“น้ำท่วมหาดใหญ่“ เปิดสาเหตุ…ทำไมน้ำท่วมหนัก
สถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ประสบปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ถูกประเมินว่า “หนักที่สุดในรอบ 25 ปี” นับตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วมปี 2543 โดยในหลายพื้นที่ระดับน้ำสูงจนส่งผลกระทบทั้งบ้านเรือน เขตเศรษฐกิจสำคัญ และจุดสัญจรหลักของเมือง สร้างผลกระทบทั้งต่อชีวิตประจำวัน เศรษฐกิจท้องถิ่น และระบบขนส่งเป็นวงกว้าง
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นผลมาจากการผสมผสานของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง ภูมิประเทศของพื้นที่ และการบริหารจัดการน้ำที่ยังมีช่องว่าง โดยหน่วยงานรัฐและนักวิชาการต่างออกมารายงานตรงกันว่าฝนที่ตกหนักในปีนี้อยู่ในระดับ “ผิดปกติสูงมาก” จนเกินความสามารถของระบบรองรับน้ำและโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบัน
เปิดภาพรวมของเหตุการณ์“ฝนถล่มแบบฉับพลัน” (rain bomb)”
ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดปริมาณน้ำฝนของกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ปริมาณน้ำฝนสะสม 3 วันในพื้นที่หาดใหญ่สูงกว่า 595–600 มิลลิเมตร ถือว่ามากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ความรุนแรงของฝนที่ตกในคืนวันที่ 21 พฤศจิกายน โดยเฉพาะในบริเวณเขาคอหงส์ – นาหม่อม ทำให้เกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า “ฝนถล่มแบบฉับพลัน” (rain bomb) น้ำจำนวนมหาศาลไหลบ่าเข้าสู่ตัวเมืองอย่างรวดเร็ว
พื้นที่สำคัญ เช่น ย่านตลาดกิมหยง ถนนนิพัทธ์อุทิศ ถนนเสน่หานุสรณ์ และเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ถูกน้ำท่วมสูงอย่างรวดเร็ว ถนนหลายสายถูกตัดขาด การสัญจรหยุดชะงัก และร้านค้าต้องปิดให้บริการชั่วคราว ขณะที่ประชาชนจำนวนหนึ่งต้องอพยพไปยังพื้นที่สูงกว่า เนื่องจากระดับน้ำบางจุดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในครั้งนี้
1. ฝนตกหนักผิดปกติ จากภาวะลานีญา
ข้อมูลของนักอุตุนิยมวิทยาและกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ปี 2568 อยู่ในวัฏจักร ลานีญา (La Niña) ทำให้สภาพอากาศในหลายพื้นที่ของไทยมีความชื้นสูงและมีโอกาสเกิดฝนมากกว่าปกติ โดยเฉพาะภาคใต้ตอนล่างที่ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและร่องมรสุมที่มีกำลังแรงกว่าปีทั่วไป และมีฝนหนักชนิด “rain bomb” (ฝนตกหนักในช่วงสั้น ๆ และปริมาณมาก) โดยเฉพาะในคืนวันที่ 21 พ.ย. 2568 รอบ เขาคอหงส์ อำเภอนาหม่อม ก่อนจะไหลเข้าเมืองหาดใหญ่
2.ภาวะโลกร้อน
ที่เกี่ยวข้องอย่างมีนัยยะสำคัญ แม้ปัจจัยหลักของน้ำท่วมหาดใหญ่จะยังคงเป็นเรื่องฝนตกหนัก ภูมิประเทศลุ่มต่ำ และระบบระบายน้ำ แต่ ภาวะโลกร้อน (Climate Change) ทำให้เหตุการณ์ฝน extreme และน้ำท่วมฉับพลันเกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้นกว่าในอดีต ซึ่งส่งผลโดยตรงที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ในกรณีหาดใหญ่ ฝน 595–600 มม. ใน 3 วันถือว่าเป็น “ระดับฝนสุดขั้ว” (extreme rainfall) ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของ IPCC ที่พบว่าฝนลักษณะนี้จะเพิ่มขึ้น 20–30% ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากภาวะโลกร้อนด้วยเช่นกัน

3. พื้นที่หาดใหญ่เป็น “แอ่งกระทะ” รับน้ำจากหลายทิศทาง
หาดใหญ่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่รับน้ำจากคลองสำคัญ ได้แก่
- คลองอู่ตะเภา
- คลอง ร.1 หรือคลองภูมินาถดำริ
- คลองสายรองอื่น ๆ ที่ไหลมารวมกันก่อนลงทะเลสาบสงขลา
ลักษณะภูมิประเทศแบบแอ่งกระทะทำให้เมื่อน้ำจากต้นน้ำไหลลงมาพร้อมกับฝนที่ตกหนักในเมือง จะเกิดสภาวะ “น้ำท่วมซ้ำซ้อน” ได้ง่าย และระบายน้ำออกได้ช้า
- อ้างอิง: ข่าวสด (khaosod.co.th)
4. ระบบระบายน้ำไม่สามารถรองรับฝนระดับรุนแรงได้
แม้ว่าระบบป้องกันน้ำท่วมของหาดใหญ่จะได้รับการปรับปรุงหลายครั้งหลังปี 2553 แต่ปริมาณน้ำในปีนี้เกินขีดจำกัดของระบบระบายที่วางไว้ เช่น
- อุโมงค์ระบายน้ำ
ประตูน้ำ - คลองสายต่าง ๆ ที่ยังมีการตกตะกอนและสิ่งอุดตัน
อ้างอิง: สำนักข่าวไทยรัฐ (thairath.co.th)
5. การจัดการความเสี่ยงและการเตรียมการที่ไม่เพียงพอ
แม้มีการแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast แต่หลายพื้นที่ยังไม่มีการอพยพหรือเตรียมแผนรับมือที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า ศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า ที่ควรจัดตั้งก่อนเกิดเหตุถูกจัดตั้งล่าช้ากว่าที่แบบแผนกำหนดไว้
- อ้างอิง: Mgr Online (mgronline.com)
6. การพัฒนาเมืองและการใช้ที่ดินที่เพิ่มความเสี่ยง
การขยายตัวของเมืองและการก่อสร้างอาคารจำนวนมาก ทำให้พื้นที่ซึมน้ำหายไปอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ฝนที่ตกหนักกลายเป็นน้ำไหลบ่าเข้าสู่ถนนและพื้นที่ต่ำอย่างรวดเร็ว
- อ้างอิง: Hatyai City Climate
ผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่
- ถนนสายหลักในเมืองหลายจุดไม่สามารถใช้งานได้
- โรงเรียน สถานประกอบการ และร้านค้าจำนวนมากต้องปิดชั่วคราว
- รถยนต์ได้รับความเสียหายจำนวนมากจากน้ำท่วมกะทันหัน
- ระบบขนส่งสาธารณะ และรถไฟหาดใหญ่มีความล่าช้าหรือหยุดให้บริการบางช่วง
- ประชาชนจำนวนหนึ่งต้องอพยพ หรือย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูง
โดยสรุปเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น
เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ปี 2568 เป็นสัญญาณชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการใช้ประโยชน์ที่ดินในเมืองที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านอุทกภัยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีระบบป้องกันอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถรองรับปริมาณฝนผิดปกติรุนแรงในครั้งนี้ได้ ขณะเดียวกัน การเตรียมความพร้อมและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ยังต้องการการปรับปรุงเชิงระบบเพื่อป้องกันเหตุการณ์ลักษณะนี้ในอนาคต หาดใหญ่ในวันนี้จึงเป็นกรณีศึกษาและบทเรียนสำคัญของการพัฒนาเมืองที่ต้องรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้ว และการวางแผนเชิงรุกคือสิ่งจำเป็นที่ต้องเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด

ร่วมด้วยช่วยกัน ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในส่วนของการบริจาคสิ่งของจำเป็นที่ใช้ได้จริง
เราจะช่วยผู้ประสบภัยได้อย่างไร ?
1.สามารถช่วยโดยการร่วมบริจาคสิ่งของที่จำเป็นจริงๆ อย่าบริจาคสิ่งของที่ไม่จำเป็น เพราะจะเป็นภาระของศูนย์ช่วยเหลือ สิ่งที่ต้องการมากที่สุด เช่น
- ข้าวสาร อาหารพร้อมทาน
- น้ำดื่ม
- ผ้าอนามัย แพมเพิร์ส
- ยาสามัญประจำบ้าน / ชุดปฐมพยาบาล
- ไฟฉาย แบตเตอรี่ พาวเวอร์แบงก์
- อุปกรณ์ทำความสะอาดหลังน้ำลด (ถุงดำ ไม้กวาด น้ำยาฆ่าเชื้อ)
2.ช่วยกระจายข่าวสารที่ถูกต้อง ตรวจสอบให้ถูกต้องก่อนแชร์
ข้อมูลผิดพลาดอาจทำให้คนเข้าใจสถานการณ์ผิด เช่น
- ระดับน้ำ
- เส้นทางอพยพ
- จุดรับบริจาคให้แชร์เฉพาะจากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ,เทศบาลนครหาดใหญ่ , เหล่ากาชาดจังหวัดสงขลา หรือหน่วยงานราชการหลักที่เกี่ยวข้องเท่านั้น (โปรดระวังมิจฉาชีพ)
- รวมถึงข่าวสารอื่น ๆ ที่เป็นการระดมความช่วยเหลือ
3.ร่วมเป็นอาสาสมัครหากอยู่ใกล้พื้นที่ สามารถช่วยได้ เช่น
- ขนส่งสิ่งของขึ้นรถ
- ช่วยจัดการศูนย์พักพิง
- ช่วยอพยพผู้สูงอายุ เด็ก และสัตว์เลี้ยง
- ช่วยซ่อมแซม ทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลด
4.การร่วมบริจาคเงินให้หน่วยงานที่ตรวจสอบได้
เช่น มูลนิธิร่วมกตัญญู , สภากาชาดไทย , มูลนิธิสงเคราะห์ต่าง ๆ ควรมีชื่อปลายทางเป็นหน่วยงานชัดเจน มีใบเสร็จ มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราทุกคนต้องร่วมมือกัน เราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร? ถ้าไม่เริ่มวันนี้… เราจะรอให้สถานการณ์เลวร้ายกว่านี้อีกแค่ไหน ?
เหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่หาดใหญ่ในปี 2568 เป็นสัญญาณชัดเจนว่า “ภัยธรรมชาติไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป” และภาวะโลกร้อนก็ไม่ใช่คำเตือนในอนาคต แต่กำลังเกิดขึ้นจริงในวันนี้ ฝนสุดขั้ว น้ำหลากฉับพลัน พายุที่คาดเดายาก ล้วนเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เราทุกคน คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันตั้งแต่วันนี้
✔ มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในชีวิตประจำวัน
✔ สนับสนุนพลังงานสะอาดและธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
✔ เพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ซึมน้ำ
✔ ปรับตัวให้พร้อมต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป
✔ ร่วมผลักดันนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืนในระดับประเทศ
การเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อทุกคนร่วมมือกัน โลกที่ปลอดภัยและยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริง
เรามาร่วมมือกัน เพื่อสร้างแนวทาง ป้องกันและพัฒนาทางด้านสิ่งแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืน เพียงคุณมาปรึกษาเรา
Carbon Footprint Consulting Service
- ให้คำปรึกษา ประเมิน และจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กร Carbon Footprint for Organization, (CFO) และสำหรับผลิตภัณฑ์ Carbon Footprint for Product, (CFP)
- ให้คำปรึกษาในการจัดทำรายงานเพื่อขึ้นทะเบียน
- วางแผนการลดคาร์บอนสำหรับองค์กร เพื่อมุ่งสู่ Carbon Neutral and Net Zero
- ให้คำปรึกษา จัดทำ และขอรับรอง ISO ที่เกี่ยวข้อง
- ให้คำปรึกษาการจัดงาน/ชดเชย Carbon Neutral Event
- ให้คำปรึกษาและจัดทำโครงการคาร์บอนเครดิต (T-VER)
- ให้คำปรึกษาด้าน CBAM รับขึ้นทะเบียน และการจัดทำรายงาน
- บริการจัดเก็บ รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจก (รายเดือน)
- ให้บริการด้าน Energy Dashboard Platform บริการครอบคลุมในทุก Scope
- บริการจัดอบรมภายในด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน รวมถึงด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
บริการของเราด้านโครงการ ESG
- ESG Strategy & Roadmap
- Sustainability Report
- ESG Baseline / Gap Analysis
- ESG Dashboard & Data
ข่าวสารอื่นๆ
FDI GROUP ส่งมอบความห่วงใย มอบอาหาร สิ่งของจำเป็น “ช่วยเหลือพี่น้องภาคใต้”
FDI Group ขอมอบความห่วงใย...
Read Moreพลังงานสะอาด Clean Energy คืออะไร ทางออกที่น่าสนใจยุคนี้จริงหรือ?
บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับพลังงานสะอาดในหลากหลายมิติ ที่จะช่วยตอบคำถาม รวมถึงคลายความสงสัยให้คุณได้มากขึ้นว่าทำไมบริษัทใหญ่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ...
Read MoreFDI Group จัดสัมมนาฟรี! กับสุดยอดหัวข้อแห่งปี “เจาะลึกกลยุทธ์ “ CBAM Countdown ” กันตกขบวนสู่โอกาสที่เหนือกว่า “
FDI Group ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญ...
Read More