บทความอื่นๆ

คู่มือการขอใบประกอบกิจการ เพื่อขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร

การเริ่มต้นธุรกิจอาหารไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตอาหารขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องดำเนินการคือ การขอใบประกอบกิจการและใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากธุรกิจอาหารเกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพของผู้บริโภค หน่วยงานภาครัฐจึงมีการควบคุมอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอใบอนุญาตผลิตอาหารทำอย่างไร ? คู่มือแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ นิยามของคำว่า “สถานที่ผลิตอาหาร” คือ เป็นสถานที่ที่ใช้ผลิตและจัดการเกี่ยวกับอาหารตลอดทั้งกระบวนการ ที่รวมตั้งแต่การจัดหา รับ และจัดเก็บวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการแปรรูปสินค้า โดยรวมไปถึงการแบ่งบรรจุสินค้าเพื่อกระจายจำหน่ายไปให้แก่ผู้บริโภคด้วย  โดยการมีใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหารในการประกอบกิจการสำคัญอย่างไร ?  1. สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกกฎหมาย ไม่ต้องกังวลใจในการดำเนินงาน ธุรกิจที่ไม่มีใบอนุญาต หากตรวจพบ อาจถูกสั่งปิดหรือถูกดำเนินคดีได้ โดยไม่ได้สนใจว่าแบรนด์นั้นจะติดตลาดหรือมีขนาดใหญ่มากน้อยเท่าใด หากทำผิดกฏหมายก็จะโดนดำเนินคดีเนื่องจากไม่มีใบอนุญาตดังกล่าว  2. เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าและคู่ค้า ลูกค้าและคู่ค้าจะเชื่อมั่นในธุรกิจ แบรนด์ ที่มีใบอนุญาตผลิตอาหารอย่างถูกต้อง เชื่อมั่นว่ากระบวนการผลิตเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง สะอาดและปลอดภัย มีมาตรฐานที่สำคัญที่ผ่านการตรวจสอบแล้วเรียบร้อย  ซึ่งกองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า สถานที่ผลิตอาหารที่เข้าข่ายโรงงานและไม่เข้าข่าย สามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ  1.สถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตอาหารที่ใช้เครื่องมือ เครื่องจักรในการผลิตอาหาร รวมต่ำกว่า 50 แรงม้า และใช้คนงานต่ำกว่า 50 คน  2.สถานที่ผลิตอาหารที่เข้าข่ายโรงงาน โดยเป็นสถานที่ผลิตอาหารที่ใช้เครื่องมือ เครื่องจักร ในการผลิตอาหาร ซึ่งรวมตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไป หรือใช้คนงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป    ขั้นตอนที่ควรรู้สำหรับการขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้ 1.ส่วนของการขอตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร  2.ส่วนของการขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร   ในส่วน 1 : การขอตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร ขั้นตอนที่ 1 : เข้าใช้งานระบบ e-Submission ศึกษารายละเอียด เพื่อเข้าใช้งานระบบ ขั้นตอนที่ 2 : เปิดสิทธิ์เพื่อเข้าใช้งานระบบ e-Submission และยื่นขอจัดทำฐานข้อมูลหลักผู้ประกอบการ ซึ่งต้องมีการเตรียมเอกสารตามแบบที่ได้กำหนดไว้ให้ครบถ้วน  ขั้นตอนที่ 3 : ยื่นคำขอเพื่อตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหารและชำระเงินค่าคำขอตรวจประเมินเบื้องต้นผ่านระบบออนไลน์  ขั้นตอนที่ 4 : การรับตรวจประเมินและรายงานผลการตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร โดยสามารถอ่านรายละเอียดคู่มือการยื่นคำขอตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหารได้ที่นี่    ในส่วน 2 : การขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร โดยสามารถยื่นผ่านระบบ e-Submission […]

เจ้าของกิจการต้องอ่านเรื่องนี้ ! คู่มือก่อนจ้างต้องรู้กฎหมายแรงงานต่างด้าว

นายจ้างต้องอ่าน ก่อนจ้างต้องรู้ “กฎหมายแรงงานต่างด้าว” ในหลายกิจการเมื่อธุรกิจเติบโตหรือขยายสาขาเพิ่มมากขึ้น การใช้แรงงานคนในการเป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน เพื่อให้การดำเนินงานนั้นสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เช่น งานที่ต้องให้การบริการด้วยคน งานประมง งานอุตสาหกรรม ที่แรงงานไทยนั้นไม่นิยมทำ จึงเป็นช่องว่างที่แรงงานต่างด้าวเข้ามาเป็นแรงงานทดแทนในส่วนนี้ และยังเป็นตัวช่วยที่น่าสนใจในเรื่องของค่าตอบแทนขั้นต่ำไว้อย่างชัดเจนอีกด้วย    เปิดเหตุผลที่ต่างด้าวสนใจมาทำงานไทยเพราะอะไรบ้าง ? 1.ด้านของสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลของกองทุนประกันสังคม ซึ่งแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฏหมายจะสามารถใช้สวัสดิการดังกล่าวได้ รวมถึงสวัสดิการกองทุนเงินทดแทน โดยเงินทดแทนตามกฏหมายว่าด้วยกองทุนเงินทดแทนกรณีเกิดอุบัติเหตุขึ้นจากการทำงาน 2.ค่าแรงขั้นต่ำถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนสำหรับงานแต่บะประเภทที่เข้ามาทำ ซึ่งหากเทียบกับค่าแรงในประเทศของแรงงานต่างด้าวนั้นถือว่าในไทยค่อนข้างสูงกว่ามาก 3.ไทยยังต้องการและขาดแคลนแรงงานต่างด้าว ที่จะเข้ามาทำงานที่คนไทยไม่นิยมทำ  4.การเดินทางและเคลื่อนย้ายแรงงานสามารถทำได้ง่าย ด้วยการข้ามพรมแดนมายังไทยได้สะดวก สามารถเดินทางด้วยรถยนต์อีกทั้งราคาค่าโดยสารค่อนข้างมีราคาถูก ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็น 4 เหตุผลหลักที่ผู้ประกอบการนิยมจ้างแรงงานต่าวด้าวเข้ามาขับเคลื่อนเเละเป็นส่วนหนึ่งในการทำธุรกิจดังกล่าวในไทย โดยนายจ้างนั้นต้องเข้าใจกฏหมายแรงงานต่างด้าวว่าต้องดำเนินการอย่างไร รวมถึงการยื่นขอเอกสาร การต่ออายุใบอนุญาต การรายงานตัวของลูกจ้าง ซึ่งต้องให้ความสำคัญในประเด็นดังกล่าว   กฎหมายแรงงานต่างด้าว คืออะไร ? กฎหมายแรงงานต่างด้าว คือกฎหมายที่ควบคุมการทำงานของชาวต่างชาติในประเทศไทย โดยกำหนดเงื่อนไขการทำงาน สิทธิ หน้าที่ และข้อจำกัดของทั้งนายจ้างและลูกจ้างต่างชาติ กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560  กฎหมายแรงงานและกฎหมายคนเข้าเมือง ระเบียบเกี่ยวกับอาชีพต้องห้ามสำหรับชาวต่างชาติ กฎหมายแรงงานต่างด้าวมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการทำงานของชาวต่างชาติ และรักษาสมดุลของตลาดแรงงานในประเทศ   เงื่อนไขสำคัญของกฎหมายแรงงานต่างด้าวในไทย 1. การจ้างแรงงานต่างด้าวในไทย ส่วนใหญ่เป็นงานที่ต้องมีการใช้แรงงานซึ่งมักจะทำการจ้างงานภายใต้ข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศ (MOU) สำหรับต่างด้าว ได้แก่ ลาว เมียนมา กัมพูชา และ เวียดนาม 2. งานบางประเภทห้ามชาวต่างชาติทำเด็ดขาด เช่น  แกะสลักไม้ , ทำเครื่องเงิน , ทำพระพุทธรูป เป็นต้น และ อาชีพที่สามารถทำได้ แบบไม่มีเงื่อนไข เช่น อาชีพกรรมกร ส่วนในแบบทำได้แต่มีเงื่อนไข กล่าวคือ ต่างด้าวต้องเป็นลูกจ้าง เป็นงานที่ขาดแคลนแรงงาน อนุญาตให้ทำแต่ต้องไม่กระทบต่อการมีงานทำของคนไทย เช่น ทำรองเท้า , กสิกรรม เป็นต้น โดยสามารถอ่านรายละเอียดต่อได้ที่ : ข้อมูลอาชีพห้ามคนต่างด้าวทำ โดยสำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรสงคราม  3.การมีวีซ่าและใบอนุญาตทำงานที่ถูกต้อง ตามที่ปกฏหมายระบุไว้    หน้าที่ของนายจ้างตามกฏหมายแรงงานต่างด้าว กฏหมายแรงงานต่างด้าวกำหนดให้นายจ้างต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดหลายประการ เช่น  1.แจ้งการจ้างงาน ซึ่งต้องมีการแจ้งแรงงานต่างด้าวที่เกี่ยวข้องหลังจากตกลงรับเข้าทำงาน 2.ห้ามมีการจ้างงานคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน  3.แจ้งทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง เช่น พนักงานลาออก นายจ้างต้องแจ้งหน่วยงานรัฐทุกครั้งภายในระยะเวลาที่กำหนด  4.ห้ามจ้างงานแบบผิดกฏหมาย […]

รู้จักกับ “Smart mobility” ยกระดับคุณภาพชีวิตสู่การเป็น Smart City อย่างแท้จริง

ในยุคที่เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาการจราจรติดขัด มลพิษทางอากาศ และความต้องการของประชากรเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แนวคิด Smart Mobility ได้กลายเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เมืองสามารถเดินหน้าเข้าสู่ยุคของ Smart City อย่างเต็มตัว โดยไม่เพียงแต่ยกระดับประสบการณ์การเดินทางแบบอัจฉริยะ การสร้างโครงข่ายคมนาคม การขนส่งที่สะดวกเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้คนให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตให้ดียิ่งขึ้น มาร่วมกันสำรวจ พร้อมหาคำตอบในบทความนี้ ที่จะพาไปรู้จักกับ “Smart mobility” ด้านการวางแผนเมืองและระบบการขนส่งอัจฉริยะ พร้อมแนวทางใช้งานจริง กับประโยชน์ต่อพลเมือง และการออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในระดับสากลกันผ่านบทความนี้  “Smart mobility” คืออะไร ?  สำหรับ Smart mobility เป็นส่วนสำคัญของแกนการพัฒนาที่จะนำไปสู่ Smart City อย่างเต็มตัว โดยเป็นการพัฒนาโครงข่ายสัญจรอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล (ฺBig Data) ระบบอัตโนมัติ โครงข่ายเชื่อมต่อ และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ของผู้คนและขนส่งสินค้าในเมือง การอุตสาหกรรม ไปจนถึงการท่องเที่ยวในประเทศ  โดย Depa ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า การพัฒนาเมืองอัจฉริยะมีมิติการพัฒนาได้หลายด้าน มีมิติที่สำคัญ 7 ด้านคือ 1) สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) 2) การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) 3) การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) 4) พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) 5) พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) 6) เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) 7) การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance)   จุดประสงค์หลักของ  Smart Mobility และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบการเดินทางที่ชาญฉลาด ปลอดภัย ยั่งยืน และตอบโจทย์คนเมือง โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล และนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ “ระบบการเดินทางที่ชาญฉลาด ปลอดภัย ยั่งยืน และตอบโจทย์คนเมือง” โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล และนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น  การเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง ด้วยโครงข่ายสัญจรที่เชื่อมต่อกัน (Integration)  ที่จะมีส่วนช่วยสำคัญในการลดเวลาการเดินทาง ลดความแออัด และทำให้ระบบขนส่งทำงานได้ราบรื่นมากขึ้น ผ่านการใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์และระบบจัดการจราจรอัจฉริยะ […]

เปลี่ยนประเภทวีซ่าเป็นวีซ่า Non B (Non-Immigrant B) ต้องทำอย่างไร ?

Visa Non-B คือวีซ่าอะไร ?  สำหรับ Visa Non-B (Non-Immigrant B) คือวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาในประเทศไทยเพื่อทำงานหรือประกอบธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย ใช้สำหรับการทำงานในบริษัทไทย เป็นผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ หรือเข้ามาติดต่อธุรกิจ เช่น ประชุม เจรจา เปิดบริษัท วีซ่า Non-B ไม่ใช่วีซ่าท่องเที่ยว และไม่สามารถทำงานได้หากยังไม่มีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) โดยปกติวีซ่าจะมีอายุเริ่มต้น 90 วัน และสามารถขอต่ออายุเป็น 1 ปีได้ ก่อนวีซ่าหมดอายุ 30 วัน โดยที่ผู้ถือวีซ่าต้องขอ Work Permit เพิ่ม และรายงานตัวกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทุก 90 วัน คุณสมบัติของต่างชาติที่จะยื่นขอ Visa Non-B ต้องถือวีซ่าประเภท  Tourist Visa หรือ Transit Visa เท่านั้น เช่น วีซ่า Non-O และวีซ่าประเภทอื่น ๆ จะไม่สามารถเปลี่ยนเป็นวีซ่า Non – B ได้ ทั้งนี้หากเป็นวีซ่าประเภทอื่น ๆ สามารถปรึกษา FDI เพิ่มเติมได้ อายุของวีซ่าต้องมีระยะเวลาเหลือไม่ต่ำกว่า 15 วัน ก่อนวีซ่าหมดอายุ ต้องมีเงินเดือนตามกฏหมายกำหนด การขอ Visa Non-B สามารถยื่นขอได้อย่างไรได้บ้าง การยื่นขอจากต่างประเทศก่อนเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย การขอเปลี่ยนวีซ่าในไทย ขั้นตอนการขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน  ติดต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อพูดคุยและขอคำปรึกษาได้เลยทันที โทร : (02) 642-6866, (02) 642-6869, (02) 642-6895 , Line ID : fdigroup  เจ้าหน้าที่นำส่งใบเสนอราคา และชำระค่าบริการ โดยแบ่งชำระตามรอบดำเนินการเป็น 2 งวด งวดละ 50% หรือเต็มจำนวน ก่อนเริ่มดำเนินการ การเตรียมเอกสาร ให้ถูกต้อง ครบตามที่ระบุ โดยการดูแลใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่ FDI นัดหมายยื่นวีซ่า ทีมผู้เชี่ยวชาญนัดหมายลูกค้าเพื่อยื่นวีซ่า โดยเจ้าหน้าที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น […]

Smart Factory กับการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์และห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความเสี่ยงระดับโลก ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับแรงกดดันสองด้าน การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านเทคโนโลยี และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ [1] การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่แม่นยำทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่ากลายเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการเข้าสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะภายใต้มาตรการทางการค้าที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป [2] Smart Factory จึงไม่ใช่เพียงทางเลือกทางเทคโนโลยี แต่เป็นแนวทางการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ที่ผสานดิจิทัลไลเซชันเข้ากับเป้าหมายความยั่งยืน บทความนี้จะวิเคราะห์บทบาทของโรงงานอัจฉริยะในการสร้างระบบติดตาม วัดผล และบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการรับรองมาตรฐานสากลและการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว แนวคิดและความหมายของ Smart Factory ในมิติความยั่งยืน Smart Factory คือ ระบบนิเวศการผลิตที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ผ่านการบูรณาการระหว่างเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และเทคโนโลยีการดำเนินงาน (OT) อย่างลึกซึ้ง [3] ความแตกต่างที่ชัดเจนจากโรงงานดั้งเดิมอยู่ที่การทำลาย “ไซโล” ของข้อมูล โดยการเชื่อมโยงข้อมูลจากชั้นปฏิบัติการสู่ชั้นบริหารแบบเรียลไทม์ ในบริบทของความยั่งยืน Smart Factory ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์ประมวลผลข้อมูลสิ่งแวดล้อม” ที่เปลี่ยนกิจกรรมการผลิตทุกขั้นตอนให้เป็นข้อมูลเชิงปริมาณที่ติดตามได้เกี่ยวกับการใช้พลังงาน วัตถุดิบ และการปล่อยมลภาวะ สิ่งนี้ทำให้การจัดการสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนจากการคาดคะเน (Estimation) สู่การวัดผลที่แม่นยำ (Precise Measurement) และการจัดการแบบก้าวหน้า (Proactive Management)      เทคโนโลยีขับเคลื่อนความยั่งยืนในโรงงานอัจฉริยะ 3.1 เครือข่ายเซนเซอร์และเทคโนโลยี IoT เซนเซอร์แบบฝังตัว (Embedded Sensors) และอุปกรณ์ IoT ทำหน้าที่เป็นตัวรับรู้ (Sensory Organs) ของโรงงาน โดยรวบรวมข้อมูลการใช้งานพลังงานของเครื่องจักรแต่ละหน่วย อุณหภูมิกระบวนการ และการไหลของวัสดุอย่างต่อเนื่อง [4] ข้อมูลระดับอนุกรมวิธานนี้ช่วยระบุจุดสูญเสียพลังงาน (Energy Loss Hotspots) และโอกาสในการปรับปรุงประสิทธิภาพเชิงทรัพยากร (Resource Efficiency) ที่ไม่สามารถตรวจจับได้ด้วยวิธีดั้งเดิม 3.2 การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงและคลาวด์คอมพิวติ้ง (Advanced Data Analytics and Cloud Computing) ข้อมูลจากเซนเซอร์จำนวนมหาศาลถูกประมวลผลและวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือเชิงสถิติและแบบจำลองบนแพลตฟอร์มคลาวด์ การวิเคราะห์นี้สามารถเผยให้เห็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างตัวแปรการผลิต (เช่น ความเร็วเครื่องจักร อุณหภูมิ) กับปริมาณการปล่อยคาร์บอน ส่งผลให้สามารถกำหนดพารามิเตอร์การทำงานที่เหมาะสมที่สุดเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Eco-optimal Parameters) [5] 3.3 ปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องอัลกอริทึม AI/ML สามารถสร้างแบบจำลองพยากรณ์ (Predictive Models) สำหรับการใช้พลังงานและความต้องการวัสดุ โดยการเรียนรู้จากข้อมูลประวัติศาสตร์และการทำงานในปัจจุบัน [6] นี่ช่วยในการปรับตารางการผลิต (Production […]

ธุรกิจไหนที่ได้ไปต่อ ชี้เป้า ! 5 โมเดลธุรกิจมาแรงในปี 2026

ธุรกิจไหนได้ไปต่อในปี 2026 ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาหลายธุรกิจเริ่มถอยทัพตั้งหลักใหม่ ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ดูเหมือนว่าเกมทางธุรกิจจะเข้มข้นขึ้นในทุกปี ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปเร็ว จากเข้มข้นสู่ปีกดดันในรอบด้าน ทั้งต้นทุน กฎระเบียบ เทคโนโลยี และความคาดหวังจากลูกค้า แต่ในทุกปัญหาที่เจอ จะมีกุญแจบางดอก ที่จะมาไขปลดล็อคให้ธุรกิจไปต่อได้ บทความนี้จะพาผู้อ่านมอง โมเดลธุรกิจที่น่าสนใจในปี 2026 ผ่านเลนส์ของที่ปรึกษาธุรกิจ จากความเชี่ยวชาญสู่คำแนะนำที่พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเติบโตไปอย่างยั่งยืน ปี 2026 ธุรกิจที่อยู่รอด ต้องมีคุณค่าแท้ ตอบโจทย์ในหลายมิติมากขึ้น บทเรียนสำคัญจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือ ธุรกิจที่พึ่งพา “สินค้าอย่างเดียว” โดยไม่มีโมเดลรายได้ที่แข็งแรง มักเผชิญความผันผวนสูง ในปี 2026 ธุรกิจที่แข็งแกร่งมักจะมีลักษณะร่วมกัน 3 ประการ ได้แก่  มีรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Revenue) มีอุปสรรคต่อการแข่งขัน (Barrier to Entry) แก้ปัญหาจำเป็นของลูกค้าได้ต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ปัญหาชั่วคราว จากกรอบโครงแนวคิดนี้ เราจะเห็นชัดว่าโมเดลธุรกิจที่น่าสนใจ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สตาร์ทอัพเทคโนโลยี แต่รวมถึงธุรกิจบริการ ที่ปรึกษา และธุรกิจเชิงโครงสร้างด้วย โดยจะพาผู้อ่านไปรู้จักกับ 5 โมเดล ในการทำธุรกิจที่น่าสนใจ เพื่อเป็นไอเดียต่อยอดสำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ ในตลาด  1.AI-enabled Professional Services โมเดลการให้บริการแบบผู้เชี่ยวชาญที่ผสานร่วมกับ AI  โดยการใช้ AI เข้ามามีบทบาทในการทำธุรกิจเพิ่มมากขึ้น ในที่นี้หมายถึง ใช้ AI เพิ่มกำไร ไม่ใช่แทนคนทั้งหมด เป็นการใช้ AI เพื่อลดต้นทุนงานซ้ำ และให้มนุษย์โฟกัสงานวิเคราะห์ ประมวลผลในเชิงลึก รวมถึงแม้ AI และแพลตฟอร์มดิจิทัลจะพัฒนาเร็ว แต่ในหลายธุรกิจลูกค้าก็ยังคงต้องการมนุษย์ในการตัดสินใจสำคัญ ซึ่งโมเดลนี้มีสิ่งที่น่าสนใจคือ  AI วิเคราะห์เบื้องต้น + Human Review ระบบจัดการข้อมูล + ผู้เชี่ยวชาญช่วยตีความ ซอฟต์แวร์อัตโนมัติ + ทีมตรวจสอบคุณภาพ AI ช่วยรวบรวมและประมวลผลข้อมูล โดยมีผู้เชี่ยวชาญสรุป วิเคราะห์ และให้คำแนะนำ  ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ในโมเดลนี้ก็คือ ช่วยลดต้นทุน ลดเวลาในการทำงานให้น้อยลง เพิ่มความเร็วในการประมวลผล ดำเนินการต่าง ๆ และยังคงคุณภาพบริการให้คงอยู่หรือสูงขึ้น ทำให้กำไรต่อหน่วยสูงขึ้นอย่างชัดเจนมากขึ้นในเวลาที่รวดเร็ว  2.ESG & Sustainability-as-a-Service โมเดลบริการด้านความยั่งยืนที่เติบโตแบบก้าวกระโดด  […]

FDI Group บริษัทรับทํา Visa work permit ในไทย บริการครบวงจรในที่เดียว

มีพนักงานต่างชาติ หรือหุ้นส่วนธุรกิจเป็นต่างชาติ ต้องยื่นขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน แต่ทำไม่เป็น ทำอย่างไรดี ?  ไม่ต้องกังวล! เพียงคุณปรึกษาเรา เรามีคำตอบในคำถามที่คุณสงสัยอยู่  สำหรับการทำวีซ่าและใบอนุญาตทำงานในไทยไม่ยากอย่างที่คิด เพียงคุณปรึกษา FDI เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษากับทุกท่านไม่ว่าองค์กร หรือบุคคลทั่วไป เราก็พร้อมให้บริการด้วยความเชี่ยวชาญในราคาที่เหมาะสม  เราให้บริการในการเป็นตัวแทนยื่นขอวีซ่า และใบอนุญาตทำงานให้กับบริษัทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลทั่วไปหรือสำนักงานตัวแทน  ธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริม BOI , FBL ดำเนินการเปลี่ยนวีซ่าแต่ละประเภทของต่างชาติในไทย ให้คำปรึกษาการจดจัดตั้งบริษัทต่างชาติถือหุ้นข้างมาก บริการงานด้านบัญชีและภาษี รวมถึงบริการด้านอื่นๆ ครบวงจร เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญให้บริการด้วยประสบการณ์ของ FDI ที่มากกว่า 30 ปี การันตีความมั่นใจ ในความถูกต้อง ราบรื่น รวดเร็วด้วยประสบการณ์เชิงลึก ขั้นตอนง่ายๆ ที่ FDI ให้บริการ พูดคุยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวางแผนการดำเนินการ ชำระค่าดำเนินการ โดยแบ่งการชำระเป็น 2 งวดหรือชำระเต็มเพื่อดำเนินการ การนัดหมายจัดส่งเอกสารทุกรายการ เพื่อให้ทางผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบควมถูกต้อง แนะนำการเตรียมเอกสารเพิ่มเติมให้พร้อมก่อนการยื่น นัดหมายเพื่อดำเนินการยื่นวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน โดยผู้เชี่ยวชาญจะทำการนัดลูกค้าเพื่อพาไปยื่นวีซ่าให้เรียบร้อย ผ่านการพิจารณา นัดหมายรับวีซ่า และดำเนินการดูแลต่อจนเสร็จสิ้นกระบวนการ ลูกค้าสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำปรึกษาได้หลังจากเสร็จสิ้น กรณีต้องการสอบถามเพิ่มเติม  ข้อดีของการใช้ตัวแทนในการยื่น Visa & Work Permit  การยื่นขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน (Visa & Work Permit) ในประเทศไทย เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและมีกฎหมาย ระเบียบ และเอกสารที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด การใช้ตัวแทนหรือที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นทางเลือกที่ช่วยให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและลดความเสี่ยง ลดขั้นตอนให้เป็นไปอย่างรวดเร็วด้วยความถูกต้องได้เป็นอย่างดี ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น  1. ลดความผิดพลาดด้านเอกสารและขั้นตอน ตัวแทนมีความเชี่ยวชาญในข้อกำหนดของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมการจัดหางาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงสามารถจัดเตรียมเอกสารได้ครบถ้วน ถูกต้อง ลดโอกาสเอกสารถูกตีกลับหรือถูกปฏิเสธคำขอ 2. ประหยัดเวลาและลดภาระของนายจ้างและชาวต่างชาติ การยื่น Visa & Work Permit ต้องใช้เวลาในการติดต่อหลายหน่วยงาน ตัวแทนจะช่วยดูแลขั้นตอนทั้งหมด ทำให้นายจ้างและชาวต่างชาติสามารถโฟกัสกับการทำงานและการดำเนินธุรกิจได้อย่างเต็มที่ 3. เข้าใจกฎหมายและเงื่อนไขที่ซับซ้อน กฎหมายแรงงานและคนเข้าเมืองของไทยมีรายละเอียด รวมถึงข้อกฏหมายที่ระบุไว้ ตัวแทนที่มีประสบการณ์จะให้คำแนะนำที่ถูกต้องได้ครบถ้วนมากขึ้น เช่น สัดส่วนทุนจดทะเบียน จำนวนพนักงานไทยที่ต้องมีต่อ หรือเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละประเภทวีซ่า 4. วางแผนการขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงานได้อย่างเหมาะสม ตัวแทนสามารถช่วยวางแผนล่วงหน้า เช่น การต่ออายุวีซ่า การขอเปลี่ยนประเภทวีซ่า หรือการยื่น Work […]

เปิดพิกัด 6 เทรนด์ธุรกิจ ดาวรุ่งมาแรงปี 2569

นับถอยหลังสู่ปี 2569 ซึ่งอีกไม่กี่วันก็จะสิ้นสุดปีนี้แล้ว มาดูกันว่ากลุ่มธุรกิจไหนบ้างที่น่าจับตาในการเติบโต เป็นอุตสาหกรรมขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ ๆ และกระแสสังคมด้านสุขภาพ ความยั่งยืน และไลฟ์สไตล์แบบเฉพาะกลุ่ม มาดูกันว่าใน 6 กลุ่มธุรกิจดาวเด่น ที่คาดว่าจะเติบโตสูง และเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยจะมีธุรกิจไหนบ้าง ไปดูกันเลย  1.Health & Wellness  ธุรกิจดูแลสุขภาพและผู้สูงอายุเติบโตต่อเนื่อง ผู้คนให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพกันมากขึ้นอย่างจริงจัง จะเห็นได้จากความใส่ใจในการดูแลร่างกายกันมากขึ้น และประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ (Aged Society) ทำให้ธุรกิจด้านสุขภาพยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตสูงสุดในปี 2569 โดยเฉพาะบริการที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุและการดูแลสุขภาพเชิงรุก โอกาสทางธุรกิจหลัก ได้แก่ บริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (Home Care Service) เช่น ผู้ดูแลรายวัน พยาบาลเยี่ยมบ้าน กายภาพบำบัดที่บ้าน ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ (Senior Day Care / Nursing Home) เน้นบริการครบวงจร พักฟื้น ฟื้นฟูสุขภาพ และติดตามอาการผ่านระบบดิจิทัล อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้สูงวัย เช่น ไม้เท้าอัจฉริยะ, อุปกรณ์เตือนล้ม, เครื่องมือแพทย์ใช้ในบ้าน, Smart Monitoring กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพแบบบูรณาการ เช่น โยคะ สมาธิ โภชนาการเชิงสุขภาพ เวลเนสรีทรีต คลินิกเฉพาะทาง เช่น คลินิกโรคอ้วน คลินิกชะลอวัย คลินิกกายภาพเฉพาะทาง การวิเคราะห์สุขภาพด้วย AI ปัจจัยผลักดันตลาด: สังคมสูงวัยแบบเต็มรูปแบบ ความต้องการฟื้นฟูสุขภาพหลังโควิด การเติบโตของเทคโนโลยีเฮลท์เทค (HealthTech)       2.Pet Care & Pet Humanization  เมื่อสัตว์เลี้ยงคือ “สมาชิกครอบครัว” จากความรักสู่ความผูกพันธุ์ระหว่างคนและสัตว์เลี้ยง Pet Humanization ทำให้ตลาดสัตว์เลี้ยงขยายตัวต่อเนื่อง โดยเจ้าของพร้อมใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงที่ดีตามไปด้วย โอกาสธุรกิจที่น่าสนใจ: อาหารสัตว์เลี้ยงแบบ Organic / Functional / Premium โรงแรมสัตว์เลี้ยง, เดย์แคร์, โรงเรียนสุนัข บริการ Grooming & Spa ระดับพรีเมียม คลินิกสัตว์, โรงพยาบาลสัตว์มาตรฐานสูง ประกันสุขภาพสัตว์เลี้ยง (Pet Insurance) สินค้าแฟชั่น […]

วีซ่าท่องเที่ยวในประเทศไทย สำหรับชาวต่างชาติ (Tourist Visa) คืออะไร

วีซ่าท่องเที่ยวคืออะไร ? สำหรับวีซ่าท่องเที่ยว (Tourist Visa – TR) คือ วีซ่าประเภทชั่วคราวที่ออกให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการท่องเที่ยว เยี่ยมเยียน หรือพักผ่อน โดย ห้ามประกอบธุรกิจหรือทำงานในประเทศไทย โดยผู้ที่ต้องการยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยว ควรวางแผนล่วงหน้า รวมถึงทำวามเข้าใจกับขั้นตอน เอกสาร ข้อกำหนดเพิ่มเติม เพื่อให้การท่องเที่ยวในประเทศไทยนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น  ประเภทของวีซ่าท่องเที่ยว และระยะเวลาที่อนุญาตให้อยู่ในไทย  Single Entry Tourist Visa (TR-S) เป็นวีซ่าประเภทเข้าประเทศไทยได้ครั้งเดียว อยู่ได้สูงสุด 60 วัน และสามารถยื่นขอต่ออายุได้อีก 30 วัน (รวมเป็น 90 วัน) Multiple Entry Tourist Visa (TR-M) สามารถใช้เข้า–ออกประเทศไทยได้หลายครั้ง ภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ละครั้งอยู่ได้สูงสุด 60 วัน คุณสมบัติหลักของวีซ่าท่องเที่ยว  เป็นชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวในประเทศไทย มีหลักฐานการเงิน เช่น สมุดบัญชี หรือ Bank Statement มีหลักฐานการจองที่พัก/โรงแรม หรือจดหมายเชิญ (ถ้ามี) มีตั๋วเครื่องบินขาออกจากประเทศไทย   ข้อกำหนดและเงื่อนไขที่สำคัญของวีซ่าท่องเที่ยวสำหรับชาวต่างชาติ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศไทยด้วยวีซ่าประเภทนี้ ต้องเข้าใจในเงื่อนไขของวีซ่าและข้อกำหนดทางด้านกฏหมาย เพื่อให้การเดินทาง การยื่นเอกสารเป็นไปอย่างราบรื่นมากที่สุด  1.ต้องเข้าใจในวัตถุประสงค์ของวีซ่าประเภทนี้ว่าออกให้เพื่อการท่องเที่ยว เยี่ยมเยียน พักผ่อนเท่านั้น ห้ามประกอบธุรกิจหรือทำงานในประเทศไทย 2.ต้องทำตามเงื่อนไขตามที่กฏหมายระบุ เช่น สามารถอยู่ในราชอาณาจักรไทยได้ไม่เกิน 60 วันต่อครั้ง กรณีมีอายุวีซ่า 3 เดือน (Single Entries) ต้องมีจำนวนเงินติดตัวอยู่ที่ 20,000 บาท/คน  เอกสารที่ต้องใช้ในการประกอบการพิจารณา โดยกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศได้ให้ข้อมูลไว้ว่า  หนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง อายุใช้งานไม่น้อยกว่า 6 เดือน แบบฟอร์มวีซ่าที่กรอกข้อความสมบูรณ์ รูปถ่ายขนาด 2 ½ นิ้ว จำนวน 2 รูป (ถ่ายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน /ไม่สวมหมวก และแว่นตาดำ) หลักฐานที่แสดงว่าจะเดินทางออกจากประเทศไทยหลังจากสิ้นสุดการท่องเที่ยว เช่น บัตรโดยสารเครื่องบินไป-กลับ หรือที่จะเดินทางไปยังประเทศที่สาม เอกสารจากบริษัทท่องเที่ยว (กรณีที่เดินทางมากับบริษัททัวร์) ทั้งนี้ อาจขอให้แสดงเอกสารเพิ่มเติมหรือสัมภาษณ์ผู้ขอรับการตรวจลงตราด้วย […]

ทำความเข้าใจกฎหมายภาษี ป้ายหน้าร้าน ป้ายโฆษณา ต้องเสียภาษีอย่างไร ?

ภาษีป้ายคืออะไร ทำความเข้าใจกฎหมายภาษี ภาษีป้าย คือ ภาษีท้องถิ่น ที่จัดเก็บจากป้ายที่มีการแสดงชื่อ ข้อความ เครื่องหมาย หรือรูปภาพ เครื่องหมาย เพื่อการโฆษณาหรือแสดงชื่อสถานประกอบการ เช่น ป้ายร้านค้า ป้ายบริษัท ป้ายโรงงาน หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏโดยวิธีใด ๆ ก็ตาม หากมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมหรือบ่งบอกถึงกิจการ จะเข้าข่ายต้องเสียภาษีป้าย ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 หมวด 1 บททั่วไป มาตรา 6 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2534) และอยู่ภายใต้การดูแลของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล อบต. หรือสำนักงานเขตในกรุงเทพ ฯ ใครบ้างที่ต้องเสียภาษีป้าย ?  เจ้าของป้ายเป็นผู้ทำหน้าที่เสียภาษีป้าย แต่หากในกรณีที่ไม่มีผู้ยื่นแบบภาษีป้าย หรือไม่สามารถหาตัวเจ้าของป้ายได้ ให้ถือว่าผู้ที่ครอบครองป้ายนั้นเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย และถ้าหากหาตัวผู้ครอบครองป้ายไม่ได้ ให้ถือว่าผู้ที่ครอบครองอาหารหรือที่ดินที่ป้ายติดตั้งหรือแสดงอยู่เป็นผู้ที่ต้องเสียภาษีป้ายตามลำดับ ใครหรือหน่วยงานไหนทำหน้าที่ในการจัดเก็บภาษี สำหรับผู้ที่ต้องทำการเก็บภาษีป้ายก็คือ หน่วยราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะต้องทำหน้าที่ในการเก็บภาษีป้าย โดยเขตราชการส่วนท้องถิ่น ได้แก่ 1.เขตเทศบาล 2.เขตสุขาภิบาล 3.เขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด 4.เขตกรุงเทพมหานคร 5.เขตเมืองพัทยา 6.เขตองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้เป็นราชการส่วนท้องถิ่น อัตราในการเก็บภาษีป้าย การคำนวณภาษีป้าย คิดอย่างไร ? สูตรการคำนวณภาษีป้ายเบื้องต้น คือ ค่าภาษีป้าย = หน่วยของป้ายที่ต้องเสียภาษี x อัตราภาษีป้าย การคำนวณพื้นที่ป้าย  1.ป้ายที่มีขอบเขตกำหนดได้  คือ ป้ายที่มีขอบเขตชัดเจน ให้คำนวณพื้นที่ของป้ายเป็น ตร.ซม. โดยนำส่วนที่กว้างที่สุด (หน่วยเป็น ซม.) คูณ กับส่วนที่ยาวที่สุด (หน่วยเป็น ซม.) ในการคำนวณพื้นที่ของป้าย 2.ป้ายที่ไม่มีขอบเขตกำหนดได้  คือ ป้ายที่ไม่มีขอบเขตชัดเจน แสดงข้อความ ชื่อ ยี่ห้อ อาจจะเขียนแสดงไว้กำแพง ผนังอาคาร ฯ ให้คำนวณพื้นที่ของป้ายเป็น ตร.ซม. จะวัดจากตัวอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายใดๆ จากริมสุดในการกำหนดเป็นขอบเขตสำหรับกำหนดความกว้างที่สุดและยาวที่สุด (หน่วยเป็น ซม.)  ในการคำนวณพื้นที่ของป้าย ป้ายแบบใดที่ไม่ต้องเสียภาษี ป้ายที่แสดงไว้ ณ โรงมหรสพและบริเวณของโรงมหรสพนั้น เพื่อโฆษณมหรสพ ป้ายที่แสดงไว้ที่สินค้าหรือที่สิ่งหุ้มห่อหรือบรรจุสินค้า […]

1 2