บทความบริการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

SUCCESS CASE カーボンラベル登録および組織と製品のカーボンフットプリント認証 [EP.1]

Success Case Carbon Footprint Label รอบขึ้นทะเบียนในปี 2567  ในการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนรับเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรและผลิตภัณฑ์ จากบริการด้าน BCG / Environment & Sustainable Consulting ของ FDI Group ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับองค์กรต่างๆ ในความสำเร็จที่เกิดขึ้นในโอกาสอันสำคัญนี้ ของการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรและผลิตภัณฑ์  จากสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อมวลมนุษยชาติทั่วโลก โดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจากความสำคัญของปัญหาดังกล่าวทำให้ประเทศต่าง ๆ ให้ความสำคัญอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน โดยตั้งเป้าหมายร่วมกันในการลด บรรเทาความรุนแรงทางสภาพภูมิอากาศ มีวัตถุประสงค์หลักร่วมกัน คือการเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์  โดยออกมาตรการที่สำคัญ นโยบายในการร่วมมือกันเพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม  “ประเทศไทยตั้งเป้าหมาย Carbon Neutality ภายในปี 2050 และจะพัฒนาสู่ Carbon Net Zero ภายในปี 2065 จากกรอบนโยบายที่ตั้งเป้าหมายไว้ จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง หากขาดความร่วมมือของทุกภาคส่วนภายในประเทศ “   พบกับ 5 บริษัทที่ FDI ให้บริการให้คำปรึกษา ซึ่งในแต่ละบริษัทจะมีความน่าสนใจอย่างไรบ้างนั้น ติดตามกันต่อได้ในบทความนี้  เจาะลึก “ความน่าสนใจในผลิตภัณฑ์และบริการ” ของทั้ง 5 บริษัท แรก ใน EP.1  นี้  วันนี้พบกับ Success Case ที่น่าสนใจของ 5 บริษัทที่ประสบความสำเร็จในการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอน ซึ่งให้การรับรองโดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยในแต่ละบริษัทจะอยู่ในอุตสาหกรรมใดบ้าง และมีความน่าสนใจอย่างไร สามารถติดตามได้ในบทความนี้ ความมุ่งมั่นของเราในบริการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน บริการด้าน BCG / Environment & Sustainable Consulting เราได้มุ่งมั่นพัฒนาบริการด้านต่าง ๆ ให้ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้าเสมอมา และได้เล็งเห็นในความสำคัญของสิ่งแวดล้อมที่ต้องร่วมมือกันในทุกภาคส่วน เร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและสังคมไทย สังคมโลก FDI ได้เริ่มให้คำปรึกษาบริษัทต่าง ๆ โดยได้เริ่มการบริการในปี 2023 เป็นต้นมา ซึ่งได้ให้คำปรึกษาไปแล้วมากกว่า 60 บริษัท จำนวนโครงการมากกว่า 70 โครงการ ในปีที่ผ่านมา  ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ […]

カーボンラベル 持続可能性への道 環境と社会への責任を反映

ความสำคัญของการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนในประเทศไทย “ประเทศไทยตั้งเป้าหมาย Carbon Neutality ภายในปี 2050 และจะพัฒนาสู่ Carbon Net Zero ภายในปี 2065 จากกรอบนโยบายที่ตั้งเป้าหมายไว้ จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง หากขาดความร่วมมือของทุกภาคส่วนภายในประเทศ “ การประกาศเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ ในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยต้องการบรรลุเป้าหมายนี้ภายในปี 2050 ผ่านการใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีที่ยั่งยืน และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน แม้ว่าจะมีความท้าทาย แต่การดำเนินการเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนี้ ความสำคัญในการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ในการปรับตัวนั้นเป็นเรื่องสำคัญในการทำธุรกิจ แต่ละองค์กรให้ความสำคัญในการทำธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น การขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนกับ อบก. ก็เป็นอีกกระบวนการที่สำคัญ ที่มีส่วนช่วยส่งเสริมให้บริษัทหรือองค์กรที่มีการผลิตสินค้าและบริการ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนนั้นมีความสำคัญด้วยเหตุผลหลายประการ ได้แก่ 1.การกีดกันทางการค้าในตลาดต่างประเทศ และการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศอย่างยั่งยืน : หลายประเทศในยุโรปและภูมิภาคต่างๆ มีความเข้มงวดในการตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้าที่นำเข้าหรือการผลิตสินค้า ในบางกรณี การมีฉลากคาร์บอนอาจช่วยให้องค์กรหรือบริษัทสามารถเข้าถึงตลาดเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ดังนั้น การขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนกับ อบก. ไม่เพียงแต่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืน สอดคล้องไปกับนโยบายของทางรัฐบาลที่จะพัฒนาสู่ Carbon Net Zero ภายในปี 2065 และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น 2.การแสดงความมุ่งมั่นในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเร่งด่วน : แต่ละองค์กรธุรกิจมีความมุ่งมั่นและแสดงเจตนารมย์อย่างชัดเจนในการให้ความสำคัญ ขับเคลื่อนเป้าหมายที่สอดคล้องกับนโยบายของประเทศในด้านการลดก๊าซเรือนกระจก ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน  หรือในบางประเภทธุรกิจได้มีการจัดส่งสินค้า ผลิตภัณฑ์ส่งออกไปขายยังต่างประเทศ (อ่านต่อมาตรการ CBAM) ที่มีมาตรการรับซื้อสินค้าเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนแล้วเท่านั้น การขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนกับ อบก. ก็เป็นอีกการรับรองที่ได้มาตรฐาน รวมถึงความน่าเชื่อถือในระดับสากล 3.การแสดงความมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรไปสู่ความยั่งยืน : การขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนช่วยกระตุ้นให้บริษัทดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ควบคุม ปรับเปลี่ยนปรับปรุงกระบวนการผลิต การบริหารจัดการในภาพรวมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด 4.การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค : ผู้บริโภคในปัจจุบันมีความตระหนักและให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น การมีฉลากคาร์บอนช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าและบริการว่าเป็นสินค้าที่มีการผลิตโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นที่ดี รวมถึงภาพลักษณ์ที่สำคัญให้กับองค์กรธุรกิจอีกด้วย 5.แรงจูงใจและสิทธิประโยชน์ การได้รับการสนับสนุนอื่นๆที่สำคัญจากภาครัฐ : การได้รับฉลากคาร์บอนทั้งในส่วนขององค์กรหรือผลิตภัณฑ์ จะสามารถเพิ่มโอกาสที่สำคัญจากการสนับสนุนหรือส่งเสริมจากทางภาครัฐ ทั้งในส่วนของนโยบายทางภาษีที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต หรือโอกาสในการส่งเสริมการลงทุน การทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กรและผลิตภัณฑ์ เพื่อเป้าหมายที่สำคัญด้านสิ่งแวดล้อม การทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นการลงทุนระยะยาวที่ช่วยเพิ่มมูลค่าและความยั่งยืนให้กับองค์กรและผลิตภัณฑ์ในยุคที่ความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Products หรือ CFP)  คือ การวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์หนึ่งหน่วย ตลอดวัฏจักรชีวิต ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ […]

ESG評価を理解する 企業への投資機会 環境と社会の持続可能性へ向けて

ESG Rating คือ อะไร? ทำไมต้องรู้จัก  ESG Rating คือ ผลการประเมินความยั่งยืนขององค์กรโดยพิจารณาจากเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental), สังคม (Social), และธรรมาภิบาล (Governance) โดยคะแนน ESG นี้มักใช้เป็นตัวชี้วัดที่ช่วยให้นักลงทุนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถประเมินความเสี่ยงและโอกาสขององค์กรในเชิงความยั่งยืน องค์ประกอบของ ESG Rating Environmental (สิ่งแวดล้อม) พิจารณาถึงผลกระทบขององค์กรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Emissions) การใช้ทรัพยากร (Resource Use) การจัดการของเสียและมลพิษ (Waste Management) การปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม Social (สังคม) พิจารณาจากด้านความสัมพันธ์ขององค์กรกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น การดูแลพนักงาน (Employee Relations) ความเท่าเทียมในที่ทำงาน (Diversity and Inclusion) การเคารพสิทธิมนุษยชน (Human Rights) การมีส่วนร่วมในชุมชน (Community Engagement) Governance (ธรรมาภิบาล) ประเมินความโปร่งใสและการบริหารจัดการขององค์กร เช่น โครงสร้างคณะกรรมการและการกำกับดูแล (Board Structure) ความโปร่งใสทางการเงิน (Financial Transparency) การจัดการความเสี่ยง (Risk Management) จริยธรรมและการปฏิบัติตามกฎหมาย (Ethics and Compliance) ESG Rating จะแสดงผลในรูปแบบคะแนนหรือระดับ เช่น AAA ถึง CCC หรือคะแนน 0-100 ซึ่งขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่ประเมิน ESG Rating โดยตัวอย่างหน่วยงานที่ให้บริการประเมิน ESG Rating ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ได้แก่ Sustainalytics: ให้คะแนนความเสี่ยง ESG ตั้งแต่ 0-100 โดยคะแนนต่ำหมายถึงความเสี่ยงต่ำ MSCI: ให้เกรดตั้งแต่ AAA (ดีที่สุด) ถึง CCC (แย่ที่สุด) FTSE Russell: ประเมินคะแนน ESG ตั้งแต่ 0-5 โดย 5 คะแนนถือเป็น best practice สำหรับในประเทศไทย […]

カーボンフットプリントを企業で実施する重要な新しい機会 ビジネスの成功と環境の持続可能性への鍵

กุญแจสู่ความยั่งยืนในธุรกิจยุคใหม่ ต้องทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร เปลี่ยนองค์กรสู่ความยั่งยืน ในยุคที่ความยั่งยืนกลายเป็นประเด็นสำคัญระดับโลก ธุรกิจต่าง ๆ ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความคาดหวังของสังคมที่มุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการดำเนินกิจการภายใต้ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทำธุรกิจที่ส่งผลดีต่อสังคม สิ่งแวดล้อม รวมถึงข้อกำหนด นโยบาย กฏหมายจากภาครัฐ ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กร สามารถก้าวสู่ความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม นั่นก็คือ การทำ คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (Carbon Footprint for Organization) ซึ่งไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นโอกาสใหม่ที่ดีในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ “การทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นในธุรกิจยุคใหม่ องค์กรที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนจะได้รับผลประโยชน์ทั้งด้านการเงินและภาพลักษณ์ พร้อมก้าวสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมกับโลกใบนี้”  คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรคืออะไร? คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร หมายถึง การวัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas – GHG) จากกิจกรรมทั้งหมดขององค์กรในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยครอบคลุมกิจกรรมหลัก เช่น การใช้พลังงาน การจัดการของเสีย และการขนส่ง การทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ช่วยให้องค์กรทราบถึงแหล่งที่มาของการปล่อยก๊าซและสามารถกำหนดเป้าหมายในการลดปริมาณการปล่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ อ่านต่อ บริการด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก  ทำไมองค์กรต้องทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ จำเป็นหรือไม่ที่ต้องทำ ?  ถ้าในสถานการณ์ปัจจุบันก็ต้องบอกว่ามีความจำเป็นที่ธุรกิจต้องทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ส่งออกสินค้าไปสหภาพยุโรป ในกลุ่ม ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม และไฮโดรเจน รวมถึงภาคพลังงาน เกษตร และที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เพื่อลดการกีดกันทางการค้า รวมถึงโอกาสทางธุรกิจอีกมากมาย ในความจำเป็นสรุปได้ 5 ข้อหลักๆ คือ 1.การปฏิบัติตามข้อกำหนด นโยบาย กฏหมาย  สอดคล้องกับข้อกำหนดนโยบายของระเทศไทย ที่มุ่งเข้าสู้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 และองค์กรธุรกิจ เตรียมรับมือกับ พรบ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ ภาษีคาร์บอน รวมไปถึงมาตรการ CBAM  (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป 2.ลดการกีดกันทางการค้า หรือ การเสียภาษีส่งออกในอัตราที่สูง ธุรกิจที่มีการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศจำเป็นต้องทำทั้งคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์และองค์กร เนื่องจากลดการกีดกันมาตรการทางการค้าจากนานาประเทศที่ใช้มาตรการนี้ เช่น CBAM  อ่านต่อ CBAM คืออะไร ?  3.การสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมและสังคม  ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์แสดงถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นการสร้างโอกาสเติบโตของธุรกิจในอนาคต เพราะถ้าโลกนี้อยู่ได้ ธุรกิจก็ไปต่อได้เช่นกัน  4.การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การวิเคราะห์การปล่อยคาร์บอนช่วยให้องค์กรระบุจุดที่สิ้นเปลืองพลังงานและทรัพยากร ซึ่งนำไปสู่การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ 5.สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ […]

気候技術のトレンドまとめ ネットゼロへ向けて産業を推進するイノベーション 温室効果ガス削減のための産業と農業の支援ツール

จับตา”เทรนด์ Climate Tech” ที่มีช่วยในการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร อย่างที่เราทราบกันดีว่าในปัจจุบันภาวะโลกร้อนนั้น เป็นปัญหาเร่งด่วนที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมทั่วโลก สาเหตุหลักมาจากการสะสมของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ ซึ่งเพิ่มความร้อนในระบบโลกและส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง ในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกกลายเป็นปัญหาสำคัญที่ทั่วโลกต่างต้องร่วมมือกัน การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Tech มาใช้ในการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ นำเทคโนโลยีนวัตกรรมมาใช้ควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อช่วยลดการปล่อยมลพิษ และมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ตามที่ประเทศไทยตั้งเป้าไว้  จากงานวิจัยที่น่าสนใจจาก McKinsey เกี่ยวกับในเรื่องของ “Climate Tech” ที่มีส่วนช่วยในการควบคุมภูมิอากาศด้วยเทคโนโลยี เป็นนวัตกรรมการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อช่วยลดการปล่อยมลพิษและการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่าหากได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ก็จะสามารถช่วยลดการปล่อยมลพิษได้ประมาณ 60% เพื่อรักษาเสถียรภาพของสภาพอากาศภายในปี ค.ศ. 2050 ด้วย 5 กลุ่ม Climate Tech ที่สามารถดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี ค.ศ. 2025 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 40% ภายในปี ค.ศ. 2050 ได้แก่ พลังงานไฟฟ้า (Electrification) เกษตรกรรม (Agriculture) สร้างโครงข่ายไฟฟ้า (Power grid) การใช้ไฮโดรเจน (Hydrogen) การดักจับคาร์บอน (Carbon capture) ในเรื่องของ Climate Tech ที่ได้รับการพัฒนา ปรับเปลี่ยน นับว่าเป็นเรื่องที่น่าติดตามกันต่อ ในบทความนี้ FDI จะพามาดู 5 เทคโนโลยีที่น่าสนใจที่เป็นตัวช่วยในการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงอุปสรรคที่เกิดขึ้นหากต้องการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในการขยายธุรกิจ แต่ละเทคโนโลยีจะมีความน่าสนใจอย่างไรนั้น ไปติดตามกันได้ในบทความนี้  รวม 5 เทรนด์ที่น่าสนใจในการลดภาวะโลกร้อนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  1.การเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงานให้อยู่ในพลังงานไฟฟ้า (Electrification)  ถ้าหากจะเปลี่ยนพลังงานที่ใช้อยู่แล้วในปัจจุบันทั้งหมดให้เป็นพลังงานไฟฟ้าโดยทันทีคงไม่สามารถทำได้ แต่ต้องเริ่มจากการอาศัยการเปลี่ยนพลังงานทั้งของตัวอาคาร เครื่องจักรอุตสาหกรรม รวมถึงยานยนต์เดิมที่ใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลในการขับเคลื่อนปรับเปลี่ยนให้เป็นพลังงานไฟฟ้า หรือใช้พลังงานสะอาดเป็นทางเลือก เช่น รถยนต์ เปลี่ยนมาใช้แบตเตอรี่ EV  ระบบอาคารก่อสร้างให้ปล่อยก๊าซคาร์บอนต่ำ หรือระบบเตาเผาอุตสาหกรรมโดยเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าเป็นหลัก  การพัฒนาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าให้ดีกว่าเดิม หาแนวทางพัฒนาแบตเตอรี่ EV ให้ดีกว่าเดิม และลดต้นทุนแบตเตอรี่ให้ได้ครึ่งหนึ่งของยานยนต์ EV หรือจะต้องต่ำกว่าราคาแบตเตอรี่ในปัจจุบันที่อยู่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ โดยการปรับปรุงส่วนประกอบภายในเพื่อที่จะเพิ่มความหนาแน่นพลังงานและลดต้นทุนซึ่งเห็นได้จากบริษัทผู้ผลิตต่างเริ่มเปลี่ยนจากผลิตด้วยลิเธียมเป็นหลัก มาผลิตแอโนดที่มีซิลิกอนสูงขึ้น มีการเปลี่ยนสถานะการทำงานของแบตเตอรี่ลิเธียมจากของเหลวกลายเป็นของแข็ง […]

タイのカーボンクレジット市場 注目すべき! 世界市場と同様に増加傾向 新たな持続可能性の機会

ประเทศไทย มีการจัดทำโครงการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคสมัครใจ โดยใช้ชื่อว่า Thailand Voluntary Emission Reduction Program หรือ T-VER ซึ่งมีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) โดยเป็นหน่วยงานที่ดูแลการขึ้นทะเบียน และ การรับรองคาร์บอนเครดิต โดยเป็นกลไกคาร์บอนเครดิตในรูปแบบ Governmental Crediting Mechanism คาร์บอนเครดิตคืออะไร ราคาคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย ความสำคัญที่เราต้องรู้ คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงหรือกักเก็บได้จากการทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกเมื่อเทียบกับกรณีการดำเนินธุรกิจตามปกติ มีหน่วยเป็นตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) ซึ่งปริมาณที่จะลดลงหรือกักเก็บนั้นต้องได้รับการรับรองตามมาตรฐานต่าง ๆ และสามารถนำไปซื้อขายระหว่างผู้ต้องการชดเชยการปล่อยคาร์บอนและผู้ที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้  คาร์บอนเครดิต มาจากโครงการหลักๆ ที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHGs) และสร้างคาร์บอนเครดิตที่สามารถนำไปซื้อขายได้ โดยทั่วไปแล้ว โครงการเหล่านี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ  1. โครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Reduction Projects) การลดการปล่อยก๊าซในอุตสาหกรรมหรือกระบวนการผลิตมุ่งเน้นในการปรับปรุงกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การใช้พลังงานสะอาด, การใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซ , การกำจัดน้ำเสีย ของเสีย , หรือการปรับปรุงเครื่องจักรให้มีการปล่อยก๊าซต่าง ๆ น้อยลง การเปลี่ยนแปลงในภาคพลังงานโครงการที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทดแทน เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (solar panels) หรือการใช้พลังงานลม (wind power) เป็นต้น  2. โครงการดูดซับคาร์บอน (Carbon Sequestration Projects) โครงการปลูกต้นไม้และการฟื้นฟูป่าเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการปลูกต้นไม้ มีวัตถุประสงค์เพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ เช่น โครงการการปลูกป่า, การป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า, หรือการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ที่ไม่เคยมีป่า การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำและการจัดการดินการปรับปรุงพื้นที่ชุ่มน้ำหรือการจัดการดินเพื่อให้สามารถดูดซับคาร์บอนได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีต หรือการปรับปรุงการใช้ที่ดินในเกษตรกรรมที่สามารถช่วยดูดซับคาร์บอนมากขึ้น ทั้งสองประเภทนี้มีบทบาทสำคัญในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและช่วยให้องค์กรต่าง ๆ นั้น บรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามข้อกำหนดของข้อตกลงระหว่างประเทศได้รวดเร็วหรือเป็นไปตามเป้าหมายมากขึ้น  โดยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการดำเนินธุรกิจปกติ จะต้องได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนตามมาตรฐานต่างๆ เป็นคาร์บอนเครดิตก่อน ผู้ดำเนินโครงการลดคาร์บอน (Supply) จึงจะสามารถนำไปขายแก่ผู้ต้องการชดเชยการปล่อยคาร์บอน (Demand) ได้นั่นเอง  ราคาคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 จนถึงปัจจุบัน โดยราคาการซื้อขาย สามารถตรวจสอบและเช็คล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) คาร์บอนเครดิตเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการช่วยลดผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก  ทำไมคาร์บอนเครดิตถึงมีความสำคัญต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ? คาร์บอนเครดิตเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ใช้ในการกระตุ้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก […]

Thailand ESG ลงทุนแบบใหม่ กองทุน ESG กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน พร้อมลดหย่อนภาษี !

ความสำคัญของการลงทุนในกองทุน ESG  การลงทุนในกองทุน ESG กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากนักลงทุนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการลงทุนที่ยั่งยืน การสนับสนุนธุรกิจที่ยั่งยืน: การลงทุนในกองทุน ESG ช่วยสนับสนุนธุรกิจที่มีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างมีความรับผิดชอบ โอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน: บริษัทที่มีการดำเนินงานด้าน ESG มักจะมีการบริหารจัดการที่ดีในระยะยาว ซึ่งสามารถช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน การตอบสนองต่อแนวโน้มโลก: แนวโน้มการลงทุนตามหลัก ESG กำลังเติบโตในระดับโลก เนื่องจากนักลงทุนและบริษัทต่างให้ความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการลงทุน กองทุน ESG ในประเทศไทยมีการคัดเลือกหลักทรัพย์ที่ลงทุนโดยพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลอย่างเข้มงวด การลงทุนในกองทุน Thailand ESG จึงถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในตลาดหุ้นไทยและในขณะเดียวกันยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน การมุ่งเน้นลงทุนในบริษัทหรือสินทรัพย์ที่มีการดำเนินการตามหลัก ESG คือ ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental), สังคม (Social), และธรรมาภิบาล (Governance อันนำไปสู่ความยั่งยืนในหลากหลายมิติ ซึ่งมีข้อดีจากการดำเนินการดังกล่าวทั้งการดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงในระยะยาว รวมถึงความมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในแต่ละด้านมุ่งเน้นให้ความสำคัญดังนี้ Environmental (สิ่งแวดล้อม): บริษัทที่มุ่งเน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานทดแทน หรือการรีไซเคิล Social (สังคม): บริษัทที่ใส่ใจในความเป็นอยู่ของพนักงาน ชุมชน หรือสังคม เช่น การสนับสนุนสิทธิแรงงาน การสร้างความเท่าเทียม หรือการมีส่วนร่วมในโครงการสังคม Governance (ธรรมาภิบาล): บริษัทที่มีการบริหารจัดการที่โปร่งใส มีการตรวจสอบการดำเนินงานที่ดี เช่น การคุ้มครองสิทธิผู้ถือหุ้น การจัดการความเสี่ยงทางธุรกิจ และการมีการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นธรรม ความน่าสนใจของกองทุน  Thai ESG  สำหรับกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน มีสิทธิพิเศษให้ผู้ลงทุนสามารถนำจำนวนเงินลงทุนมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเหมือนกับการลงทุนใน RMF, SSF, SSFX หรือ LTF ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ขณะที่ ESG Bond มีรูปแบบคล้ายกับตราสารหนี้ปกติทั่วไป แต่ต่างกันที่วัตถุประสงค์ของการระดมทุน ที่ต้องการนำเงินไปใช้เพื่อดำเนินโครงการต่าง ๆ ภายใต้แนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยมุ่งเน้นในด้านของสิ่งแวดล้อม (Green Bond) ด้านสังคม (Social Bond) และด้านความยั่งยืน (Sustainability Bond) ความสำคัญของการลงทุนในกองทุน Thailand ESG: การสนับสนุนธุรกิจที่ยั่งยืน: การลงทุนในกองทุน ESG ช่วยสนับสนุนธุรกิจที่มีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น โอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน: บริษัทที่มีการดำเนินงานด้าน ESG มักจะมีการบริหารจัดการที่ดีในระยะยาว ซึ่งสามารถช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน การตอบสนองต่อแนวโน้มเทรนด์โลก: แนวโน้มการลงทุนตามหลัก ESG […]

ESG ทำไมแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนถึงได้รับความนิยม บทบาทใหม่ขององค์กรสะท้อนความรับผิดชอบต่อสังคม

ESG คืออะไร ค่านิยมใหม่ ! ทำไมแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนถึงได้รับความนิยม ความน่าสนใจในการลงทุน  ESG เป็นแนวคิดในเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ย่อมาจาก Environmental, Social, and Governance เป็นแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการประเมินและพิจารณาผลกระทบขององค์กรในสามด้านหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม (Environmental), สังคม (Social), และ การกำกับดูแล (Governance) ในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในการตัดสินใจลงทุนและการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนในระยะยาว โดยแต่ละด้านมีรายละเอียด ได้แก่  1. Environmental (สิ่งแวดล้อม) ในด้านสิ่งแวดล้อมจะเกี่ยวข้องกับวิธีที่องค์กรรับมือกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น  การจัดการพลังงาน : ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาแหล่งพลังงานทดแทนนำมาใช้ให้มากขึ้น  การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก : มีมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานขององค์กรธุรกิจ  การจัดการของเสีย : การรีไซเคิล การจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงลดขยะในกระบวนการผลิต  การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน : ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีความรับผิดชอบ โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม องค์กรที่คำนึงถึงด้านสิ่งแวดล้อมจะมีการวางกลยุทธ์ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถสร้างความยั่งยืนทั้งในเชิงธุรกิจและในเชิงสิ่งแวดล้อมได้ 2. Social (สังคม) ในด้านสังคมมุ่งเน้นไปที่การปฏิสัมพันธ์และผลกระทบที่องค์กรมีต่อสังคม โดยเฉพาะกับ แรงงานและสิทธิของมนุษย์: เช่น การจ้างงานที่เป็นธรรม การเคารพสิทธิแรงงาน การปฏิบัติข้อระเบียบบังคับ รวมถึงการป้องกันการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับ ความหลากหลายและการรวมกลุ่ม: ส่งเสริมการสร้างสภาพแวดล้อมที่หลากหลายและมีความเสมอภาคในการทำงาน การปฏิบัติต่อผู้บริโภค: การให้บริการที่มีคุณภาพ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และการส่งเสริมความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ในทุกรูปแบบ  การมีส่วนร่วมในชุมชน: การสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น เช่น การบริจาค การทำโครงการพัฒนาชุมชน การสร้างโอกาสทางการศึกษา หรือการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสังคม การดำเนินงานในเชิงสังคมที่ดีจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับลูกค้า พนักงาน และชุมชน ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นและการสนับสนุนจากสาธารณชนได้ 3. Governance (การกำกับดูแล) ในด้านการกำกับดูแลมุ่งเน้นการจัดการและการกำกับดูแลภายในองค์กรอย่างมีธรรมาภิบาล เช่น  ความโปร่งใส : การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและซื่อสัตย์ เช่น การรายงานผลการดำเนินงานด้าน ESG และการดำเนินการทางการเงิน การกำกับดูแลของคณะกรรมการ : คณะกรรมการที่มีคุณภาพและมีความสามารถในการตัดสินใจอย่างเป็นกลางและมีจริยธรรม การต่อต้านการทุจริต : มีนโยบายป้องกันและต่อต้านการทุจริต การคอร์รัปชัน และการกระทำผิดทางธุรกิจ การรับผิดชอบทางกฎหมาย : บริษัทต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ การกำกับดูแลที่ดีจะช่วยให้บริษัทสามารถดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและมีความโปร่งใส ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการบริหารที่ผิดพลาดหรือการทุจริต ESG เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ในการประเมินว่าองค์กรหนึ่ง ๆ มีการดำเนินงานและรับผิดชอบต่อปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลในลักษณะใด […]

CBAM คืออะไร? สิ่งที่ผู้ส่งออกไทยควรรู้ [อัพเดต 2026]

ทำความรู้จักกับ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน สหภาพยุโรป (EU) ถือเป็นผู้นำในระดับโลกในด้านการจัดการกับ Climate Change โดยได้ตั้งเป้าหมายการเข้าสู่ Net Zero Emission ภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) ดังนั้น การกำหนดมาตรการ CBAM ขึ้น ถือเป็นอีกปัจจัยที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้เร็วมากขึ้น “ CBAM ” ย่อมาจาก “Carbon Border Adjustment Mechanism” หรือ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน เป็นมาตรการที่สหภาพยุโรป (EU) กำหนดขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือนการเก็บภาษีสินค้านำเข้าตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มาตรการ CBAM มีเพื่อมุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแก่ประเทศคู่ค้านอกสหภาพยุโรป  จึงเป็นกลไกหนึ่งที่ทำให้มั่นใจว่าสินค้าที่นำเข้ามาในสหภาพยุโรปได้คิดต้นทุนในการปล่อยคาร์บอนเรียบร้อยแล้ว  ซึ่งผู้นำเข้าจะต้องซื้อใบรับรอง CBAM (CBAM Certificate) ตามปริมาณการนำเข้าและปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสินค้าประเภทเดียวกันที่ผลิตในสหภาพยุโรป โดย FDI มีความเห็นว่า มาตรการนี้จะช่วยผลักดันเร่งรัด ให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงิน เร่งปรับตัวเพื่อมุ่งเข้าสู่การเป็นเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้เร็วมากยิ่งขึ้น รวมถึง CBAM จะนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย อุตสาหกรรมเป้าหมายของ CBAM  6 กลุ่มระยะเเรก  มีสินค้าอะไรบ้าง ?  อุตสาหกรรมเป้าหมาย 6 กลุ่ม ได้แก่ ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม และไฮโดรเจน ซึ่ง CBAM ได้เริ่มเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) ในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา โดยสินค้ากลุ่มเป้าหมาย จะต้องรายงานปริมาณการนำเข้า ปริมาณการปล่อยคาร์บอนทางตรง และทางอ้อมของสินค้า โดย CBAM มีเป้าหมายในการบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 1 มกราคม 2569 ผู้นำเข้าจะต้อง ซึ่งผู้นำเข้าจะต้องซื้อใบรับรอง CBAM (CBAM Certificate) ตามปริมาณการนำเข้าและปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสินค้า การคำนวณราคาจากการคิดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่นำมาคำนวณราคา CBAM จะเรียกรวมว่า Embedded […]

GHG プロトコル 温室効果ガス会計組織の持続可能性の基準

GHG Protocol การจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก มาตรฐานสู่ความยั่งยืนขององค์กร “ ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายว่า ภายในปี 2030 จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 30-40 จากการดำเนินการตามปกติ สู่การเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065” จากจุดเริ่มต้นจากการตื่นตัวในการสร้างสมดุลให้ชั้นบรรยากาศของโลกของนานาประเทศผ่านพิธีสารโตเกียว (Kyoto Protocol) ในปี 1997 สู่แผนเป้าหมายของไทยที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้องค์กรต่างต้องปรับแผนการดำเนินงาน ตั้งเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Sustainability)  ซึ่งต้องดำเนินการลดหรือชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานทั้งทางตรงและทางอ้อม การจะลดการปล่อยได้นั้น องค์กรต้องทำบัญชีคาร์บอน (Carbon Accounting)  ซึ่งมีขั้นตอน ขอบเขตในการจัดการทั้งการจัดเก็บข้อมูลและการคำนวณ การกำหนดขอบเขตของการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope of GHGs Emissions) ถึงจะกำหนดมาตรการการลดหรือชดเชยคาร์บอนได้ ต้องสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ มีความโปร่งใส ข้อมูลที่ได้สามารถนำไปวิเคราะห์ในการวางแผนงาน บริหารจัดการในการดำเนินกิจการ ซึ่งต้องมีการรายงาน และตรวจสอบรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรอย่างสม่ำเสมออีกด้วย  GHG Protocol คืออะไร ทำไมจึงสำคัญ? GHG Protocol คือ มาตรฐานการทําบัญชีก๊าซเรือนกระจกสําหรับภาครัฐและเอกชน ซึ่งได้รับการพัฒนาโดย World Resource Institute (WRI) ร่วมกับ World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) มีการแบ่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็น 3 scope   โดย climatepartner ได้ให้ข้อมูลในแต่ละ Scope ไว้อย่างน่าสนใจ ในแต่ละ Scope มีรายละเอียดคือ  Scope 1 : การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง (Direct Emissions)   GHG Protocol Scope ที่ 1 คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงทั้งหมด จากกิจกรรมขององค์กรหรือภายใต้การควบคุมขององค์กร เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิง ของ สารทำความเย็น เตาเผา การปล่อยก๊าซจากยานพาหนะ เช่น รถยนต์ขนส่ง รถบรรทุก รถยนต์ เฮลิคอปเตอร์สำหรับโรงพยาบาล โรงงานครอบคลุมไปจนถึงกระบวนการที่ปล่อยออกมาระหว่างกระบวนการทางอุตสาหกรรม เช่น เครื่องจักร  และการผลิตในสถานที่ […]

1 4 5 6 7