foreign Business Certificate (FBC) เป็นหนังสือรับรองที่ออกให้กับบริษัทต่างชาติที่ต้องการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งการขอใบอนุญาตนี้จะมีข้อจำกัดในเรื่องประเภทของธุรกิจที่สามารถทำได้ตามที่กำหนดใน พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยเฉพาะตาม บัญชี 3 ซึ่งเป็นรายการธุรกิจที่คนต่างด้าวไม่สามารถทำได้เอง หรือสามารถทำได้โดยต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาล ทั้ง FBC และ FBL นี้มีความสำคัญและต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ซึ่งต้องเข้าเงื่อนไขตามกฏหมายระบุ โดยสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาได้  ข้อแตกต่างระหว่าง FBL และ FBC !!  FBL : ใช้สำหรับธุรกิจที่ต้องการให้ชาวต่างชาติถือหุ้นมากกว่า 51 % หรือ 100% ในธุรกิจที่กฎหมายระบุไว้ FBC : ใช้สำหรับบริษัทต่างชาติที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนหรือได้รับอนุญาตพิเศษ คลิ๊ก !! ปรึกษาการยื่นขอใบอนุญาต FBL และ FBC รูปแบบธุรกิจใดบ้าง ที่ต้องยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 1.บริษัทที่มีการจดจัดตั้งใหม่ โดยมีผู้ถือหุ้นข้างมากเป็นชาวต่างชาติ 2.สาขาของบริษัทต่างชาติ (Branch Office) 3.บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมในการลงทุน (Board of Investment) เจาะลึก “ Foreign Business Certificate (FBC) ” ขั้นตอนการขอ FBC   บริษัทต้องสมัครเพื่อขอ FBC โดยมักจะต้องยื่นเอกสารและข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า บริษัทต่างชาติจะประกอบธุรกิจในไทยตามประเภทที่อนุญาต การขอ FBC มักเกี่ยวข้องกับการมีผู้ถือหุ้นไทยอย่างน้อย 51% ในกรณีที่กิจการนั้นอยู่ในหมวดหมู่ที่มีข้อจำกัดตามพระราชบัญญัติ  กรณีที่สามารถขอ FBC ได้ เช่น ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI – บริษัทต่างชาติเข้ามาดำเนินธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) – กฎหมายให้ข้อยกเว้นเรื่องสัดส่วนผู้ถือหุ้นและประเภทกิจการ ได้รับอนุญาตจากเขตนิคมอุตสาหกรรม (IEAT) – เช่น บริษัทที่ดำเนินกิจการภายในนิคมอุตสาหกรรมของการนิคมฯ ซึ่งได้รับสิทธิพิเศษตามกฎหมาย […]

ทำธุรกิจอยู่แต่เป็นบุคคลธรรมดา กับจดทะเบียนนิติบุคคล แบบไหนตอบโจทย์มากกว่า ?

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่เริ่มต้นธุรกิจด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการขายของออนไลน์ รับงานฟรีแลนซ์ เปิดร้านค้าหรือให้บริการต่าง ๆ จะนิยมดำเนินธุรกิจในรูปแบบ “บุคคลธรรมดา” มากกว่า ซึ่งมีความสะดวกและไม่ยุ่งยากในการเริ่มต้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป รายได้เริ่มมากขึ้น ธุรกิจมีการขยายตัว การวางแผนทางภาษีและความน่าเชื่อถือก็กลายเป็นประเด็นสำคัญ จึงเกิดคำถามว่า ควรจดทะเบียนนิติบุคคลดีหรือไม่ ? แล้วแบบไหนเหมาะกับธุรกิจของเรา  ในบทความนี้จะพาไปวิเคราะห์ข้อดี-ข้อเสีย พร้อมให้คำแนะนำเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ธุรกิจของตนเองในปัจจุบันเพื่อให้เกิดความราบรื่นในการดำเนินธุรกิจให้มากที่สุด  จดทะเบียนนิติบุคคลแบบไหนที่เหมาะกับธุรกิจของเรา ? ทำความเข้าใจในความแตกต่างพื้นฐานระหว่าง “บุคคลธรรมดา” กับ “นิติบุคคล”  บุคคลธรรมดา หมายถึง การที่บุคคลคนหนึ่งประกอบธุรกิจในนามตนเอง เช่น ขายของออนไลน์ เปิดร้านซ่อมมือถือ รับงานกราฟิก ฯลฯ ซึ่งสามารถจดทะเบียนพาณิชย์ในชื่อร้านได้ แต่เจ้าของยังคงเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในทุกด้านของธุรกิจ ทั้งผลกำไร หนี้สิน และภาระภาษี นิติบุคคล หมายถึง องค์กรที่มีสถานะทางกฎหมายแยกจากตัวบุคคล เช่น บริษัทจำกัด หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยต้องมีการ จดทะเบียนนิติบุคคล กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีการจัดทำบัญชีแบบเป็นระบบ และมีความรับผิดจำกัดตามเงินลงทุน เป็นต้น เปรียบเทียบข้อดี – ข้อเสียของแต่ละรูปแบบที่ควรพิจารณา  สิ่งที่คุณต้องพิจารณาก่อนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โดยใช้เกณฑ์พิจารณาโดยใช้ปัจจัยด้านบัญชีและภาษี  1.พิจารณาจากอัตราภาษีที่เสียในปัจจุบัน  ต้องเทียบอัตราที่เราเสียภาษีในนามบุคคลธรรมดาว่ายื่นเสียภาษีในอัตราเท่าใดในช่วง 5%-35% จากนั้นให้ทำการเทียบกับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดที่ 20% ถ้าอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงกว่า 20% ก็อาจเป็นอีกเหตุผลที่ต้องเริ่มมีการจดทะเบียนบริษัท  2.การเป็นนิติบุคคลแบบ SMEs  สรรพากรกำหนลักษณะเฉพาะสำหรับ SMEs ขึ้นมาเพื่อบรรเทาภาระทางภาษี และเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่นิติบุคคลที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งกำหนดเงื่อนไขเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุน มีเงื่อนไขหลัก คือ  2.1 ทุนจดทะเบียนและชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และ  2.2 มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาท  3.รายได้กิจการถึงเกณฑ์จดภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ 1.8 ล้าน แล้ว  ซึ่งเมื่อมีการจดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้ว จะพิจารณาจากรายได้ไม่ใช่กำไรของกิจการ ซึ่งไม่ว่าจะบุคคลหรือนิติบุคคลหากมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการในปีเกิน 1.8 ล้าน ต้องมีการจด VAT ซึ่งมีผลต่อภาระทางภาษีต้องทำเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็น ออกใบกำกับภาษีเมื่อขายสินค้า ทำรายงานภาษีซื้อภาษีขาย นำส่งแบบ ภ.พ.30 ให้สรรพากรในทุกเดือน  ซึ่งจากประเด็นหลัก 3 ประเด็นด้านบัญชีและภาษี จะช่วยให้คุณเข้าใจและตัดสินใจได้ว่าควรจดบริษัทหรือเป็นนิติบุคคลธรรมดาต่อไปนั่นเอง  วิเคราะห์ในมุม “ภาษี”  ปัจจัยที่หลายคนมองข้าม หนึ่งในข้อแตกต่างที่สำคัญคือ […]

การจดจัดตั้งบริษัทออนไลน์ ผ่านระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล DBD Biz Regist

การจดทะเบียนบริษัทออนไลน์ในประเทศไทย เป็นกระบวนการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ได้พัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ โดยไม่จำเป็นต้องไปยื่นเอกสารที่สำนักงานด้วยตนเองทั้งหมด จะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น ในบทความนี้จะชวนคุณไปทำความรู้จักการจดทะเบียนบริษัทแบบออนไลน์ อธิบายขั้นตอนที่จำเป็นต้องทราบ รวมถึงข้อควรรู้และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านจดจัดตั้งบริษัท เพื่อความราบรื่นในการดำเนินการ โดยรูปแบบที่นิยมที่สุดในไทยคือ “บริษัทจำกัด” เนื่องจากมีความยืดหยุ่นสูงและได้รับการยอมรับจากภาคธุรกิจทั่วไป มีความน่าเชื่อถือเหมาะกับธุรกิจที่ดำเนินการในหลากหลายประเภท การจดจัดตั้งบริษัทออนไลน์ใน DBD Biz Regist ต้องจดทะเบียนอย่างไร มีขั้นตอนอย่างไร ? สำหรับการจดทะเบียนผ่านระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัลแบบใหม่นั้น สามารถสรุปเป็น 7 ขั้นตอนหลักได้ดังนี้  ก่อนอื่นต้องเข้าไปที่เว็บไซต์ https://edbr.dbd.go.th/ 1.ต้องลงทะเบียนด้วยการสมัครสมาชิก/ยืนยันตัวตนผ่าน Digital ID หรือใช้ Application ThaiID  2.เลือกประเภทการสมัครสมาชิก สามารถเลือกรูปแบบการดำเนินการโดยผู้ประกอบการ หรือ ดำเนินการผ่านผู้แทนได้เช่นกัน จากนั้นจดทะเบียนจัดทำและยื่นคำขอ 3.นายทะเบียนจะทำการตรวจพิจารณาตามลำดับขั้นตอนและคำขอของผู้ยื่น 4.การลงรายมือชื่อในเอกสาร Consent Form โดยลงรายมือชื่อจริง (ปากกา) และการลงรายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่าน Digital ID  5.จากนั้นต้องทำการสแกน Consent Form ส่งให้นายทะเบียนตรวจสอบการลงรายมือชื่อของผู้ที่เกี่ยวข้อง 6.การชำระค่าธรรมเนียม  7.สามารถดาวน์โหลดเอกสารไฟล์หนังสือรับรองต่าง ๆ ได้  ปรึกษาจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและจัดตั้งบริษัทจำกัด ติดต่อได้เลยที่ : @fdigroup ข้อควรรู้ก่อนจดทะเบียนบริษัทออนไลน์ ชื่อบริษัทต้องไม่ซ้ำหรือคล้ายกับบริษัทที่มีอยู่แล้ว หากมีชาวต่างชาติถือหุ้นหรือเป็นกรรมการ ต้องตรวจสอบ พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เอกสารอื่น ๆ ร่วมด้วย  หลังการจดทะเบียน ควรดำเนินการจด VAT และประกันสังคม กรณีหากมีลูกจ้างเพื่อให้ดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่น อัพเดตใหม่ ! กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขยายเวลาปิดเคาน์เตอร์จดทะเบียนบริษัทแบบ Walk-in ออกไปอีก 6 เดือน จากเดิม 1 กรกฎาคม 2568 เป็น 31 ธันวาคม 2568  เพื่อให้ภาคธุรกิจมีเวลาปรับตัวเข้าสู่ระบบออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น  ข้อดีการจดทะเบียนบริษัทแบบออนไลน์ 1.เกิดความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น สามารถดำเนินการได้รวดเร็ว แต่ก็อาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาคู่มือนานสำหรับผู้ที่ไม่เคยจดทะเบียนมาก่อน และดำเนินเอกสารอาจจะมีข้อผิดพลาดต้องศึกษาให้ละเอียดเพื่อความถูกต้อง 2.ระบบมีความปลอดภัยและตรวจสอบได้ ทุกขั้นตอนผ่านระบบที่พัฒนาโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีการยืนยันตัวตน (eKYC) และใช้ลายเซ็นดิจิทัลที่รับรองตามกฎหมาย ที่สำคัญคือข้อมูลสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ป้องกันการปลอมแปลงเอกสารได้อย่างรัดกุม 3.ประหยัดเวลา ลดขั้นตอน สามารถดำเนินการได้เร็วมากขึ้น เช่น หนังสือรับรองบริษัทและเอกสารสำคัญอื่น ๆ สามารถดาวน์โหลดได้ทันทีหลังจดทะเบียนเสร็จ ข้อเสียการจดทะเบียนบริษัทแบบออนไลน์ 1.ต้องใช้ทักษะด้านเทคโนโลยี […]

รวม ‘ถาม-ตอบ ข้อสงสัย’ Non B Visa คืออะไร ? ตอบคำถามที่พบบ่อยมากที่สุด

ไขข้อสงสัย Non B Visa คืออะไร ? Non-Immigrant Visa “B” หรือโดยส่วนใหญ่จะเข้าใจและเรียกกันว่า  Non-B Visa คือ วีซ่าสำหรับต่างชาติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเข้ามาทำงานหรือทำธุรกิจในประเทศไทย โดยออกให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์ในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น  ทำงานในบริษัท หรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย ดำเนินธุรกิจส่วนตัว หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางธุรกิจ ร่วมประชุม สัมมนา หรือติดต่อการค้า ทำงานในฐานะผู้เชี่ยวชาญ, ครู, ที่ปรึกษา ฯลฯ ต้องรู้ข้อมูลสำคัญ  Non-B Visa ไม่เท่ากับใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ต้องทำการยื่นขอแยกต่างหาก หากต้องการทำงานอย่างถูกกฎหมายในไทย ต้องมีทั้ง วีซ่า Non-B และ Work Permit โดยสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง เพื่อลดเวลาในการดำเนินการให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีความถูกต้องครบถ้วน เพียงคุณปรึกษา FDI ปรึกษา FDI  ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าและขอใบอนุญาตทำงานอื่น ๆ  รวมคำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Non B Visa 1. Non-B Visa คืออะไร? ตอบ Non-Immigrant B Visa หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “วีซ่า Non-B” เป็นวีซ่าประเภทที่ออกให้แก่ชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาทำงาน ประกอบธุรกิจ หรือเข้าร่วมกิจกรรมทางธุรกิจในประเทศไทย โดยมักเป็นขั้นตอนแรกก่อนยื่นขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) 2. ใครบ้างที่สามารถขอวีซ่า Non-B ได้? ตอบ ผู้ที่สามารถขอวีซ่า Non-B ได้ ได้แก่: ชาวต่างชาติที่ได้รับการว่าจ้างโดยบริษัทในไทย นักลงทุนที่มีการลงทุนในบริษัทไทย ผู้เข้าร่วมสัมมนา/การประชุมทางธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับเชิญจากหน่วยงานหรือองค์กรในไทย 3. Non-B Visa ใช้สำหรับเข้ามาท่องเที่ยวได้หรือไม่? ตอบ ไม่ได้ แต่ละวีซ่าจะมีวัตถุประสงค์ เงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป ในส่วน Non-B มีวัตถุประสงค์เฉพาะทางธุรกิจหรือทำงานเท่านั้น หากต้องการเข้ามาเพื่อท่องเที่ยว ควรใช้ Tourist Visa หรือ Visa on Arrival แทน 4. […]

Foreign Business License หรือใบอนุญาต FBL ต้องทำอย่างไรให้ง่าย ต่างชาติถือหุ้น 100% ได้หรือไม่ ?

Foreign Business License (FBL) หรือ การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ  คืออะไร ? สำหรับ FBL ก็คือ คือใบอนุญาตที่อนุญาตให้บริษัทต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทยในลักษณะที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งใบนี้เป็นการอนุมัติที่ออกให้แก่บริษัทต่างชาติที่มีการยื่นขออนุญาตและได้รับการอนุมัติจากกระทรวงพาณิชย์  โดยจะมีข้อจำกัดบางประการ ในการประกอบธุรกิจบางประเภทที่อนุญาตให้เฉพาะคนไทยเท่านั้น และห้ามต่างชาติประกอบธุรกิจ ประเภทของธุรกิจที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติฯ  ธุรกิจบางประเภทจะสงวนให้ไว้เฉพาะคนไทย ตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการขอรับในอนุญาตของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542  บัญชีที่ 1 เป็นธุรกิจที่ห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจด้วยเหตุผลพิเศษ บัญชีที่ 2 ธุรกิจที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศหรือมีผลกระทบต่อศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณีหัตกรรมกรรมพื้นบ้านหรือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคนต่างด้าวจะ ประกอบธุรกิจได้ เมื่อได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี   บัญชีที่ 3 ธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนคนต่างด้าว คนต่างด้าวจะประกอบธุรกิจได้เมื่อได้รับอนุญาตจากอธิบดีโดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว คำจำกัดความของคนต่างด้าว ตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ห้ามคนต่างด้าวประกอบธุรกิจบางประเภท และบางประเภทจะประกอบธุรกิจได้ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาตหรือได้รับหนังสือรับรองแล้วแต่กรณี  คำจัดความของคนต่างด้าว ตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว  บุคคลที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทย นิติบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย  นิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย ที่มีทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งเป็นของบุคคลหรือนิติบุคคลตาม (1) หรือ (2) นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่มีทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งของ (1)(2) หรือ (3)   โดยสามารถอ่านรายละเอียดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เพิ่มเติมได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  ซึ่งถ้าหากเป็นต่างชาติมาทำธุรกิจ อาชีพสงวนคนไทย จะมีความผิดตามกฏหมายไทย ดังนั้นควรศึกษารายละเอียดข้อมูลหรือ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านขอใบอนุญาตในการลงทุนประกอบธุรกิจในไทยอย่าง FDI Group เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น   ต่างชาติถือหุ้น 100 % ได้หรือไม่ ต้องทำอย่างไรบ้าง ? ต่างชาติสามารถถือหุ้น 100% ได้ แต่มีข้อกำหนดทางกฏหมายที่ต้องจดทะเบียน ยื่นขอใบอนุญาตให้ถูกต้องก่อน ในกรณีที่ต่างชาติต้องการจดทะเบียนนิติบุคคลในไทย โดยถือหุ้น 100 % สามารถทำได้อย่างถูกกฏหมายโดย 1.การยื่นขอ Foreign Business License (FBL) หรือ การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ  2.การยื่นขอการส่งเสริมการลงทุน (BOI : The Board of Investment of Thailand) เพื่อขอยื่นหนังสือรับรองประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติได้ 3.ตามกฏหมายมาตรา 11 ข้อตกลงที่ไทยเป็นภาคี หรือพันธกรณี หรือนักธุรกิจต่างชาติที่อยู่ภายใต้สนธิสัญญาต่าง ๆ ก็สามารถยื่นขอหนังสือรับรองในการประกอบธุรกิจสำหรับชาวต่างชาติได้เช่นกัน  ตัวอย่างใบอนุญาต  ปรึกษาเรา ผู้เชี่ยวชาญในการจดจดจัดตั้งบริษัทสำหรับต่างชาติในไทย คลิ๊ก […]

วิธีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ใบ ภ.พ. 20 ต้องทำอย่างไร ?

 ใบ ภ.พ. 20 คืออะไร สำคัญอย่างไรสำหรับคนทำธุรกิจ   การจดทะเบียนภ.พ. 20 คือ กระบวนการที่ผู้ประกอบการธุรกิจยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับ กรมสรรพากร เพื่อให้ธุรกิจของตนได้รับการยอมรับตามกฎหมายในการจัดเก็บและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม  เหมาะสำหรับธุรกิจและกิจการที่มีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี  ใบ ภ.พ. 20 คืออะไร  ใบ ภ.พ. 20 เป็นใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นเอกสารหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าบริษัทนั้นได้จด Vat หรือเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว นั่นหมายความว่าผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องมีหน้าที่เพิ่มเติมดังนี้ ยอดขายทุกๆรายการที่เกิดขึ้นจะต้องคิด Vat 7% และนำส่งภาษีขายให้แก่กรมสรรพากร ภาษีซื้อที่เกิดจากยอดซื้อต่างๆ บริษัทต้องเก็บใบกำกับภาษีเอาไว้ เพื่อเป็นหลักฐานในการเครดิตภาษี (คือการนำภาษีซื้อมาหักออกจากภาษีขาย) จะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มโดยใช้แบบ ภพ.30 เป็นประจำทุกเดือน ตัวอย่าง บริษัท AAA จำกัด มียอดขายทั้งเดือนที่ 10,000 บาท มีภาษีขาย 7% คือ 700 บาท และบริษัทมียอดซื้อทั้งเดือนที่ 8000 บาท มีภาษีซื้อที่ 7% ที่ 560 บาท ดังนั้นยอดที่ทางบริษัทต้องนำส่ง ภพ 30 ให้แก่กรมสรรพากรคือ 700 – 560 = 140 บาท นั่นเอง แต่หากภาษีขาย น้อยกว่า ภาษีซื้อ ยอดที่ติดลบสามารถนำมาเป็นเครดิตภาษีใช้ในเดือนถัดไปได้ ข้อมูลที่มีใน ใบ ภ.พ. 20 มีรายละเอียดที่สำคัญอะไรบ้าง  คำว่า ภพ 20 ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร  ชื่อผู้ประกอบการ ชื่อสถานประกอบการ เลือกแสดงว่าเป็นสำนักงานใหญ่ หรือสาขา ที่อยู่ของบริษัท เบอร์ติดต่อของบริษัท วันที่ให้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ชื่อและตำแหน่งเจ้าหน้าที่สรรพากรของผู้ออกทะเบียนนี้ เพิ่มเติม : ตัวอย่าง ใบ ภ.พ. 30  FDI ให้บริการขอใบอนุญาตนี้เช่นเดียวกัน วิธีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม  การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในประเทศไทยเป็นกระบวนการที่ผู้ประกอบการธุรกิจต้องดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายภาษีอากร และเพื่อความสะดวกในการจัดเก็บและนำส่งภาษี หากคุณต้องการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถปรึกษา FDI เพื่อรับคำปรึกษาและช่วยดำเนินการได้ด้วยความสะดวกครบครัน พร้อมค่าบริการที่เหมาะสม […]

1 2