บทความ BCG

Smart Factory กับการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์และห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความเสี่ยงระดับโลก ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับแรงกดดันสองด้าน การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านเทคโนโลยี และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ [1] การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่แม่นยำทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่ากลายเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการเข้าสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะภายใต้มาตรการทางการค้าที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป [2] Smart Factory จึงไม่ใช่เพียงทางเลือกทางเทคโนโลยี แต่เป็นแนวทางการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ที่ผสานดิจิทัลไลเซชันเข้ากับเป้าหมายความยั่งยืน บทความนี้จะวิเคราะห์บทบาทของโรงงานอัจฉริยะในการสร้างระบบติดตาม วัดผล และบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการรับรองมาตรฐานสากลและการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว แนวคิดและความหมายของ Smart Factory ในมิติความยั่งยืน Smart Factory คือ ระบบนิเวศการผลิตที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ผ่านการบูรณาการระหว่างเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และเทคโนโลยีการดำเนินงาน (OT) อย่างลึกซึ้ง [3] ความแตกต่างที่ชัดเจนจากโรงงานดั้งเดิมอยู่ที่การทำลาย “ไซโล” ของข้อมูล โดยการเชื่อมโยงข้อมูลจากชั้นปฏิบัติการสู่ชั้นบริหารแบบเรียลไทม์ ในบริบทของความยั่งยืน Smart Factory ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์ประมวลผลข้อมูลสิ่งแวดล้อม” ที่เปลี่ยนกิจกรรมการผลิตทุกขั้นตอนให้เป็นข้อมูลเชิงปริมาณที่ติดตามได้เกี่ยวกับการใช้พลังงาน วัตถุดิบ และการปล่อยมลภาวะ สิ่งนี้ทำให้การจัดการสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนจากการคาดคะเน (Estimation) สู่การวัดผลที่แม่นยำ (Precise Measurement) และการจัดการแบบก้าวหน้า (Proactive Management)      เทคโนโลยีขับเคลื่อนความยั่งยืนในโรงงานอัจฉริยะ 3.1 เครือข่ายเซนเซอร์และเทคโนโลยี IoT เซนเซอร์แบบฝังตัว (Embedded Sensors) และอุปกรณ์ IoT ทำหน้าที่เป็นตัวรับรู้ (Sensory Organs) ของโรงงาน โดยรวบรวมข้อมูลการใช้งานพลังงานของเครื่องจักรแต่ละหน่วย อุณหภูมิกระบวนการ และการไหลของวัสดุอย่างต่อเนื่อง [4] ข้อมูลระดับอนุกรมวิธานนี้ช่วยระบุจุดสูญเสียพลังงาน (Energy Loss Hotspots) และโอกาสในการปรับปรุงประสิทธิภาพเชิงทรัพยากร (Resource Efficiency) ที่ไม่สามารถตรวจจับได้ด้วยวิธีดั้งเดิม 3.2 การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงและคลาวด์คอมพิวติ้ง (Advanced Data Analytics and Cloud Computing) ข้อมูลจากเซนเซอร์จำนวนมหาศาลถูกประมวลผลและวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือเชิงสถิติและแบบจำลองบนแพลตฟอร์มคลาวด์ การวิเคราะห์นี้สามารถเผยให้เห็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างตัวแปรการผลิต (เช่น ความเร็วเครื่องจักร อุณหภูมิ) กับปริมาณการปล่อยคาร์บอน ส่งผลให้สามารถกำหนดพารามิเตอร์การทำงานที่เหมาะสมที่สุดเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Eco-optimal Parameters) [5] 3.3 ปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องอัลกอริทึม AI/ML สามารถสร้างแบบจำลองพยากรณ์ (Predictive Models) สำหรับการใช้พลังงานและความต้องการวัสดุ โดยการเรียนรู้จากข้อมูลประวัติศาสตร์และการทำงานในปัจจุบัน [6] นี่ช่วยในการปรับตารางการผลิต (Production […]

ถอดบทสัมภาษณ์ : ผู้ประกอบการต้องทำรายงาน CBAM อย่างไร? เพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขันและสร้างกำไรอย่างยั่งยืน

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลกและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมมีความเข้มข้นมากขึ้น อย่างที่เราจะเห็นได้ชัดเลยในปี 2026 ที่มีการบังคับใช้ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน เป็นกลไกของสหภาพยุโรป (EU) ที่กำหนดราคาคาร์บอนสำหรับสินค้านำเข้าบางประเภทที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เพื่อป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน (Carbon Leakage) และสร้างความเท่าเทียมกับผู้ผลิตใน EU ที่มีต้นทุนคาร์บอนสูงกว่า แน่นอนว่าผู้ประกอบการที่เตรียมตัวพร้อมแล้วในปีที่ผ่านมาย่อมได้เปรียบมากกว่าในประเด็นดังกล่าว แต่สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังดำเนินการ FDI Group ในบทบาทของที่ปรึกษาธุรกิจ ที่จะมาแนะนำ คลายความกังวลให้ผู้ประกอบการที่กำลังดำเนินการในประเด็นดังกล่าว โดยในบทสัมภาษณ์นี้ จะพาไปพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ด้าน BCG โดย คุณณัฐวุฒิ สว่างเพาะ Sales & Consulting Engineer Supervisor (BCG) ที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นที่ปรึกษาการประเมินคาร์บอรฟุตพริ้นท์ทั้งองค์กร (CFO) และผลิตภัณฑ์ (CFP) เพื่อถอดบทเรียน แนวคิด และประสบการณ์จริงในประเด็น “ผู้ประกอบการต้องทำรายงาน CBAM อย่างไร เพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขันและสร้างกำไรอย่างยั่งยืน” ครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมข้อมูลคาร์บอน การจัดทำรายงานให้ถูกต้อง ไปจนถึงการปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้สอดคล้องกับกติกาการค้าใหม่ที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม รวมถึงคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการเพิ่มเติม ในบทบาทของที่ปรึกษาให้กับองค์กรต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่ผ่านมา ในฐานะที่ปรึกษาต้องทำอะไรบ้าง ? ในตลอดระยะเวลาที่เป็นที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนให้กับองค์กรต่างๆมา นอกจากเราจะเข้าไปช่วยในการจัดเตรียมข้อมูลการรายงานบัญชีก๊าซเรือนกระจกแล้วนั้น เรายังช่วยองค์กรในด้านการวางแผนพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในด้าน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงการลดต้นทุน ทั้งด้านพลังงาน ด้านวัตถุดิบ วางแผนการขนส่งอย่างมีระบบ โดยจากที่กล่าวมาทั้งหมด ต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดซัพพลายเชนขององค์กรด้วย จึงจะเป็นการวางแผนเติบโตอย่างยั่งยืนที่แท้จริง เพราะฉะนั้น เราไม่เพียงแต่เข้าไปประเมินผลให้กับทางองค์กร เรายังเข้าไปช่วยแนะนำวิธีการแก้ปัญหา และเสนอแนะทางเลือกต่างๆให้กับทางองค์กรนำไปพิจารณาเพิ่มเติมครับ อย่างที่ทราบว่ามาตรการ CBAM ที่จะเริ่มปรับภาษีจริงในปี 69 มีกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าใดบ้าง ? ที่ได้รับผลกระทบถูกบังคับใช้เป็นกลุ่มแรก และมีแผนจะครอบคลุมสินค้าประเภทอื่นในอนาคตหรือไม่ ? ในระยะแรก (Transition Period) จนถึงการเริ่มเก็บภาษีจริงในปี 2569 ครอบคลุม 6 กลุ่มสินค้าหลัก ที่มีความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของคาร์บอนสูง ได้แก่: เหล็กและเหล็กกล้า อลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า ไฮโดรเจน แผนในอนาคต : สหภาพยุโรป (EU) มีแผนที่จะขยายขอบเขตให้ครอบคลุมสินค้าประเภทอื่น ๆ ที่อยู่ในระบบ ETS (Emission Trading […]

ต่างชาติจดทะเบียนบริษัทในไทยถือหุ้น 100% ได้หรือไม่ ? ทำไมต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ !

นักลงทุนต่างชาติที่ให้ความสนใจเข้ามาทำธุรกิจในไทย ด้วยศักยภาพด้านทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน และโอกาสทางธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม คำถามที่พบบ่อยสำหรับผู้ลงทุนคือ  “ ต่างชาติจดทะเบียนบริษัทในไทย ต้องมีที่ปรึกษาหรือไม่ ? ” สำหรับคำตอบในทางปฏิบัติ คือ การมีที่ปรึกษาไม่ใช่ข้อบังคับตามกฎหมาย แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะด้านเอกสาร การดำเนินการยื่นขอ รวมถึงคำแนะนำการดำเนินธุรกิจ และทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานได้จริงในระยะยาว โดยในบทความนี้จะอธิบายเหตุผลเชิงลึกว่าทำไมการจดทะเบียนบริษัทในไทยสำหรับชาวต่างชาติ จึงควรมีที่ปรึกษามืออาชีพเข้ามาช่วยดูแลตั้งแต่เริ่มต้น  ใครบ้างถือเป็นคนต่างด้าว ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542   บุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีสัญชาติไทย  นิติบุคคลซึ่งไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย  นิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทยที่มีทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งเป็นของบุคคลหรือนิติบุคคล ตาม (1) หรือ (2)  นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่มีทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งเป็นของ (1) (2) หรือ (3)  ทำความเข้าใจ ต่างชาติจดทะเบียนบริษัทในไทยได้หรือไม่ ? คำตอบคือ “ได้” แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายไทย โดยเฉพาะพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (Foreign Business Act: FBA) กฎหมายฉบับนี้เป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดเอาไว้ว่า ต่างชาติสามารถถือหุ้นได้กี่เปอร์เซ็นต์ ธุรกิจประเภทใดที่ทำได้หรือทำไม่ได้ กรณีธุรกิจใดที่ต้องมีการขอใบอนุญาตเพิ่มเติม ดังนั้น การจดทะเบียนบริษัทของชาวต่างชาติ ไม่ใช่แค่ขั้นตอนทางเอกสาร แต่เป็นเรื่องของการวางโครงสร้างธุรกิจให้ถูกต้องตามกฏหมายตั้งแต่เริ่มต้น ต่างชาติจดทะเบียนบริษัทในไทย ไม่ใช่แค่เรื่องยื่นเอกสารเพียงอย่างเดียว  หลายคนเข้าใจว่าการจดทะเบียนบริษัท เป็นเพียงขั้นตอนทางเอกสาร เช่น การจองชื่อบริษัท ยื่นแบบคำขอ และจัดทำหนังสือบริคณห์สนธิ ยื่นเสร็จก็รอรับการอนุมัติได้เลย แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น การจดทะเบียนบริษัทของชาวต่างชาติในไทยเกี่ยวข้องกับ กฎหมายเฉพาะ โครงสร้างผู้ถือหุ้น และเงื่อนไขการดำเนินธุรกิจ ที่ซับซ้อนกว่าบริษัททั่วไป เพราะมีชาวต่างชาติมาเกี่ยวข้อง ในประเทศไทยมีกฎหมายหลัก คือ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business Act : FBA) ซึ่งกำหนดข้อจำกัดด้านสัดส่วนการถือหุ้นและประเภทธุรกิจที่สามารถทำได้และทำไม่ได้สำหรับชาวต่างชาติ โดย FBA แบ่งประเภทธุรกิจออกเป็นหลายบัญชี และแต่ละบัญชีมีเงื่อนไขแตกต่างกัน ธุรกิจบริการจำนวนมากที่ต่างชาตินิยมทำในไทย เช่น ที่ปรึกษา ไอที การจัดการ หรือบริการสนับสนุนทางธุรกิจ มักเข้าข่ายธุรกิจที่ต้องพิจารณาเรื่องใบอนุญาตเพิ่มเติม รู้หรือไม่ ? FBA แบ่งประเภทธุรกิจออกเป็น 3 บัญชีหลัก ได้แก่  บัญชี 1 : ธุรกิจที่ห้ามต่างชาติทำโดยเด็ดขาดด้วยเหตุผลพิเศษ เป็นธุรกิจที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยสิ้นเชิง เช่น ธุรกิจหนังสือพิมพ์, […]

FAQ : คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ESG โดยที่ปรึกษาโครงการ ESG

ปี 2026 การทำ ESG ไม่ใช่เพียงเรื่องของภาพลักษณ์องค์กรอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อ โอกาสทางธุรกิจและความอยู่รอดขององค์กร อย่างแท้จริง เนื่องจากนักลงทุน สถาบันการเงิน ลูกค้า และคู่ค้าทั่วโลกเริ่มใช้ ESG เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ หากองค์กรไม่มีนโยบายหรือข้อมูล ESG ที่ชัดเจน อาจสูญเสียโอกาสเข้าถึงเงินทุน หลุดจากซัพพลายเชน หรือเสียความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ กฎระเบียบและมาตรฐานด้านความยั่งยืนมีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น ทำให้องค์กรที่ไม่เตรียมพร้อมต้องเผชิญต้นทุนและความเสี่ยงที่สูงกว่า ดังนั้น ESG ในปี 2026 จึงเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างโอกาส ลดความเสี่ยง และทำให้องค์กรเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว  FAQ : รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ESG และนโยบายไทยปี 2026 1) ESG คืออะไร และทำไมถึงสำคัญในปี 2026 ESG คือ กรอบแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ปี 2026 ESG มีความสำคัญมากขึ้นเพราะถูกเชื่อมโยงกับการเปิดเผยข้อมูล การประเมินความเสี่ยง และการตัดสินใจของนักลงทุน ลูกค้า และคู่ค้าอย่างเป็นรูปธรรม ที่ทุกธุรกิจต้องให้ความสำคัญในแต่ละมิติมากยิ่งขึ้น  2) ESG จะเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนในแต่ละอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ ?  องค์กรขนาดใหญ่จะเริ่มตั้งเงื่อนไขคู่ค้า เช่น จรรยาบรรณซัพพลายเออร์ สิทธิมนุษยชน ความปลอดภัยแรงงาน และข้อมูลคาร์บอนของสินค้า/บริการ เพื่อประกอบการคัดเลือก (แม้กฎหมายไทยไม่ได้บังคับทุกอุตสาหกรรมเท่ากัน แต่แรงกดดันทางการค้ากำลังมา ) 3) บริษัทที่ไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องทำ ESG หรือไม่ แม้จะไม่ถูกบังคับโดยตรง แต่บริษัทนอกตลาดทุนที่เป็นคู่ค้าองค์กรใหญ่หรืออยู่ในซัพพลายเชน มักถูกขอข้อมูล ESG เพื่อประกอบการคัดเลือกและประเมินความเสี่ยง จึงควรเริ่มเตรียมระบบ ESG ตั้งแต่ปี 2026 เพื่อให้รองรับ สามารถให้ข้อมูลดังกล่าวแก่คู่ค้า รวมถึงโอกาสใหม่ในตลาดที่เพิ่มขึ้น สำหรับธุรกิจที่มีความพร้อม 4) ESG ในปี 2026 ยังเป็นเรื่องภาพลักษณ์อยู่หรือไม่ ผู้บริโภคจะมองว่าทำเพื่อการตลาดหรือไม่ ?  มุมมองจะเปลี่ยนไปจากเดิม ESG ในปี 2026 เป็นเรื่องของโอกาสทางธุรกิจและความอยู่รอด เพราะมีผลต่อการเข้าถึงเงินทุน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และโอกาสทางการค้าในระยะยาว 5)  โอกาสทางธุรกิจ และการเงินจะเพิ่มขึ้นได้จริงหรือ ?  ในตลาดทุนไทยเองมีการส่งเสริมการลงทุนยั่งยืนผ่านเครื่องมือ/โครงการด้านความยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างต่อเนื่อง และการยกระดับข้อมูล ESG ทำให้บริษัทที่มีระบบดี […]

เพิ่มความมั่งคั่งด้วยกลยุทธ์ ESG ที่ธุรกิจไม่ควรมองข้าม โดยที่ปรึกษาโครงการ ESG

เพราะความท้าทายของธุรกิจในโลกยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงแค่คู่แข่งในตลาดเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ความท้าทายด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG : Environmental, Social, Governance) ก็ถือว่าเป็นความท้าทายที่เป็นประเด็นสำคัญของธุรกิจเช่นกัน ที่จะทำอย่างไรให้ตอบโจทย์ วัดผลได้จริง ? จากเดิมที่ ESG อาจจะเป็นเพียงปัจจัยเสริมให้ธุรกิจ แต่ในตอนนี้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ส่งผลต่อการอยู่รอด เติบโตของธุรกิจด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ FDI Group ในฐานะที่ปรึกษาธุรกิจแบบครบวงจร จึงมีความมุ่งมั่นในการให้คำปรึกษากับทุกธุรกิจที่ต้องการขับเคลื่อนกลยุทธ์ เพื่อให้องค์กรของคุณบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนและสร้างผลกระทบเชิงบวกในหลายมิติอย่างมีประสิทธิภาพ   FDI Group ที่ปรึกษาที่จะช่วยให้องค์กรของคุณ สร้างความได้เปรียบด้วยกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนอย่างมีประสิทธิภาพ ขับเคลื่อนสู่เป้าหมายได้อย่างแท้จริง “ ESG ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อตอบโจทย์โลก  แต่เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ธุรกิจของคุณอย่างยั่งยืน ” ESG คืออะไร ?  ESG (Environmental, Social, Governance) คือ กรอบการบริหารธุรกิจอย่างยั่งยืนที่เชื่อมโยง ผลลัพธ์ทางสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เข้ากับประสิทธิภาพและมูลค่าทางธุรกิจ โดยบริการที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนของ FDI จะช่วยให้องค์กรพัฒนา วางแผนแนวทาง ESG อย่างครบวงจรด้วยคำแนะนำจากทีมผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์เชิงลึก ด้วยมาตรฐานสากลในการให้คำปรึกษา นำหน้าคู่แข่ง เพิ่มความได้เปรียบ ด้วยโครงการ ESG โครงการ ESG (Environmental, Social, Governance) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้องค์กร “นำหน้าคู่แข่ง” และสร้างความได้เปรียบอย่างยั่งยืนในระยะยาว เพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจ ธุรกิจที่มีโครงการ ESG ชัดเจน โปร่งใส และวัดผลได้ จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนและโอกาสทางธุรกิจได้มากกว่า สร้างความแตกต่างและคุณค่าให้กับแบรนด์ ESG ช่วยยกระดับภาพลักษณ์องค์กร มอบคุณค่า ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น  ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาว การจัดการพลังงาน ทรัพยากร และของเสียอย่างเป็นระบบ เช่น การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์เพื่อให้ทราบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อหาแนวทางการลด ที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดได้ดีมากขึ้น เสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาว ESG เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน โดยการนำเอากลยุทธ์ของธุรกิจ ผสานกับ ESG ต่อยอดให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในหลายมิติเพิ่มมากขึ้น   ทำไมองค์กรชั้นนำไว้วางใจให้ FDI เป็นที่ปรึกษา FDI ได้รับความไว้วางใจจากองค์กร ชั้นนำในหลากหลายอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มไฟฟ้าและพลังงาน,กลุ่มเทคโนโลยี ,กลุ่มธุรกิจบริการ, สินค้าอุปโภคและบริโภค , อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ในการให้คำปรึกษาด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก และพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน   จุดเด่นและความแตกต่างที่คุณต้องเลือกเรา  […]

รายงานความยั่งยืน คืออะไร ? องค์ประกอบที่สำคัญของรายงานมีอะไรบ้าง

รายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) หรือ SD Report ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่องค์กรใช้เปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อสะท้อนผลกระทบในมิติทั้งทางบวกและทางลบ จากการดำเนินงานขององค์กรต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลาดหลักทรัพย์ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจเกี่ยวกับข้อมูลด้านความยั่งยืน โดยกล่าวว่า ข้อมูลด้านความยั่งยืน (Sustainability information) เป็นข้อมูลที่แสดงถึงนโยบาย ผลกระทบ และผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของธุรกิจ ภายใต้ระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือข้อมูล ESG ซึ่งจะช่วยให้ผู้ลงทุนและผู้ใช้ข้อมูลได้เห็นถึงมุมมอง การดำเนินธุรกิจในมิติที่กว้างกว่าข้อมูลทางการเงิน จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อองค์กรทั้งในด้านความสามารถในการจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส มีศักยภาพในการแข่งขัน และการสร้างผลตอบแทนในระยะยาว สำหรับการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน ที่มีความครบถ้วน ถูกต้อง มีความโปร่งใส จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดความสนใจของผู้ลงทุน รวมถึงข้อมูลด้านการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (Environmental, Social and Governance หรือ ESG)  ก็เป็นอีกข้อมูลที่สำคัญ ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ลงทุนในยุคปัจจุบัน ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าธุรกิจมีความซับซ้อนในหลายมิติมากขึ้น ซึ่งการรายงานที่ครบถ้วนและมีความโปร่งใส จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้นักลงทุน ผู้มีส่วนได้เสียเล็งเห็นถึงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจในระยะยาวได้อีกด้วย  สำหรับแนวทางการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนนั้น บริษัทควรมีการดำเนินการเผยแพร่ข้อมูลด้านความยั่งยืนผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น รายงานประจำปี รายงานความยั่งยืน หรือเว็บไซต์ ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการตัดสินใจลงทุน รวมถึงประโยชน์ในด้านอื่น ๆ  รายงานความยั่งยืน คืออะไร ?  คือ รายงานที่องค์กรใช้ในการเปิดเผย “ผลของภาพรวมของการดำเนินธุรกิจทั้งมิติด้านบวกและลบ จากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของธุรกิจ ภายใต้ระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือ ESG สิ่งแวดล้อม (Environment), สังคม (Social) และ ธรรมาภิบาล (Governance) เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ผู้ลงทุน ลูกค้า คู่ค้า พนักงาน และสังคม ได้เห็นว่าองค์กรดำเนินธุรกิจในมิติที่กว้างกว่าข้อมูลทางการเงิน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในด้านความสามารถในการจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระยะยาว  หลักการที่สำคัญในการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน  บริษัทควรเปิดเผยข้อมูลในประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนในห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ ให้กระชับ ตรงประเด็น และมีความถูกต้องเป็นจริง รวมถึงทันเหตุการณ์ โดยเปิดเผยผลการดำเนินงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง  ข้อมูลที่มีการเปิดเผยผลการดำเนินงานนั้น มีการกำหนดตัวชี้วัดเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทราบถึงผลารดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสามารถใช้ข้อมูลในการเปรียบเทียบกับธุรกิจอื่น ๆ ได้  ข้อมูลที่มีการเปิดเผยนั้นต้องมีความน่าเชื่อถือ นำเสนอทั้งในเชิงบวกและลบ เพื่อให้ผู้ใช้ข้อมูลเกิดความเชื่อมั่นและไว้วางใจได้  องค์ประกอบที่สำคัญในรายงานความยั่งยืน  ส่วนที่ 1 : […]

Carbon Neutral Event จัดงานแบบไหนถึงเป็น Event ติดกรีน !

Carbon Neutral Event  จัดงานยุคใหม่ ทำไม ? ต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อม  อย่างที่เราทราบกันดีว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจก (GHG)  ที่เป็นสาเหตุสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลต่อโลก ต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเกิดผลกระทบ เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น ทำให้ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยให้ความสำคัญ มีเป้าหมายร่วมกันในเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero emission) ภายในปี พ.ศ. 2608  ทำความรู้จักกับ Carbon Neutral Event  Carbon Neutral Event  คือ การจัดอีเว้นต์ ไม่ว่าจะเป็นการสัมมนา ประชุม หรือกิจกรรมใดๆ โดยที่มีการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมุ่งเน้นการดำเนินการโดยวางแผนทุกขั้นตอน ใช้ทรัพยากรทุกส่วนอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพสูงสุด บริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมทั้งหมดของงาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงาน การเดินทางของผู้เข้าร่วม วัสดุอุปกรณ์ อาหาร หรือของเสียที่เกิดขึ้นในทุกส่วนของกระบวนการจัดงาน โดมีการเก็บรวบรวมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการจัดงานทั้งหมดจากนั้นจะชดเชยส่วนที่เหลือด้วยการซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการที่ได้รับการรับรอง เพื่อทำให้งานนั้นเกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ทั้งนี้เป้าหมายของ Carbon Neutral Event ไม่ใช่เพียงการจัดงานที่คำนึงถึงด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการจัดงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวทาง ESG และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) อีกด้วย ความแตกต่างระหว่างงานทั่วไป และ  Carbon Neutral Event “Carbon Neutral Event” คือแนวทางการจัดงานรูปแบบใหม่ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยแตกต่างจาก “งานอีเวนท์ทั่วไป” อย่างมีนัยสำคัญ งานทั่วไปมักมุ่งเน้นที่ความสวยงาม ความสะดวก และประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมเป็นหลัก โดยไม่ได้คำนึงถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการใช้ไฟฟ้า การเดินทาง วัสดุอุปกรณ์ หรือของเสียที่เกิดจากงาน แต่สำหรับ Carbon Neutral Event ผู้จัดจะเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนวางแผน โดย วัด (Measure) ปริมาณการปล่อยคาร์บอนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับงาน จากนั้นจึงวางแผน ลด (Reduce) การปล่อยในทุกมิติ เช่น ใช้พลังงานสะอาด ลดขยะและพลาสติกใช้ครั้งเดียว และสุดท้ายคือ ชดเชย (Offset) ส่วนที่เหลือด้วยการซื้อคาร์บอนเครดิตหรือสนับสนุนโครงการลดคาร์บอนที่ได้รับการรับรอง การจัดงานลักษณะนี้จึงไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสะท้อนถึงความรับผิดชอบขององค์กรในด้านความยั่งยืน สร้างภาพลักษณ์เชิงบวก และเป็นก้าวสำคัญของวงการอีเวนต์สู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างแท้จริง Low Carbon Event มีวัตถุประสงค์เหมือน Carbon Neutral Event หรือไม่ […]

เพิ่มมูลค่าธุรกิจให้เติบโตไปกับ FDI ในโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

FDI ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาภายในโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดทุนไทยและเพิ่มมูลค่าให้แก่บริษัทที่อยู่ในตลาด  ผ่านกิจกรรมที่ครอบคลุม 3 แผนสำคัญ ได้แก่ Business Growth Plan, Governance Plan และ Climate Action Plan โครงการ  JUMP+ คืออะไร ?   โครงการ JUMP+ คือโครงการที่มุ่งส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียน มีการจัดทำแผนกลยุทธ์ และการดำเนินการเพื่อเพิ่มมูลค่าของกิจการ รวมถึงการสื่อสารความคืบหน้ากับผู้ลงทุน โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและสนับสนุนการสร้าง Corporate Value ของบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจ ผ่านการเปิดเผยแผนการเติบโตของบริษัท มีเป้าหมายในการสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนบรรลุวัตถุประสงค์ในการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน ให้มูลค่าหุ้นสะท้อนพื้นฐานที่แท้จริง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนในระยะยาว ปัจจุบันโครงการ JUMP+ และมีกำหนดสิ้นสุดโครงการในปี 2571 โครงการ JUMP+ มุ่งดำเนินการตาม 3 วัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ แผนการเติบโตของธุรกิจ (Business Growth Plan) – การเสริมสร้างการเติบโตและเพิ่มศักยภาพ และมูลค่าอย่างยั่งยืนให้แก่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ธรรมาภิบาล (Governance Plan) – แผนยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาล การกำกับดูแลขององค์กร เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน แผนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Climate Action Plan) ส่งเสริมการดำเนินงานด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม รองรับแนวโน้มความยั่งยืนและ ESG เกี่ยวกับโครงการ Jump +  โครงการ  JUMP+ เป็นหนึ่งใน Flagship Projects ตามแผนกลยุทธ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ต้องการมุ่งส่งเสริมเพิ่มมูลค่า สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับบริษัทจดทะเบียน รวมถึงตลาดทุนไทย โดยการสนับสนุนจากกลุ่มตลาดหลักทรัพย์และเครือข่ายพันธมิตร ในการดำเนินงานตามแผนธุรกิจ การขยายโอกาสทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2569 (ขยายเวลาการรับสมัครจากเดิม 30 ธันวาคม 2568 ) [อ่านคู่มือการใช้งานสมัครเข้าร่วมโครงการ การใช้งาน SETLink]  บริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนอะไรบ้าง ?  1.การสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) เงินทุนสนับสนุนเพื่อจัดทำแผนงาน JUMP+ และการดำเนินการตามแผนงาน โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง สูงสุดไม่เกิน 5,000,000 บาท ตลอดระยะเวลาโครงการ เงินรางวัลสำหรับบริษัทที่สามารถสร้างการเติบโตของบริษัทได้ตามเงื่อนไขกำหนด สูงสุด 500,000 […]

“ESG ปัจจัยและเครื่องมือสำคัญ” ที่นักลงทุนมองหาในยุคตลาดทุนยั่งยืน

ESG (Environment, Social, Governance)   ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนมองหาในยุคตลาดทุนยั่งยืน ภูมิทัศน์การลงทุนในศตวรรษที่ 21 ได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนสถาบันและรายบุคคลในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างผลตอบแทนทางการเงินเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงผลกระทบที่บริษัทมีต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี การเติบโตของกองทุน ESG (Environmental, Social, and Governance) ทั่วโลกสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์นี้อย่างชัดเจน จากข้อมูลของ ESG Today ระบุว่ากองทุนยั่งยืนทั่วโลกมีมูลค่ารวมถึง 3.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2024 ขณะที่ในประเทศไทย Bangkok Post รายงานว่าปี 2024 เป็นปีที่มีการเติบโตอย่างมากของกองทุน ESG ในตลาดทุนไทย แนวโน้มดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการหลักการ ESG เข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจไม่ใช่เพียงความรับผิดชอบต่อสังคม แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดเงินทุนและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน คำถามสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ ทำไมนักลงทุนจึงเลือกจัดสรรเงินทุนไปยังบริษัทที่มีการดำเนินงานด้าน ESG ที่เข้มแข็งมากกว่าบริษัททั่วไป และปัจจัยใดที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจลงทุนในมิตินี้ ความหมายและความสำคัญของ ESG สำหรับนักลงทุน ESG ประกอบด้วยสามเสาหลักที่สะท้อนถึงความยั่งยืนและความรับผิดชอบขององค์กร ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) ซึ่งครอบคลุมการจัดการทรัพยากร การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านสังคม (Social) ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติต่อพนักงาน ห่วงโซ่อุปทาน สิทธิมนุษยชน และความสัมพันธ์กับชุมชน และด้านการกำกับดูแลกิจการ (Governance) ที่ครอบคลุมโครงสร้างคณะกรรมการ ความโปร่งใส การควบคุมภายใน และจริยธรรมทางธุรกิจ สำหรับนักลงทุน ESG มิใช่เพียงเครื่องมือคัดกรองทางจริยธรรม แต่เป็นกรอบการวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสที่ครอบคลุมมิติที่งบการเงินดั้งเดิมไม่สามารถสะท้อนได้ บริษัทที่มีการดำเนินงาน ESG ที่แข็งแกร่งมักมีความสามารถในการลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย เช่น การถูกฟ้องร้องเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือแรงงาน ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงจากการประกอบธุรกิจที่ไม่โปร่งใส และความเสี่ยงในการดำเนินงานจากการขาดแคลนทรัพยากรหรือการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้พัฒนาระบบ SET ESG Ratings 2024 เพื่อประเมินและจัดอันดับบริษัทจดทะเบียนตามหลักการนี้ ขณะที่สถาบันไทยพัฒน์ได้คัดเลือกบริษัท ESG100 ประจำปี 2567 ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักลงทุนสามารถอ้างอิงข้อมูลเหล่านี้ในการตัดสินใจลงทุนได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น พฤติกรรมนักลงทุนกับ ESG การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักลงทุนต่อ ESG สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนทั้งในระดับสถาบันและรายบุคคล นักลงทุนสถาบัน โดยเฉพาะกองทุนบำเหน็จบำนาญและกองทุนรวมขนาดใหญ่ ได้นำหลักการ ESG มาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการลงทุนอย่างเป็นทางการ สาเหตุหลักมาจากการที่สถาบันเหล่านี้มีภาระผูกพันระยะยาวต่อผู้รับผลประโยชน์ จึงต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือความไม่สมดุลทางสังคม ข้อมูลจาก Morningstar ในรายงาน U.S. Sustainable Funds […]

ความสำคัญ “Green Finance” เมื่อการเงินกลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) กลายเป็นประเด็นเร่งด่วน ธุรกิจและภาคการเงินทั่วโลกถูกกดดันให้ประเมิน “ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม” Environmental Risk และผนวก ESG (Environmental, Social, Governance) เข้าในกลยุทธ์การดำเนินงาน ส่งผลให้การเงินสีเขียว (Green Finance) จึงกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้ สำหรับประเทศไทยในปี 2025 แนวโน้มนี้เริ่มเห็นแรงกระเพื่อมได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งจากนโยบายภาครัฐ ความตื่นตัวของภาคเอกชน และความต้องการของนักลงทุน ESG ที่ต้องการเลือกลงทุนในโครงการที่มีผลกระทบทางบวกต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับธุรกิจที่สนใจหรือกำลังมองหาโอกาส “Green Finance” จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่กลายเป็นเส้นทางสำคัญในการยกระดับความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว นโยบายภาครัฐ และ ธนาคารแห่งประเทศไทย ในด้านโครงสร้าง “Sustainable Finance Initiatives for Thailand” เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเงินสีเขียว ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาแผน “Sustainable Finance Initiatives for Thailand” ซึ่งมุ่งสนับสนุนให้ระบบการเงินไทยเปลี่ยนผ่านสู่การปล่อยคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Transition) ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การกำหนดแนวทางให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ และส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทางการเงินสีเขียว (Green Products) นอกจากนี้ ในเดือนพฤษภาคม 2025 ไทยได้เปิดตัว Thailand Taxonomy Phase II ซึ่งขยายขอบเขตของกิจกรรมที่ถูกจัดประเภทเป็น “สีเขียว / ยั่งยืน” ให้ครอบคลุมภาคเกษตรอุตสาหกรรม ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และการจัดการของเสีย ซึ่งรวมเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันให้ 95% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศอยู่ในกรอบการประเมินตาม Taxonomy ไทย แนวทางเหล่านี้ช่วยตั้ง “กติกา” และ “เกณฑ์” ให้ตลาดการเงินสามารถจัดสรรเงินทุนไปยังโครงการที่สนับสนุนการลดคาร์บอนได้อย่างมีทิศทางและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น   เครื่องมือสำคัญอย่าง Green Bond , Sustainability –  Loan, Carbon Credit Financing ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรเงินทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม  สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน เครื่องมือทางการเงินที่มีบทบาทสำคัญด้านการระดมและจัดสรรทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม  มีการจัดสรรเงินทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น  Green Bond / Sustainability Bond: ตราสารหนี้ที่ระบุว่าส่วนเงินที่ได้จะนำไปใช้สนับสนุนโครงการสีเขียว เช่น พลังงานหมุนเวียน […]

1 2 3 6