บทความ BCG

“ISO 14064-1” หลักการและข้อกำหนดระดับองค์กร เกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจกที่คุณต้องรู้

“ISO 14064-1” หลักการและข้อกำหนดระดับองค์กร สำหรับวัดปริมาณและการรายงานผลการปลดปล่อยและลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ความหมายของ ISO 14064-1 ที่คุณต้องรู้ !  มีชื่อเต็มว่า ISO 14064-1 Greenhouse gases – Part 1: Specification with guidance at the organization level for quantification and reporting of greenhouse gas emissions and removals หรือ ข้อกำหนดและข้อแนะนำระดับองค์กรสำหรับการวัดปริมาณและการรายงานผลการปลดปล่อย และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ISO 14064-1 คือ หนึ่งในชุดมาตรฐานภายใต้มาตรฐาน ISO 14064 ที่จัดทำโดยองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (ISO – International Organization for Standardization) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางในการวัด คำนวณ และรายงานข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจกในระดับ “องค์กร” ซึ่งครอบคลุมถึงทั้งการปล่อย (emissions) และการดูดกลับ (removals) ของก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กร  โดยฉบับล่าสุดคือ ISO 14064-1:2018 ซึ่งได้ปรับปรุงให้มีความสอดคล้องกับบริบทปัจจุบันมากขึ้น ทั้งในเรื่องของระบบบริหารจัดการความยั่งยืน การตรวจสอบข้อมูล และการเชื่อมโยงกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ  มาตรฐาน ISO 14064 คืออะไร ? มาตรฐาน ISO 14064 เป็นชุดมาตรฐานสากลที่กำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับการวัด การจัดการ และรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ขององค์กร มาตรฐานนี้พัฒนาโดยองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO)  ที่มุ่งหวังช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ใน 3 เรื่องหลัก ไม่ว่าจะเป็น การวัดปริมาณ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนได้อย่างถูกต้องและโปร่งใส การจัดการ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น การรายงาน ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อสาธารณะ หรือผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงคู่ค้า ลูกค้าอื่น ๆ อีกด้วย  มาตรฐาน ISO 14064 ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักอ่านต่อ คลิก!  ISO 14064-1 สามารถดำเนินการควบคู่กับคาร์บอนฟุตพริ้นขององค์กร […]

ก่อนซื้ออสังหา ฯ ต้องรู้ EIA Approved เช็คให้มั่นใจก่อนตัดสินใจ !

การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนและการจ้างงานในหลายภาคส่วน ที่เพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน กระตุ้นให้เกิดการบริโภค และส่งเสริมธุรกิจที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนภาคการเงินและสินเชื่อที่อยู่อาศัย ทำให้เงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น  โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและขยายเมืองให้เติบโตอย่างมีระบบ หากมีการวางแผนที่ดี จะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตประชาชนในอีกหลากหลายมิติในพื้นที่นั้น ๆ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว และการทำ EIA จึงเป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ก่อนจะซื้อบ้าน คอนโดหรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการสนับสนุนโครงการที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมในการพิจารณาร่วมด้วยเพื่อก่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว ทำความรู้จักบริษัท EIA สิ่งที่โครงการอสังหาริมทรัพย์ต้องทำก่อนเริ่มพัฒนาโครงการ  EIA คืออะไร สำคัญแค่ไหน ทำไมต้องทำ ? EIA ย่อมาจาก Environmental Impact Assessment  หรือ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม คือ กระบวนการจัดทำรายงานวิเคราะห์ ประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆ ต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งทางกายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจ และสังคม ในมิติเชิงบวกและลบ ก่อนที่จะมีการดำเนินพัฒนาโครงการ เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และติดตามผลกระทบได้อย่างเหมาะสม รวมถึงใช้ในการประกอบการตัดสินใจพัฒนาโครงการ หรือถ้าโครงการมีผลกระทบกับสุขภาพประชาชนก็จะมีการจัดทำรายงานเพิ่มเติมในชื่อว่า EHIA (Environmental Health Impact Assessment) ซึ่งต้องมีทีมนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญต้องศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ปรึกษาร่วมกันกับชุมชน และออกแบบมาตรการลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ก่อนจะเสนอให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเข้ากระบวนการพิจารณาอนุญาตตามกฎหมาย โดยล่าสุดมีระบุไว้ทั้งสิ้น 35 ประเภทโครงการ เช่น เหมืองแร่,เขื่อน,ท่าเรือ,โรงไฟฟ้า ไปจนถึงคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 4,000 ตารางเมตรขึ้นไป ความสำคัญและข้อดีของ EIA แน่นอนว่าทุกการพัฒนาโครงการก่อสร้างย่อมมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม แต่คำถามคือ โครงการมีการศึกษา และวางแผนรับมือการป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู หรือมีแนวทางในการจัดการอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต่างต้องตั้งคำถามในการติดตามด้านสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคม โดยข้อดีของการทำ EIA  คือ ช่วยหาทางป้องกันผลกระทบในทางลบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นในโครงการนั้นให้เกิดน้อยที่สุด  โดยการทำ EIA นั้นจะเป็นประโยชน์อย่างมาก ถ้าหากได้รับการวางแผนป้องกันปัญหาต่าง ๆ  ตั้งแต่ขั้นตอนศึกษาความเหมาะสมของโครงการ และจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลังดำเนินโครงการไปแล้ว ซึ่งโดยในรายงาน EIA จะมีการกำหนดมาตรการป้องกัน และติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประกอบเป็นหัวข้อหลักที่สำคัญของรายงานให้ได้พิจารณาด้วยเช่นกัน EIA จะทำการศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหารายละเอียดด้านใดบ้าง Thinkofliving ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า การจัดทำ EIA ประกอบด้วย การศึกษาครอบคลุมระบบสิ่งแวดล้อม 4 ด้าน คือ  ทรัพยากรกายภาพ (Physical Environment) จะเป็นการศึกษาถึงผลกระทบ เช่น คุณภาพดิน […]

แนะนำ “องค์กรต้องประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์” Carbon Footprint คืออะไร ? โอกาสสำคัญของธุรกิจในปี 2026

ทำไมต้องให้ความสำคัญกับ Carbon Footprint คืออะไร สำคัญจริงหรือ? มีผลต่อการระดมทุนและนักลงทุนยุคใหม่อย่างไรบ้าง ในยุคที่ความยั่งยืนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจทางธุรกิจ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) หรือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน รวมถึงการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคม ที่ในทุกกิจกรรมล้วนแล้วแต่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น เจาะลึกกับที่ปรึกษาการจัดการก๊าซเรือนกระจกอ่านต่อ..  ในบทความนี้เราจะจำกัดเนื้อหาเฉพาะของในแง่มุมองค์กรธุรกิจ  ที่การดำเนินงานนั้นได้กลายเป็นตัวชี้วัด มีบทบาทที่สำคัญต่อการระดมทุนและการตัดสินใจของนักลงทุนยุคใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่สังคมมุ่งเน้นในเรื่องของความยั่งยืน ที่ไม่ใช่เพียงแต่ในมิติของสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงมิติด้านสังคม ธรรมาภิบาล และการคำนึงถึงผลกระทบในอนาคตที่ต้องการให้การดำเนินชีวิตของผู้คนยังคงเป็นไปได้ด้วยความยั่งยืนในทุกมิติไว้อย่างน่าสนใจ นักลงทุนยุคใหม่ โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันและกองทุน ESG (Environmental, Social, and Governance) ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าองค์กรมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและเตรียมพร้อมต่อความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้อย่างดี ESG Integration : การลงทุนตามหลักเกณฑ์ ESG ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยนักลงทุนใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นเกณฑ์ในการประเมินความเสี่ยงและโอกาสของธุรกิจในปัจจุบันและแนวโน้มที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต Green Finance : ธุรกิจที่มีการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว (Green Bond) หรือสินเชื่อที่มีเงื่อนไขสอดคล้องกับความยั่งยืนได้ง่ายมากขึ้น Carbon Footprint กับประเด็นด้านกฏหมายและข้อบังคับในหลายประเทศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนำไปสู่กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงในประเทศไทย เช่น มาตราการ CBAM ในสหภาพยุโรป , ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และมาตรการอื่น ๆ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันและต้นทุนของธุรกิจ คู่ค้า พันธมิตร ผู้มีส่วนได้เสียกับธุรกิจในภาพรวม การจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่มีประสิทธิภาพจึงช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ ซึ่งองค์กรต่างต้องปรับตัวในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และจัดการลดความเสี่ยงในการปฏิบัติตามข้อกำหนด เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกฏหมาย หากองค์กรธุรกิจไม่ปฏิบัติตามในประเด็นทางด้านกฏหมายจะมีความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็น ความเสี่ยงด้านกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบมาตราการ : ธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมได้ทัน อาจเผชิญกับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นและค่าปรับต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน ต้นทุนโดยตรงและหากมีการส่งออก คู่ค้าทางธุรกิจ ที่ต้องการข้อมูลการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากองค์กรไม่มีการทำในส่วนนี้ก็จะเกิดผลกระทบต่อธุรกิจในด้านต่าง ๆ ที่สำคัญอย่างแน่นอน ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ความเชื่อมั่นในการลงทุน และภาพลักษณ์ขององค์กรต่อภายนอก  ผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือจากผู้มีส่วนได้เสียในธุรกิจ รวมถึงคู่ค้าที่ต้องการทราบถึงแนวทางการปรับเปลี่ยนสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ความยั่งยืนในการดำเนินงาน และผู้บริโภคในยุคที่ค่อนข้างจะให้ความสำคัญในเรื่องของความยั่งยืนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปัจจุบัน ซึ่งถ้าหากธุรกิจไม่มีการเคลื่อนไหวหรือแผนรับมือในการปรับเปลี่ยนสู่การมีส่วนร่วมลดโลกร้อน จะส่งกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรและลดความน่าสนใจในสายตานักลงทุนได้ในทันที จัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กร (CFO) คลิก !!  จัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับผลิตภัณฑ์ (CFP)  คลิก !!  โอกาสที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นในการระดมทุนและสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ การมีแผนการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ชัดเจนและโปร่งใสในองค์กร ช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสในการระดมทุน โดยเฉพาะจากนักลงทุนที่เน้นการลงทุนในธุรกิจที่มีความยั่งยืน […]

การประเมิน CFP หรือ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ ต้อง “ รายงานอย่างไร ทำอย่างไร” ให้ตอบโจทย์ธุรกิจ

https://youtu.be/JVEvBIDn3qk?si=m2uubWcE2Gzdthax CFP ย่อมาจาก Carbon Footprint for Product หรือ การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ ธุรกิจจำเป็นที่ต้องทำหรือเป็นเพียงกระแส ? แนวคิดเรื่องความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ได้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญระดับโลก หนึ่งในกระบวนการที่กำลังได้รับความสนใจและถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ในภาคธุรกิจอย่างแพร่หลาย คือ “การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์” หรือ Carbon Footprint for Products (CFP) แต่คำถามที่หลายคนมีการตั้งคำถามขึ้นคือ การประเมินนี้เป็นเรื่องจำเป็นที่ธุรกิจควรดำเนินการจริงจัง หรือเป็นเพียงแค่กระแสชั่วคราวที่เกิดจากแรงกดดันทางสังคมและการตลาดเท่านั้น ? ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน โดย FDI Group ให้ความเห็นว่า “ ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ภาวะโลกเดือดรุนแรงขึ้น เป็นผลกระทบมาจากการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์และจากธรรมชาติ เชื่อว่าทุกท่านคงสัมผัสได้ด้วยตัวท่านเองทั้งสภาพภูมิอากาศที่ย่ำแย่ หรือเปลี่ยนแปลงไป หรือแม้แต่ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตอย่างเห็นได้ชัด เลยเป็นอีกสิ่งที่ชวนให้คิด ว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่คุณต้องหันกลับมาดูแลโลกใบนี้ ?   ธุรกิจจำนวนมาก เริ่มให้ความสำคัญกับการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ที่ไม่ได้มีเพียงแค่ประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับแนวโน้มของตลาดโลกที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งการสนับสนุนธุรกิจ ผลิตภัณฑ์สินค้าที่ส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อม ที่มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงประเด็นที่น่าจับตาถึงการตั้งข้อกำหนดด้านความยั่งยืนจากประเทศคู่ค้า หรือการบังคับใช้มาตรการทางภาษีและกฎระเบียบใหม่ เช่น กลไกการปรับคาร์บอนตามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) ซึ่งกำหนดให้สินค้านำเข้าจากประเทศนอก EU ต้องแสดงค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างชัดเจน หากไม่สามารถแสดงได้หรือค่าคาร์บอนสูงเกินมาตรฐาน อาจถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น หรือไม่สามารถเข้าสู่ตลาดยุโรปได้เลย สำหรับในประเทศไทยก็เตรียมสู่การบังคับใช้ พ.ร.บ.โลกร้อน ที่คาดว่าจะบังคับใช้ในเร็วๆ นี้ หรือที่เห็นได้ชัดเจนถึงแนวทางนโยบายด้านการส่งเสริมลดการปล่อยคาร์บอนอย่าง การเก็บภาษีคาร์บอนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งจากประเด็นด้านต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นคงได้เห็นถึงทิศทางและโอกาสที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้สำหรับธุรกิจในอุตสาหกรรมต่าง ๆ สำหรับการปรับตัว ปรับรูปแบบการดำเนินงานในองค์กร เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้ในการแข่งขันที่ทิศทางธุรกิจได้เปลี่ยนแปลงไปจากนี้  Carbon Footprint for Product หรือ การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ คืออะไร อ่านต่อในบทความนี้ คลิก !  จริงหรือไม่ ? เริ่มประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ก่อนได้เปรียบมากกว่า ! ต้องบอกว่าจริง “ลองมองมุมกลับว่าถ้าหากเราเริ่มก่อนในตอนนี้ ถ้าวันที่ภาครัฐประกาศบังคับใช้หรือให้ทำ ธุรกิจเราจะไปไกลมากขนาดไหนแล้ว ถ้าหากคนอื่นพึ่งเริ่ม” เพียงเท่านี้ก็น่าจะสามารถตอบข้อสงสัยได้ว่าควรทำเลยหรือไม่ สำหรับองค์กรต่าง ๆ และ ผู้ประกอบการที่มีความพร้อม และถ้าหากวิเคราะห์กันในมุมของความได้เปรียบทางการแข่งขัน การมีข้อมูล CFP อย่างโปร่งใส สามารถกลายเป็นจุดแข็งในโอกาสของการสื่อสารแบรนด์ และสร้างความเชื่อมั่นต่อคู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ ที่สำคัญคือผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่อยู่ในตลาดระดับพรีเมียมหรือเป็นสินค้าที่อิงกับภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืน เช่น ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของมนุษย์ , เครื่องสำอางจากธรรมชาติ […]

จากภาวะโลกร้อน สู่ภาวะโลกเดือด ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นวิกฤตของคนทั้งโลกต้องจับตา!

ภาวะโลกเดือดไม่ใช่แค่เรื่องของ “ความร้อน” แต่เป็นวิกฤตการณ์ที่ส่งผลกระทบทั้งในระดับปัจเจกและระดับโลก ความรุนแรงนี้ทำให้การแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้อย่างรวดเร็วที่สุด ความรุนแรงจากภาวะโลกร้อนสู่ภาวะโลกเดือด ผลกระทบหนักต่อสิ่งมีชีวิตในหลากหลายมิติ “ภาวะโลกเดือด” เริ่มได้รับความสนใจเมื่อผู้นำหรือองค์กรระดับนานาชาติ เช่น องค์การสหประชาชาติ (UN) และนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ ใช้คำนี้เพื่อสร้างจุดสนใจให้เห็นถึงความรุนแรงของวิกฤตภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้น และกระตุ้นให้ทุกคนเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงานหมุนเวียน คำนี้สะท้อนถึงความรุนแรงที่ไม่ใช่แค่ “ความร้อน” แต่ยังรวมถึงผลกระทบที่ครอบคลุมทุกด้านของชีวิตบนโลกใบนี้ หากไม่มีการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพ ความรุนแรงที่เห็นได้ชัด จากวิกฤตไฟป่าแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกา ข่าวร้ายต้นปี 2025 (7 ม.ค. 2568) คร่าชีวิตมนุษย์และสัตว์ เสียหายทางเศรษฐกิจราว 1.73 ล้านล้านบาท  ถือเป็นข่าวเศร้ารับต้นปีเลยทีเดียว กับสถานการณ์ไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกา โดย BCC NEW ไทย ได้ให้ข้อมูลว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ราย และต้องอพยพประชาชนกว่า 1.37 แสนคน ออกจากพื้นที่ ขณะที่ต้องระดมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมากกว่า 1,400 คน ท่ามกลางอุปสรรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นลมกระโชกแรง ความแห้งแล้งในพื้นที่ และขาดแคลนน้ำเพื่อนำมาช่วยดับเพลิง  มีพื้นที่ที่เกิดไฟป่าอย่างน้อย 7 แห่ง สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน พื้นที่เพราะปลูกอย่างมหาศาล  ปัจจัยที่ทำให้เกิดไฟป่าใหญ่ครั้งนี้เกิดจากอะไร  ผลการวิจัยของรัฐบาลสหรัฐฯ ชี้ว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการเกิดไฟป่าครั้งนี้ กระแสลมที่พัดแรงและความแห้งแล้งเป็นสาเหตุหลักของไฟป่ากลางฤดูหนาว ทำให้ไม่สามารถควบคุมทิศทางของไฟได้ จนเกิดเหตุไม่คาดฝันที่คร่าชีวิตคน สัตว์พร้อมความเสียหายครั้งใหญ่นี้  ถอดบทเรียนอะไรคือสาเหตุที่แท้จริง ของวิกฤตที่ทวีความรุนแรงของภัยพิบัติธรรมชาติ !! ปัจจัยหลักอะไรบ้าง ที่ส่งผลให้เกิดภาวะโลกเดือด สาเหตุที่ทำให้วิกฤตภาวะโลกเดือดรุนแรงขึ้น ? จากปัจจัยด้านพฤติกรรมของมนุษย์ 1. การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emissions)  การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) และก๊าซมีเทน (CH₄) ในปริมาณมหาศาล การทำปศุสัตว์ขนาดใหญ่เป็นแหล่งสำคัญของก๊าซมีเทน การตัดไม้ทำลายป่า ลดความสามารถของธรรมชาติในการดูดซับ CO₂ กระบวนการผลิตที่ไม่มีคุณภาพ ไม่สามารถควบคุมและจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้  1.1 วัฒนธรรมการบริโภคที่ไม่ยั่งยืน การบริโภคอาหารที่ไม่ยั่งยืนจากพฤติกรรมของมนุษย์ การบริโภคอาหารที่มาจากการผลิตที่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น การบริโภคเนื้อสัตว์จากฟาร์มที่มีการใช้ทรัพยากรในการผลิตสูง หรือการผลิตที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกค่อนข้างสูง การสูญเสียและทิ้งอาหาร (food waste) ทั้งจากอุตสาหกรรมการผลิต และภาคครัวเรือน ซึ่งการทิ้งอาหารที่ยังสามารถบริโภคได้ หรือการบริโภคในปริมาณมากเกินไปโดยไม่คิดถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ  การซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยและการบริโภคการใช้แล้วทิ้ง […]

ที่ปรึกษาคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และจัดทำรายงาน CFO CFP

https://youtu.be/JVEvBIDn3qk?si=m2uubWcE2Gzdthax FDI Group ที่ปรึกษาคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และจัดทำรายงาน CFO CFP ให้คำปรึกษาธุรกิจทุกขั้นตอนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมในการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอน  ทำไมธุรกิจถึงจำเป็นต้องมีที่ปรึกษาคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในความท้าทายที่สำคัญที่สุดของมนุษยชาติในศตวรรษที่ 21 เพราะภาวะโลกเดือดในปัจจุบันเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นและเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างกว้างขวาง ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ส่งผลเสียเพียงแต่มนุษยชาติแต่รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ซึ่งหนึ่งในแนวทางสำคัญในการจัดการกับปัญหานี้ที่เป็นอีกประเด็นของทุกองค์กรควรจะทำ คือ การวัดและลด “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” (Carbon Footprint) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กร ธุรกิจ หรือบุคคล การวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ช่วยให้องค์กรสามารถระบุแหล่งที่มาของการปล่อยก๊าซ และวางแผนกลยุทธ์เพื่อลดการปล่อยอย่างมีประสิทธิภาพ FDI Group ที่ปรึกษาคาร์บอนฟุตพริ้นท์ จึงกลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนองค์กรให้ก้าวสู่ความยั่งยืน ผ่านการวางแผน การวิเคราะห์ และการพัฒนานโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ในบทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับความสำคัญของการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ บทบาทของที่ปรึกษา และแนวทางการทำงานของที่ปรึกษาคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างละเอียด การจำแนกประเภทคาร์บอนฟุตพริ้นท์ มีกี่แบบ แต่ละแบบต่างกันอย่างไร แบบที่ 1  CFO : Carbon Footprint for Organization การประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร  ขอบเขตการประเมิน Carbon Footprint for Organization แบ่งออกเป็น 3 ขอบเขต คือ  ขอบเขตที่ 1 การปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรโดยตรง (Direct Emissions) ที่องค์กรเป็นเจ้าของหรือมีอำนาจในการควบคุม ตรวจสอบได้ ขอบเขตที่ 2 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Indirect Emissions)  ขอบเขตที่ 3 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากกิจกรรมอื่นๆ (Other Indirect Emissions) ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมอื่นๆ ที่อยู่นอกขอบเขตขององค์กร อ่านต่อ : โอกาสที่สำคัญ! ของการทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร กุญแจสู่ความสำเร็จ แบบที่ 2  CFP : Carbon Footprint of Products การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ ขอบเขตของการคำนวณตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การกระจายสินค้า การใช้งาน การจัดการหลังการใช้งาน  อ่านต่อ : คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ คำนวณอย่างไร? ความสำคัญและโอกาส ของการวัดและประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในปี 2025 ตอบสนองต่อข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ หลายประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ มีข้อกำหนดให้บริษัทต้องรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก […]

บริการที่ปรึกษาการจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยทีมวิศวกร FDI Group ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

ที่ปรึกษาการจัดการก๊าซเรือนกระจกและการจัดการคาร์บอน ช่วยพัฒนากลยุทธ์อย่างยั่งยืน ให้คำปรึกษาพัฒนาธุรกิจที่สอดคล้องกับเป้าหมายองค์กร  “เราให้บริการโดยมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์เชิงลึกในหลายอุตสาหกรรมที่กำลังดำเนินการและขึ้นทะเบียนไปแล้ว ในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม การประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในหลากหลายอุตสาหกรรม ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นที่ปรึกษาในการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ ตามแนวทางขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. แล้ว “ FDI เราให้บริการตั้งแต่การวางแผนกลยุทธ์ขององค์กร และการพัฒนาแนวทางโดยยึดหลักของ BCG – ESG แบบครบวงจร ตั้งแต่ด้านการอบรมภายใน เพื่อสร้างทักษะ ความรู้ ความเข้าใจ มีเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกันในองค์กร และการตั้งเป้าหมายสู่ Net Zero ที่สอดคล้องกับมาตรฐาน SBTi และการจัดทำรายงานความยั่งยืนตามมาตรฐานของสากล  เราพร้อมที่จะให้คำปรึกษาและพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน  อีกหนึ่งบริการจาก เอฟ ดี ไอ กรุ๊ป ที่บริษัทต่างๆให้ความไว้วางใจใช้บริการ คือที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เรามีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ทางตรงในด้านวิศวกรรม ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ในโครงการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อร่วมขับเคลื่อนตามนโยบายของภาครัฐในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Emission บุคลากรของเราได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ปรึกษาโครงการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (CFP) และ ที่ปรึกษาโครงการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (CFO) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของทีมวิศวกรสิ่งแวดล้อม FDI บริการด้าน BCG / Environment & Sustainable Consulting FDI ได้มุ่งมั่นพัฒนาบริการด้านต่าง ๆ ให้ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้าเสมอมา ในปีนี้ในโอกาสที่ก้าวเข้าสู่วาระครบรอบ 30 ปีของ FDI เรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาบริการให้ครอบคลุมในทุกมิติมากยิ่งขึ้นในอีกระดับ ปลดล็อกทุกศักยภาพของทุกธุรกิจให้เติบโตไปแบบก้าวกระโดดอย่างยั่งยืน เราเชื่อมั่นว่าทุกองค์กรที่ได้เริ่มจัดการการลดก๊าซเรือนกระจก ล้วนเล็งเห็นในความสำคัญของสิ่งแวดล้อมที่ต้องร่วมมือกันในทุกภาคส่วน เร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและสังคมไทย สังคมโลก  FDI ได้เริ่มให้คำปรึกษาบริษัทต่าง ๆ โดยได้เริ่มการบริการด้านสิ่งแวดล้อม ในปี 2023 เป็นต้นมา ซึ่งได้ให้คำปรึกษาไปแล้วมากกว่า 60 บริษัท จำนวนโครงการมากกว่า 70 โครงการ ในปีที่ผ่านมา  ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มบริษัทที่กำลังอบรมภายใน เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 2.กลุ่มบริษัทที่กำลังอยู่ในขั้นตอนจัดเตรียมข้อมูล และประเมินในการขึ้นทะเบียน 3.กลุ่มบริษัทที่ได้รับการประเมินและขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นที่เรียบร้อย จากการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนขององค์กรและผลิตภัณฑ์ แสดงให้เห็นเจตนารมย์ที่ดีของทุกองค์กร และความรับผิดชอบต่อส่วนรวมโดยส่วนใหญ่ รวมถึงความมุ่งมั่นที่ต้องการทำเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างแท้จริง  เราพร้อมให้คำปรึกษาในการวัดประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรและผลิตภัณฑ์ ครบจบในที่เดียว! […]

ESG Sustainability คืออะไร? ผสานรวมกับ AI เทคโนโลยีกับบทบาทในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน

ในโลกธุรกิจปัจจุบัน ESG Sustainability คือ กรอบแนวคิดที่องค์กรใช้ในการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, and Governance) เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว การปรับใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) จึงได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรและสังคมสู่ความยั่งยืน AI ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนและสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย ESG ขององค์กรต่าง ๆ ได้อีกด้วย ในบทความนี้  FDI จะพาทุกท่านไปติดตามเทคโนโลยี AI ที่ธุรกิจนำมาใช้พัฒนาด้านความยั่งยืน เพราะ ESG Sustainability คือ โอกาสใหม่ที่จะทำให้องค์กรของท่าน มีความได้เปรียบในการแข่งขันและสามารถตอบสนองต่อความต้องการของสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ มิติใหม่ ! บทบาทของ AI ในการขับเคลื่อนร่วมกับ ESG Sustainability คืออะไร  สถานการณ์ธุรกิจในยุคปัจจุบัน การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เรื่องที่ทำเพียงเพื่อการสร้างภาพลักษณ์ขององค์กร แต่เป็นหน้าที่ที่สำคัญที่จำเป็นจะต้องทำในการแสดงความรับผิดชอบจากการดำเนินธุรกิจ การวางกลยุทธ์เป้าหมาย โดยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงกำไรจากการดำเนินงานแต่ต้องสร้างผลกำไรเชิงบวกที่เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน โดยการต่อยอดจากโอกาสและรักษาคุณภาพมาตรฐานความยั่งยืนได้ด้วย ซึ่งหากพูดในระดับการปรับเปลี่ยนระบบการดำเนินงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายอาจจะดูเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องปรับกันทั้งองค์กร แต่ในปัจจุบันหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีส่วนช่วยสำคัญในด้านนี้ก็คือการนำ AI เข้ามาใช้ ที่เราต่างทราบกันดีว่า AI สามารถคิด วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและคาดการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ไปจนถึง Generative AI ที่ใช้การเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ในการสรรค์สร้างข้อมูลเนื้อหาใหม่ ๆ แบบอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้มนุษย์ในการคิด แต่ต้องใช้มนุษย์ป้อนคำสั่งแทน สามารถสร้างเนื้อหาได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ เสียง วิดีโอ และอื่น ๆ จากข้อมูลที่ถูกป้อนเข้ามาในระบบ ความสามารถของ Generative AI เข้ามาช่วยพัฒนาธุรกิจได้ในหลาย ๆ ด้านมากขึ้น อาทิ การดึงข้อมูลประกอบการคำนวนปริมาณก๊าซเรือนกระจก ของภาคการผลิตที่มีหลายโรงงาน และมีหลายหน่วยผลิต เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่สะดวกรวดเร็ว และแม่นยำกว่าการใช้บุคคลากรจดบันทึกเป็นรายครั้ง อีกทั้งยังสามารถอัพเดทสถานะ การใช้พลังงาน หรือ ข้อมูลจากระบบต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์ตามคำสั่งที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น การจัดการพลังงาน: AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลการใช้พลังงานในองค์กรและเสนอแนวทางเพื่อลดการบริโภคพลังงาน เช่น การปรับอุณหภูมิในอาคารให้เหมาะสม หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: AI ช่วยในการติดตามและคาดการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์และระบบ IoT (Internet of Things) เพื่อเสนอแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการขยะ: […]

SUCCESS CASE カーボンラベル登録および組織と製品のカーボンフットプリント認証 [EP.1]

Success Case Carbon Footprint Label รอบขึ้นทะเบียนในปี 2567  ในการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนรับเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรและผลิตภัณฑ์ จากบริการด้าน BCG / Environment & Sustainable Consulting ของ FDI Group ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับองค์กรต่างๆ ในความสำเร็จที่เกิดขึ้นในโอกาสอันสำคัญนี้ ของการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรและผลิตภัณฑ์  จากสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อมวลมนุษยชาติทั่วโลก โดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจากความสำคัญของปัญหาดังกล่าวทำให้ประเทศต่าง ๆ ให้ความสำคัญอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน โดยตั้งเป้าหมายร่วมกันในการลด บรรเทาความรุนแรงทางสภาพภูมิอากาศ มีวัตถุประสงค์หลักร่วมกัน คือการเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์  โดยออกมาตรการที่สำคัญ นโยบายในการร่วมมือกันเพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม  “ประเทศไทยตั้งเป้าหมาย Carbon Neutality ภายในปี 2050 และจะพัฒนาสู่ Carbon Net Zero ภายในปี 2065 จากกรอบนโยบายที่ตั้งเป้าหมายไว้ จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง หากขาดความร่วมมือของทุกภาคส่วนภายในประเทศ “   พบกับ 5 บริษัทที่ FDI ให้บริการให้คำปรึกษา ซึ่งในแต่ละบริษัทจะมีความน่าสนใจอย่างไรบ้างนั้น ติดตามกันต่อได้ในบทความนี้  เจาะลึก “ความน่าสนใจในผลิตภัณฑ์และบริการ” ของทั้ง 5 บริษัท แรก ใน EP.1  นี้  วันนี้พบกับ Success Case ที่น่าสนใจของ 5 บริษัทที่ประสบความสำเร็จในการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอน ซึ่งให้การรับรองโดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยในแต่ละบริษัทจะอยู่ในอุตสาหกรรมใดบ้าง และมีความน่าสนใจอย่างไร สามารถติดตามได้ในบทความนี้ ความมุ่งมั่นของเราในบริการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน บริการด้าน BCG / Environment & Sustainable Consulting เราได้มุ่งมั่นพัฒนาบริการด้านต่าง ๆ ให้ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้าเสมอมา และได้เล็งเห็นในความสำคัญของสิ่งแวดล้อมที่ต้องร่วมมือกันในทุกภาคส่วน เร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและสังคมไทย สังคมโลก FDI ได้เริ่มให้คำปรึกษาบริษัทต่าง ๆ โดยได้เริ่มการบริการในปี 2023 เป็นต้นมา ซึ่งได้ให้คำปรึกษาไปแล้วมากกว่า 60 บริษัท จำนวนโครงการมากกว่า 70 โครงการ ในปีที่ผ่านมา  ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ […]

カーボンラベル 持続可能性への道 環境と社会への責任を反映

ความสำคัญของการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนในประเทศไทย “ประเทศไทยตั้งเป้าหมาย Carbon Neutality ภายในปี 2050 และจะพัฒนาสู่ Carbon Net Zero ภายในปี 2065 จากกรอบนโยบายที่ตั้งเป้าหมายไว้ จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง หากขาดความร่วมมือของทุกภาคส่วนภายในประเทศ “ การประกาศเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ ในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยต้องการบรรลุเป้าหมายนี้ภายในปี 2050 ผ่านการใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีที่ยั่งยืน และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน แม้ว่าจะมีความท้าทาย แต่การดำเนินการเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนี้ ความสำคัญในการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ในการปรับตัวนั้นเป็นเรื่องสำคัญในการทำธุรกิจ แต่ละองค์กรให้ความสำคัญในการทำธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น การขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนกับ อบก. ก็เป็นอีกกระบวนการที่สำคัญ ที่มีส่วนช่วยส่งเสริมให้บริษัทหรือองค์กรที่มีการผลิตสินค้าและบริการ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนนั้นมีความสำคัญด้วยเหตุผลหลายประการ ได้แก่ 1.การกีดกันทางการค้าในตลาดต่างประเทศ และการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศอย่างยั่งยืน : หลายประเทศในยุโรปและภูมิภาคต่างๆ มีความเข้มงวดในการตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้าที่นำเข้าหรือการผลิตสินค้า ในบางกรณี การมีฉลากคาร์บอนอาจช่วยให้องค์กรหรือบริษัทสามารถเข้าถึงตลาดเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ดังนั้น การขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนกับ อบก. ไม่เพียงแต่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืน สอดคล้องไปกับนโยบายของทางรัฐบาลที่จะพัฒนาสู่ Carbon Net Zero ภายในปี 2065 และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น 2.การแสดงความมุ่งมั่นในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเร่งด่วน : แต่ละองค์กรธุรกิจมีความมุ่งมั่นและแสดงเจตนารมย์อย่างชัดเจนในการให้ความสำคัญ ขับเคลื่อนเป้าหมายที่สอดคล้องกับนโยบายของประเทศในด้านการลดก๊าซเรือนกระจก ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน  หรือในบางประเภทธุรกิจได้มีการจัดส่งสินค้า ผลิตภัณฑ์ส่งออกไปขายยังต่างประเทศ (อ่านต่อมาตรการ CBAM) ที่มีมาตรการรับซื้อสินค้าเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนแล้วเท่านั้น การขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนกับ อบก. ก็เป็นอีกการรับรองที่ได้มาตรฐาน รวมถึงความน่าเชื่อถือในระดับสากล 3.การแสดงความมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรไปสู่ความยั่งยืน : การขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนช่วยกระตุ้นให้บริษัทดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ควบคุม ปรับเปลี่ยนปรับปรุงกระบวนการผลิต การบริหารจัดการในภาพรวมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด 4.การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค : ผู้บริโภคในปัจจุบันมีความตระหนักและให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น การมีฉลากคาร์บอนช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าและบริการว่าเป็นสินค้าที่มีการผลิตโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นที่ดี รวมถึงภาพลักษณ์ที่สำคัญให้กับองค์กรธุรกิจอีกด้วย 5.แรงจูงใจและสิทธิประโยชน์ การได้รับการสนับสนุนอื่นๆที่สำคัญจากภาครัฐ : การได้รับฉลากคาร์บอนทั้งในส่วนขององค์กรหรือผลิตภัณฑ์ จะสามารถเพิ่มโอกาสที่สำคัญจากการสนับสนุนหรือส่งเสริมจากทางภาครัฐ ทั้งในส่วนของนโยบายทางภาษีที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต หรือโอกาสในการส่งเสริมการลงทุน การทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กรและผลิตภัณฑ์ เพื่อเป้าหมายที่สำคัญด้านสิ่งแวดล้อม การทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นการลงทุนระยะยาวที่ช่วยเพิ่มมูลค่าและความยั่งยืนให้กับองค์กรและผลิตภัณฑ์ในยุคที่ความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Products หรือ CFP)  คือ การวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์หนึ่งหน่วย ตลอดวัฏจักรชีวิต ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ […]

1 3 4 5 6