บทความ BCG

เข้าใจคาร์บอนเครดิต ประเทศไทยใน 5 นาที! กลไกสำคัญในการลดก๊าซเรือนกระจก

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง จึงจำเป็นและเป็นเรื่องที่สำคัญในการจัดการปัญหานี้โดยเร่งด่วน ซึ่ง “คาร์บอนเครดิต” (Carbon Credit) ถือเป็นอีกเครื่องมือที่สำคัญ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะในประเทศไทย ปี 2568 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเป็นช่วงเร่งเดินหน้านโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 และ เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2608 ซึ่งเราจะเห็นได้จากนโยบายต่าง ๆ ทางด้านกฏหมายที่เริ่มจะมีความเข้มข้นมากขึ้น เช่น ร่าง พ.ร.บ. ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ รวมถึงกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมมลพิษต่าง ๆ ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น0 คาร์บอนเครดิต คืออะไร ? “คาร์บอนเครดิต” คือ การนำกลไกของตลาดมาใช้เพื่อเป็นแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  ซึ่งถ้าหากองค์กรใดที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ต่ำกว่า หรือน้อยกว่าปริมาณที่ปล่อยปกติ หรือมีการดำเนินการที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้มากขึ้นจากการดูดซับปกติ ปริมาณที่ปล่อยได้มีการลดลงหรือดูดซับได้เพิ่มมากขึ้นนี้ จะเรียกว่า คาร์บอนเครดิต โดยหน่วยที่ใช้วัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดหรือกักเก็บได้ 1 หน่วย เท่ากับ 1 ตันของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) หรือเทียบเท่า เช่น มีโครงการปลูกป่า 1 โครงการ หากสามารถดูดซับก๊าซ CO₂ ได้ 100 ตัน โครงการนั้นก็จะมีสิทธิได้รับคาร์บอนเครดิต 100 หน่วย ซึ่งสามารถนำไป “ขาย” ให้กิจการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินเกณฑ์ เพื่อทำการชดเชยในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรนั่นเอง รูปแบบและประเภทของคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่าคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยอาจจำแนกอย่างกว้างได้เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ คาร์บอนเครดิตที่ได้รับจากการทำโครงการที่มีการลดหรือเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Reduction/Avoidance Projects) เช่น การปรับเปลี่ยนเครื่องมือเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือแหล่งพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลงกว่ากรณีปกติ คาร์บอนเครดิตที่ได้รับจากการทำโครงการที่ดูดกลับก๊าซเรือนกระจกมากักเก็บไว้ (Carbon Removal Projects) เช่น การปลูก ดูแลรักษา หรือฟื้นฟูป่าไม้, BioEnergy with Carbon Capture and Storage (BECCS), Direct Air Carbon Capture (DAC), Direct Ocean […]

จัดงานอีเว้นท์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่ปรึกษา Carbon Neutral Event

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก แนวคิดด้านความยั่งยืน (Sustainability) ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินกิจกรรมต่างๆ รวมถึง “การจัดงาน” ไม่ว่าจะเป็นงานสัมมนา งานประชุม งานสานสัมพันธ์คู่ค้าระหว่างองค์กร หรืองานอีเวนต์ต่างๆ ซึ่งหลายองค์กรเริ่มให้ความสำคัญกับการจัดงานที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หนึ่งในแนวทางที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับก็คือ Carbon Neutral Event ที่เป็นการจัดงานเพื่อคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในแต่ละส่วนของการดำเนินงาน ในขณะที่งานอีเว้นท์เองก็ยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ บทความนี้จะพาทุกท่านทำความเข้าใจว่า Carbon Neutral Event คืออะไร มีขั้นตอนการจัดงานอย่างไร และควรดำเนินการชดเชยคาร์บอนอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและภาพลักษณ์ขององค์กร จัดงานอีเว้นท์ยุคใหม่ ไม่ใช่จัดแบบไหนก็ได้! แต่ต้องรักษ์โลกด้วย Carbon Neutral Event อย่างที่ทราบกันดีว่าในสภาวะปัจจุบันโลกมีผลกระทบที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้โดยด่วน หนึ่งในนั้นคือปัญหาด้านสภาวะอากาศที่มีปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้นทั้งการใช้พลังงาน การเกษตรกรรม การพัฒนาและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง หารใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน รวมถึงการจัดงานอีเว้นท์ก็เช่นกัน ที่ต้องมีการใช้พลังงานไฟฟ้า การค้างคืนของผู้จัดงาน ผู้ร่วมงาน การเดินทางมาร่วมงาน การใช้พลังงานในการประกอบอาหาร การกำจัดของเสีย อาหารเหลือทิ้งในการจัดงาน สิ่งต่างๆเหล่านี้ ล่วนเป็นปัจจัยและสาเหตุที่สำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Carbon Neutral Event  คืออะไร ?  คือ การจัดงานที่มีการวัดปริมาณการปล่อยคาร์บอน ปรับลด และชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมทั้งหมดในงาน ที่ไม่ใช่เพียงการลดปริมาณขยะหรือใช้สิ่งของที่สามารถนำไปรีไซเคิล ใช้ประโยชน์ต่อได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการคำนวณปริมาณการปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเดินทางของผู้ร่วมงาน การใช้พลังงาน สื่อโฆษณา อาหาร และการบริหารจัดการสถานที่ ซึ่งหลังจากที่มีการจัดงานแล้ว จะต้องมีการทำกิจกรรมชดเชยคาร์บอน โดยการจัดหาคาร์บอนเครดิตจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในไทยมาชดเชยกับก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่าง ๆ ของการจัดงาน เพื่อทำให้ก๊าซเรือนกระจกสุทธิลดลงบางส่วน เรียกว่า Carbon  Offset หรือ ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เรียกว่า  Carbon Neutral ขั้นตอนการจัดงาน แนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษา Carbon Neutral Event  การจัดงานให้เป็น Carbon Neutral ต้องดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน โดยสามารถสรุปได้เป็น 4 ขั้นหลัก ดังนี้ 1. ประเมินและวัดการปล่อยคาร์บอน (Carbon Footprint Assessment) เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ โดยผู้จัดงานต้องรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่าง ๆ เช่น จำนวนผู้เข้าร่วมงานและระยะทางการเดินทาง ประเภทการเดินทาง (รถยนต์ส่วนตัว, เครื่องบิน, รถสาธารณะ) การใช้พลังงานไฟฟ้าในสถานที่จัดงาน การจัดเลี้ยง อาหารและเครื่องดื่ม […]

“คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้” ข้อกำหนดและกลไก รวมถึงตัวอย่างโครงการในไทย

ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวิกฤตโลกร้อนกลายเป็นปัญหาเร่งด่วนของมนุษยชาติ ที่เราต่างต้องร่วมมือกันหาทางออกในการลดปัญหานี้โดยเร็ว ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน นั่นก็คือ “คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้” (Forest Carbon Credit) ซึ่งเป็นการผสานแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ ข้อกำหนดที่ต้องรู้สำหรับคนที่อยากจะเริ่ม คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้  เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการลดภาวะโลกร้อน โดยอาศัยศักยภาพของธรรมชาติอย่าง “ป่าไม้” มาช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งนี้ การพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ โปร่งใส และได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ จะช่วยให้คาร์บอนเครดิตจากภาคป่าไม้มีมูลค่าในตลาดมากขึ้น และนำไปสู่ความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมในระยะยาวได้ คาร์บอนเครดิต (Carbon credit) คืออะไร ?  คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่โครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมแต่ละโครงการสามารถลดหรือกักเก็บได้ ซึ่งเมื่อได้รับการรับรองแล้วสามารถนำไปซื้อขายในตลาดได้ กลไกคาร์บอนเครดิตจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถชดเชยการปล่อยคาร์บอนและบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน การทำคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ (Forest Carbon Credit) เป็นกิจกรรมคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากกิจกรรมในภาคป่าไม้ เช่น การปลูกป่า (Reforestation) การฟื้นฟูป่า (Forest Restoration) การอนุรักษ์ป่าธรรมชาติที่มีอยู่ (Conservation of existing forest) การปลูกไม้เศรษฐกิจที่ดูดซับคาร์บอน การลดการตัดไม้ทำลายป่า (REDD+) กิจกรรมเหล่านี้ช่วยดูดกลับคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสงของต้นไม้ ซึ่งทำให้สามารถนำปริมาณคาร์บอนที่ดูดกลับได้ มาแปลงเป็น คาร์บอนเครดิตที่สามารถซื้อขายได้ ในระบบคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ เช่น ตลาด T-VER ของประเทศไทย กลไกการทำงานของคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ กลไกการทำงานของคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ (Forest Carbon Credit Mechanism) เป็นกระบวนการที่นำกิจกรรมการดูดกลับหรือหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพื้นที่ป่ามาแปลงเป็นหน่วยคาร์บอนเครดิต ซึ่งสามารถนำไปจำหน่ายหรือใช้เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซของหน่วยงานหรือภาคธุรกิจอื่น ๆ ได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและข้อกำหนดของระบบรับรอง เช่น T-VER ของประเทศไทย หรือมาตรฐานสากลอื่น ๆ เช่น Verra (VCS) และ Gold Standard โดยมีกลไกหลักที่สำคัญ ดังนี้  1. การกำหนดประเภทโครงการและกิจกรรมในภาคป่าไม้ กิจกรรมที่สามารถสร้างคาร์บอนเครดิตในภาคป่าไม้ ได้แก่  การปลูกป่าใหม่ (Reforestation) การฟื้นฟูป่าที่เสื่อมโทรม (Forest Restoration) การอนุรักษ์ป่าที่มีอยู่ (Conservation) การป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า (REDD/REDD+) การปลูกไม้เศรษฐกิจที่สามารถดูดซับคาร์บอนได้ 2. การพัฒนาโครงการ (Project Design) กำหนดพื้นที่โครงการ (เช่น พื้นที่ป่าชุมชนหรือที่ดินเอกชน) จัดทำเอกสารคำขอ (Project […]

BCG Economy โมเดลสร้างความสมดุลเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม อัพเดต 2026

แนวคิดเรื่อง “BCG Economy” หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ – เศรษฐกิจหมุนเวียน – เศรษฐกิจสีเขียว ได้กลายมาเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่มุ่งหวังให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ในท่ามกลางกระแส BCG นี้ กลุ่มหนึ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ ก็คือ SMEs หรือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพราะแม้จะเป็นธุรกิจที่มีข้อจำกัดในหลายด้าน แต่กลับมีความยืดหยุ่นสูง และสามารถปรับตัวได้เร็วกว่าบริษัทขนาดใหญ่ หากรู้ทิศทางการเปลี่ยนแปลงอย่างถูกต้อง บทความนี้จะกล่าวถึงแนวคิด โมเดล BCG ที่เปิดโอกาสอะไรให้กับ SMEs ไทยบ้าง และเพราะเหตุใด “ใครปรับตัวก่อน” จึง “ได้เปรียบก่อน” ในสนามการแข่งขันของเศรษฐกิจยุคใหม่ในปี 2025 นี้ มาร่วมกันหาคำตอบได้ในบทความนี้ เข้าใจใน BCG Economy โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สำหรับ BCG Economy หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) คือ โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ที่นำเอาแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้กับ 4 อุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก (S-curves) ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมพลังงานและวัสดุ อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รวมถึงนวัตกรรมจะเข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับผู้ผลิตฐานผลิตเดิม สนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้น 1.เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) : เป็นการนำทรัพยากรชีวภาพมาผลิตให้เกิดการ ”ผลิตคุ้มค่ามากที่สุด”  โดยนำเอาเทคโนโลยีในหลากหลายสาขามาประยุกต์ใช้ให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด เพิ่มมูลค่าให้ได้มากที่สุด 2.เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) : เป็นการใช้ “ ทรัพยากรให้คุ้มค่ามากที่สุด” ในแต่ละกระบวนการผลิตต้องสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำใช้ใหม่อีกครั้งได้ 3.เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) : ระบบเศรษฐกิจสีเขียว สร้างนวัตกรรม การจัดการสภาพสังคมให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด (Zero-Waste) มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหามลพิษ เพื่อลดผลกระทบต่อโลกอย่างยั่งยืน ธุรกิจในไทยได้เปรียบอย่างไร ? ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนและแข่งขัน  อย่างที่ทราบจากแนวทางการจัดการที่ไม่ได้มุ่งเน้นแต่เพียงด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและการรักษาความสมดุลของสภาพแวดล้อมให้ยั่งยืนไปพร้อมกัน ซึ่งข้อได้เปรียบที่เห็นได้ชัดของไทยก็คือ ความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมเป็นทุนเดิม เหมือนที่มีคนเคยเปรยไว้ว่าเมืองไทยคือครัวโลก การพัฒนาด้านชีวภาพให้มีศักยภาพที่สามารถแข่งขันได้ด้วยนวัตกรรม จะช่วยให้เกิดเศรษฐกิจ BCG ที่เติบโต สามารถแข่งขันได้ในระดับโลกได้ด้วยนั่นเอง โอกาสของ  SMEs ในการเติบโตไปพร้อมกับ […]

‘หลักการ ESG ผสาน SDGs’ โอกาสและความท้าทายสู่เป้าหมายความยั่งยืน (Sustainability)

ในยุคที่โลกเผชิญกับวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และปัญหาสังคมเชิงโครงสร้าง หลายองค์กรทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่ไม่เพียงแค่สร้างผลกำไรเท่านั้น แต่ยังต้องควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด “ความยั่งยืน” หรือ Sustainability หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนความยั่งยืนในปัจจุบัน คือการประยุกต์ใช้ หลักการ ESG (Environmental, Social, and Governance) ร่วมกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ SDGs (Sustainable Development Goals) ทั้งสองแนวคิดนี้หากนำมาบูรณาการอย่างเหมาะสม จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้องค์กรและสังคมก้าวสู่อนาคตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน หลักการ ESG ผสาน SDGs  หัวใจสำคัญสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำความเข้าใจ หลักการ ESG คืออะไร ? ESG คือกรอบการประเมินและดำเนินงานขององค์กรที่คำนึงถึง 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.Environmental (สิ่งแวดล้อม) : การบริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการของเสีย การใช้พลังงานหมุนเวียน 2.Social (สังคม) : ความรับผิดชอบต่อพนักงาน ชุมชน และสังคม เช่น สวัสดิการแรงงาน สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมทางเพศ และการพัฒนาชุมชน 3.Governance (ธรรมาภิบาล) : การบริหารองค์กรอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีธรรมาภิบาลที่ดี เช่น โครงสร้างบอร์ดบริษัท การต่อต้านคอร์รัปชัน ความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล หลักการ ESG จึงเป็นทั้งแนวทางการดำเนินงานและเครื่องมือประเมินความยั่งยืนขององค์กร ที่กำลังได้รับความนิยมในระดับสากลและในประเทศไทย โดยเฉพาะในองค์กรธุรกิจที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงาน รวมถึงในแวดวงนักลงทุนและผู้บริโภค ที่ต้องการสนับสนุน ร่วมงานกับองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม การดำเนินงานอย่างมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้  อ่านต่อ : รู้จัก ESG Rating โอกาสในการลงทุนในองค์กร สู่ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและสังคม SDGs : เป้าหมายการพัฒนาเพื่อโลกที่ดีกว่า SDGs คือ กรอบเป้าหมาย 17 ประการ มีเป้าหมายย่อยในแต่ละประการ  ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 169 เป้าหมายย่อย และพัฒนาตัวชี้วัด (Indicators) จำนวน 232 ตัวชี้วัด (จากทั้งหมด 244 ตัวชี้วัดแต่มีตัวที่ซ้ำ […]

เช็กลิสต์! ตัวอย่างเอกสารจดบริษัทที่ต้องมีในการยื่นขอจดทะเบียน

รู้หรือไม่ ? ทำไมการยื่นจดบริษัทแบบมีที่ปรึกษาในการทำถึงดีกว่า เพราะด้วยความเชี่ยวชาญด้านการจัดการ ที่ปรึกษาธุรกิจ ช่วยดูแลเอกสารให้ถูกต้อง ลดโอกาสความผิดพลาดให้น้อยลง รวดเร็ว ประหยัดเวลา ไม่ต้องศึกษาเองทุกขั้นตอน พร้อมให้คำแนะนำด้านรูปแบบบริษัทที่เหมาะกับกิจการ โครงสร้างองค์กร การเตรียมแผนสำรองเพื่อรองรับในด้านต่าง ๆ  ให้คำแนะนำด้านกฎหมาย ภาษี และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ช่วยวางแผนธุรกิจตั้งแต่แรกเริ่มให้เป็นระบบ ช่วยเพิ่มโอกาสเริ่มต้นธุรกิจได้ไวและมั่นใจยิ่งขึ้นนั้นเอง ซึ่งในบทความนี้ จะพาท่านไปทำความรู้จักเอกสารบางส่วนในการยื่นจดทะเบียนบริษัท  เอกสารจดบริษัท ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง ? การจดจัดตั้งบริษัทจำกัด ใช้เอกสารในการจดทะเบียน ดังนี้ 1. คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด (แบบ บอจ.1) หรือ หน้าหนังสือรับรอง คือ เอกสารที่รับรองว่าบริษัทหรือธุรกิจที่ดำเนินกิจการดังกล่าวนี้ ได้ทำการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 2.หนังสือบริคณห์สนธิ (แบบ บอจ.2) คือ เอกสารที่ผู้เริ่มก่อตั้งบริษัทได้ตกลงร่วมกันจัดทำขึ้นตามข้อกำหนดของกฎหมาย เอกสารนี้มีไว้เพื่อแสดงให้ทราบถึงจุดประสงค์และรายละเอียดต่างๆ ในการก่อตั้งบริษัท ว่าจัดตั้งขึ้นมาด้วยเหตุผลใด โดยมีการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับบริษัทที่ก่อตั้ง เช่น ชื่อบริษัท ผู้ก่อตั้ง ที่อยู่ของบริษัท รวมถึงทุนจดทะเบียนบริษัทด้วย ทั้งนี้เพื่อใช้แสดงเจตจำนงของบริษัทต่อรัฐและบุคคลทั่วไป 3.รายการจดทะเบียนจัดตั้ง (แบบ บอจ.3) คือ แบบที่แสดงให้เห็นถึงรายละเอียดทุนของบริษัท รายละเอียดหุ้นทั้งหมดของบริษัท จำนวนเงินที่ได้ใช้แล้วในแต่ละหุ้น จำนวนเงินที่บริษัทได้รับค่าหุ้น หรือชื่อกรรมการผู้ที่ลงลายมือชื่อผูกพันบริษัท 4.แบบคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด และ รายละเอียดวัตถุที่ประสงค์ (แบบ ว.) คือ เอกสารที่กำหนดวัตถุประสงค์ของบริษัท ซึ่งทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะมี แบบ ว. สำเร็จรูปมาให้เราเลือกใช้ 5 แบบ สามารถเลือกใช้ตามวัตถุประสงค์ของเรา หรือ เพิ่มตามวัตถุประสงค์ของบริษัทท่านได้เลย   บริการที่ปรึกษาจดทะเบียนบริษัทและการยื่นขอใบอนุญาตธุรกิจครบวงจร ทำไมต้องเลือกใช้บริการจากเรา  เราให้บริการให้คำปรึกษาด้วยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ ให้คำปรึกษาอย่างตรงจุด ประหยัดเวลาในการหาคำตอบที่คุณสงสัย เราช่วยให้การจดทะเบียนบริษัทจำกัดและขอใบอนุญาตธุรกิจ สำเร็จไปแล้วกว่าหลายพันเคส และการใช้บริการซ้ำรวมถึงบอกต่อจำนวนมาก  บริการครบวงจรในการดำเนินธุรกิจ จดทะเบียนบริษัทเสร็จสิ้นเรามีบริการด้านระบบบัญชีและวางแผนภาษี รวมถึงด้านอื่นๆ ที่ครอบคลุมในทุกธุรกิจ  บริการด้วยความรวดเร็ว ครบถ้วนและถูกต้องแม่นยำ  ราคามีความเหมาะสมกับบริการที่ได้รับ   ช่องทางติดต่อ  Facebook : FDI Group – Business Consulting Line : @fdigroup Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895 […]

ที่ปรึกษาการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (Carbon Footprint for Organization) ก้าวสำคัญสู่ธุรกิจยั่งยืน

เริ่มทำตอนนี้ดีกว่า “การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร”  คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร หมายถึง การประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กรในหน่วยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ช่วยให้องค์กรเข้าใจภาพรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานขององค์กร ที่จะนำไปสู่การบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ  คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร อ่านต่อ … ซึ่งจะพิจารณาจาก 3 ส่วนหลัก แบ่งเป็น SCOPE I : การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางตรง (Direct Emissions) จากกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กรโดยตรง เช่น การเผาไหม้ของเครื่องจักรขณะทำงาน การใช้พาหนะขององค์กรที่เป็นขององค์กรเอง เป็นต้น SCOPE II : การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Energy Indirect Emissions) ได้แก่ การซื้อพลังงานมาใช้ในองค์กร เช่น พลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อน พลังงานไอน้ำ พลังงานอื่น ๆ เป็นต้น SCOPE III : การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อมด้านอื่น ๆ (Other Indirect Emissions)  ได้แก่ การเดินทางมาทำงานของพนักงานด้วยพาหนะที่ไม่ใช่ขององค์กร การเดินทางไปสัมมนา อบรม นอกสถานที่ เป็นต้น โดยการทำความเข้าใจขอบเขตทั้ง 3 ส่วนเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรสามารถระบุโอกาสในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เป็นอย่างดี ตลอดจนช่วยให้สามารถจัดการกับความเสี่ยงและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง ประโยชน์และ “โอกาส” ที่เกิดขึ้นขององค์กรได้รับจากการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน  ที่ให้องค์กรเริ่มปรับตัว เริ่มดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคสมัครใจ  ยังไม่ได้มีกฏหมายภาคบังคับในเรื่องของการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์แบบภาคบังคับ ซึ่งข้อกฏหมายยังอยู่ในร่าง พ.ร.บ. อันจะนำมาสู่การบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้นี้  การทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดเพื่อความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเปิดโอกาสมากมายสำหรับองค์กรในด้านการดำเนินธุรกิจ การสร้างภาพลักษณ์ และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งในทุกองค์กรต่างควรจะคว้าโอกาสนี้ไว้ เพื่อสร้างการยั่งยืนในระยะยาวให้กับธุรกิจ 1.เป็นการส่งเสริมความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์องค์กรจากคู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงผู้บริโภค  การแสดงความมุ่งมั่นต่อการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์สามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรในสายตาของผู้บริโภค นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ องค์กรที่มีความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมมักถูกมองว่าเป็นองค์กรที่ทันสมัยและใส่ใจต่อสังคม ซึ่งช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาด 2.ทำให้ทราบจุดสิ้นเปลือง เน้นการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ช่วยให้องค์กรระบุจุดที่สิ้นเปลืองพลังงานหรือทรัพยากร เช่น การใช้พลังงานไฟฟ้า การจัดการขยะ หรือการขนส่ง การลดการปล่อยคาร์บอนสามารถช่วยลดต้นทุนในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ 3.เพิ่มโอกาสสู่ตลาดใหม่ หรือ ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยั่งยืน  ตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เช่น ตลาดสินค้าสีเขียว (Green Products) และโครงการลดคาร์บอนในระดับนานาชาติ กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การมีข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ชัดเจนช่วยให้สินค้าและบริการขององค์กรสามารถตอบสนองต่อความต้องการในตลาดเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น 4. ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและโครงการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ  […]

ที่ปรึกษาการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (Carbon Footprint for Organization) ก้าวสำคัญสู่ธุรกิจยั่งยืน

 เริ่มทำตอนนี้ดีกว่า “การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร” คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร หมายถึง การประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กรในหน่วยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ช่วยให้องค์กรเข้าใจภาพรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานขององค์กร ที่จะนำไปสู่การบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร อ่านต่อ … ซึ่งจะพิจารณาจาก 3 ส่วนหลัก แบ่งเป็น SCOPE I : การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางตรง (Direct Emissions) จากกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กรโดยตรง เช่น การเผาไหม้ของเครื่องจักรขณะทำงาน การใช้พาหนะขององค์กรที่เป็นขององค์กรเอง เป็นต้น SCOPE II : การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Energy Indirect Emissions) ได้แก่ การซื้อพลังงานมาใช้ในองค์กร เช่น พลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อน พลังงานไอน้ำ พลังงานอื่น ๆ เป็นต้น SCOPE III : การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อมด้านอื่น ๆ (Other Indirect Emissions)  ได้แก่ การเดินทางมาทำงานของพนักงานด้วยพาหนะที่ไม่ใช่ขององค์กร การเดินทางไปสัมมนา อบรม นอกสถานที่ เป็นต้น โดยการทำความเข้าใจขอบเขตทั้ง 3 ส่วนเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรสามารถระบุโอกาสในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เป็นอย่างดี ตลอดจนช่วยให้สามารถจัดการกับความเสี่ยงและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง ประโยชน์และ “โอกาส” ที่เกิดขึ้นขององค์กรได้รับจากการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน  ที่ให้องค์กรเริ่มปรับตัว เริ่มดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคสมัครใจ  ยังไม่ได้มีกฏหมายภาคบังคับในเรื่องของการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์แบบภาคบังคับ ซึ่งข้อกฏหมายยังอยู่ในร่าง พ.ร.บ. อันจะนำมาสู่การบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้นี้  การทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดเพื่อความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเปิดโอกาสมากมายสำหรับองค์กรในด้านการดำเนินธุรกิจ การสร้างภาพลักษณ์ และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งในทุกองค์กรต่างควรจะคว้าโอกาสนี้ไว้ เพื่อสร้างการยั่งยืนในระยะยาวให้กับธุรกิจ 1. เป็นการส่งเสริมความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์องค์กรจากคู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงผู้บริโภค  การแสดงความมุ่งมั่นต่อการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์สามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรในสายตาของผู้บริโภค นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ องค์กรที่มีความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมมักถูกมองว่าเป็นองค์กรที่ทันสมัยและใส่ใจต่อสังคม ซึ่งช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาด 2. ทำให้ทราบจุดสิ้นเปลือง เน้นการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ช่วยให้องค์กรระบุจุดที่สิ้นเปลืองพลังงานหรือทรัพยากร เช่น การใช้พลังงานไฟฟ้า การจัดการขยะ หรือการขนส่ง การลดการปล่อยคาร์บอนสามารถช่วยลดต้นทุนในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ 3. เพิ่มโอกาสสู่ตลาดใหม่ หรือ ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยั่งยืน  ตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เช่น ตลาดสินค้าสีเขียว (Green Products) และโครงการลดคาร์บอนในระดับนานาชาติ กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การมีข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ชัดเจนช่วยให้สินค้าและบริการขององค์กรสามารถตอบสนองต่อความต้องการในตลาดเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น […]

องค์กรต้องทำอย่างไร ? ให้ธุรกิจเติบโตได้ยั่งยืน ที่ไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่เปลี่ยนให้เป็นโอกาสแห่งธุรกิจ

ถ้าหากพูดถึงความยั่งยืน (Sustainability) หลายคนอาจจะมองถึงการทำ CSR (Corporate Social Responsibility) หรือโครงการรักษ์โลก โครงการทำเพื่อสิ่งแวดล้อม เช่น ปลูกป่า ที่มองว่าก็เป็นการแสดงความรับผิดชอบที่เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริงในยุคปัจจุบัน “ความยั่งยืน” มีความหมายลึกซึ้งและเป็นได้มากกว่าขอบเขตนั้น เพราะความยั่งยืนไม่ได้ทำเพียงเพื่อให้ดูแลสิ่งแวดล้อมหรือช่วยเหลือสังคมในระยะเวลาหนึ่งๆ เท่านั้น แต่ต้องทำต่อเนื่องในระยะยาว จนสิ่ง ๆ นั้นมีผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาวได้ โดยความยั่งยืนที่กำลังจะพูดถึงนี้ กลายเป็นแกนหลักที่องค์กรเน้นให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะความยั่งยืนไม่ได้ตอบโจทย์แต่เพียงองค์กรเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงชีวิตประจำวันและการทำงานของคนทุกคนอีกด้วย  Charles Darwin กล่าวไว้ว่า “It is not the strongest of the species that survives, nor the most intelligent that survives. It is the one that is the most adaptable to change.” “ไม่ใช่ว่าคนที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุดที่จะอยู่รอด แต่คนที่ปรับตัวมากที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงต่างหากที่จะอยู่รอด”  องค์กรธุรกิจหรือบุคคลก็เช่นเดียวกัน คนที่ปรับตัวได้ดีที่สุดคือคนที่อยู่รอด จากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อค่านิยมที่ถูกปลูกฝังลงภายใต้จิตสำนึก เกิดจากการมีทัศนคติที่ดีในระดับบุคคล ซึ่งสามารถนำไปสู่การตัดสินใจและการกระทำที่ส่งผลดีต่อทั้งตัวเองและสังคมรอบข้างได้โดยง่าย  โดยในบทความนี้ จะพาทุกท่านมารู้ถึงผลกระทบของก๊าซเรือนกระจก ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิต รวมถึงจะทำอย่างไรให้องค์กรเกิดแนวคิดแห่งความยั่งยืน และการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ที่โครงการต่าง ๆ นั้น จะสามารถเกิดขึ้นได้จริง ถ้าหากสิ่งที่ทำนั้น เกิดจากค่านิยม ทัศนคติแห่งความยั่งยืนของเราทุกคน ที่เริ่มจากจุดเล็ก ๆ หากรวมกันก็จะกลายเป็นแรงกระเพื่อมให้สำเร็จอย่างยั่งยืนได้โดยง่าย ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมกับบทบาทในการร่วมผลักดัน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สถานการณ์ภาวะโลกร้อน (Global Warming) เป็นปัญหาที่มนุษยชาติต้องเผชิญมาหลายทศวรรษ แต่ปัจจุบันวิกฤติได้ทวีความรุนแรงจนถูกเรียกว่า “ภาวะโลกเดือด” (Global Boiling) ซึ่งสะท้อนถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วและผลกระทบที่รุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และชีวิตของมนุษย์เอง ภาวะโลกเดือดไม่ใช่เพียงปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นวิกฤตระดับโลกที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ที่จำเป็นต้องตระหนักและลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อหยุดยั้งและชะลอความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อโลกและคนรุ่นหลัง  หนึ่งในสาเหตุหลักที่ส่งผลให้เกิดภาวะโลกเดือดในปัจุจบัน คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศก็มีหลายชนิดด้วยกัน ทั้งจากกิจกรรมของมนุษย์และที่มีอยู่ในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์  กลุ่มก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน กลุ่มก๊าซเปอร์ฟลูออโรคาร์บอน ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ […]

ทำนาข้าว..เกี่ยวข้องอย่างไร ? กับภาวะโลกร้อน ภาคเกษตรไทยต้องปรับตัวทิศทางไหนถึงลดก๊าซมีเทน

อย่างที่เราทราบกันดีว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่คุณรู้หรือไม่ ? เบื้องหลังความสำเร็จด้านเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรมนี้ กลับแฝงด้วยความท้าทายที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในเวทีโลก นั่นคือ การปล่อยก๊าซมีเทน (Methane: CH₄) จากนาข้าว โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ได้ให้ข้อมูลอย่างน่าสนใจว่า การทำนาข้าว ปลูกข้าวแบบดั้งเดิม “โดยเฉพาะนาน้ำขัง” ปล่อยน้ำท่วมขังตลอดช่วงการเจริญเติบโตของต้นข้าว เมื่อดินมีสภาพขาดออกซิเจน จุลินทรีย์บางชนิดจะผลิตก๊าซมีเทน (CH4) ออกมา ที่เป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่รุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28 เท่า จากข้อมูลงานวิจัยระบุว่า การปลูกข้าวนั้นมีการปล่อยก๊าซมีเทนถึง 12% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าสนใจว่าทำไมการทำภาคเกษตรกรรมถึงเกิดปัญหานี้ขึ้นที่ส่งผลต่อโลกร้อนโดยตรง ในบทความนี้จะพาคุณไปไขข้อสงสัย พร้อมหาคำตอบไปพร้อมกัน  ทำความรู้จักกับก๊าซเรือนกระจก หรือ greenhouse gas ที่สำคัญในชั้นบรรยากาศโลก ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)  ก๊าซมีเทน (CH4)  ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O)  ก๊าซฟลูออโรคาร์บอน (PFCs)  กลุ่มก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) ก๊าซไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3) อ่านต่อ : ก๊าซเรือนกระจกคืออะไร ? ผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas) ไขข้อสงสัยทำไม “นาข้าว” ถึงปล่อยก๊าซมีเทน ? การทำนาข้าวแบบดั้งเดิมในไทย ซึ่งนิยมใช้วิธี นาน้ำท่วมขัง (flooded rice paddies) เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่มีออกซิเจน (anaerobic) เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์บางชนิดที่ย่อยสลายอินทรียวัตถุในดิน เช่น ฟางข้าว หรือปุ๋ยคอก แล้วปล่อยก๊าซมีเทนออกมา โดยเฉพาะในช่วงหลังการไถกลบตอซังและการเติมน้ำเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จุลินทรีย์ที่เรียกว่า Methanogens จะทำหน้าที่ย่อยสลายคาร์บอนในสภาพไร้อากาศ กลายเป็นก๊าซมีเทนลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งจากข้อมูลของ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ระบุว่า ในปี 2566 การทำนาข้าวคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 50 ของการปล่อยก๊าซมีเทนทั้งหมดจากภาคเกษตรของไทย ซึ่งเทียบเท่ากับคาร์บอนไดออกไซด์หลายล้านตัน  เหตุผลที่ต้องมีการจัดการก๊าซมีเทนในภาคเกษตรไทย ภาคเกษตรของไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas) สูง คิดเป็น 16% ของปริมาณการปล่อยก๊าซทั้งหมดของประเทศ ซึ่ง 51% มาจากการปลูกข้าว และการทำนาแบบดั้งเดิมที่มีน้ำขังทำให้เกิดก๊าซมีเทนสูงถึง 80% จึงต้องเร่งปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยด่วน  ไทยมีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก ตามพันธกรณีในความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งรวมถึงการลดการปล่อยมีเทนในภาคเกษตร ความต้องการของตลาดโลกเปลี่ยนไป หลายประเทศคู่ค้าเริ่มให้ความสำคัญกับการผลิตอาหารที่ยั่งยืนและมีการปล่อยก๊าซต่ำ […]

1 2 3 4 5 6