บทความบริการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

เอฟ ดี ไอ กรุ๊ป เปิดเกมรุก “บริการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน” เจาะลึกกลยุทธ์และแนวทางพลิกวิกฤตเป็นกำไร

ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสภาวะภูมิอากาศแปรปรวน (Climate Change) และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว “ESG – Carbon Neutrality – Net Zero” ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ขององค์กรขนาดใหญ่อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “เงื่อนไขบังคับ” ที่ทุกธุรกิจทุกอุตสาหกรรมต้องเผชิญ หากพูดถึงหนึ่งในองค์กรที่กำลังได้รับความสนใจในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการวางกลยุทธ์ธุรกิจและความยั่งยืน ปฏิเสธไม่ได้ว่า “เอฟ ดี ไอ กรุ๊ป” บริษัทที่ปรึกษาสัญชาติญี่ปุ่น-ไทย คือหนึ่งในองค์กรที่ตอบโจทย์นี้ได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด นับตั้งแต่เปิดตัวบริการให้คำปรึกษาทางด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกและความยั่งยืนในปี 2023 มีโครงการสำเร็จและอยู่ระหว่างดำเนินการแล้วมากกว่า 100 โครงการ อาทิ โรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางในภาคตะวันออก ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 3% ภายใน 12 เดือน (Scope 1+2) พร้อมรับรองมาตรฐาน CFO และ CFP จาก TGO รวมถึงบริษัทอีกกว่า 150 แห่งที่ไว้วางใจในกระบวนการวางแผน ดำเนินการ และเตรียมความพร้อม จากพลวัตการเติบโตที่ไม่หยุดหย่อน เอฟ ดี ไอ กรุ๊ป กำลังยกระดับสู่บทบาท “Business Sustainability Partner” หุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ที่พร้อมจับมือผู้ประกอบการไทยก้าวสู่อนาคต จากที่ปรึกษาธุรกิจ สู่พันธมิตรด้านกลยุทธ์ พลิกสู่ความยั่งยืนขององค์กรไทย “เอฟ ดี ไอ กรุ๊ป” เริ่มก่อตั้งตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 โดยให้บริการด้านที่ปรึกษาเพื่อการดำเนินธุรกิจในไทยแบบครบวงจร ที่ครอบคลุมตั้งแต่การจดทะเบียนบริษัท การยื่นขอใบอนุญาตเพื่อประกอบธุรกิจ (FBC และ FBL) การทำบัญชีและวางแผนภาษี สำหรับนิติบุคคล ด้านการสรรหาทรัพยากรบุคคล จัดทำเงินเดือน การยื่นขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน และบริการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ด้วยจุดแข็งสำคัญของ FDI คือการทำงานแบบลงมือทำจริงร่วมกับลูกค้า ไม่ใช่เพียงแค่การให้คำปรึกษาเชิงทฤษฎี แต่เข้าไปทำงานเสมือนเป็นหนึ่งในทีมขององค์กร เพื่อช่วยวางแผน ปรับระบบ และผลักดันให้องค์กรสามารถบรรลุเป้าหมายด้านธุรกิจและความยั่งยืนได้จริง “ESG ไม่ใช่ทางเลือก แต่คืออนาคตของธุรกิจ” คุณพัชราภรณ์ เวชวิทยาขลัง ประธานกรรมการบริหาร ระบุชัดว่า องค์กรทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันสามทิศทาง ทั้งนโยบายภาครัฐ มาตรการด้านคาร์บอนจากประเทศคู่ค้า และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้น้ำหนักกับสินค้าคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น “วันนี้ ESG ไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่คือตัวแปรที่ชี้ขาดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะองค์กรที่ส่งออกไปสหภาพยุโรป ซึ่งเริ่มบังคับใช้ CBAM — ภาษีคาร์บอนที่เก็บจากสินค้านำเข้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง นั่นคือต้นทุนที่จับต้องได้และหลีกเลี่ยงไม่ได้” “องค์กรที่ปรับตัวเร็ว ไม่เพียงได้เปรียบด้านต้นทุน แต่จะเป็นผู้กำหนดเกมในตลาด — ไม่ใช่แค่ผู้ตาม” คุณพัชราภรณ์ ยังย้ำอีกว่า ด้วยการที่ไทยประกาศเป้าหมาย […]

การลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) คืออะไร เป็นก้าวสำคัญสู่ Net Zero จริงหรือ ?

ในปี 2026 หลายองค์กรเริ่มตระหนักตรงกันว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นเรื่อง การลดต้นทุน การลดความเสี่ยง และการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อคุมอุณหภูมิโลกตามเป้าหมายความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่มุ่งสู่ “สมดุลระหว่างการปล่อยและการดูดกลับ” ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษนี้ ทำไมการลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) ถึงสำคัญในยุคนี้ ? การปล่อยคาร์บอนที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นหนึ่งในตัวการหลักที่ขับเคลื่อน ภาวะโลกร้อน ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบเชิงภูมิอากาศที่รุนแรง เช่น อุณหภูมิสูงขึ้น การละลายของแผ่นน้ำแข็ง การเกิดภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง และผลกระทบต่อระบบนิเวศทั่วโลก จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ตามเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านของ  ลดความเสี่ยงก่อนเกิดผลกระทบรุนแรงของสภาพภูมิอากาศ เป็นการปกป้องสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ให้เกิดขึ้นได้จริงตามเป้าหมายของนานาชาติและแต่ละประเทศที่มีเป้าหมาย นโยบายร่วมกันเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งต้องอาศัยการลดจริงอย่างรวดเร็วและลึก โดยเฉพาะในระบบพลังงาน ปัจจัยในด้านมาตรการและกฏหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น เช่น EU-CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) และร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  อย่างธนาคารกสิกรไทย ได้มีการสนับสนุน เชิญชวนกลุ่มธุรกิจเร่งปรับตัว เพื่อคว้าโอกาสใหม่ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยการมีสินเชื่อเพื่อการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม การดำเนินการด้านความยั่งยืน หรือสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านเพื่อเร่งสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Paris Agreement  นอกจากนี้ยังมีบริการให้ความรู้แบบครบวงจรในด้าน Net Zero สนับสนุนองค์ความรู้ งานวิจัย ความร่วมมือระหว่างองค์กร ภาครัฐ และเอกชน เพื่อพัฒนา Climate Ecosystem ของประเทศไทยสู่ความยั่งยืน  การลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) คืออะไร ?  Decarbonization คือ กระบวนการที่ประเทศ บุคคล หน่วยงานหรือองค์กรใดก็ตาม ที่มีการมุ่งเป้าเพื่อบรรลุการกำจัดคาร์บอนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลจนเหลือศูนย์สำหรับภาคพลังงาน กล่าวคือ การลดการปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยพลังงานไฟฟ้าที่สร้างขึ้น เพื่อลดความเข้มข้นของคาร์บอน โดยใช้การปรับปรุงกลยุทธ์มาใช้ เช่น ระบบการค้าคาร์บอน การดักจับคาร์บอน และการลงทุนในเทคโนโลยีและแหล่งพลังงานที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ   ทำไมองค์กรต้องมีการวางกลยุทธ์ขององค์กร (Decarbonization Strategy) ด้วย 4 เหตุผลแนวคิดหลัก  1. การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศกำลังออกนโยบายและมาตรการด้านคาร์บอนเพิ่มขึ้น เช่น Carbon Tax มาตรการจัดเก็บภาษีคาร์บอนที่ดำเนินการอย่างจริงจัง  Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) การรายงาน ESG และ Carbon Disclosure ของธุรกิจ  […]

5R กับการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ แนวคิดในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในประเด็นเรื่อง การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint Reduction) กลายเป็นเรื่องสำคัญของทั้งองค์กร ธุรกิจ และประชาชนทั่วไป เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก หนึ่งในแนวคิดที่ได้รับความนิยมและสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันคือ หลักการ 5R ซึ่งเป็นแนวทางในการจัดการทรัพยากรและลดปริมาณขยะอย่างมีประสิทธิภาพ แนวคิด 5R ไม่ได้เป็นเพียงแนวทางลดขยะเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วย ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพราะการผลิตสินค้า การขนส่ง และการกำจัดของเสีย ล้วนเป็นกระบวนการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ หากเราสามารถลดการใช้ทรัพยากรหรือหมุนเวียนทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในบทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า 5R คืออะไร ? และมีบทบาทอย่างไรในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ทั้งในระดับองค์กร และในระดับบุคคล เพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนไปพร้อมกัน  แนวคิด 5 R คืออะไร ?  5R คือ แนวทางในการจัดการทรัพยากรและลดปริมาณขยะอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นให้มนุษย์ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการสร้างของเสีย และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หลักการนี้เป็นแนวคิดสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่หลายประเทศทั่วโลกนำมาใช้ในการจัดการขยะและทรัพยากร ความสำคัญของหลักการ 5R การนำหลักการ 5R มาใช้มีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างมาก ได้แก่ ลดปริมาณขยะและมลพิษสิ่งแวดล้อม ช่วยลดขยะที่ต้องนำไปฝังกลบหรือเผา ซึ่งเป็นสาเหตุของมลพิษ ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ทรัพยากรถูกใช้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การผลิตสินค้าใหม่ต้องใช้พลังงานจำนวนมาก การลดการใช้และการรีไซเคิลจึงช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ทำให้ทรัพยากรถูกหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่แทนการใช้แล้วทิ้ง สร้างพฤติกรรมการบริโภคอย่างยั่งยืน ช่วยปลูกฝังให้สังคมตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ     5 R มีแนวคิดอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับหลักการดังกล่าว 1. Refuse  ปฏิเสธสิ่งที่ไม่จำเป็น การปฏิเสธการใช้สิ่งของที่ก่อให้เกิดขยะตั้งแต่ต้นทาง เช่น การไม่รับถุงพลาสติกหรือหลอดพลาสติกเมื่อซื้อสินค้า การปฏิเสธสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์เกินความจำเป็น การเริ่มต้นจากการ “ไม่ใช้” จะช่วยลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้นได้มากที่สุด 2. Reduce  ลดการใช้ การลดปริมาณการใช้ทรัพยากรและสินค้า เช่น การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก การเลือกซื้อสินค้าเท่าที่จำเป็น หรือการใช้เอกสารดิจิทัลแทนกระดาษ วิธีนี้ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและลดขยะตั้งแต่ต้นทาง 3. Reuse  ใช้ซ้ำ การนำสิ่งของที่ยังสามารถใช้งานได้กลับมาใช้ใหม่ เช่น การใช้ขวดน้ำแบบเติม การใช้กล่องอาหารซ้ำ หรือการนำถุงพลาสติกมาใช้ซ้ำ วิธีนี้ช่วยยืดอายุการใช้งานของสินค้าและลดการสร้างขยะใหม่ 4. Repair  […]

CO2e ในรายงานด้านสิ่งแวดล้อม คืออะไร ? พร้อมตัวอย่างการคำนวณ

CO2e คำนี้คืออะไร ? ที่พบบ่อยในรายงาน ESG / Sustainability Report CO2e (Carbon Dioxide Equivalent) หรือคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คือหน่วยที่ใช้วัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกต่าง ๆ ที่ภาคอุตสาหกรรมปล่อยออกมา และแปลงค่าให้เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกหลัก เนื่องด้วยก๊าซเรือนกระจกมีหลายชนิด  เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ CO₂, มีเทน CH₄,ไนตรัสออกไซด์ N₂O เพื่อให้วัดและเปรียบเทียบได้ในหน่วยเดียว เพราะหากไม่มีหน่วยกลางที่ทำหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐาน อาจส่งผลให้องค์กรไม่สามารถประเมินการปล่อยก๊าซในภาพรวมได้  CO2e จึงเป็นเหมือนภาษากลางของวงการอุตสาหกรรมและองค์กรที่มีการดำเนินงานในด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นการรายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) ,ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร , ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ , การทำรายงาน ESG , การทำคาร์บอนเครดิต ล้วนแล้วแต่มีการใช้ CO2e  เป็นหน่วยในการคำนวณทั้งสิ้น  ตัวอย่างการแปลงค่า CO2e แบบเข้าใจง่าย สมมติว่า ปล่อยมีเทน 1 ตันมีค่า GWP ≈ 28 เท่าของ CO₂จะเท่ากับ 28 ตัน CO₂e จึงเป็นที่มาของหน่วยนี้  “ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂e)” เพื่อให้เป็นมาตรฐานเปรียบเทียบของก๊าซเรือนกระจกหลายชนิดได้ด้วยหน่วยเดียวกันสำหรับใช้รายงาน     รู้หรือไม่? GWP คืออะไร ?  โดยการเปรียบเทียบนั้นอาศัยหลักการ Global Warming Potential (GWP) ซึ่งเป็นดัชนีที่แสดงว่าแต่ละชนิดของก๊าซเรือนกระจกมีความร้อนสูงกว่า CO₂ มากเท่าใดเมื่อวัดในช่วงเวลาหนึ่ง (โดยทั่วไปเป็น 100 ปี)    CO₂e ใช้ในส่วนไหนของรายงานสิ่งแวดล้อมบ้าง 1.คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) เมื่อองค์กรต้องคำนวณการปล่อย GHG ทั้งหมด (Scope 1–3) ตัวเลขที่ใช้จะเป็น CO₂e เพื่อแสดงผลรวมของการปล่อยก๊าซทุกชนิดที่มีศักยภาพทำให้โลกร้อน ใช้วัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก พลังงาน , เชื้อเพลิง , การเดินทางและของเสีย โดยรายงานเป็น tCO₂e ต่อปี 2. เป้าหมาย Carbon Neutral และ Net Zero […]

เทียบให้ชัด Carbon Neutral VS Net Zero Emission แตกต่างกันอย่างไร

ในยุคภาวะโลกเดือดที่ร้อนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ ล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบรวมถึงเกิดปรากฏการณ์สภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น รวมถึงการเกิดมหันตภัยธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นพายุขนาดใหญ่ ภัยแล้งที่ยาวนาน คลื่นความร้อนต่างๆ โดยปัญหาเหล่านี้เป็นผลโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งกำลังกลายเป็นวิกฤตระดับโลกที่ทุกคนไม่อาจละเลยได้ จากปัญหาดังกล่าว แนวคิด “Carbon Neutral” หรือความเป็นกลางทางคาร์บอน  และ “Net Zero” หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จึงเป็นเป้าหมายสำคัญต่ออนาคตของโลก ที่ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงประเทศไทยต่างร่วมกันผลักดันให้การดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างเข้มข้นมากขึ้นในทุกปี ซึ่งในบทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจว่า Carbon Neutral และ Net Zero Emission มีความแตกต่างกันอย่างไร เหตุใด? การดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวถึงเป็นเรื่องที่สำคัญต่ออนาคตของโลก  เข้าใจใน Carbon Neutral VS Net Zero Emission แตกต่างกันอย่างไร “Carbon neutrality” หรือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน คือ การที่ปริมาณการปล่อยคาร์บอน (CO2) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศเท่ากับปริมาณคาร์บอนที่ถูกดูดซับกลับคืนมาผ่านการปลูกป่าหรือวิธีการอื่นๆ ในส่วนของการบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutral อาจจะทำในเป้าหมายระดับบุคคล องค์กร หรือประเทศ สามารถทำได้โดยการ “ลด” และ “ชดเชย” (lower & offset) โดยการพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นสามารถเริ่มได้จากการตรวจสอบในทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาการจัดการหรือลดกิจกรรมบางอย่างที่ไม่จำเป็น โดยการใช้เทคโนโลยีการผลิตและการจัดการของเสียที่สะอาดขึ้น หรือการใช้พลังงานทางเลือกพลังงานสะอาด เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น ทั้งนี้หากการพยายามลดแต่ยังคงมีการปล่อยคาร์บอนอยู่ก็จะสามารถชดเชย หรือ Offset คาร์บอนที่ยังมีการปล่อยจากการดำเนินงานอยู่ จะถูกนำไปลดคาร์บอนผ่านกิจกรรมอื่นๆ เช่น การปลูกป่า การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน หรือการซื้อคาร์บอนเครดิต เป็นต้น ในส่วน “Net zero emissions” หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ คือ การที่ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีความสมดุล เท่ากับก๊าซเรือนกระจกที่ถูกดูดซับออกจากชั้นบรรยากาศ หรือเข้าใจโดยง่ายคือปล่อยออกไปเท่าไหร่ต้องดูดกลับคืนได้ทั้งหมดเป็นศูนย์  ซึ่งในสภาวะสมดุลนี้ก็ไม่เพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ และหากทุกประเทศทั่วโลกสามารถบรรลุเป้า net zero emissions ได้ ก็แปลว่าเราสามารถหยุดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่วนเกิน ที่ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์โลกร้อนได้ โดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า net zero emissions จะคล้ายกับ carbon neutrality แต่เป็นมิติที่กว้างกว่าแค่การปล่อยคาร์บอน คือ […]

10 วิธีลดก๊าซเรือนกระจกและประหยัดพลังงานง่ายๆ คุณก็ทำได้ในทันที

ทำไมต้องลดก๊าซเรือนกระจก? มีความสำคัญอย่างไร อย่างที่เราคุ้นเคยและเข้าใจในเนื้อหาของการลดโลกร้อนที่นานาประเทศมีการรณรงค์ ร่วมมือกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายการการลดก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน สภาพอากาศสุดขั้ว ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ สุขภาพ และความมั่นคงด้านอาหารทั่วโลก ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งเพียงลำพัง จึงจำเป็นต้องอาศัย ความร่วมมือพร้อมกันของธุรกิจ คนทั่วไป และภาครัฐ อย่างเร่งด่วน สำหรับภาคธุรกิจ การลดการปล่อยคาร์บอนช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ ต้นทุนพลังงาน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ขณะที่คนทั่วไปมีบทบาทสำคัญผ่านพฤติกรรมการใช้พลังงาน การเดินทาง การบริโภค และการจัดการขยะ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันในวงกว้างจะสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนภาครัฐมีหน้าที่กำหนดนโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน และแรงจูงใจเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ดังนั้น การร่วมมือกันลดก๊าซเรือนกระจกจึงไม่ใช่เพียงการปกป้องสิ่งแวดล้อม แต่คือการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และอนาคตที่ยั่งยืนของมนุษยชาติในระยะยาว รู้หรือไม่.. ก๊าซเรือนกระจกมีกี่ชนิด ? ก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศมีหลายชิดด้วยกัน ทั้งก๊าซเรือนกระจกที่มีอยู่ในธรรมชาติและก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งสำหรับโครงการ T-VER ที่เกี่ยวข้องกับบริการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของเอฟ ดี ไอ จะพิจารณาก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด 7 ชนิด ได้แก่ 1) ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) , 2)ก๊าซมีเทน (CH4) , 3) ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) , 4) ก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) , 5) ก๊าซเปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFC) ,  6) ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) , 7) ก๊าซไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3) ทำไมเราต้องลดก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่วันนี้ ก๊าซเรือนกระจก เป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน ซึ่งส่งผลให้เกิด อุณหภูมิโลกสูงขึ้น เกิดภาวะโลกเดือด สภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงขึ้น ฤดูกาลเปลี่ยนแปลงอย่างหนัก ส่งผลกระทบวงกว้างต่อธรรมชาติ มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ  น้ำท่วม ภัยแล้ง และไฟป่าเพิ่มขึ้น กระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงด้านอาหาร การลดก๊าซเรือนกระจกจึงไม่ใช่เพียงการ “ช่วยโลก” แต่คือการ ปกป้องคุณภาพชีวิตของเราทุกคนในระยะยาวอย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น   ในบทความนี้จึงรวบรวม 10 วิธีลดก๊าซเรือนกระจกที่ทำได้จริงจากที่บ้าน เพื่อให้ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโลกได้ทันที ด้วยวิธีการง่ายๆ  1. การใช้เครื่องปรับอากาศและตั้งอุณหภูมิแอร์อย่างเหมาะสม เครื่องปรับอากาศเป็นแหล่งใช้พลังงานสูงในบ้าน การตั้งอุณหภูมิที่ 25 องศาเซลเซียสขึ้นไป จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าและการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ  2. ปิดไฟและถอดปลั๊กเมื่อไม่ใช้งาน ไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล […]

Smart Factory กับการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์และห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความเสี่ยงระดับโลก ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับแรงกดดันสองด้าน การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านเทคโนโลยี และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ [1] การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่แม่นยำทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่ากลายเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการเข้าสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะภายใต้มาตรการทางการค้าที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป [2] Smart Factory จึงไม่ใช่เพียงทางเลือกทางเทคโนโลยี แต่เป็นแนวทางการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ที่ผสานดิจิทัลไลเซชันเข้ากับเป้าหมายความยั่งยืน บทความนี้จะวิเคราะห์บทบาทของโรงงานอัจฉริยะในการสร้างระบบติดตาม วัดผล และบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการรับรองมาตรฐานสากลและการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว แนวคิดและความหมายของ Smart Factory ในมิติความยั่งยืน Smart Factory คือ ระบบนิเวศการผลิตที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ผ่านการบูรณาการระหว่างเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และเทคโนโลยีการดำเนินงาน (OT) อย่างลึกซึ้ง [3] ความแตกต่างที่ชัดเจนจากโรงงานดั้งเดิมอยู่ที่การทำลาย “ไซโล” ของข้อมูล โดยการเชื่อมโยงข้อมูลจากชั้นปฏิบัติการสู่ชั้นบริหารแบบเรียลไทม์ ในบริบทของความยั่งยืน Smart Factory ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์ประมวลผลข้อมูลสิ่งแวดล้อม” ที่เปลี่ยนกิจกรรมการผลิตทุกขั้นตอนให้เป็นข้อมูลเชิงปริมาณที่ติดตามได้เกี่ยวกับการใช้พลังงาน วัตถุดิบ และการปล่อยมลภาวะ สิ่งนี้ทำให้การจัดการสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนจากการคาดคะเน (Estimation) สู่การวัดผลที่แม่นยำ (Precise Measurement) และการจัดการแบบก้าวหน้า (Proactive Management)      เทคโนโลยีขับเคลื่อนความยั่งยืนในโรงงานอัจฉริยะ 3.1 เครือข่ายเซนเซอร์และเทคโนโลยี IoT เซนเซอร์แบบฝังตัว (Embedded Sensors) และอุปกรณ์ IoT ทำหน้าที่เป็นตัวรับรู้ (Sensory Organs) ของโรงงาน โดยรวบรวมข้อมูลการใช้งานพลังงานของเครื่องจักรแต่ละหน่วย อุณหภูมิกระบวนการ และการไหลของวัสดุอย่างต่อเนื่อง [4] ข้อมูลระดับอนุกรมวิธานนี้ช่วยระบุจุดสูญเสียพลังงาน (Energy Loss Hotspots) และโอกาสในการปรับปรุงประสิทธิภาพเชิงทรัพยากร (Resource Efficiency) ที่ไม่สามารถตรวจจับได้ด้วยวิธีดั้งเดิม 3.2 การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงและคลาวด์คอมพิวติ้ง (Advanced Data Analytics and Cloud Computing) ข้อมูลจากเซนเซอร์จำนวนมหาศาลถูกประมวลผลและวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือเชิงสถิติและแบบจำลองบนแพลตฟอร์มคลาวด์ การวิเคราะห์นี้สามารถเผยให้เห็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างตัวแปรการผลิต (เช่น ความเร็วเครื่องจักร อุณหภูมิ) กับปริมาณการปล่อยคาร์บอน ส่งผลให้สามารถกำหนดพารามิเตอร์การทำงานที่เหมาะสมที่สุดเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Eco-optimal Parameters) [5] 3.3 ปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องอัลกอริทึม AI/ML สามารถสร้างแบบจำลองพยากรณ์ (Predictive Models) สำหรับการใช้พลังงานและความต้องการวัสดุ โดยการเรียนรู้จากข้อมูลประวัติศาสตร์และการทำงานในปัจจุบัน [6] นี่ช่วยในการปรับตารางการผลิต (Production […]

ถอดบทสัมภาษณ์ : ผู้ประกอบการต้องทำรายงาน CBAM อย่างไร? เพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขันและสร้างกำไรอย่างยั่งยืน

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลกและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมมีความเข้มข้นมากขึ้น อย่างที่เราจะเห็นได้ชัดเลยในปี 2026 ที่มีการบังคับใช้ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน เป็นกลไกของสหภาพยุโรป (EU) ที่กำหนดราคาคาร์บอนสำหรับสินค้านำเข้าบางประเภทที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เพื่อป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน (Carbon Leakage) และสร้างความเท่าเทียมกับผู้ผลิตใน EU ที่มีต้นทุนคาร์บอนสูงกว่า แน่นอนว่าผู้ประกอบการที่เตรียมตัวพร้อมแล้วในปีที่ผ่านมาย่อมได้เปรียบมากกว่าในประเด็นดังกล่าว แต่สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังดำเนินการ FDI Group ในบทบาทของที่ปรึกษาธุรกิจ ที่จะมาแนะนำ คลายความกังวลให้ผู้ประกอบการที่กำลังดำเนินการในประเด็นดังกล่าว โดยในบทสัมภาษณ์นี้ จะพาไปพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ด้าน BCG โดย คุณณัฐวุฒิ สว่างเพาะ Sales & Consulting Engineer Supervisor (BCG) ที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นที่ปรึกษาการประเมินคาร์บอรฟุตพริ้นท์ทั้งองค์กร (CFO) และผลิตภัณฑ์ (CFP) เพื่อถอดบทเรียน แนวคิด และประสบการณ์จริงในประเด็น “ผู้ประกอบการต้องทำรายงาน CBAM อย่างไร เพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขันและสร้างกำไรอย่างยั่งยืน” ครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมข้อมูลคาร์บอน การจัดทำรายงานให้ถูกต้อง ไปจนถึงการปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้สอดคล้องกับกติกาการค้าใหม่ที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม รวมถึงคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการเพิ่มเติม ในบทบาทของที่ปรึกษาให้กับองค์กรต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่ผ่านมา ในฐานะที่ปรึกษาต้องทำอะไรบ้าง ? ในตลอดระยะเวลาที่เป็นที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนให้กับองค์กรต่างๆมา นอกจากเราจะเข้าไปช่วยในการจัดเตรียมข้อมูลการรายงานบัญชีก๊าซเรือนกระจกแล้วนั้น เรายังช่วยองค์กรในด้านการวางแผนพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในด้าน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงการลดต้นทุน ทั้งด้านพลังงาน ด้านวัตถุดิบ วางแผนการขนส่งอย่างมีระบบ โดยจากที่กล่าวมาทั้งหมด ต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดซัพพลายเชนขององค์กรด้วย จึงจะเป็นการวางแผนเติบโตอย่างยั่งยืนที่แท้จริง เพราะฉะนั้น เราไม่เพียงแต่เข้าไปประเมินผลให้กับทางองค์กร เรายังเข้าไปช่วยแนะนำวิธีการแก้ปัญหา และเสนอแนะทางเลือกต่างๆให้กับทางองค์กรนำไปพิจารณาเพิ่มเติมครับ อย่างที่ทราบว่ามาตรการ CBAM ที่จะเริ่มปรับภาษีจริงในปี 69 มีกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าใดบ้าง ? ที่ได้รับผลกระทบถูกบังคับใช้เป็นกลุ่มแรก และมีแผนจะครอบคลุมสินค้าประเภทอื่นในอนาคตหรือไม่ ? ในระยะแรก (Transition Period) จนถึงการเริ่มเก็บภาษีจริงในปี 2569 ครอบคลุม 6 กลุ่มสินค้าหลัก ที่มีความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของคาร์บอนสูง ได้แก่: เหล็กและเหล็กกล้า อลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า ไฮโดรเจน แผนในอนาคต : สหภาพยุโรป (EU) มีแผนที่จะขยายขอบเขตให้ครอบคลุมสินค้าประเภทอื่น ๆ ที่อยู่ในระบบ ETS (Emission Trading […]

ต่างชาติจดทะเบียนบริษัทในไทยถือหุ้น 100% ได้หรือไม่ ? ทำไมต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ !

นักลงทุนต่างชาติที่ให้ความสนใจเข้ามาทำธุรกิจในไทย ด้วยศักยภาพด้านทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน และโอกาสทางธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม คำถามที่พบบ่อยสำหรับผู้ลงทุนคือ  “ ต่างชาติจดทะเบียนบริษัทในไทย ต้องมีที่ปรึกษาหรือไม่ ? ” สำหรับคำตอบในทางปฏิบัติ คือ การมีที่ปรึกษาไม่ใช่ข้อบังคับตามกฎหมาย แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะด้านเอกสาร การดำเนินการยื่นขอ รวมถึงคำแนะนำการดำเนินธุรกิจ และทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานได้จริงในระยะยาว โดยในบทความนี้จะอธิบายเหตุผลเชิงลึกว่าทำไมการจดทะเบียนบริษัทในไทยสำหรับชาวต่างชาติ จึงควรมีที่ปรึกษามืออาชีพเข้ามาช่วยดูแลตั้งแต่เริ่มต้น  ใครบ้างถือเป็นคนต่างด้าว ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542   บุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีสัญชาติไทย  นิติบุคคลซึ่งไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย  นิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทยที่มีทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งเป็นของบุคคลหรือนิติบุคคล ตาม (1) หรือ (2)  นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่มีทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งเป็นของ (1) (2) หรือ (3)  ทำความเข้าใจ ต่างชาติจดทะเบียนบริษัทในไทยได้หรือไม่ ? คำตอบคือ “ได้” แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายไทย โดยเฉพาะพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (Foreign Business Act: FBA) กฎหมายฉบับนี้เป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดเอาไว้ว่า ต่างชาติสามารถถือหุ้นได้กี่เปอร์เซ็นต์ ธุรกิจประเภทใดที่ทำได้หรือทำไม่ได้ กรณีธุรกิจใดที่ต้องมีการขอใบอนุญาตเพิ่มเติม ดังนั้น การจดทะเบียนบริษัทของชาวต่างชาติ ไม่ใช่แค่ขั้นตอนทางเอกสาร แต่เป็นเรื่องของการวางโครงสร้างธุรกิจให้ถูกต้องตามกฏหมายตั้งแต่เริ่มต้น ต่างชาติจดทะเบียนบริษัทในไทย ไม่ใช่แค่เรื่องยื่นเอกสารเพียงอย่างเดียว  หลายคนเข้าใจว่าการจดทะเบียนบริษัท เป็นเพียงขั้นตอนทางเอกสาร เช่น การจองชื่อบริษัท ยื่นแบบคำขอ และจัดทำหนังสือบริคณห์สนธิ ยื่นเสร็จก็รอรับการอนุมัติได้เลย แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น การจดทะเบียนบริษัทของชาวต่างชาติในไทยเกี่ยวข้องกับ กฎหมายเฉพาะ โครงสร้างผู้ถือหุ้น และเงื่อนไขการดำเนินธุรกิจ ที่ซับซ้อนกว่าบริษัททั่วไป เพราะมีชาวต่างชาติมาเกี่ยวข้อง ในประเทศไทยมีกฎหมายหลัก คือ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business Act : FBA) ซึ่งกำหนดข้อจำกัดด้านสัดส่วนการถือหุ้นและประเภทธุรกิจที่สามารถทำได้และทำไม่ได้สำหรับชาวต่างชาติ โดย FBA แบ่งประเภทธุรกิจออกเป็นหลายบัญชี และแต่ละบัญชีมีเงื่อนไขแตกต่างกัน ธุรกิจบริการจำนวนมากที่ต่างชาตินิยมทำในไทย เช่น ที่ปรึกษา ไอที การจัดการ หรือบริการสนับสนุนทางธุรกิจ มักเข้าข่ายธุรกิจที่ต้องพิจารณาเรื่องใบอนุญาตเพิ่มเติม รู้หรือไม่ ? FBA แบ่งประเภทธุรกิจออกเป็น 3 บัญชีหลัก ได้แก่  บัญชี 1 : ธุรกิจที่ห้ามต่างชาติทำโดยเด็ดขาดด้วยเหตุผลพิเศษ เป็นธุรกิจที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยสิ้นเชิง เช่น ธุรกิจหนังสือพิมพ์, […]

FAQ : คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ESG โดยที่ปรึกษาโครงการ ESG

ปี 2026 การทำ ESG ไม่ใช่เพียงเรื่องของภาพลักษณ์องค์กรอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อ โอกาสทางธุรกิจและความอยู่รอดขององค์กร อย่างแท้จริง เนื่องจากนักลงทุน สถาบันการเงิน ลูกค้า และคู่ค้าทั่วโลกเริ่มใช้ ESG เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ หากองค์กรไม่มีนโยบายหรือข้อมูล ESG ที่ชัดเจน อาจสูญเสียโอกาสเข้าถึงเงินทุน หลุดจากซัพพลายเชน หรือเสียความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ กฎระเบียบและมาตรฐานด้านความยั่งยืนมีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น ทำให้องค์กรที่ไม่เตรียมพร้อมต้องเผชิญต้นทุนและความเสี่ยงที่สูงกว่า ดังนั้น ESG ในปี 2026 จึงเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างโอกาส ลดความเสี่ยง และทำให้องค์กรเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว  FAQ : รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ESG และนโยบายไทยปี 2026 1) ESG คืออะไร และทำไมถึงสำคัญในปี 2026 ESG คือ กรอบแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ปี 2026 ESG มีความสำคัญมากขึ้นเพราะถูกเชื่อมโยงกับการเปิดเผยข้อมูล การประเมินความเสี่ยง และการตัดสินใจของนักลงทุน ลูกค้า และคู่ค้าอย่างเป็นรูปธรรม ที่ทุกธุรกิจต้องให้ความสำคัญในแต่ละมิติมากยิ่งขึ้น  2) ESG จะเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนในแต่ละอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ ?  องค์กรขนาดใหญ่จะเริ่มตั้งเงื่อนไขคู่ค้า เช่น จรรยาบรรณซัพพลายเออร์ สิทธิมนุษยชน ความปลอดภัยแรงงาน และข้อมูลคาร์บอนของสินค้า/บริการ เพื่อประกอบการคัดเลือก (แม้กฎหมายไทยไม่ได้บังคับทุกอุตสาหกรรมเท่ากัน แต่แรงกดดันทางการค้ากำลังมา ) 3) บริษัทที่ไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องทำ ESG หรือไม่ แม้จะไม่ถูกบังคับโดยตรง แต่บริษัทนอกตลาดทุนที่เป็นคู่ค้าองค์กรใหญ่หรืออยู่ในซัพพลายเชน มักถูกขอข้อมูล ESG เพื่อประกอบการคัดเลือกและประเมินความเสี่ยง จึงควรเริ่มเตรียมระบบ ESG ตั้งแต่ปี 2026 เพื่อให้รองรับ สามารถให้ข้อมูลดังกล่าวแก่คู่ค้า รวมถึงโอกาสใหม่ในตลาดที่เพิ่มขึ้น สำหรับธุรกิจที่มีความพร้อม 4) ESG ในปี 2026 ยังเป็นเรื่องภาพลักษณ์อยู่หรือไม่ ผู้บริโภคจะมองว่าทำเพื่อการตลาดหรือไม่ ?  มุมมองจะเปลี่ยนไปจากเดิม ESG ในปี 2026 เป็นเรื่องของโอกาสทางธุรกิจและความอยู่รอด เพราะมีผลต่อการเข้าถึงเงินทุน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และโอกาสทางการค้าในระยะยาว 5)  โอกาสทางธุรกิจ และการเงินจะเพิ่มขึ้นได้จริงหรือ ?  ในตลาดทุนไทยเองมีการส่งเสริมการลงทุนยั่งยืนผ่านเครื่องมือ/โครงการด้านความยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างต่อเนื่อง และการยกระดับข้อมูล ESG ทำให้บริษัทที่มีระบบดี […]

1 2 3 7