บทความบริการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

ธุรกิจกับผู้บริโภค จะสร้างการมีส่วนร่วมลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างไร ?

ในยุคที่วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบในวงกว้างมากขึ้นทั่วโลก ทุกภาคส่วนจึงต้องเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ประเทศไทยเองก็ไม่ตกขบวนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ โดยได้ประกาศเจตจำนงอย่างชัดเจนบนเวทีโลกว่า จะมุ่งบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2608 (ค.ศ. 2065) เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงเร่งผลักดันกฎหมายและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เช่น พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) และ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เพื่อสร้างกรอบการดำเนินงานและกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนปรับตัวสู่แนวทางเศรษฐกิจสีเขียว ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็มีความตื่นตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากแรงกดดันทั้งภายในประเทศและจากมาตรการระหว่างประเทศ เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่ส่งผลให้หลายองค์กรต้องกำหนดเป้าหมาย Net Zero ของตนเอง พร้อมทั้งเร่งลงทุนในโครงการลดการปล่อยคาร์บอนในรูปแบบต่าง ๆ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ การเติบโตอย่างรวดเร็วของ ตลาดการเงินสีเขียว (Green Finance) ซึ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระดับประเทศและระดับโลก แนวทางสำหรับการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กร กลุ่มธุรกิจ คือ ผู้มีศักยภาพสูงในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในระดับกว้าง เพราะมีทรัพยากร ระบบ และโอกาสในการปรับเปลี่ยนเชิงระบบ โดยมีแนวทางที่สามารถเริ่มทำได้ดังนี้  1. การวัดก่อนลด : การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร  ก่อนจะลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์นั้น ต้องรู้ฐาน (baseline) ของการปล่อย สำหรับธุรกิจควรเริ่มด้วยการวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร โดยใช้มาตรฐานสากล เช่น GHG Protocol, ISO 14064 หรือมาตรฐานของหน่วยงานท้องถิ่น เช่น อบก. (TGO) ของไทย ซึ่งการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์จะช่วยให้ทราบถึงการปล่อย GHG ขององค์กรในแต่ละกิจกรรม นอกจากนี้ หลายองค์กรเลือกตั้งเป้าหมายที่อิงจากวิทยาศาสตร์ (science-based targets) ผ่าน SBTi (Science Based Targets initiative) เพื่อให้เป้าในการลดคาร์บอน มีความสอดคล้องกับเป้าทางวิทยาศาสตร์ของโลก 2. การจัดการซัพพลายเชน (Supply Chain Management) ในหลายธุรกิจ ปริมาณการปล่อยใน Scope 3 (ซัพพลายเชนและการใช้สินค้ารายหลังขาย) มักเป็นสัดส่วนสูงสุด โดยการจัดการซัพพลายเชน […]

Thailand Taxonomy คืออะไร ? มาตรฐานใหม่สู่สังคมคาร์บอนต่ำ

เคยสงสัยกันหรือไม่ ? ว่าการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของแต่ละธุรกิจดำเนินการกันจริงจังหรือทำเพื่อกล่าวอ้าง โดยไม่ได้มีการดำเนินการลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมตามที่อ้าง จนอดสงสัยไม่ได้ว่า องค์กรไหนเขียวจริง หรือองค์กรไหนฟอกเขียว (Greenwashing) การเกิด Taxonomy ขึ้นมานั้นจะช่วยให้เป็นเครื่องมือในการคัดกรอง รวมถึงการจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับด้านสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องมากขึ้น เพื่อให้เกิดการสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ Thailand Taxonomy คืออะไร ? ทำไมถึงสำคัญ Thailand Taxonomy คือ เป็นมาตรฐานการกำหนดนิยามและการจัดหมวดหมู่กิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการจำแนกกิจกรรมใช้เงื่อนไขทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมนั้นต้องมีความสอดคล้องกับ Thailand Taxonomy กล่าวคือต้องมีความสอดคล้องผ่านเกณฑ์ความยั่งยืนอย่างรอบด้าน โดยต้องคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วยเช่นกัน  ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางสำหรับภาคส่วนต่าง ๆ ใช้อ้างอิง โดยการนำ Thailand Taxonomy ไปใช้ยังเป็นไปตามความสมัครใจ โดยในปัจจุบันครอบคลุมกิจกรรมใน 6 ภาคเศรษฐกิจที่มีส่วนสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย ได้แก่ ภาคพลังงาน การขนส่ง การเกษตร การผลิต การก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ และการจัดการของเสีย  ในส่วนของคณะทำงาน Thailand Taxonomy นั้นจะประกอบไปด้วย ผู้แทนจากทั้งทางภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงิน โดยการจัดทำ Thailand Taxonomy ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ International Finance Corporation (IFC), Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit GmbH (GIZ) และ Asian Development Bank (ADB) รวมถึง ได้รับคำแนะนำทางเทคนิคจากที่ปรึกษาทั้งในและต่างประเทศตลอดกระบวนการพัฒนา ได้แก่ Climate Bonds Initiative (CBI), DNV, the Creagy, สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (Carbon Institute for Sustainability: CBiS) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (Thailand Development Research Institute Foundation: TDRI)  งานวิจัยกรุงศรี ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่าเกณฑ์ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ต้องมีส่วนสำคัญในการบรรลุตามวัตถุประสงค์ รวมถึงกรอบข้อกำหนดดังนี้  กิจกรรมต้องมีส่วนสำคัญในการบรรลุวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างน้อย 1 ด้าน จากทั้งหมด 6 ด้าน ได้แก่  […]

Carbon Label หรือ ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในไทยมีแบบไหนบ้าง ต่างกันอย่างไร ?

Carbon Label คืออะไร ?  มีความสำคัญอย่างไรต่อนโยบายการขับเคลื่อนสู่ Net Zero  carbon label คืออะไร ? ฉลากคาร์บอน (Carbon Label) เป็นสัญลักษณ์เพื่อแสดงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e) ที่เกิดขึ้นในตลอดวัฏจักรชีวิตของสินค้า (Life Cycle Assessment: LCA) ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการกำจัดซากหรือการรีไซเคิล ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยในประเทศไทยมีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เป็นผู้ดูแล  ซึ่งสามารถติดฉลากคาร์บอนในผลิตภัณฑ์ได้ เพื่อแสดงถึงเจตจำนงในการเป็นสินค้ารักษ์โลก มีส่วนร่วมที่สำคัญในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง  จุดเริ่มต้นที่มาของฉลากคาร์บอนมาจากไหน ที่มาของฉลากคาร์บอน จุดเริ่มต้นแรกที่มานั้น มาจากองค์กร Carbon Trust จากสหราชอาณาจักร เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดและเปิดตัว Carbon Reduction Label ครั้งแรกในปี 2006 ตามด้วยมาตรฐาน PAS 2050 ที่เป็นกรอบทางเทคนิค ซึ่งถือว่าเป็นฉลากคาร์บอนฉบับแรกของโลก ฉลากนี้เน้นบอก “ปริมาณคาร์บอนที่ฝังอยู่ในผลิตภัณฑ์” และกำหนดว่าสินค้าที่ได้รับฉลากต้องมีการลดการปล่อยคาร์บอนจริง มิฉะนั้นจะถูกเพิกถอนสิทธิ์  ในส่วนของมาตรฐาน  PAS 2050 จาก BSI หลังจากเริ่มใช้ฉลาก Carbon Track ได้ร่วมมือกับหน่วยงานคุณภาพอื่น ๆ เพื่อนิยามมาตรฐานการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์จนเกิด PAS 2050 โดย British Standards Institution (BSI) ซึ่งเป็นกรอบมาตรฐานสากลในการวัด CO₂ ของผลิตภัณฑ์ทั้งวงจรชีวิต  และได้ขยายไปยังกลุ่มประเทศต่าง ๆ ที่มีการใช้แนวคิดนี้ที่ใกล้เคียงกัน อย่าง ญี่ปุ่น เปิดตัวระบบฉลาก Carbon Footprint of Product (CFP) ในปี 2012 และต่อยอดเป็นโครงการ SuMPO Environmental Label ในปี 2022 หรือ จีน นำร่องฉลาก Carbon Footprint ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าในปี 2018 และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และในประเทศไทยเริ่มพัฒนาเกณฑ์การขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009) โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ร่วมกับ […]

ต้องรู้! เพิ่มโอกาส ด้วยการจัดอบรมพนักงานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

ในวันที่โลกเผชิญกับภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นทุกปี องค์กรที่ไม่ปรับตัว อาจจะคว้าโอกาสทางการค้าไม่ทัน ถ้าหากมาเริ่มทำในวันที่คู่แข่งแซงหน้าไปไกลแล้ว อาจจะตกขบวนรถ ที่พลาดการคว้าโอกาสในตลาดสีเขียว หรืออาจจะเสียเปรียบทางการค้าที่จะโดนเก็บภาษีต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงต้นทุนที่สูงขึ้นจากกฎระเบียบสิ่งแวดล้อม และข้อกำหนดระหว่างประเทศ เช่น ธุรกิจที่มีการส่งสินค้าไปต่าง EU จะโดนเรียกเก็บภาษีสูงขึ้นหากเป็นสินค้าใน 6 กลุ่มสินค้านำร่อง ด้วยมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ที่จะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในวันที่ 1 มกราคม 2569 นี้รวมถึงในภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลกเริ่มมีการปรับเปลี่ยน ร่างข้อตกลงความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมเช่นกัน  การจัดอบรมพนักงาน ด้าน ESG & Carbon Footprint และด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ อย่างที่เราทราบกันดีถึงนโยบายด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเอง ได้ออกมาตรการ นโยบายจากภาครัฐ ในการขอความร่วมมือให้ภาคธุรกิจมีการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมและการคำนึงถึงด้านความยั่งยืนเพิ่มมากขึ้น หรือแม้แต่คู่ค้าก็ได้มีการขอรายงานในแต่ละบริษัทในการดำเนินการส่วนนี้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนดำเนินการเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดน้อยลง การชดเชย การวางแผนเพื่อนำพลังงานสะอาดมาใช้มากขึ้น หรือการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กรและผลิตภัณฑ์เพื่อให้ทราบถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรและผลิตภัณฑ์ เพื่อนำมาซึ่งการปรับปรุง การพัฒนาในการดำเนินการต่อไป  3 เหตุผลหลัก ที่ต้องจัดอบรมพนักงานก่อนการดำเนินงานในด้านสิ่งแวดล้อม  1.สร้างความเข้าใจในการดำเนินงาน การวางแผนจัดเก็บข้อมูลร่วมกันในทีมที่ต้องเก็บข้อมูลและประสานงานกัน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  2.เพื่อสร้างความรู้พื้นฐาน การเข้าใจจากการทำ WorkShop โดยการให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ 3.สร้างความเข้าใจในภาพรวมเชื่อมโยงกับเป้าหมาย SDGs และ ESG ในเชิงปฏิบัติ รวมถึงการทำ CBAM, Carbon Credit ด้วยในลำดับต่อไป  การจะทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์หรือการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดความยั่งยืนได้นั่น แน่นอนว่าผู้บริหาร ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จนถึงพนักงานระดับปฎิบัติการต้องมีการทำความเข้าใจ และทราบถึงแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้อง มีทิศทางในการจัดเก็บข้อมูล มีเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกันในการจัดทำ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการวางแผนดำเนินการลดการปล่อยก๊าซในระยะยาวที่ช่วยลดต้นทุนองค์กร พัฒนาแนวทางปฏิบัติใหม่ และขับเคลื่อนนโยบายสิ่งแวดล้อมในเชิงกลยุทธ์ได้ ตัวอย่างเนื้อหาที่มีการจัดอบรมให้กับองค์กรต่าง ๆ เข้าใจแนวคิด “Carbon Footprint for Organization (CFO)”  การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมในองค์กร ตามขอบเขต Scope 1, 2 และ 3 การแยกScope 1, 2, 3 แบบเข้าใจง่าย และกรณีศึกษาจากภาคอุตสาหกรรมจริง วิธีจัดเก็บข้อมูลกิจกรรมภายในองค์กรและเครื่องมือและซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการคำนวณ  การจัดทำรายงานตามมาตรฐาน ISO14064-1 การเชื่อมโยงกับเป้าหมาย SDGs และ ESG ในเชิงปฏิบัติ การทำโครงการ CBAM, […]

ชี้พิกัด 10 สินค้า Green Product ในไทยสุดว๊าว ! สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมน่าสนใจอย่างไรไปดูกันเลย

ความน่าสนใจของ Green Product ที่ต้องรู้!  สินค้ายุคใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สำหรับ Green Product หรือ สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หมายถึง สินค้าที่ถูกออกแบบ ผลิต ใช้งาน และจัดการหลังใช้โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อธรรมชาติ ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และส่งเสริมการใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลได้ 100% ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนต้นน้ำถึงปลายน้ำของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment – LCA) ซึ่งสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนี้ น่าสนใจอย่างมากในยุคปัจจุบัน เพราะไม่ได้เป็นแค่ทางเลือกทางที่ดูปลอดภัยต่อชีวิตในเรื่องสุขภาพ แต่ยังมีความเกี่ยวข้องกับ แนวโน้มตลาดโลก ความยั่งยืนของธุรกิจในอนาคต และพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาสินค้าที่ปลอดภัยต่อร่างกาย และส่งผลน้อยต่อสิ่งแวดล้อม อีกด้วย ในงานวิจัยของ Deloitte ปี 2023 พบว่า ผู้บริโภคกว่า 73% ทั่วโลก “ยินดีจ่ายแพงกว่า” ถ้ารู้ว่าสินค้านั้นมีส่วนช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตัวเลขนี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่มองการใช้ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของจุดยืน และสินค้าที่ซื้อต้องสอดคล้องกับค่านิยม “ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้แค่ซื้อของ แต่ซื้อความหมาย” กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ไม่ได้แค่ถามว่า “ถูกไหม?” แต่ถามว่า “ดีต่อโลกไหม?” และ “แบรนด์นี้มีจุดยืนเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า?” เพิ่มมากขึ้น นอกจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ภาครัฐในหลายประเทศ รวมถึงสหภาพยุโรป กำลังออกกฎระเบียบที่เข้มข้นขึ้นในด้านสิ่งแวดล้อม เช่น  CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ที่จะเก็บภาษีคาร์บอนกับสินค้านำเข้า หากไม่มีการวัดและรายงานค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ชัดเจนในแง่มุมนี้ สินค้า Green Product คือ “ทางเลือกที่น่าสนใจ” ของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ส่งออกจากประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย ที่ต้องปรับตัวคว้าโอกาสในตลาดโลก  ลักษณะของ Green Product ที่ช่วยให้เราสังเกตุได้ง่ายมากขึ้น  มีการใช้วัตถุดิบที่ยั่งยืนหรือมีการรีไซเคิลได้ เช่น ใช้พลาสติกรีไซเคิล เยื่ออ้อย กระดาษที่ได้จากการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน (FSC) กระบวนการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมีการวางแผนการลดการใช้พลังงาน การลดของเสีย มีการจัดการน้ำเสียและการจัดการก๊าซเรือนกระจกที่มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและไม่ใช้สารพิษ เช่น ปราศจากสารตะกั่ว ฟอร์มาลดีไฮด์ หรือ PVC สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ รีไซเคิล หรือย่อยสลายได้เช่น บรรจุภัณฑ์ชีวภาพจากพืช แปรงสีฟันย่อยสลายได้ โดยการย่อยสลายนั้นสามารถย่อยสลายได้ 100% ในธรรมชาติ เปิด […]

Eco-Friendly Products คืออะไร? “สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” แค่ชื่อดูดี หรือเปลี่ยนโลกสร้างความยั่งยืนได้จริง ?

Eco-friendly products คืออะไร ? Eco-Friendly Products หมายถึง ผลิตภัณฑ์สินค้าที่มีการออกแบบมาและผลิตขึ้นโดยมุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของสินค้า ตั้งแต่กระบวนการจัดหา การผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังใช้งาน (End-of-Life Management) เช่น การรีไซเคิลหรือย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ซึ่งสินค้าต่างๆที่ผลิตขึ้นมาต้องส่งผลกระทบต่อโลก ต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด หรือมีแนวทางในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต สิ่งแวดล้อมน้อยลงหรือไม่ส่งผลเลย ซึ่งสินค้า ลักษณะสำคัญของ Eco-Friendly Products ได้แก่ ใช้วัตถุดิบที่ยั่งยืน (Sustainable Materials) ใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต ลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายหรือรีไซเคิลได้ เป็นมิตรต่อผู้ใช้และสัตว์ทดลอง (Cruelty-Free / Non-toxic)  “สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” แค่ชื่อดูดี หรือเปลี่ยนโลกสร้างความยั่งยืนได้จริง ? จากข้อมูลรายงานของ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ United Nations Environment Programme (UNEP) ระบุว่า อุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลกมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 45% ของการปล่อยทั้งหมด ซึ่งหมายความว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคและธุรกิจไปสู่สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะส่งผลอย่างมากต่ออนาคตของโลก ที่ทำให้เห็นชัดมากขึ้น ว่าทำไมโลกยุคปัจจุบันต้องให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นที่น่าจับตาและต้องร่วมมือกันเพราะถ้ามีการส่งเสริม สนับสนุนสินค้ากลุ่มนี้มากขึ้นจะเกิดผลดีต่าง ๆ อีกมากมายเลยทีเดียว สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะมีการแผนทั้งห่วงโซ่ที่ครอบคลุมมากขึ้น โดยวางแผนอย่างรัดกุมตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ โดยยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน กล่าวคือ ต้นน้ำ (Upstream) : แหล่งวัตถุดิบที่ไม่รุกล้ำสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ฝ้ายออร์แกนิก ไม้ปลูกทดแทน หรือพลาสติกรีไซเคิล กลางน้ำ (Midstream) : โรงงานผลิตที่ใช้พลังงานสะอาด ลดของเสีย มีระบบจัดการน้ำเสีย ปลายน้ำ (Downstream) : ช่องทางการจัดจำหน่ายที่ลดคาร์บอน เช่น การขนส่งแบบรวมศูนย์ การใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่สร้างขยะเพิ่ม หลังใช้งาน (End-of-Life) : การย่อยสลาย การรีไซเคิล หรือระบบ take-back มีการจัดการนำกลับมาสลายอย่างมีแนวทาง  ตัวอย่างแบรนด์สินค้าที่เราคุ้นเคย เช่น  เสื้อผ้าจากขวดพลาสติกรีไซเคิล: แบรนด์เช่น Patagonia หรือ Adidas ได้พัฒนาเสื้อผ้ากีฬาและรองเท้าจากขวด PET ที่ผ่านการรีไซเคิล ซึ่งช่วยลดขยะพลาสติกและลดการใช้พลังงานเทียบกับการผลิตใหม่ บรรจุภัณฑ์กระดาษแทนพลาสติก: […]

SDGs x ESG เชื่อมโยงเป้าหมายเพื่อความยั่งยืนของโลกและอนาคตของธุรกิจอย่างยั่งยืน

เมื่อโลกเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อน ดูทีท่าจะแก้ยากมากขึ้น ทั้งความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ภาวะโลกร้อน ทรัพยากรธรรมชาติที่ลดลง ไปจนถึงโรคระบาดที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและชีวิตของผู้คน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) หรือ sustainability goals จึงถูกกำหนดขึ้นมา เพื่อใช้เป็น “เข็มทิศ” นำทางในการลดปัญหาต่าง ๆ ให้ทุกประเทศร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นระบบและมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงทุกภาคส่วนในการร่วมมือกันเพื่อขจัดปัญหาต่าง ๆ ให้มีทิศทางของทางออกที่ดียิ่งขึ้น Sustainability Goals หนึ่งในประเด็นสิ่งแวดล้อมที่เป็นแกนหลักสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน  เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) คืออะไร ?  SDGs คือ เป้าหมายระดับโลก 17 เป้าหมาย ที่องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดขึ้นในปี 2015 เพื่อใช้เป็นแนวทางพัฒนาโลกในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล ซึ่งได้รับการรับรองจาก 193 ประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งมีกรอบระยะเวลาการดำเนินงานจนถึงปี 2030 โดยเอกสาร โดยเอกสารที่ประเทศสมาชิกทั้งหมดลงนามรับรองเป็นพันธะสัญญานั้นเรียกว่า “Transforming Our World: the 2030 Agenda for Sustainable Development” หรือ “วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030”   หนึ่งในประเด็นที่องค์กรต้องเร่งให้ความสำคัญ “ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม” ในวันที่โลกเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สูงขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกใช้เกินพอดี หรือมลพิษขยะทางทะเลและอากาศ หากพูดถึงเรื่อง “ความยั่งยืน” จึงไม่ใช่เรื่องขององค์กรด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้นอีกต่อไป แต่กลายเป็นความรับผิดชอบร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ที่ต้องร่วมมือกันพัฒนาโลกอย่างมีทิศทาง โดยเฉพาะในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นรากฐานของ sustainability goals ทุกด้าน เป้าหมาย SDGs ด้านสิ่งแวดล้อมที่องค์กรควรรู้ แม้ SDGs ทั้ง 17 ข้อจะเชื่อมโยงกัน แต่ถ้าหากพูดถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ก็มีบางเป้าหมายที่เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมไว้อย่างชัดเจน เช่น 1. SDG 6 : น้ำสะอาดและการสุขาภิบาล ส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยของเสียลงแหล่งน้ำ 2. SDG 7 : พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ สนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น […]

อุตสาหกรรม Jewelry ต้องทำ! ปรับโรงงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โอกาสสร้างกำไรอย่างยั่งยืน

เพิ่มกำไรอย่างยั่งยืนให้กับโรงงาน Jewelry กับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องมาตรฐาน RJC  ถือเป็นอีกเรื่องที่ไม่ได้ใหม่สำหรับผู้ประกอบการในปี 2025 แต่เรียกได้ว่าเป็นความท้าทายใหม่ ที่ต้องให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น สำหรับด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ที่เป็นหนึ่งในข้อกำหนดด้านมาตรฐานของ RJC จากข้อมูลรายงานของ World Jewellery Confederation (CIBJO) ระบุว่า อุตสาหกรรมเครื่องประดับมีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมาก โดยเฉพาะในช่วง ๊Upstream ของซัพพลายเชน รวมถึงขั้นตอนการดำเนินงานส่วนอื่น ๆ ด้วยสาเหตุนี้จึงถือเป็นเรื่องที่ท้าทายในยุคที่โลกตื่นตัวกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทั้งคู่ค้าในประเทศต่าง ๆ รวมถึงผู้บริโภคยุคใหม่ โดยมีข้อมูลว่ากว่า 72% ของผู้บริโภค โดย Gen Z เชื่อว่าบริษัทควรแสดงความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อม (Deloitte, 2024) นี่จึงเป็นอีกข้อมูลที่ตอกย้ำว่า คนส่วนใหญ่ล้วนให้ความสำคัญต่อด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อุตสาหกรรมเครื่องประดับ (Jewelry Industry) ก็ถือว่าเป็นอีกอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ถูกจับตามากขึ้น โดยเฉพาะ “โรงงานผู้ผลิต” ซึ่งอยู่ต้นทางของห่วงโซ่อุปทาน ที่กำลังเผชิญกับคำถามสำคัญว่า…จะสามารถเติบโตไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร ? ต้องทำและวางแผนดำเนินการแบบไหนให้มีกำไรอย่างยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง เปลี่ยนโรงงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้สอดคล้องมาตรฐาน RJC   Responsible Jewellery Council (RJC) คือมาตรฐานสากลสำหรับธุรกิจในอุตสาหกรรมเครื่องประดับที่มุ่งเน้นความโปร่งใส จริยธรรม และความยั่งยืน Responsible Jewellery Council (RJC) คืออะไร ? โดยมาตรฐาน RJC จะมีข้อกำหนดหลักในด้านต่าง ๆ ดังนี้  ด้านสิ่งแวดล้อม  มุ่งเน้นมาตรฐานในการจัดการของเสีย มลพิษ การใช้พลังงาน และวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ด้านสิทธิมนุษยชน แรงงานและการดำเนินงานทางสังคม มุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างถูกกฏหมาย การเคารพสิทธิมนุษยชน การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างเท่าเทียม ด้านจริยธรรมทางธุรกิจ  ครอบคลุมการดำเนินงานอย่างโปร่งใส ซื่อสัตย์ และเป็นธรรม ตรวจสอบได้ ด้วยการมีมาตรฐานจริยธรรมที่สูง สอดคล้องกับกฏหมายที่เกี่ยวข้อง ด้านความรับผิดชอบต่อห่วงโซ่อุปทาน  การตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของโลหะและอัญมณี การจัดการระบบที่มีประสิทธิภาพ การติดตาม การประเมินผล และการดำเนินงาน อุตสาหกรรม Jewelry ไทย กับความจำเป็นที่ต้องทำตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ในอดียที่ผ่านมาการผลิตเครื่องประดับเป็นธุรกิจความงาม ที่เน้นฝีมือ ความประณีต และคุณค่าในเชิงวัตถุ แต่ในโลกยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในปี 2025 เป็นต้นไป อุตสาหกรรมเครื่องประดับทั่วโลกกำลังเผชิญความคาดหวังว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนการดำเนินงาน ในทิศทางที่ส่งผลดีต่อโลกและสังคม โดยเฉพาะการปรับรูปแบบในเรื่องด้านสิ่งแวดล้อม […]

CBAM Certificate คืออะไร ? ปี 69 “CBAM เริ่มภาคบังคับ” เอกสารสำคัญที่ผู้ส่งสินค้าไปยุโรปต้องรู้

จากบทความก่อนที่ FDI พาไปเจาะลึกข้อมูลเกี่ยวกับ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นมาตรการของสหภาพยุโรปในการจัดการกับ Climate Change กันมาแล้ว โดยมาตรการนี้จะเริ่มบังคับใช้จริงในช่วงเดือนมกราคม 2569 นี้แล้ว ในกลุ่มสินค้า 6 กลุ่มระยะแรก ไม่ว่าจะเป็น ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม และไฮโดรเจน ซึ่งผู้นำเข้าจะต้องซื้อใบรับรอง CBAM (CBAM Certificate) ตามปริมาณการนำเข้าและปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสินค้าประเภทเดียวกันที่ผลิตในสหภาพยุโรป ยิ่งปล่อยมากยิ่งจ่ายแพง นั่นเป็นเหตุผลที่ราคาสินค้าก็จะแพงตามไปด้วย ในบทความนี้จะพาทุกท่านมาเจาะข้อมูล ทำความเข้าใจกันต่อว่า CBAM Certificate หรือใบรับรองที่ผู้นำเข้าสินค้าจากนอกสหภาพยุโรป (EU) ว่าคืออะไร ผู้ประกอบการต้องทำอย่างไรบ้าง และในระยะต่อไปจะมีสินค้าอะไรบ้างที่จะถูกปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ไปติดตามกันได้ในบทความนี้ CBAM Certificate คืออะไร ? CBAM Certificate คือ ใบรับรองที่ผู้นำเข้าสินค้าจากนอกสหภาพยุโรป (EU) ต้องซื้อ เพื่อแสดงว่าได้ชำระ “ค่าธรรมเนียมคาร์บอน” ตามปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากกระบวนการผลิตสินค้าแล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ “ภาษีคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน” ของ EU เพื่อป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน (Carbon Leakage) ซึ่งหมายถึง บริษัทที่ดำเนินการในยุโรป มีการย้ายฐานการผลิตที่ปล่อยมลพิษสูงไปยังประเทศนอกยุโรป ซึ่งในประเทศเหล่านั้นอาจจะมีกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่หละหลวมกว่า เพื่อลดต้นทุนให้ถูกลง แล้วนำเข้าสินค้ากลับมาขายใน EU  ใหม่อีกครั้ง ทำให้ต้องเข้มงวด จัดการปัญหานี้จริงจังมากขึ้น และเป็นการสร้างความเท่าเทียมทางต้นทุนคาร์บอนกับสินค้าที่ผลิตใน EU อยู่แล้วด้วยเช่นกัน CBAM ระเบียบภาคบังคับ เริ่มใช้จริง 1 ม.ค. 2569 นี้  โดยจะมีสินค้า 6 กลุ่ม ในระยะแรก ไม่ว่าจะเป็น ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม และไฮโดรเจน รวมถึงผลิตภัณฑ์ปลายน้ำบางตัวที่กำหนดซึ่งต่อเนื่องจากกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก เช่น น็อตและสลักเกลียว ที่ต้องซื้อและยื่นใบรับรอง CBAM ตามปริมาณการปล่อยก๊าซ (embedded emissions) ของสินค้านำเข้า […]

Carbon Emission Types คืออะไร พร้อมแนะนำแนวทางเบื้องต้น! สำหรับองค์กรในการเก็บข้อมูลเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก

อย่างที่ทราบกันดีว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) คือ  ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกมาจากกิจกรรมหรือกระบวนการต่างๆ ซึ่งหากปล่อยออกมาจากกระบวนการผลิต ดำเนินงานของผลิตภัณฑ์ เรียกว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint for Product) และหากเกิดจากกิจกรรมการดำเนินงานขององค์กร เรียกว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization)  สำหรับก๊าซเรือนกระจก (GHG) มีทั้งหมด 7 ชนิด ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2), มีเทน (CH4) ,เพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) , ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) , ไนตรัสออกไซด์ (N2O), ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) และไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3) โดยที่ก๊าซเรือนกระจกทั้ง 7 ชนิดนี้ จะถูกวัดและรายงานผลในรูปของตันหรือกิโลกรัมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tonCO2 eq หรือ kgCO2 eq)  เป็นการเปรียบเทียบค่าก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ด้วยค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเมื่อเทียบกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มาตรฐานการประเมินปริมาณการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกขององค์กร แบ่งเป็น 3 ประเภท (Carbon Emission Types) สำหรับการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กร จะช่วยให้องค์กรเห็นภาพรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น สามารถระบุกิจกรรมขององค์กรที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ติดตามประสิทธิภาพในกระบวนการลดการปล่อยก๊าซได้ง่ายและวัดผลได้ง่ายมากขึ้น แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ ประเภท 1 : กิจกรรมการทางตรงจากการดำเนินงานขององค์กร (Direct Emissions) ประเภท 2 : กิจกรรมการทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Energy Indirect Emissions) ประเภท 3 : กิจกรรมการทางอ้อมอื่นๆ (Other Indirect Emissions) การแบ่งการจัดเก็บข้อมูลในแต่ละขอบเขตจะทำให้เข้าใจในแนวทางการประเมินค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทราบข้อมูลที่แน่ชัด วัดผลได้ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ และสามารถจำแนกสาเหตุ กระบวนการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันจะนำไปสู่การหาแนวทางในการลดและจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลงขององค์กร เข้าใจในแนวทางสำหรับองค์กรในการเก็บข้อมูล เพื่อใช้ประเมินก๊าซเรือนกระจก การระบุกิจกรรมการดำเนินงานขององค์กรตามขอบเขต Carbon Emission ทั้ง 3 รูปแบบ ไม่ว่าจะในรูปแบบที่ 1. Direct Emission , 2. […]

1 2 3 4 5 7