FDI

FDI Group ร่วมงาน “การบริหารจัดการธุรกิจไผ่ไม้เศรษฐกิจชุมชน Carbon Net Zero” สร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืน

เมื่อวันพุธที่ 8 สิงหาคม 2567 ณ มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี ทาง FDI Group เข้าร่วมงาน “การบริหารจัดการธุรกิจไผ่ไม้เศรษฐกิจชุมชน Carbon Net Zero” ภายใต้แผนงานวิจัย การจัดการความรู้และเพิ่มศักยภาพการจัดการเทคโนโลยีและธุรกิจไผ่ไม้เศรษฐกิจชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการธุรกิจไผ่ไม้เศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวคิด Carbon Net Zero ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ ในงานนี้ FDI Group ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ 📍ออกบูธให้ข้อมูล ได้นำเสนอข้อมูลและองค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการธุรกิจ การจัดการความรู้ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไผ่ไม้เศรษฐกิจ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการและผู้สนใจทั่วไป 📍บรรยายให้ความรู้ จาก คุณนันทพัชร ณ สงขลา Business Development Manager & Assistant to president of FDI Group ได้ขึ้นบรรยายในหัวข้อ การเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการกับ Net zero ในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ ข้อมูลที่ควรรู้ Carbon […]

บริการ รับทำบัญชี ราคา คุ้มค่า อย่างครบวงจร! กับ FDI

การบริหารจัดการบัญชีให้มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะบัญชีที่ดีคือหัวใจสำคัญของการวางแผนทางธุรกิจ การตัดสินใจลงทุน และการเติบโตอย่างยั่งยืน แต่การทำบัญชีเองอาจเป็นเรื่องยุ่งยากและใช้เวลามากสำหรับผู้ประกอบการหลายท่าน ดังนั้น การเลือกใช้บริการรับทำบัญชีจึงเป็นทางออกที่ชาญฉลาด FDI Accounting and Advisory นำเสนอบริการรับทําบัญชี ราคาสมเหตุสมผลและคุ้มค่า โดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมมอบบริการที่ครอบคลุม ตั้งแต่การจัดตั้งบริษัท การทำบัญชี การจัดทำงบการเงิน การยื่นภาษี และการให้คำปรึกษาทางธุรกิจ เพื่อช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ทำไมต้องเลือกบริการรับทำบัญชีของ FDI Accounting and Advisory? ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ: ทีมงานของเรามีประสบการณ์และความรู้ความเข้าใจในด้านบัญชีและภาษีอย่างลึกซึ้งกว่า 29 ปี ทำให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจของคุณจะได้รับการดูแลอย่างมืออาชีพ บริการครบวงจร: เราให้บริการบัญชีครบวงจร ตั้งแต่การจดทะเบียนบริษัท การทำบัญชีรายเดือน รายปี การจัดทำงบการเงิน การวางแผนภาษี และการให้คำปรึกษาทางธุรกิจ ราคาที่คุ้มค่า: เราให้บริการในราคาที่สมเหตุสมผลและโปร่งใส ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง การสื่อสารที่เข้าใจง่าย: เราสื่อสารข้อมูลทางบัญชีให้คุณเข้าใจได้ง่าย ไม่ซับซ้อน เพื่อให้คุณสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ: เราเป็นบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับจากลูกค้ามากมาย บริการรับทำบัญชีของเราครอบคลุมอะไรบ้าง? บริการจัดทำบัญชี: บันทึกข้อมูลทางบัญชีรายวัน รายเดือน และจัดทำงบการเงิน บริการยื่นภาษี: ยื่นแบบภาษีต่างๆ เช่น […]

คู่มือ! การขึ้นทะเบียน โครงการคาร์บอนเครดิต อัพเดต 2026

ในยุคที่ปัญหาภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงขึ้น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของทุกภาคส่วนทั่วโลก หนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ “คาร์บอนเครดิต” ซึ่งเป็นหลักประกันที่แสดงถึงปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากโครงการต่างๆ การขึ้นทะเบียนโครงการคาร์บอนเครดิตจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ทำให้โครงการเหล่านั้นได้รับการยอมรับในระดับสากลและสามารถนำคาร์บอนเครดิตไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม มาตรฐานที่สำคัญในการขึ้นทะเบียนโครงการคาร์บอนเครดิต มาตรฐานสากล: CDM (Clean Development Mechanism): กลไกที่กำหนดขึ้นภายใต้พิธีสารเกียวโต เพื่อให้ประเทศพัฒนาแล้วสามารถลงทุนในโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศกำลังพัฒนา และได้รับคาร์บอนเครดิตมาชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศ VCS (Verified Carbon Standard): มาตรฐานภาคเอกชนที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคสมัครใจ Gold Standard: มาตรฐานที่ให้ความสำคัญกับผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมนอกเหนือจากการลดก๊าซเรือนกระจก มาตรฐานในประเทศไทย: T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction Program): โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย ดำเนินการโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือองค์การอบก. เหตุผลที่ต้องขึ้นทะเบียนโครงการคาร์บอนเครดิต การรับรองความน่าเชื่อถือ: การขึ้นทะเบียนโครงการคาร์บอนเครดิตเป็นการยืนยันว่าโครงการนั้นได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานสากลที่กำหนดไว้ ทำให้โครงการได้รับความน่าเชื่อถือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้บริโภค การสร้างความโปร่งใส: กระบวนการขึ้นทะเบียนจะต้องมีการตรวจสอบและรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด ทำให้สาธารณชนสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและความสำเร็จของโครงการได้ การสร้างตลาดคาร์บอนเครดิต: การมีโครงการคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจำนวนมากจะช่วยสร้างตลาดคาร์บอนเครดิตที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่เป็นธรรมและโปร่งใส การดึงดูดนักลงทุน: โครงการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตจะมีโอกาสดึงดูดนักลงทุนที่สนใจในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การสร้างแรงจูงใจในการลดก๊าซเรือนกระจก: การขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนและชุมชนต่างๆ พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การบรรลุเป้าหมายความยั่งยืน: การมีส่วนร่วมในโครงการคาร์บอนเครดิตเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนขององค์กรและประเทศชาติ […]

เจาะลึกสถานการณ์ ตลาดคาร์บอนเครดิต ในปัจจุบัน

ตลาดคาร์บอนเครดิต ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญในการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก โดยเป็นกลไกที่อนุญาตให้ภาคธุรกิจและองค์กรต่างๆ สามารถชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการสนับสนุนโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในที่อื่นๆ ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของตลาดคาร์บอนเครดิตในปัจจุบันนั้นมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งในแง่ของกฎระเบียบ ความต้องการของตลาด และความท้าทายในการดำเนินงาน สถานการณ์ ตลาดคาร์บอนเครดิต ทั่วโลก การเติบโตอย่างรวดเร็ว: ตลาดคาร์บอนเครดิตมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ความต้องการของภาคธุรกิจในการสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการตระหนักรู้ของผู้บริโภคเกี่ยวกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายของโครงการ: โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่โครงการปลูกป่า โครงการพลังงานหมุนเวียน โครงการจัดการขยะ ไปจนถึงโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ซึ่งทำให้ตลาดคาร์บอนเครดิตมีความหลากหลายและน่าสนใจมากขึ้น มาตรฐานและการรับรอง: เพื่อให้มั่นใจว่าคาร์บอนเครดิตมีความน่าเชื่อถือ โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองจากองค์กรอิสระที่มีมาตรฐานสากล เช่น Verra, Gold Standard และ American Carbon Registry กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น: หลายประเทศทั่วโลกเริ่มบังคับใช้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าคาร์บอนเครดิตที่ซื้อขายกันนั้นมีคุณภาพและสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง ความท้าทายด้านความโปร่งใส: แม้ว่าตลาดคาร์บอนเครดิตจะมีการเติบโต แต่ก็ยังคงมีความท้าทายด้านความโปร่งใสอยู่บ้าง เช่น การประเมินผลกระทบของโครงการ การป้องกันการนับซ้ำ และการหลีกเลี่ยงการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ไม่ได้มาจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจริง จุดเด่นของ ตลาดคาร์บอนเครดิต ไทย การเติบโตอย่างรวดเร็ว: ปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย โครงการ T-VER: เป็นระบบการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจของไทยที่ได้รับความนิยมและมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนตลาด […]

ไขข้อสงสัย การซื้อขายคาร์บอนเครดิต ทำงานอย่างไร ?

ในยุคที่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรง การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลายเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน กลไกหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ “การซื้อขายคาร์บอนเครดิต” ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องมือทางการตลาดที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการลดมลพิษทางอากาศอย่างเป็นรูปธรรม คาร์บอนเครดิต เปรียบเสมือนใบอนุญาตที่แสดงถึงสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1 หน่วย โดยหน่วยงานที่กำกับดูแลจะกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับแต่ละองค์กร องค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเพดานที่กำหนด จะมี “คาร์บอนเครดิตเหลือ” ซึ่งสามารถนำไป “ขาย” ให้กับองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินเพดาน กลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิต เปรียบเสมือนตลาดที่สร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก องค์กรที่มีประสิทธิภาพในการลดมลพิษสามารถสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต ในขณะที่องค์กรที่ยังปล่อยมลพิษมากต้องซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชย ผลลัพธ์ที่ได้คือ มลพิษทางอากาศโดยรวมลดลง ระบบการซื้อขายคาร์บอนเครดิต มีทั้งแบบ “ภาคบังคับ” และ “ภาคสมัครใจ” ระบบภาคบังคับ: รัฐบาลกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับภาคธุรกิจ องค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินเพดานต้องซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชย ตัวอย่างประเทศที่มีระบบภาคบังคับ เช่น สหภาพยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ ระบบภาคสมัครใจ: องค์กรต่างๆ เข้าร่วมโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างสมัครใจ องค์กรที่ลดมลพิษได้สามารถขายคาร์บอนเครดิตให้กับองค์กรอื่น ตัวอย่างประเทศที่มีระบบภาคสมัครใจ เช่น ประเทศไทย กลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิต การกำหนดเป้าหมาย: รัฐบาลกำหนดปริมาณก๊าซเรือนกระจกสูงสุดที่แต่ละภาคอุตสาหกรรมสามารถปล่อยได้ (โควต้า) การติดตาม: ผู้ประกอบการต้องติดตามและรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของตน การซื้อขาย: กรณีปล่อยเกินโควต้า: ผู้ประกอบการต้องซื้อคาร์บอนเครดิตจากผู้ที่มีคาร์บอนเครดิตเหลือ กรณีปล่อยต่ำกว่าโควต้า: ผู้ประกอบการสามารถขายคาร์บอนเครดิตที่เหลือให้กับผู้ที่ต้องการ การซื้อขายคาร์บอนเครดิต ในประเทศไทยสามารถทำได้ผ่าน 2 […]

คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Products : CFP) คืออะไร?

ในยุคที่ปัญหาโลกร้อนทวีความรุนแรงขึ้น ผู้บริโภคและองค์กรต่างๆ ต่างให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Products : CFP) จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการวัดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ตลอดวัฏจักรชีวิต ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้ออย่างชาญฉลาด และกระตุ้นให้ผู้ผลิตพัฒนาสินค้าที่ยั่งยืน คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ คืออะไร? คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Products หรือ CFP) คือการวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์หนึ่งหน่วย ตลอดวัฏจักรชีวิต ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน จนถึงการกำจัด โดยคำนวณออกมาเป็นหน่วยกรัม กิโลกรัม หรือตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ทำไมต้องคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์? เพื่อวัดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: ทราบปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้น เข้าใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด และระบุจุดที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ เพื่อส่งเสริมการผลิตที่ยั่งยืน: กระตุ้นให้ผู้ผลิตพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อได้อย่างชาญฉลาด ส่งเสริมให้เกิดการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน: หลายประเทศเริ่มมีกฎหมายและมาตรการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ธุรกิจที่คำนวณและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จะอยู่ในสถานะที่ดีกว่า ในการแข่งขันในตลาดโลก เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภค: ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำ ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อแสดงภาพลักษณ์ที่ดีต่อองค์กร: การคำนวณและเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร สร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อผู้บริโภค นักลงทุน […]

FDI Group เข้าร่วมออกบูธในงานสัมมนา “ปลดล็อคศักยภาพโรงงานของคุณด้วยพลังดิจิทัล”

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา บริษัท FDI Group ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาธุรกิจอย่างครบวงจร เข้าร่วมงานสัมมนา “ปลดล็อคศักยภาพโรงงานของคุณด้วยพลังดิจิทัล : กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ ยา สมุนไพร เครื่องสำอาง” จัดขึ้นโดยอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (สวทช.) ณ Event Square ชั้น 2 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อาคาร 14) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. งานสัมมนาครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิต ลดต้นทุน และยกระดับธุรกิจสู่ Industry 4.0  โดย FDI Group ได้มีโอกาสเข้าร่วมออกบูธและเป็นวิทยากรในหัวข้อเสวนา “fast track สิทธิประโยชน์ในการลงทุนในอุตสาหกรรม 4.0 และ อุตสาหกรรมสีเขียว”  โดย คุณนันทพัชร ณ สงขลา Business Development Manager  โดยมุ่งให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมงานเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และมาตรการส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม […]

7 แนวทาง ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ขององค์กร

ในยุคปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นประเด็นสำคัญที่องค์กรต่างๆ ทั่วโลกให้ความสนใจ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง องค์กรในฐานะผู้มีส่วนร่วมในสังคม จึงมีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือที่เรียกว่า ” ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ” แนวทางการ ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ขององค์กร 1. การจัดการพลังงาน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงาน เช่น ปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม ตรวจสอบและซ่อมแซมระบบไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศเป็นประจำ เลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED เลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้รับฉลากประหยัดพลังงาน เปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ติดตั้งระบบตรวจวัดการใช้พลังงาน เพื่อติดตามและวิเคราะห์การใช้พลังงานขององค์กร 2. การจัดการการเดินทาง ส่งเสริมให้พนักงานใช้ระบบขนส่งสาธารณะ สนับสนุนให้พนักงานใช้จักรยานหรือเดิน จัดระบบการเดินทางร่วมกัน เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าหรือยานยนต์ไฮบริด ใช้ระบบประชุมทางไกล แทนการเดินทางไปประชุม 3. การจัดการขยะ ลดการเกิดขยะ ส่งเสริมให้พนักงานลดการใช้ของใช้สิ้นเปลือง คัดแยกขยะ แยกขยะรีไซเคิลออกจากขยะทั่วไป นำขยะไปรีไซเคิล นำขยะรีไซเคิลไปรีไซเคิล ลดการใช้บรรจุภัณฑ์ ลดการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น 4. การจัดการน้ำ ลดการใช้น้ำ ปิดก๊อกน้ำเมื่อไม่ใช้งาน […]

FDI Group ย้ายสำนักงานใหม่ พร้อมให้บริการด้วยความเชี่ยวชาญมากขึ้น

บริษัท FDI Group ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาธุรกิจอย่างครบวงจร มีความยินดีที่จะประกาศ ย้ายสำนักงานใหม่ มายังสถานที่ที่สะดวกสบายและทันสมัยยิ่งขึ้น การ ย้ายสำนักงานใหม่ ครั้งนี้ เป็นการขยายพื้นที่เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ และเพื่อมอบประสบการณ์การบริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า FDI Group มุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพและความเชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำนักงานใหม่ของ FDI Group ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 41 ชั้น 14 ห้อง 1403-1405 อาคารเลิศปัญญา ซอยเลิศปัญญา ถนนศรีอยุธยา แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400. 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895 FDI Accounting & Advisory ที่ปรึกษาทางธุรกิจอย่างครบวงวจร ง่าย ครบ จบ ในที่เดียว! 🩵 Facebook : FDI Group – Business Consulting 💚 Line : @fdigroup 📞 […]

คู่มือ การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ สู่องค์กรที่ยั่งยืน!

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ องค์กรต่างๆ ทั่วโลกต่างตระหนักถึงความสำคัญของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่องค์กรสามารถใช้เพื่อติดตามและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนคือ การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ หมายถึง ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรในหน่วยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ช่วยให้องค์กรเข้าใจภาพรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์จะช่วยองค์กรอย่างไร? เข้าใจภาพรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระบุแหล่งที่มาของการปล่อยมลพิษที่สำคัญ ตั้งเป้าหมายและกลยุทธ์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ติดตามความคืบหน้าและวัดผลลัพธ์ สื่อสารความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนต่อผู้มีส่วนได้เสีย ส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เตรียมพร้อมรับมือกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น แนวทาง การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ มาตรฐานสากลที่ใช้สำหรับการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์คือ ISO 14064 แนวทางนี้กำหนดกรอบการทำงานสำหรับการระบุขอบเขต การรวบรวมข้อมูล การคำนวณ และการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คู่มือ การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 1. กำหนดขอบเขต องค์กรต้องกำหนดขอบเขตการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยทั่วไปแบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้ Scope 1: การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากกิจกรรมขององค์กร เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงในโรงงาน การใช้รถขนส่งขององค์กร Scope 2: การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการซื้อพลังงานไฟฟ้า เช่น การซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย Scope 3: การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากกิจกรรมอื่นๆ upstream และ downstream […]

1 14 15 16 17 18 30