บทความอื่นๆ

FDIグループ:タイでの就労許可申請を専門とする企業で、包括的なワンストップサービスを提供しています。

มีพนักงานต่างชาติ หรือหุ้นส่วนธุรกิจเป็นต่างชาติ ต้องยื่นขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน แต่ทำไม่เป็น ทำอย่างไรดี ?  ไม่ต้องกังวล! เพียงคุณปรึกษาเรา เรามีคำตอบในคำถามที่คุณสงสัยอยู่  สำหรับการทำวีซ่าและใบอนุญาตทำงานในไทยไม่ยากอย่างที่คิด เพียงคุณปรึกษา FDI เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษากับทุกท่านไม่ว่าองค์กร หรือบุคคลทั่วไป เราก็พร้อมให้บริการด้วยความเชี่ยวชาญในราคาที่เหมาะสม  เราให้บริการในการเป็นตัวแทนยื่นขอวีซ่า และใบอนุญาตทำงานให้กับบริษัทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลทั่วไปหรือสำนักงานตัวแทน  ธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริม BOI , FBL ดำเนินการเปลี่ยนวีซ่าแต่ละประเภทของต่างชาติในไทย ให้คำปรึกษาการจดจัดตั้งบริษัทต่างชาติถือหุ้นข้างมาก บริการงานด้านบัญชีและภาษี รวมถึงบริการด้านอื่นๆ ครบวงจร เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญให้บริการด้วยประสบการณ์ของ FDI ที่มากกว่า 30 ปี การันตีความมั่นใจ ในความถูกต้อง ราบรื่น รวดเร็วด้วยประสบการณ์เชิงลึก ขั้นตอนง่ายๆ ที่ FDI ให้บริการ พูดคุยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวางแผนการดำเนินการ ชำระค่าดำเนินการ โดยแบ่งการชำระเป็น 2 งวดหรือชำระเต็มเพื่อดำเนินการ การนัดหมายจัดส่งเอกสารทุกรายการ เพื่อให้ทางผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบควมถูกต้อง แนะนำการเตรียมเอกสารเพิ่มเติมให้พร้อมก่อนการยื่น นัดหมายเพื่อดำเนินการยื่นวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน โดยผู้เชี่ยวชาญจะทำการนัดลูกค้าเพื่อพาไปยื่นวีซ่าให้เรียบร้อย ผ่านการพิจารณา นัดหมายรับวีซ่า และดำเนินการดูแลต่อจนเสร็จสิ้นกระบวนการ ลูกค้าสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำปรึกษาได้หลังจากเสร็จสิ้น กรณีต้องการสอบถามเพิ่มเติม  ข้อดีของการใช้ตัวแทนในการยื่น Visa & Work Permit  การยื่นขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน (Visa & Work Permit) ในประเทศไทย เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและมีกฎหมาย ระเบียบ และเอกสารที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด การใช้ตัวแทนหรือที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นทางเลือกที่ช่วยให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและลดความเสี่ยง ลดขั้นตอนให้เป็นไปอย่างรวดเร็วด้วยความถูกต้องได้เป็นอย่างดี ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น  1. ลดความผิดพลาดด้านเอกสารและขั้นตอน ตัวแทนมีความเชี่ยวชาญในข้อกำหนดของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมการจัดหางาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงสามารถจัดเตรียมเอกสารได้ครบถ้วน ถูกต้อง ลดโอกาสเอกสารถูกตีกลับหรือถูกปฏิเสธคำขอ 2. ประหยัดเวลาและลดภาระของนายจ้างและชาวต่างชาติ การยื่น Visa & Work Permit ต้องใช้เวลาในการติดต่อหลายหน่วยงาน ตัวแทนจะช่วยดูแลขั้นตอนทั้งหมด ทำให้นายจ้างและชาวต่างชาติสามารถโฟกัสกับการทำงานและการดำเนินธุรกิจได้อย่างเต็มที่ 3. เข้าใจกฎหมายและเงื่อนไขที่ซับซ้อน กฎหมายแรงงานและคนเข้าเมืองของไทยมีรายละเอียด รวมถึงข้อกฏหมายที่ระบุไว้ ตัวแทนที่มีประสบการณ์จะให้คำแนะนำที่ถูกต้องได้ครบถ้วนมากขึ้น เช่น สัดส่วนทุนจดทะเบียน จำนวนพนักงานไทยที่ต้องมีต่อ หรือเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละประเภทวีซ่า 4. วางแผนการขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงานได้อย่างเหมาะสม ตัวแทนสามารถช่วยวางแผนล่วงหน้า เช่น การต่ออายุวีซ่า การขอเปลี่ยนประเภทวีซ่า หรือการยื่น Work […]

2569年に注目すべき「注目の新星」――ビジネストレンドトップ6を大公開

นับถอยหลังสู่ปี 2569 ซึ่งอีกไม่กี่วันก็จะสิ้นสุดปีนี้แล้ว มาดูกันว่ากลุ่มธุรกิจไหนบ้างที่น่าจับตาในการเติบโต เป็นอุตสาหกรรมขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ ๆ และกระแสสังคมด้านสุขภาพ ความยั่งยืน และไลฟ์สไตล์แบบเฉพาะกลุ่ม มาดูกันว่าใน 6 กลุ่มธุรกิจดาวเด่น ที่คาดว่าจะเติบโตสูง และเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยจะมีธุรกิจไหนบ้าง ไปดูกันเลย  1.Health & Wellness  ธุรกิจดูแลสุขภาพและผู้สูงอายุเติบโตต่อเนื่อง ผู้คนให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพกันมากขึ้นอย่างจริงจัง จะเห็นได้จากความใส่ใจในการดูแลร่างกายกันมากขึ้น และประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ (Aged Society) ทำให้ธุรกิจด้านสุขภาพยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตสูงสุดในปี 2569 โดยเฉพาะบริการที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุและการดูแลสุขภาพเชิงรุก โอกาสทางธุรกิจหลัก ได้แก่ บริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (Home Care Service) เช่น ผู้ดูแลรายวัน พยาบาลเยี่ยมบ้าน กายภาพบำบัดที่บ้าน ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ (Senior Day Care / Nursing Home) เน้นบริการครบวงจร พักฟื้น ฟื้นฟูสุขภาพ และติดตามอาการผ่านระบบดิจิทัล อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้สูงวัย เช่น ไม้เท้าอัจฉริยะ, อุปกรณ์เตือนล้ม, เครื่องมือแพทย์ใช้ในบ้าน, Smart Monitoring กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพแบบบูรณาการ เช่น โยคะ สมาธิ โภชนาการเชิงสุขภาพ เวลเนสรีทรีต คลินิกเฉพาะทาง เช่น คลินิกโรคอ้วน คลินิกชะลอวัย คลินิกกายภาพเฉพาะทาง การวิเคราะห์สุขภาพด้วย AI ปัจจัยผลักดันตลาด: สังคมสูงวัยแบบเต็มรูปแบบ ความต้องการฟื้นฟูสุขภาพหลังโควิด การเติบโตของเทคโนโลยีเฮลท์เทค (HealthTech)       2.Pet Care & Pet Humanization  เมื่อสัตว์เลี้ยงคือ “สมาชิกครอบครัว” จากความรักสู่ความผูกพันธุ์ระหว่างคนและสัตว์เลี้ยง Pet Humanization ทำให้ตลาดสัตว์เลี้ยงขยายตัวต่อเนื่อง โดยเจ้าของพร้อมใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงที่ดีตามไปด้วย โอกาสธุรกิจที่น่าสนใจ: อาหารสัตว์เลี้ยงแบบ Organic / Functional / Premium โรงแรมสัตว์เลี้ยง, เดย์แคร์, โรงเรียนสุนัข บริการ Grooming & Spa ระดับพรีเมียม คลินิกสัตว์, โรงพยาบาลสัตว์มาตรฐานสูง ประกันสุขภาพสัตว์เลี้ยง (Pet Insurance) สินค้าแฟชั่น […]

タイにおける外国人の観光ビザとは何ですか?

วีซ่าท่องเที่ยวคืออะไร ? สำหรับวีซ่าท่องเที่ยว (Tourist Visa – TR) คือ วีซ่าประเภทชั่วคราวที่ออกให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการท่องเที่ยว เยี่ยมเยียน หรือพักผ่อน โดย ห้ามประกอบธุรกิจหรือทำงานในประเทศไทย โดยผู้ที่ต้องการยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยว ควรวางแผนล่วงหน้า รวมถึงทำวามเข้าใจกับขั้นตอน เอกสาร ข้อกำหนดเพิ่มเติม เพื่อให้การท่องเที่ยวในประเทศไทยนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น  ประเภทของวีซ่าท่องเที่ยว และระยะเวลาที่อนุญาตให้อยู่ในไทย  Single Entry Tourist Visa (TR-S) เป็นวีซ่าประเภทเข้าประเทศไทยได้ครั้งเดียว อยู่ได้สูงสุด 60 วัน และสามารถยื่นขอต่ออายุได้อีก 30 วัน (รวมเป็น 90 วัน) Multiple Entry Tourist Visa (TR-M) สามารถใช้เข้า–ออกประเทศไทยได้หลายครั้ง ภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ละครั้งอยู่ได้สูงสุด 60 วัน คุณสมบัติหลักของวีซ่าท่องเที่ยว  เป็นชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวในประเทศไทย มีหลักฐานการเงิน เช่น สมุดบัญชี หรือ Bank Statement มีหลักฐานการจองที่พัก/โรงแรม หรือจดหมายเชิญ (ถ้ามี) มีตั๋วเครื่องบินขาออกจากประเทศไทย   ข้อกำหนดและเงื่อนไขที่สำคัญของวีซ่าท่องเที่ยวสำหรับชาวต่างชาติ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศไทยด้วยวีซ่าประเภทนี้ ต้องเข้าใจในเงื่อนไขของวีซ่าและข้อกำหนดทางด้านกฏหมาย เพื่อให้การเดินทาง การยื่นเอกสารเป็นไปอย่างราบรื่นมากที่สุด  1.ต้องเข้าใจในวัตถุประสงค์ของวีซ่าประเภทนี้ว่าออกให้เพื่อการท่องเที่ยว เยี่ยมเยียน พักผ่อนเท่านั้น ห้ามประกอบธุรกิจหรือทำงานในประเทศไทย 2.ต้องทำตามเงื่อนไขตามที่กฏหมายระบุ เช่น สามารถอยู่ในราชอาณาจักรไทยได้ไม่เกิน 60 วันต่อครั้ง กรณีมีอายุวีซ่า 3 เดือน (Single Entries) ต้องมีจำนวนเงินติดตัวอยู่ที่ 20,000 บาท/คน  เอกสารที่ต้องใช้ในการประกอบการพิจารณา โดยกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศได้ให้ข้อมูลไว้ว่า  หนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง อายุใช้งานไม่น้อยกว่า 6 เดือน แบบฟอร์มวีซ่าที่กรอกข้อความสมบูรณ์ รูปถ่ายขนาด 2 ½ นิ้ว จำนวน 2 รูป (ถ่ายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน /ไม่สวมหมวก และแว่นตาดำ) หลักฐานที่แสดงว่าจะเดินทางออกจากประเทศไทยหลังจากสิ้นสุดการท่องเที่ยว เช่น บัตรโดยสารเครื่องบินไป-กลับ หรือที่จะเดินทางไปยังประเทศที่สาม เอกสารจากบริษัทท่องเที่ยว (กรณีที่เดินทางมากับบริษัททัวร์) ทั้งนี้ อาจขอให้แสดงเอกสารเพิ่มเติมหรือสัมภาษณ์ผู้ขอรับการตรวจลงตราด้วย […]

ทำความเข้าใจกฎหมายภาษี ป้ายหน้าร้าน ป้ายโฆษณา ต้องเสียภาษีอย่างไร ?

ภาษีป้ายคืออะไร ทำความเข้าใจกฎหมายภาษี ภาษีป้าย คือ ภาษีท้องถิ่น ที่จัดเก็บจากป้ายที่มีการแสดงชื่อ ข้อความ เครื่องหมาย หรือรูปภาพ เครื่องหมาย เพื่อการโฆษณาหรือแสดงชื่อสถานประกอบการ เช่น ป้ายร้านค้า ป้ายบริษัท ป้ายโรงงาน หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏโดยวิธีใด ๆ ก็ตาม หากมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมหรือบ่งบอกถึงกิจการ จะเข้าข่ายต้องเสียภาษีป้าย ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 หมวด 1 บททั่วไป มาตรา 6 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2534) และอยู่ภายใต้การดูแลของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล อบต. หรือสำนักงานเขตในกรุงเทพ ฯ ใครบ้างที่ต้องเสียภาษีป้าย ?  เจ้าของป้ายเป็นผู้ทำหน้าที่เสียภาษีป้าย แต่หากในกรณีที่ไม่มีผู้ยื่นแบบภาษีป้าย หรือไม่สามารถหาตัวเจ้าของป้ายได้ ให้ถือว่าผู้ที่ครอบครองป้ายนั้นเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย และถ้าหากหาตัวผู้ครอบครองป้ายไม่ได้ ให้ถือว่าผู้ที่ครอบครองอาหารหรือที่ดินที่ป้ายติดตั้งหรือแสดงอยู่เป็นผู้ที่ต้องเสียภาษีป้ายตามลำดับ ใครหรือหน่วยงานไหนทำหน้าที่ในการจัดเก็บภาษี สำหรับผู้ที่ต้องทำการเก็บภาษีป้ายก็คือ หน่วยราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะต้องทำหน้าที่ในการเก็บภาษีป้าย โดยเขตราชการส่วนท้องถิ่น ได้แก่ 1.เขตเทศบาล 2.เขตสุขาภิบาล 3.เขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด 4.เขตกรุงเทพมหานคร 5.เขตเมืองพัทยา 6.เขตองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้เป็นราชการส่วนท้องถิ่น อัตราในการเก็บภาษีป้าย การคำนวณภาษีป้าย คิดอย่างไร ? สูตรการคำนวณภาษีป้ายเบื้องต้น คือ ค่าภาษีป้าย = หน่วยของป้ายที่ต้องเสียภาษี x อัตราภาษีป้าย การคำนวณพื้นที่ป้าย  1.ป้ายที่มีขอบเขตกำหนดได้  คือ ป้ายที่มีขอบเขตชัดเจน ให้คำนวณพื้นที่ของป้ายเป็น ตร.ซม. โดยนำส่วนที่กว้างที่สุด (หน่วยเป็น ซม.) คูณ กับส่วนที่ยาวที่สุด (หน่วยเป็น ซม.) ในการคำนวณพื้นที่ของป้าย 2.ป้ายที่ไม่มีขอบเขตกำหนดได้  คือ ป้ายที่ไม่มีขอบเขตชัดเจน แสดงข้อความ ชื่อ ยี่ห้อ อาจจะเขียนแสดงไว้กำแพง ผนังอาคาร ฯ ให้คำนวณพื้นที่ของป้ายเป็น ตร.ซม. จะวัดจากตัวอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายใดๆ จากริมสุดในการกำหนดเป็นขอบเขตสำหรับกำหนดความกว้างที่สุดและยาวที่สุด (หน่วยเป็น ซม.)  ในการคำนวณพื้นที่ของป้าย ป้ายแบบใดที่ไม่ต้องเสียภาษี ป้ายที่แสดงไว้ ณ โรงมหรสพและบริเวณของโรงมหรสพนั้น เพื่อโฆษณมหรสพ ป้ายที่แสดงไว้ที่สินค้าหรือที่สิ่งหุ้มห่อหรือบรรจุสินค้า […]

IBC (International Business Center) คืออะไร ? สิทธิประโยชน์และโอกาสธุรกิจสำหรับนักลงทุนต่างชาติในไทย

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักลงทุนต่างชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยศักยภาพด้านภูมิศาสตร์ ทรัพยากรมนุษย์ และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ หนึ่งในมาตรการสำคัญที่รัฐบาลไทยใช้ส่งเสริมการลงทุน คือการจัดตั้งโครงการ IBC (International Business Center) ในบทความนี้จะพาไปรู้จักกับ IBC  พร้อมทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษี เงื่อนไข และโอกาสธุรกิจสำหรับนักลงทุนต่างชาติในไทย IBC (International Business Center) คืออะไร ? IBC หรือ ศูนย์ธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center) คือ รูปแบบการส่งเสริมการลงทุนที่ภาครัฐของไทย โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมให้บริษัทข้ามชาติจัดตั้งศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และให้บริการแก่บริษัทในเครือทั้งในและต่างประเทศ เช่น บริการบริหารจัดการ การเงิน วิศวกรรม และอื่น ๆ โครงการ IBC เริ่มต้นใช้อย่างเป็นทางการในปี 2561 แทนที่โครงการเก่าอย่าง ROH (Regional Operating Headquarters) และ IHQ (International Headquarters) ที่เคยดำเนินการมาก่อนหน้านั้น จุดประสงค์หลักของ IBC (International Business Center)  เพื่อส่งเสริมให้บริษัทต่างชาติจัดตั้งสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคในประเทศไทยให้เกิดการลงทุนดำเนินธุรกิจในไทยและต่างประเทศ  ดึงดูดให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการจัดการที่ดีด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ในไทย ส่งเสริมการจ้างงานคนไทยและการพัฒนาทักษะบุคลากรไทยที่มีศักยภาพ ส่งเสริมเศรษฐกิจการลงทุนในภาพรวมให้ดีขึ้น สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้านใดบ้าง ที่บริษัทต่างชาติได้รับจาก IBC  หนึ่งในแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ IBC เป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ คือ สิทธิประโยชน์ด้านภาษี ที่สามารถลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจได้อย่างชัดเจน ดังนี้ 1. อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax) สำหรับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลพิเศษ ขึ้นอยู่กับมูลค่าค่าใช้จ่ายภายในประเทศของบริษัท ซึ่งแบ่งเป็นดังนี้  2. ยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) สำหรับเงินปันผลหรือค่าบริการที่จ่ายให้กับบริษัทในเครือต่างประเทศ 3. อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพิเศษ สำหรับผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติที่ทำงานในบริษัท IBC: 15% เป็นเวลาไม่เกิน 4 ปีสิทธิประโยชน์เหล่านี้ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยอย่างยั่งยืนและเป็นระบบ อ้างอิง: กรมสรรพากร, สำนักงาน BOI – “มาตรการสนับสนุนการจัดตั้ง IBC” (2561)   ประเภทกิจการใดบ้าง ที่สามารถจัดตั้ง IBC ได้  ธุรกิจที่จะขอรับการส่งเสริมในรูปแบบ IBC […]

ทำธุรกิจอยู่แต่เป็นบุคคลธรรมดา กับจดทะเบียนนิติบุคคล แบบไหนตอบโจทย์มากกว่า ?

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่เริ่มต้นธุรกิจด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการขายของออนไลน์ รับงานฟรีแลนซ์ เปิดร้านค้าหรือให้บริการต่าง ๆ จะนิยมดำเนินธุรกิจในรูปแบบ “บุคคลธรรมดา” มากกว่า ซึ่งมีความสะดวกและไม่ยุ่งยากในการเริ่มต้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป รายได้เริ่มมากขึ้น ธุรกิจมีการขยายตัว การวางแผนทางภาษีและความน่าเชื่อถือก็กลายเป็นประเด็นสำคัญ จึงเกิดคำถามว่า ควรจดทะเบียนนิติบุคคลดีหรือไม่ ? แล้วแบบไหนเหมาะกับธุรกิจของเรา ในบทความนี้จะพาไปวิเคราะห์ข้อดี-ข้อเสีย พร้อมให้คำแนะนำเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ธุรกิจของตนเองในปัจจุบันเพื่อให้เกิดความราบรื่นในการดำเนินธุรกิจให้มากที่สุด จดทะเบียนนิติบุคคลแบบไหนที่เหมาะกับธุรกิจของเรา ? ทำความเข้าใจในความแตกต่างพื้นฐานระหว่าง “บุคคลธรรมดา” กับ “นิติบุคคล”  บุคคลธรรมดา หมายถึง การที่บุคคลคนหนึ่งประกอบธุรกิจในนามตนเอง เช่น ขายของออนไลน์ เปิดร้านซ่อมมือถือ รับงานกราฟิก ฯลฯ ซึ่งสามารถจดทะเบียนพาณิชย์ในชื่อร้านได้ แต่เจ้าของยังคงเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในทุกด้านของธุรกิจ ทั้งผลกำไร หนี้สิน และภาระภาษี นิติบุคคล หมายถึง องค์กรที่มีสถานะทางกฎหมายแยกจากตัวบุคคล เช่น บริษัทจำกัด หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยต้องมีการ จดทะเบียนนิติบุคคล กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีการจัดทำบัญชีแบบเป็นระบบ และมีความรับผิดจำกัดตามเงินลงทุน เป็นต้น เปรียบเทียบข้อดี – ข้อเสียของแต่ละรูปแบบที่ควรพิจารณา  สิ่งที่คุณต้องพิจารณาก่อนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โดยใช้เกณฑ์พิจารณาโดยใช้ปัจจัยด้านบัญชีและภาษี  1.พิจารณาจากอัตราภาษีที่เสียในปัจจุบัน  ต้องเทียบอัตราที่เราเสียภาษีในนามบุคคลธรรมดาว่ายื่นเสียภาษีในอัตราเท่าใดในช่วง 5%-35% จากนั้นให้ทำการเทียบกับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดที่ 20% ถ้าอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงกว่า 20% ก็อาจเป็นอีกเหตุผลที่ต้องเริ่มมีการจดทะเบียนบริษัท 2.การเป็นนิติบุคคลแบบ SMEs  สรรพากรกำหนลักษณะเฉพาะสำหรับ SMEs ขึ้นมาเพื่อบรรเทาภาระทางภาษี และเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่นิติบุคคลที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งกำหนดเงื่อนไขเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุน มีเงื่อนไขหลัก คือ 2.1 ทุนจดทะเบียนและชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และ 2.2 มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาท 3.รายได้กิจการถึงเกณฑ์จดภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ 1.8 ล้าน แล้ว  ซึ่งเมื่อมีการจดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้ว จะพิจารณาจากรายได้ไม่ใช่กำไรของกิจการ ซึ่งไม่ว่าจะบุคคลหรือนิติบุคคลหากมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการในปีเกิน 1.8 ล้าน ต้องมีการจด VAT ซึ่งมีผลต่อภาระทางภาษีต้องทำเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็น ออกใบกำกับภาษีเมื่อขายสินค้า ทำรายงานภาษีซื้อภาษีขาย นำส่งแบบ ภ.พ.30 ให้สรรพากรในทุกเดือน ซึ่งจากประเด็นหลัก 3 ประเด็นด้านบัญชีและภาษี จะช่วยให้คุณเข้าใจและตัดสินใจได้ว่าควรจดบริษัทหรือเป็นนิติบุคคลธรรมดาต่อไปนั่นเอง วิเคราะห์ในมุม “ภาษี”  ปัจจัยที่หลายคนมองข้าม หนึ่งในข้อแตกต่างที่สำคัญคือ […]

นายจ้างหรือสถานประกอบการต้องรู้ E-Workpermit ระบบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวทางอิเล็กทรอนิกส์

E – Work Permit คืออะไร นายจ้าง/สถานประกอบการต้องรู้ E-Workpermit ในประเทศไทยคือระบบการขอใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งพัฒนาโดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับแรงงานต่างด้าวและนายจ้าง ลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกในการยื่นคำร้องและติดตามสถานะใบอนุญาตทำงาน ระบบนี้ช่วยให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบ E-Workpermit นี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดขั้นตอนที่ซับซ้อนในการขอใบอนุญาตทำงานสำหรับแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย รวมคู่มือการยื่นคำขอใบอนุญาตทำงาน การต่ออายุใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวตามมติ คณะรัฐมนตรี ประกาศ วันที่ 5 กรกฎาคม 2565 คู่มือการยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว (บต.50 อ.5) ในไฟล์นี้รวบรวมขั้นตอนการใช้งานระบบทุกขั้นตอน บต.50 อ.5 วิธีการยื่นคำขอ จนถึงขั้นตอนการจัดการชำระเงิน และ แนะนำวิธีการนำภาพถ่ายแปลงเป็นไฟล์ pdf สำหรับนายจ้าง / สถานประกอบการ ฉบับปรับปรุง 18/12/66 สำหรับบริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ ฉบับปรับปรุง 18/12/66 สามารถเข้าใช้งานได้ที่ : คู่มือการยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว (บต.50 อ.5) คู่มือการยื่นคำขอ บต.50 (มติ 3 ต.ค. 66) ในไฟล์นี้รวบรวมขั้นตอนการใช้งานระบบทุกขั้นตอนการยื่นคำขอ บต.50 วิธีการยื่นคำขอ จนถึงขั้นตอนการจัดการชำระเงิน และ แนะนำวิธีการนำภาพถ่ายแปลงเป็นไฟล์ pdf สำหรับนายจ้าง / สถานประกอบการ ฉบับปรับปรุง 21/11/66 สำหรับบริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ ฉบับปรับปรุง 21/11/66 ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน  ข้อมูลด้านอื่น ๆ ที่นายจ้าง/แรงงาน และสถานประกอบการจำเป็นต้องรู้  การทำ MOU ของแรงงานต่างด้าว คืออะไร  การทำ MOU หรือ Memorandum of Understanding เป็นเงื่อนไขสัญญาระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ภายใต้บันทึกข้อตกลง MOU ระหว่างรัฐบาลประเทศไทยกับประเทศต้นทาง ลาว พม่า กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งในมติการลงนาม MOU ระหว่างประเทศไทยและทั้ง 4 ประเทศ จะเกิดขึ้นแตกต่างกันตามเงื่อนไข ดังนี้ ประเทศลาว ลงนาม MOU ด้านการจ้างแรงงาน เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม […]

รายได้เท่าไหร่ถึงเสียภาษี ปรึกษาภาษี พึ่งเริ่มทำงานต้องรู้ ฉบับเข้าใจง่าย 2026

รวมข้อมูลที่ต้องรู้เกี่ยวกับภาษี ปรึกษาภาษีกับ FDI ฟรี! รายละเอียดข้อมูลที่ FDI พาไปทำความเข้าใจในบทความนี้ เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะมีความน่าสนใจอย่างไรนั้นไปติตตามกันได้ในบทความนี้ ภาษีคืออะไร  ภาษีคือ การเก็บเงินจากประชาชนหรือองค์กรโดยภาครัฐเป็นผู้จัดเก็บ ซึ่งภาษีเป็นรายได้ที่สำคัญของภาครัฐแทบทุกประเทศ เพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศและให้บริการสาธารณะ เช่น การศึกษา สาธารณสุข การคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ในสังคมในประเทศไทย ซึ่งการจ่ายภาษีอากรเป็นหน้าที่ของบุคคลที่ต้องจ่ายหรือชำระให้แก่รัฐ เพื่อที่จะเป็นรายได้ให้รัฐได้นำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ สร้างสรรค์โอกาสให้แก่ผู้ด้อยโอกาสและบุคคลอื่นๆ ในสังคม การตั้งใจไม่ชำระภาษี หลบเลี่ยงการชำระ ตามกฏหมายรัฐธรรมนูญมีโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา ภาษีแบ่งเป็นกี่ประเภท มีอะไรบ้าง สำหรับการจัดเก็บภาษีนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม ภาษีทางตรง (Direct Tax) คือภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้หรือทรัพย์สินของบุคคลหรือองค์กร โดยที่ผู้เสียภาษีจะต้องชำระภาษีตามจำนวนรายได้หรือมูลค่าทรัพย์สินที่แท้จริง ภาษีทางตรงจะมีลักษณะการเก็บที่ชัดเจน มีความแน่นอน และสามารถคำนวณได้ง่ายจากข้อมูลทางการเงินที่มีอยู่ ตัวอย่างของภาษีทางตรง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: เก็บจากรายได้ของบุคคล เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าลิขสิทธิ์ และรายได้อื่น ๆ ภาษีเงินได้นิติบุคคล: เก็บจากรายได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน ภาษีมรดก: เรียกเก็บจากทรัพย์สินที่ตกทอดจากผู้เสียชีวิต ภาษีทรัพย์สิน: เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเรียกเก็บจากเจ้าของทรัพย์สิน ภาษีทางอ้อม (Indirect Tax) คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากการบริโภคสินค้าและบริการ โดยไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับรายได้ของผู้เสียภาษี ผู้บริโภคจะต้องชำระภาษีนี้ เมื่อซื้อสินค้าหรือใช้บริการ และผู้ประกอบการจะเป็นผู้รับผิดชอบในการส่งภาษีไปยังรัฐบาล ซึ่งภาษีทางอ้อมนี้สามารถจัดเก็บได้ง่าย รวดเร็ว เนื่องจากอยู่ในกระบวนการซื้อขาย ถูกรวมไว้ในราคาสินค้าและบริการอยู่แล้ว ตัวอย่างของภาษีทางอ้อม ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): เรียกเก็บจากการขายสินค้าและบริการ โดยทั่วไปอยู่ที่ 7% ภาษีสรรพสามิต: เก็บจากสินค้าบางประเภท เช่น เหล้า บุหรี่ น้ำมัน ภาษีการค้า: เช่น ภาษีที่เรียกเก็บจากการนำเข้าสินค้าหรือการส่งออก เงินเดือนเท่าไหร่ ต้องจ่ายภาษีอย่างไรบ้าง ? เงินเดือนเท่าไหร่ ต้องเสียภาษีอย่างไร? โดยกรมสรรพากรได้ให้ข้อมูลไว้ว่า ตามระเบียบของสรรพากรได้ระบุว่า ผู้ที่มีรายได้ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร ได้แก่ เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินปันผลจากการดำเนินกิจการ เงินค่าเช่าบ้าน รวมถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ […]

5 เทคนิค การทำบัญชีนิติบุคคลให้มีประสิทธิภาพ จดทะเบียนบริษัทใหม่ทำบัญชีเองดีไหม?

การทำบัญชีนิติบุคคล สำหรับบริษัทที่พึ่งเริ่มต้นธุรกิจ  เมื่อจดทะเบียนบริษัทในรูปแบบของนิติบุคคลแล้ว การทำบัญชีบริษัท จะมีความยากและซับซ้อนในด้านเอกสาร การดำเนินงานมากขึ้น เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลต้องมีผู้จัดทำบัญชีตามหลักการบัญชี เพื่อส่งข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร ฯลฯ  สิ่งที่ต้องดำเนินการหลังจากกิจการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล  1.ดำเนินการแยกบัญชี  โดยเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท โดยแยกออกจากบัญชีส่วนบุคคลให้ชัดเจน  2.จดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)  สำหรับกิจการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท หรือจดภาษีมูลค่าเพิ่มหลังจากจดบริษัทนิติบุคคลได้เลยเช่นกัน  3.ขึ้นทะเบียนลูกจ้างในระบบประกันสังคม  ถ้าหากมีพนักงานตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป โดยมีการจ่ายค่าจ้างเป็นเงินเดือน กิจการต้องไปขึ้นทะเบียนลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันเริ่มจ้างงาน ที่สำนักงานประกันสังคม และนำส่ง ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก ในกรณีที่กิจการมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้สำหรับเงินเดือนของพนักงานที่ถึงเกณฑ์กำหนด  4.เอกสารค่าใช้จ่ายของกิจการหรือบริษัท  การซื้อของหรือเอกสารค่าใช้จ่ายของกิจการทุกอย่าง ต้องซื้อในนามบริษัทเท่านั้น ต้องออกเป็นใบเสร็จรับเงิน/ ใบกำกับภาษี หรือบิลเงินสดต้องมีชื่อ ที่อยู่ของผู้ขาย และต้องระบุชื่อบริษัทของเรา 5.ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ต้องมีการหัก ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ในฐานะที่กิจการเป็นผู้จ่ายเงิน ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเอาไว้ส่วนหนึ่ง ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ตามอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย  0-5 % แตกต่างกันตามประเภทเงินที่จ่าย 6.การนำส่งภาษี  จัดเตรียมเอกสารทางบัญชี ภาษี รวบรวมเอกสารทั้งรายรับและรายจ่ายของกิจการทั้งหมดที่เกิดขึ้น เพื่อสรุปข้อมูลและนำส่งภาษี ในปีแรกๆหากมีความพร้อมสามารถรวบรวมเอกสาร จากนั้นค่อยส่งให้สำนักงานบัญชีสรุปบัญชี เพื่อตรวจสอบงบการเงิน และยื่นภาษีที่เกี่ยวข้องของกิจการ หลังจากสิ้นปีแทนกิจการ (ทำบัญชีและปิดงบรายปี) หรืออาจจะเลือกจ้างสำนักงานบัญชีเพื่อบันทึกบัญชีและนำส่งภาษีให้กิจการเป็นรายเดือน (บริการบัญชีรายเดือน) ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน  7.ข้อมูลสวัสดิการพนักงาน  หากเป็นคนไทยนายจ้างต้องปฏิบัติตามกฏหมายคุ้มครองแรงงานอย่างเคร่งครัด เช่น การกำหนดเวลาในการทำงาน ไม่เกิน 8 ชม/วัน หรือตามที่นายจ้าง ลูกจ้างตกลงกัน และไม่เกิน 48 ชม./สัปดาห์ มีวันลาต่าง ๆ ชัดเจน มีค่าตอบแทน ค่าล่วงเวลาตามเหมาะสม รวมถึงการปฏิบัติต่อกันและกัน โดยยึดถือข้อปฏิบัติตามที่กฏหมายได้ระบุเอาไว้ เพื่อไม่ให้เกิดเป็นปัญหาตามมาภายหลัง อ่านต่อเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง : กฏหมายคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน กรณีที่มีแรงงานต่างด้าวทำงานในบริษัท การจ้างแรงงานต่างด้าวในไทย โดยส่วนใหญ่จะเป็นงานที่ต้องใช้แรงงาน ซึ่งจะทำการจ้างงานภายใต้ข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศ (MOU) สำหรับต่างด้าวจาก 4 […]

Visa Non B เส้นทางสำคัญสู่การทำงานในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย ชาวต่างชาติมาทำงานไทยต้องรู้!! อัพเดต 2026

 Visa Non B  ความสำคัญต่อต่างชาติที่มาทำงานในประเทศไทย  สำหรับ Visa Non B หรือ Non-Immigrant B คือ วีซ่าที่ออกให้แก่บุคคลที่ต้องการเดินทางเข้ามาพำนักในประเทศไทยเป็นเวลาชั่วคราว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำงาน ประชุม หรือการติดต่อธุรกิจโดยเฉพาะ เป็นวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติ ที่จำเป็นสำหรับผู้ที่มีแผนที่จะทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หรือทำธุรกิจในฐานะผู้ลงทุน หรือผู้ประกอบการ ซึ่งวีซ่านี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “วีซ่าธุรกิจ” ที่เป็นหนึ่งในประเภทของวีซ่าคนอยู่ชั่วคราว หรือ Non-Immigrant Visa ประเภทของวีซ่า Non-Immigrant ในประเทศไทย  โดยแบ่งแยกตามวัตถุประสงค์ของผู้ยื่นในการเข้ามาในประเทศไทยได้ ดังนี้ 1.ประเภท B (Visa Non B) หรือ วีซ่าธุรกิจ : สำหรับผู้ต้องการทำงาน หรือ ติดต่อธุรกิจในไทย วัตถุประสงค์ Visa Non B : สำหรับการทำงานและประกอบธุรกิจ รายละเอียด: Non-B for Work : สำหรับผู้ที่มีนายจ้างในประเทศไทยและต้องการทำงาน Non-B for Business : สำหรับนักธุรกิจ ผู้ลงทุน หรือผู้ประกอบการที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย 2.ประเภท B-A (Visa Non B – A) : สำหรับผู้ต้องการลงทุนกับบริษัทในไทย รายละเอียด : เป็นประเภทของวีซ่าที่ออกให้สำหรับ ชาวต่างชาติที่มีแผนการมาทำงานในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ ผู้ที่ทำงานในบริษัทที่มีการร่วมทุนกับรัฐไทย หรือในองค์กรที่มีการจัดการภาครัฐ หรือ บุคคลที่ต้องทำงานเกี่ยวกับภาครัฐ วีซ่าประเภทนี้มีจุดประสงค์ในการอำนวยความสะดวกในการทำงานในองค์กรที่มีการสนับสนุนจากภาครัฐ และโดยทั่วไปจะออกให้แก่บุคคลที่ต้องการทำงานกับองค์กรในภาครัฐ เช่น การร่วมทุนหรือทำงานในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของรัฐบาล 3.ประเภท D : สำหรับผู้ทำงานในสถานทูตของประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ของประเทศไทย รายละเอียด : เป็นวีซ่าที่ออกให้แก่ บุคคลที่ทำงานในสถานทูตหรือองค์กรระหว่างประเทศ ของประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย แต่มีสถานทูตหรือคณะผู้แทนทางการทูตในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ทำงานในสถานทูตของประเทศต่าง ๆ ในประเทศไทย หรือผู้ที่ทำงานในองค์กรระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ หรือองค์กรอื่น ๆ ที่ดำเนินงานในประเทศไทย 4.ประเภท ED : สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในไทย […]

1 2 3