บทความบริการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

Carbon Emission Types คืออะไร พร้อมแนะนำแนวทางเบื้องต้น! สำหรับองค์กรในการเก็บข้อมูลเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก

อย่างที่ทราบกันดีว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) คือ  ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกมาจากกิจกรรมหรือกระบวนการต่างๆ ซึ่งหากปล่อยออกมาจากกระบวนการผลิต ดำเนินงานของผลิตภัณฑ์ เรียกว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint for Product) และหากเกิดจากกิจกรรมการดำเนินงานขององค์กร เรียกว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization)  สำหรับก๊าซเรือนกระจก (GHG) มีทั้งหมด 7 ชนิด ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2), มีเทน (CH4) ,เพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) , ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) , ไนตรัสออกไซด์ (N2O), ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) และไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3) โดยที่ก๊าซเรือนกระจกทั้ง 7 ชนิดนี้ จะถูกวัดและรายงานผลในรูปของตันหรือกิโลกรัมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tonCO2 eq หรือ kgCO2 eq)  เป็นการเปรียบเทียบค่าก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ด้วยค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเมื่อเทียบกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มาตรฐานการประเมินปริมาณการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกขององค์กร แบ่งเป็น 3 ประเภท (Carbon Emission Types) สำหรับการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กร จะช่วยให้องค์กรเห็นภาพรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น สามารถระบุกิจกรรมขององค์กรที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ติดตามประสิทธิภาพในกระบวนการลดการปล่อยก๊าซได้ง่ายและวัดผลได้ง่ายมากขึ้น แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ ประเภท 1 : กิจกรรมการทางตรงจากการดำเนินงานขององค์กร (Direct Emissions) ประเภท 2 : กิจกรรมการทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Energy Indirect Emissions) ประเภท 3 : กิจกรรมการทางอ้อมอื่นๆ (Other Indirect Emissions) การแบ่งการจัดเก็บข้อมูลในแต่ละขอบเขตจะทำให้เข้าใจในแนวทางการประเมินค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทราบข้อมูลที่แน่ชัด วัดผลได้ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ และสามารถจำแนกสาเหตุ กระบวนการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันจะนำไปสู่การหาแนวทางในการลดและจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลงขององค์กร เข้าใจในแนวทางสำหรับองค์กรในการเก็บข้อมูล เพื่อใช้ประเมินก๊าซเรือนกระจก การระบุกิจกรรมการดำเนินงานขององค์กรตามขอบเขต Carbon Emission ทั้ง 3 รูปแบบ ไม่ว่าจะในรูปแบบที่ 1. Direct Emission , 2. […]

RJC มาตรฐานที่สำคัญ ทำไมธุรกิจเครื่องประดับยุคใหม่ต้องใส่ใจ “ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม”

ในโลกที่ผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่า “ สินค้าที่ฉันใช้มาอย่างไร ? ” ธุรกิจที่ไม่แค่ผลิตสินค้าให้สวยงามอีกต่อไป แต่ยังต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน ถ้าหากทำได้ จะเป็นธุรกิจที่ได้เปรียบในระยะยาว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องประดับ โดยมาตรฐาน RJC หรือ Responsible Jewellery Council กลายเป็นมาตรฐานที่ผู้ผลิต ผูัมีส่วนได้เสียในอุตสาหกรรมนี้ รวมถึงผู้ค้าเครื่องประดับ อัญมณี ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ เพราะ RJC ไม่ใช่แค่ “มาตรฐานรับรอง” แต่คือ “การแสดงวิสัยทัศน์ขององค์กร” ต่อความโปร่งใส ที่ตรวจสอบได้ด้วยมาตรฐาน การประกอบธุรกิจด้วยธรรมาภิบาล การให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน แล้วมาตรฐาน RJC คืออะไร ? RJC (Responsible Jewellery Council) คือ องค์กรระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหาผลกำไร โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนามาตรฐานความรับผิดชอบทางจริยธรรม สังคม และสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ โดยสมาชิกของ RJC ครอบคลุมตั้งแต่เหมืองแร่ ผู้ผลิตโลหะมีค่า โรงงานผลิต ไปจนถึงร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ทั่วโลก เช่น Cartier, Tiffany & Co., และ De Beers ปัจจุบัน มีสมาชิกมากกว่า 2,000 บริษัท จากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ซึ่งทุกบริษัทต้องปฏิบัติตามมาตรฐานของ RJC เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคและโลกใบนี้ RJC กับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ใช่แค่เครื่องประดับสวยงามอย่างเดียว แต่ต้องตอบโจทย์ความยั่งยืนด้วย หลักการปฏิบัติของ RJC (RJC Code of Practices) โดยหลักการปฏิบัติมีทั้งหมด 4 ด้าน ที่มุ่งเน้นเป็นหลัก คือ ด้านจริยธรรมทางธุรกิจ , ด้านสิทธิมนุษยชนและการดำเนินงานทางสังคม , ด้านการดำเนินงานทางสิ่งแวดล้อม เช่น การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม , ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ , จัดการของเสียและมลพิษอย่างเหมาะสม และด้านระบบการบริหารจัดการ โดยในบทความนี้เราจะเจาะลึกข้อมูล รวมถึงเนื้อหาที่น่าสนใจ “ด้านการดำเนินงานทางสิ่งแวดล้อม”  สำหรับมาตรฐาน RJC ไม่ได้จำกัดอยู่แค่จริยธรรมและสิทธิมนุษยชน แต่ยังครอบคลุม “ในด้านความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม” ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายธุรกิจเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นในยุคที่โลกร้อนมากขึ้นทุกวัน รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดย SCS Global ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจ ในประเด็นสิ่งแวดล้อมในมาตรฐาน […]

ที่ปรึกษา Carbon Footprint for Organizations (CFO) ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมช่วยให้องค์กรขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน

ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม กลายเป็นแกนกลางของการดำเนินธุรกิจ ที่ต้องผนวกเข้ากับนโยบายในการดำเนินงานขององค์กร  ซึ่งไม่สามารถเพิกเฉยต่อผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกต่อไป หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้องค์กร “วัด รู้ และลดการปล่อย” รวมถึงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยลง คือ การประเมิน Carbon Footprint for Organizations (CFO) หรือ ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ซึ่งสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่าง FDI ที่ให้บริการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน อย่างครบวงจร ด้วยความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม การร่วมวางกลยุทธ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างแม่นยำ มีประสิทธิภาพ ชี้แนะตรงจุด บริการด้วยความรวดเร็ว พร้อมราคาที่เหมาะสมกับบริการ อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนในด้านการทำงานของทีมผู้รับผิดชอบต่อ ด้านธุรกิจในภาพรวม เพราะเราให้บริการที่ปรึกษาธุรกิจอย่างครบวงจรในที่เดียว ทำไมต้องใช้บริการที่ปรึกษา CFO คำถามที่หลายองค์กรต่างสงสัย ?! ในหลายองค์กรขนาดใหญ่ มักจะมีแผนกที่ดูแลด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรง แต่อาจจะยังไม่มีความคุ้นเคย หรือเชี่ยวชาญในการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นต์ รวมถึงการเก็บข้อมูล การประเมินข้อมูลที่ซับซ้อน ในโครงการสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ การมีที่ปรึกษา CFO / CFP หรือการวางแผนการจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อม จึงตอบโจทย์ในองค์กรที่ต้องการความรวดเร็ว ความเชี่ยวชาญ ที่เชื่อถือและตรวจสอบได้จริง ทั้งข้อมูล การดำเนินงานทั้งหมด เรียกได้ว่า มีความเชี่ยวชาญ สามารถจัดการให้ได้ครบวงจรด้วยความเป็นมืออาชีพนั่นเอง 5 เหตุผลหลัก ที่ทำไมต้องใช้บริการจากเรา  ผู้เชี่ยวชาญมีประสบการณ์ในการดำเนินงาน มีความเข้าใจในการจัดเก็บข้อมูล การทำรายงาน การขึ้นทะเบียน การทวนสอบ รวมถึงให้คำแนะนำตรงจุด รวดเร็ว ตอบโจทย์ในทุกองค์กร สามารถเสนอแนวทางในการวางแผนการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว ทั้งแผนการดำเนินการระยะสั้น ระยะยาว ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละประเภทธุรกิจ ราคาเหมาะสมกับบริการที่ได้รับอย่างแน่นอน มีบริการอื่น ๆ ร่วมด้วยในการวางแผนด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ซึ่ง FDI Group ไม่ได้เพียงแต่ให้บริการประเมินคาร์บอนอย่างเดียวเพียงเท่านั้น แต่ให้บริการจัดอบรมภายในด้านสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก การทำโครงการคาร์บอนเครดิต แพลตฟอร์มการเก็บข้อมูล รวมถึง Canbon Event อย่างครบวงจร ประหยัดเวลา และลดภาระของทีมภายใน ช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น ตอบข้อสงสัยกับเหตุผลหลักที่องค์กรควรประเมิน  Carbon Footprint  for Organizations (CFO) คำถามยอดนิยมที่ผู้บริหารองค์กร หรือฝ่ายวางแผนกลยุทธ์สงสัย มักมีคำถาม คือ “การประเมิน Carbon Footprint สำหรับองค์กร (CFO) จำเป็นแค่ไหน?” “เราไม่ใช่บริษัทใหญ่ ไม่ส่งออกสินค้า ต้องทำด้วยหรือ ? […]

Carbon Footprint สู่ Carbon Neutral ทิศทางที่น่าสนใจ สู่”เป้าหมาย Net Zero”

“Carbon Footprint Thailand” ประเทศไทยเดินไปถึงไหนแล้วในปี 2568 ประเทศไทยมีเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) อย่างชัดเจน จากกรอบ นโยบายในการเร่งดำเนินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ.2608 และการวางมาตรการลดคาร์บอนในระดับชาติ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อมูลล่าสุดยังพบสถานการณ์ที่ท้าทายและต้องเร่งดำเนินการในด้านต่าง ๆ เป้าหมายด้านการลดคาร์บอนของประเทศไทย รัฐบาลไทยได้แถลงเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นทางการภายใต้กรอบ Nationally Determined Contributions (NDC) และ Long-term Low Emission Development Strategy (LT-LEDS) ได้แก่: ลดการปล่อย GHG ให้ได้อย่างน้อย 30-40% ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับแนวโน้ม BAU (Business as Usual) มุ่งสู่การเป็นประเทศ Net Zero ภายในปี 2065 เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 37% ภายในปี 2037 (ตามแผน AEDP) อย่างไรก็ตาม การบรรลุเป้าหมายเหล่านี้จำเป็นต้องเร่งออกกฎหมาย เช่น ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดมาตรฐานการรายงาน GHG และกลไกราคา เช่น carbon tax หรือ Emissions Trading System (ETS) ความเคลื่อนไหวภาคธุรกิจไทยในด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม  ในภาคเอกชน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนในรายงานความยั่งยืน โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม SET100 และ ESG100 ที่ต้องรายงานข้อมูล Scope 1, Scope 2 และบางส่วนของ Scope 3 ภายในปี 2567 ขณะเดียวกัน มีบริษัทไทยหลายแห่งได้รับฉลาก “คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร” จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) และเริ่มลงทุนในโครงการชดเชยคาร์บอน เช่น ปลูกป่า พลังงานชีวมวล และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเกิดผลลัพธ์เชิงยั่งยืน เป็นที่ประจักษ์ แสดงให้เห็นว่าองค์กรต่าง ๆ นั้น ต่างเริ่มให้ความสำคัญในด้านสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นแล้ว ในปี 2568 ประเทศไทยยังคงอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจคาร์บอนสูงไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว แม้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของประเทศจะยังไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็มีแนวโน้มที่ดีจากการดำเนินนโยบาย การลงทุนของภาคธุรกิจ และการเตรียมความพร้อมด้านกฎหมาย […]

กลไกที่น่าจับตา! ลดก๊าซเรือนกระจก โครงการคาร์บอนเครดิต โลกเปลี่ยนได้ถ้าเริ่มเปลี่ยนจากตอนนี้

ทำความรู้จักหน่วยวัดของ carbon credit คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงหรือกักเก็บได้จากการทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกเมื่อเทียบกับกรณีการดำเนินธุรกิจตามปกติ โดยมีหน่วยวัด carbon credit เป็นตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂eq) ซึ่งปริมาณที่จะลดลงหรือกักเก็บนั้นต้องได้รับการรับรองตามมาตรฐานต่าง ๆ และสามารถนำไปซื้อขายระหว่างผู้ต้องการชดเชยการปล่อยคาร์บอนและผู้ที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้  คาร์บอนเครดิต มาจากโครงการหลักๆ ที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHGs) และสร้างคาร์บอนเครดิตที่สามารถนำไปซื้อขายได้ โดยทั่วไปแล้ว โครงการเหล่านี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ  1. โครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Reduction Projects) การลดการปล่อยก๊าซในอุตสาหกรรมหรือกระบวนการผลิตมุ่งเน้นในการปรับปรุงกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การใช้พลังงานสะอาด, การใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซ , การกำจัดน้ำเสีย ของเสีย , หรือการปรับปรุงเครื่องจักรให้มีการปล่อยก๊าซต่าง ๆ น้อยลง การเปลี่ยนแปลงในภาคพลังงานโครงการที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทดแทน เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (solar panels) หรือการใช้พลังงานลม (wind power) ซึ่งผลลัพธ์ที่ลดการปล่อยก๊าซก็จะถูกรวมคำนวณในรูปของหน่วยวัด carbon credit เช่นกัน  2. โครงการดูดซับคาร์บอน (Carbon Sequestration Projects) โครงการปลูกต้นไม้และการฟื้นฟูป่าเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการปลูกต้นไม้ มีวัตถุประสงค์เพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ เช่น โครงการการปลูกป่า, การป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า, หรือการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ที่ไม่เคยมีป่า ซึ่งทุกกิจกรรมจะถูกแปลงเป็น หน่วยวัด carbon credit การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำและการจัดการดินการปรับปรุงพื้นที่ชุ่มน้ำหรือการจัดการดินเพื่อให้สามารถดูดซับคาร์บอนได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีต หรือการปรับปรุงการใช้ที่ดินในเกษตรกรรมที่สามารถช่วยดูดซับคาร์บอนมากขึ้น ทั้งหมดนี้จะได้รับการประเมินออกมาเป็น หน่วยวัด carbon credit ทั้งสองประเภทนี้มีบทบาทสำคัญในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและช่วยให้องค์กรต่าง ๆ นั้น บรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามข้อกำหนดของข้อตกลงระหว่างประเทศได้รวดเร็วหรือเป็นไปตามเป้าหมายมากขึ้น  โดยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการดำเนินธุรกิจปกติ จะต้องได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนตามมาตรฐานต่างๆ เป็นคาร์บอนเครดิตก่อน ผู้ดำเนินโครงการลดคาร์บอน (Supply) จึงจะสามารถนำไปขายแก่ผู้ต้องการชดเชยการปล่อยคาร์บอน (Demand) ได้นั่นเอง  หน่วยวัดหลัก : 1 Carbon Credit = 1 tCO₂e Carbon Credit (คาร์บอนเครดิต) มีหน่วยวัด carbon credit คือ ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ton of carbon dioxide equivalent หรือ tCO₂e) […]

พลังงานไฮโดรเจนกับเป้าหมาย Net Zero ทิศทางใหม่ของพลังงานสะอาดที่ต้องจับตา!

หนึ่งในพลังงานทางเลือกที่ถูกจับตามองมากที่สุดในทศวรรษนี้คือ “พลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen Energy)” หรือที่หลายคนเรียกสั้นๆ ว่า ไฮโดรเจนสะอาด พลังงานรูปแบบใหม่นี้ไม่เพียงแต่ไม่มีการปล่อยคาร์บอนขณะใช้งาน แต่ยังสามารถประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย ตั้งแต่ยานยนต์ การผลิตไฟฟ้า ไปจนถึงอุตสาหกรรมหนัก ถือได้ว่าเป็นพลังงานสะอาดที่น่าจับตา สู่ทิศทางในอนาคตที่น่าสนใจในการเลือกใช้พลังงานไฮโดรเจน พลังงานไฮโดรเจน หนึ่งในพลังงานสะอาดต่อเทรนด์พลังงานโลก ในปัจจุบันในหลายประเทศทั่วโลกกำลังเดินหน้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)  ประเทศไทยก็เช่นกัน โดยการตั้งเป้าหมายในการร่วมมือกันในทุกภาคส่วน เพื่อให้เป้าหมายนี้สำเร็จตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดได้จริง หนึ่งในพลังงานที่ถูกจับตามองและถือเป็นคีย์ที่สำคัญในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (energy transition) และถูกมองว่าเป็นพลังงานทางเลือกในทิศทางใหม่ของโลกที่น่าสนใจคือ “ไฮโดรเจน” ไฮโดรเจน คืออะไร ?  สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า ไฮโดรเจนเป็นธาตุที่เบาที่สุดและเป็นองค์ประกอบของน้ำ (H2O) นอกจากนี้ ยังเป็นธาตุที่รวมอยู่ในโมเลกุลของสารประกอบอื่นๆ เช่น สารประกอบจําพวกไฮโดรคาร์บอน (HC) คุณสมบัติทั่วไปของไฮโดรเจน คือ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ติดไฟง่าย ไม่เป็นพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ก๊าซไฮโดรเจนสามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการเผาไหม้และให้ความร้อน หรือนำไปผลิตกระแสไฟฟ้าโดยป้อนเข้าเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) ดังนั้น ไฮโดรเจนจึงถือเป็นแหล่งพลังงานเชื้อเพลิงที่สำคัญอย่างมากในอนาคต ไฮโดรเจนคือพลังงานสะอาดได้อย่างไร ? ไฮโดรเจนถือเป็น “energy carrier” หรือพาหะพลังงานชนิดหนึ่ง ที่สามารถนำพลังงานจากแหล่งอื่นได้ เช่น พลังงานหมุนเวียน มาสะสม เคลื่อนย้าย และสามารถแปลงเป็นไฟฟ้าได้ เชื้อเพลิง : เมื่อนำมาใช้ในเชื้อเพลิงเซลล์ (fuel cell) หรือเผาไหม้ จะให้พลังงานพร้อมการปล่อย “เพียงน้ำและไอน้ำ” เท่านั้น เซลล์เชื้อเพลิง : เป็นอุปกรณ์ที่แปลงไฮโดรเจนทางเคมีเป็นไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ปฏิกิริยาอิเล็กโทรเคมี (electrochemical) ซึ่งให้พลังงาน, น้ำ และความร้อน โดยไม่มีการเผาไหม้เกิดขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงพลังงานไฮโดรเจน จะทำให้ไม่เกิดมลพิษคาร์บอน โดยเชื้อเพลิงเซลล์สามารถใช้งานได้หลากหลาย เช่น ยานยนต์ , ระบบไฟฟ้าสำรอง , อาคาร , โรงงาน และตัวอย่างที่เห็นชัด คือรถยนต์ Toyota Mirai, Hyundai Nexo ฯลฯ ไฮโดรเจนแต่ละสีมีคุณสมบัติและการนำไปใช้อย่างไรบ้าง  จากคุณสมบัติของไฮโดรเจนที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น แต่เราอาจเคยได้ยินการแบ่งประเภทไฮโดรเจนด้วย “สี” ไม่ว่าจะเป็น ไฮโดรเจนสีฟ้า ไฮโดรเจนสีเขียว หรือสีเทา และสีอื่น […]

เปลี่ยนโรงแรมให้รักษ์โลก ตอบโจทย์การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Hotel)

การเปลี่ยนโรงแรมให้เป็น Green Hotel ไม่เพียงแต่เป็นการปรับตัวตามกระแสความยั่งยืน แต่ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีความใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งยังเป็นนโยบายสำคัญที่ถือเป็นอีกพลังขับเคลื่อนให้เป็นประเทศไทยก้าวสู่ Net Zero ได้เร็วมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ปรับเพื่อเปลี่ยนให้โรงแรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Hotel) โรงแรมสีเขียว หรือ Green Hotel คือ โรงแรมที่ดำเนินงาน บริหารจัดการ โดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งในด้านพลังงาน การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการของเสีย การลดขยะที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ไปจนถึงการปรับปรุงระบบการทำงานของพนักงานและส่งเสริมการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อสังคมของแขกผู้เข้าพัก เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการ “ลด ใช้ซ้ำ รีไซเคิล” (Reduce, Reuse, Recycle) และสอดรับกับแนวคิด การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) โดยยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานและคุณภาพในการให้บริการได้อย่างครบถ้วน เป้าหมายของ Green Hotel เพื่ออะไร ?  ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้น้อยลงหรือเป็นมิตรมากยิ่งขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการดำเนินงาน และการกำจัดของเสีย ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด รวมถึงพลังงานที่ยั่งยืนมากขึ้น ยกระดับสุขอนามัยและสุขภาพของผู้เข้าพัก รวมถึงการทำงานของพนักงานในทุกแผนก ส่งเสริมการเป็นองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ทำไม ? โรงแรมถึงต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เป็น Green Hotel  ด้วย 3 เหตุผลหลัก ที่ทำไมควรต้องทำ เป็นการลดผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน  โรงแรมถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง ไม่ว่าจะเป็นพลังงานไฟฟ้า การใช้น้ำ ระบบปรับอากาศ การซักผ้า หรือของใช้สิ้นเปลืองต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การสร้างขยะพลาสติกในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น การใช้น้ำในปริมาณสูง หรือการรบกวนระบบนิเวศของพื้นที่รอบข้าง การปรับเปลี่ยนมาเป็น Green Hotel จึงเป็นการ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างตรงจุด เช่น ลดการใช้พลังงานด้วยหลอดไฟ LED และระบบอัตโนมัติ ส่งเสริมผู้เข้าพักให้เกิดการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า การใช้น้ำอย่างประหยัดและมีระบบหมุนเวียนน้ำเสียที่สามารถนำน้ำใช้ประโยชน์อื่น ๆ ต่อได้ ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว เช่น ใช้ขวดแก้วแทนขวดพลาสติก สร้างแนวทางจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การส่งเสริมการใช้ซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง การจัดการขยะอย่างเป็นระบบ สนับสนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ลดการพึ่งพาระบบโลจิสติกส์ และยังเป็นการส่งเสริมผลิตภัณฑ์สินค้า วัตถุดิบจากชุมชน ที่ช่วยสร้างรายได้ในแง่ของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การดำเนินงานแบบรักษ์โลกยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อชุมชน โดยการมีส่วนร่วมกับชาวบ้าน สนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น และไม่ก่อผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยวในระยะยาว ความยั่งยืนคือผลกำไรที่แท้จริงของการทำธุรกิจ การดำเนินธุรกิจแบบ […]

เข้าใจคาร์บอนเครดิต ประเทศไทยใน 5 นาที! กลไกสำคัญในการลดก๊าซเรือนกระจก

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง จึงจำเป็นและเป็นเรื่องที่สำคัญในการจัดการปัญหานี้โดยเร่งด่วน ซึ่ง “คาร์บอนเครดิต” (Carbon Credit) ถือเป็นอีกเครื่องมือที่สำคัญ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะในประเทศไทย ปี 2568 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเป็นช่วงเร่งเดินหน้านโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 และ เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2608 ซึ่งเราจะเห็นได้จากนโยบายต่าง ๆ ทางด้านกฏหมายที่เริ่มจะมีความเข้มข้นมากขึ้น เช่น ร่าง พ.ร.บ. ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ รวมถึงกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมมลพิษต่าง ๆ ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น0 คาร์บอนเครดิต คืออะไร ? “คาร์บอนเครดิต” คือ การนำกลไกของตลาดมาใช้เพื่อเป็นแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  ซึ่งถ้าหากองค์กรใดที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ต่ำกว่า หรือน้อยกว่าปริมาณที่ปล่อยปกติ หรือมีการดำเนินการที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้มากขึ้นจากการดูดซับปกติ ปริมาณที่ปล่อยได้มีการลดลงหรือดูดซับได้เพิ่มมากขึ้นนี้ จะเรียกว่า คาร์บอนเครดิต โดยหน่วยที่ใช้วัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดหรือกักเก็บได้ 1 หน่วย เท่ากับ 1 ตันของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) หรือเทียบเท่า เช่น มีโครงการปลูกป่า 1 โครงการ หากสามารถดูดซับก๊าซ CO₂ ได้ 100 ตัน โครงการนั้นก็จะมีสิทธิได้รับคาร์บอนเครดิต 100 หน่วย ซึ่งสามารถนำไป “ขาย” ให้กิจการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินเกณฑ์ เพื่อทำการชดเชยในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรนั่นเอง รูปแบบและประเภทของคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่าคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยอาจจำแนกอย่างกว้างได้เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ คาร์บอนเครดิตที่ได้รับจากการทำโครงการที่มีการลดหรือเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Reduction/Avoidance Projects) เช่น การปรับเปลี่ยนเครื่องมือเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือแหล่งพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลงกว่ากรณีปกติ คาร์บอนเครดิตที่ได้รับจากการทำโครงการที่ดูดกลับก๊าซเรือนกระจกมากักเก็บไว้ (Carbon Removal Projects) เช่น การปลูก ดูแลรักษา หรือฟื้นฟูป่าไม้, BioEnergy with Carbon Capture and Storage (BECCS), Direct Air Carbon Capture (DAC), Direct Ocean […]

จัดงานอีเว้นท์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่ปรึกษา Carbon Neutral Event

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก แนวคิดด้านความยั่งยืน (Sustainability) ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินกิจกรรมต่างๆ รวมถึง “การจัดงาน” ไม่ว่าจะเป็นงานสัมมนา งานประชุม งานสานสัมพันธ์คู่ค้าระหว่างองค์กร หรืองานอีเวนต์ต่างๆ ซึ่งหลายองค์กรเริ่มให้ความสำคัญกับการจัดงานที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หนึ่งในแนวทางที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับก็คือ Carbon Neutral Event ที่เป็นการจัดงานเพื่อคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในแต่ละส่วนของการดำเนินงาน ในขณะที่งานอีเว้นท์เองก็ยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ บทความนี้จะพาทุกท่านทำความเข้าใจว่า Carbon Neutral Event คืออะไร มีขั้นตอนการจัดงานอย่างไร และควรดำเนินการชดเชยคาร์บอนอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและภาพลักษณ์ขององค์กร จัดงานอีเว้นท์ยุคใหม่ ไม่ใช่จัดแบบไหนก็ได้! แต่ต้องรักษ์โลกด้วย Carbon Neutral Event อย่างที่ทราบกันดีว่าในสภาวะปัจจุบันโลกมีผลกระทบที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้โดยด่วน หนึ่งในนั้นคือปัญหาด้านสภาวะอากาศที่มีปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้นทั้งการใช้พลังงาน การเกษตรกรรม การพัฒนาและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง หารใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน รวมถึงการจัดงานอีเว้นท์ก็เช่นกัน ที่ต้องมีการใช้พลังงานไฟฟ้า การค้างคืนของผู้จัดงาน ผู้ร่วมงาน การเดินทางมาร่วมงาน การใช้พลังงานในการประกอบอาหาร การกำจัดของเสีย อาหารเหลือทิ้งในการจัดงาน สิ่งต่างๆเหล่านี้ ล่วนเป็นปัจจัยและสาเหตุที่สำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Carbon Neutral Event  คืออะไร ?  คือ การจัดงานที่มีการวัดปริมาณการปล่อยคาร์บอน ปรับลด และชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมทั้งหมดในงาน ที่ไม่ใช่เพียงการลดปริมาณขยะหรือใช้สิ่งของที่สามารถนำไปรีไซเคิล ใช้ประโยชน์ต่อได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการคำนวณปริมาณการปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเดินทางของผู้ร่วมงาน การใช้พลังงาน สื่อโฆษณา อาหาร และการบริหารจัดการสถานที่ ซึ่งหลังจากที่มีการจัดงานแล้ว จะต้องมีการทำกิจกรรมชดเชยคาร์บอน โดยการจัดหาคาร์บอนเครดิตจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในไทยมาชดเชยกับก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่าง ๆ ของการจัดงาน เพื่อทำให้ก๊าซเรือนกระจกสุทธิลดลงบางส่วน เรียกว่า Carbon  Offset หรือ ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เรียกว่า  Carbon Neutral ขั้นตอนการจัดงาน แนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษา Carbon Neutral Event  การจัดงานให้เป็น Carbon Neutral ต้องดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน โดยสามารถสรุปได้เป็น 4 ขั้นหลัก ดังนี้ 1. ประเมินและวัดการปล่อยคาร์บอน (Carbon Footprint Assessment) เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ โดยผู้จัดงานต้องรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่าง ๆ เช่น จำนวนผู้เข้าร่วมงานและระยะทางการเดินทาง ประเภทการเดินทาง (รถยนต์ส่วนตัว, เครื่องบิน, รถสาธารณะ) การใช้พลังงานไฟฟ้าในสถานที่จัดงาน การจัดเลี้ยง อาหารและเครื่องดื่ม […]

“คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้” ข้อกำหนดและกลไก รวมถึงตัวอย่างโครงการในไทย

ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวิกฤตโลกร้อนกลายเป็นปัญหาเร่งด่วนของมนุษยชาติ ที่เราต่างต้องร่วมมือกันหาทางออกในการลดปัญหานี้โดยเร็ว ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน นั่นก็คือ “คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้” (Forest Carbon Credit) ซึ่งเป็นการผสานแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ ข้อกำหนดที่ต้องรู้สำหรับคนที่อยากจะเริ่ม คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้  เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการลดภาวะโลกร้อน โดยอาศัยศักยภาพของธรรมชาติอย่าง “ป่าไม้” มาช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งนี้ การพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ โปร่งใส และได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ จะช่วยให้คาร์บอนเครดิตจากภาคป่าไม้มีมูลค่าในตลาดมากขึ้น และนำไปสู่ความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมในระยะยาวได้ คาร์บอนเครดิต (Carbon credit) คืออะไร ?  คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่โครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมแต่ละโครงการสามารถลดหรือกักเก็บได้ ซึ่งเมื่อได้รับการรับรองแล้วสามารถนำไปซื้อขายในตลาดได้ กลไกคาร์บอนเครดิตจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถชดเชยการปล่อยคาร์บอนและบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน การทำคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ (Forest Carbon Credit) เป็นกิจกรรมคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากกิจกรรมในภาคป่าไม้ เช่น การปลูกป่า (Reforestation) การฟื้นฟูป่า (Forest Restoration) การอนุรักษ์ป่าธรรมชาติที่มีอยู่ (Conservation of existing forest) การปลูกไม้เศรษฐกิจที่ดูดซับคาร์บอน การลดการตัดไม้ทำลายป่า (REDD+) กิจกรรมเหล่านี้ช่วยดูดกลับคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสงของต้นไม้ ซึ่งทำให้สามารถนำปริมาณคาร์บอนที่ดูดกลับได้ มาแปลงเป็น คาร์บอนเครดิตที่สามารถซื้อขายได้ ในระบบคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ เช่น ตลาด T-VER ของประเทศไทย กลไกการทำงานของคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ กลไกการทำงานของคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ (Forest Carbon Credit Mechanism) เป็นกระบวนการที่นำกิจกรรมการดูดกลับหรือหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพื้นที่ป่ามาแปลงเป็นหน่วยคาร์บอนเครดิต ซึ่งสามารถนำไปจำหน่ายหรือใช้เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซของหน่วยงานหรือภาคธุรกิจอื่น ๆ ได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและข้อกำหนดของระบบรับรอง เช่น T-VER ของประเทศไทย หรือมาตรฐานสากลอื่น ๆ เช่น Verra (VCS) และ Gold Standard โดยมีกลไกหลักที่สำคัญ ดังนี้  1. การกำหนดประเภทโครงการและกิจกรรมในภาคป่าไม้ กิจกรรมที่สามารถสร้างคาร์บอนเครดิตในภาคป่าไม้ ได้แก่  การปลูกป่าใหม่ (Reforestation) การฟื้นฟูป่าที่เสื่อมโทรม (Forest Restoration) การอนุรักษ์ป่าที่มีอยู่ (Conservation) การป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า (REDD/REDD+) การปลูกไม้เศรษฐกิจที่สามารถดูดซับคาร์บอนได้ 2. การพัฒนาโครงการ (Project Design) กำหนดพื้นที่โครงการ (เช่น พื้นที่ป่าชุมชนหรือที่ดินเอกชน) จัดทำเอกสารคำขอ (Project […]

1 2 3 4 5 6 7