FDI

Thailand ESG ลงทุนแบบใหม่ กองทุน ESG กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน พร้อมลดหย่อนภาษี !

ความสำคัญของการลงทุนในกองทุน ESG  การลงทุนในกองทุน ESG กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากนักลงทุนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการลงทุนที่ยั่งยืน การสนับสนุนธุรกิจที่ยั่งยืน: การลงทุนในกองทุน ESG ช่วยสนับสนุนธุรกิจที่มีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างมีความรับผิดชอบ โอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน: บริษัทที่มีการดำเนินงานด้าน ESG มักจะมีการบริหารจัดการที่ดีในระยะยาว ซึ่งสามารถช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน การตอบสนองต่อแนวโน้มโลก: แนวโน้มการลงทุนตามหลัก ESG กำลังเติบโตในระดับโลก เนื่องจากนักลงทุนและบริษัทต่างให้ความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการลงทุน กองทุน ESG ในประเทศไทยมีการคัดเลือกหลักทรัพย์ที่ลงทุนโดยพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลอย่างเข้มงวด การลงทุนในกองทุน Thailand ESG จึงถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในตลาดหุ้นไทยและในขณะเดียวกันยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน การมุ่งเน้นลงทุนในบริษัทหรือสินทรัพย์ที่มีการดำเนินการตามหลัก ESG คือ ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental), สังคม (Social), และธรรมาภิบาล (Governance อันนำไปสู่ความยั่งยืนในหลากหลายมิติ ซึ่งมีข้อดีจากการดำเนินการดังกล่าวทั้งการดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงในระยะยาว รวมถึงความมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในแต่ละด้านมุ่งเน้นให้ความสำคัญดังนี้ Environmental (สิ่งแวดล้อม): บริษัทที่มุ่งเน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานทดแทน หรือการรีไซเคิล Social (สังคม): บริษัทที่ใส่ใจในความเป็นอยู่ของพนักงาน ชุมชน หรือสังคม เช่น การสนับสนุนสิทธิแรงงาน การสร้างความเท่าเทียม หรือการมีส่วนร่วมในโครงการสังคม Governance (ธรรมาภิบาล): บริษัทที่มีการบริหารจัดการที่โปร่งใส มีการตรวจสอบการดำเนินงานที่ดี เช่น การคุ้มครองสิทธิผู้ถือหุ้น การจัดการความเสี่ยงทางธุรกิจ และการมีการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นธรรม ความน่าสนใจของกองทุน  Thai ESG  สำหรับกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน มีสิทธิพิเศษให้ผู้ลงทุนสามารถนำจำนวนเงินลงทุนมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเหมือนกับการลงทุนใน RMF, SSF, SSFX หรือ LTF ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ขณะที่ ESG Bond มีรูปแบบคล้ายกับตราสารหนี้ปกติทั่วไป แต่ต่างกันที่วัตถุประสงค์ของการระดมทุน ที่ต้องการนำเงินไปใช้เพื่อดำเนินโครงการต่าง ๆ ภายใต้แนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยมุ่งเน้นในด้านของสิ่งแวดล้อม (Green Bond) ด้านสังคม (Social Bond) และด้านความยั่งยืน (Sustainability Bond) ความสำคัญของการลงทุนในกองทุน Thailand ESG: การสนับสนุนธุรกิจที่ยั่งยืน: การลงทุนในกองทุน ESG ช่วยสนับสนุนธุรกิจที่มีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น โอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน: บริษัทที่มีการดำเนินงานด้าน ESG มักจะมีการบริหารจัดการที่ดีในระยะยาว ซึ่งสามารถช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน การตอบสนองต่อแนวโน้มเทรนด์โลก: แนวโน้มการลงทุนตามหลัก ESG […]

ESG ทำไมแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนถึงได้รับความนิยม บทบาทใหม่ขององค์กรสะท้อนความรับผิดชอบต่อสังคม

ESG คืออะไร ค่านิยมใหม่ ! ทำไมแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนถึงได้รับความนิยม ความน่าสนใจในการลงทุน  ESG เป็นแนวคิดในเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ย่อมาจาก Environmental, Social, and Governance เป็นแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการประเมินและพิจารณาผลกระทบขององค์กรในสามด้านหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม (Environmental), สังคม (Social), และ การกำกับดูแล (Governance) ในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในการตัดสินใจลงทุนและการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนในระยะยาว โดยแต่ละด้านมีรายละเอียด ได้แก่  1. Environmental (สิ่งแวดล้อม) ในด้านสิ่งแวดล้อมจะเกี่ยวข้องกับวิธีที่องค์กรรับมือกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น  การจัดการพลังงาน : ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาแหล่งพลังงานทดแทนนำมาใช้ให้มากขึ้น  การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก : มีมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานขององค์กรธุรกิจ  การจัดการของเสีย : การรีไซเคิล การจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงลดขยะในกระบวนการผลิต  การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน : ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีความรับผิดชอบ โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม องค์กรที่คำนึงถึงด้านสิ่งแวดล้อมจะมีการวางกลยุทธ์ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถสร้างความยั่งยืนทั้งในเชิงธุรกิจและในเชิงสิ่งแวดล้อมได้ 2. Social (สังคม) ในด้านสังคมมุ่งเน้นไปที่การปฏิสัมพันธ์และผลกระทบที่องค์กรมีต่อสังคม โดยเฉพาะกับ แรงงานและสิทธิของมนุษย์: เช่น การจ้างงานที่เป็นธรรม การเคารพสิทธิแรงงาน การปฏิบัติข้อระเบียบบังคับ รวมถึงการป้องกันการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับ ความหลากหลายและการรวมกลุ่ม: ส่งเสริมการสร้างสภาพแวดล้อมที่หลากหลายและมีความเสมอภาคในการทำงาน การปฏิบัติต่อผู้บริโภค: การให้บริการที่มีคุณภาพ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และการส่งเสริมความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ในทุกรูปแบบ  การมีส่วนร่วมในชุมชน: การสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น เช่น การบริจาค การทำโครงการพัฒนาชุมชน การสร้างโอกาสทางการศึกษา หรือการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสังคม การดำเนินงานในเชิงสังคมที่ดีจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับลูกค้า พนักงาน และชุมชน ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นและการสนับสนุนจากสาธารณชนได้ 3. Governance (การกำกับดูแล) ในด้านการกำกับดูแลมุ่งเน้นการจัดการและการกำกับดูแลภายในองค์กรอย่างมีธรรมาภิบาล เช่น  ความโปร่งใส : การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและซื่อสัตย์ เช่น การรายงานผลการดำเนินงานด้าน ESG และการดำเนินการทางการเงิน การกำกับดูแลของคณะกรรมการ : คณะกรรมการที่มีคุณภาพและมีความสามารถในการตัดสินใจอย่างเป็นกลางและมีจริยธรรม การต่อต้านการทุจริต : มีนโยบายป้องกันและต่อต้านการทุจริต การคอร์รัปชัน และการกระทำผิดทางธุรกิจ การรับผิดชอบทางกฎหมาย : บริษัทต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ การกำกับดูแลที่ดีจะช่วยให้บริษัทสามารถดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและมีความโปร่งใส ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการบริหารที่ผิดพลาดหรือการทุจริต ESG เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ในการประเมินว่าองค์กรหนึ่ง ๆ มีการดำเนินงานและรับผิดชอบต่อปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลในลักษณะใด […]

FDI Group ร่วมสนับสนุน AIT จัดงานบรรยายพิเศษ “รำลึก 20 ปีธรณีพิบัติภัยสึนามิ เหลียวหลังเพื่อแลหน้า พัฒนาการจัดการภัยพิบัติ”

สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology) ได้จัดงานบรรยายพิเศษ “รำลึก 20 ปีธรณีพิบัติภัยสึนามิ เหลียวหลังเพื่อแลหน้า พัฒนาการจัดการภัยพิบัติ” ด้วยความร่วมมือระดับอุดมศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาคีเครือข่าย ซึ่งได้จัดขึ้นในวันพุธที่ 27 พฤศจิกายน 2567 ณ หอประชุมโรเบิร์ต บีแบงค์ส สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จร่วมงาน และทรงมีพระราชดำรัสปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ภารกิจที่กรมวิทยาศาสตร์ทหารบกทำ ในธรณีพิบัติภัย (สึนามิ) พ.ศ. 2547” ในโอกาสนี้ผู้บริหาร FDI Group เข้าร่วมรับเสด็จ พร้อมรับฟังบรรยายพิเศษในครั้งนี้ด้วย ซึ่งงานในครั้งนี้สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียและภาคีเครือข่าย ได้จัดขึ้นเพื่อร่วมรำลึกถึงผู้ประสบภัย ผู้เสียชีวิต รวมถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์สึนามิเมื่อ 26 ธันวาคม 2547 โดยภายในงานบรรยายครั้งนี้ถูกจัดขึ้นโดยมีหัวข้อที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนผลการปฏิบัติงานในภาคสนามในครั้งที่เกิดภัยพิบัติ การรับมือ ตลอดจนแผนการดำเนินงานการรับมือในห้วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาในภัยพิบัติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทย  ซึ่งมีการสะท้อนผล การรับฟังความคิดเห็น จากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายอุตสาหกรรมทางการศึกษา ภายในงานได้ร่วมเสวนาในหัวข้อต่าง ๆ ที่น่าสนใจ โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญมากด้วยประสบการณ์ไม่ว่าจะเป็น การร่วมเสวนาหัวข้อ “การจัดการศพและการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลในธรณีพิบัติภัย (สึนามิ) พ.ศ. 2547” โดย แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์โรจนสุนันท์  พลโท นายแพทย์ปราโมทย์อิ่มวัฒนา และคุณอรุณสวัสดิ์  ภูริทัตพงศ์ ร่วมเสวนาหัวข้อ “(20 ปี สึนามิจากภาครัฐสู่การจัดการภัยพิบัติระดับชุมชน)” โดยรองศาสตราจารย์ทวิดา กมลเวชช และคุณไมตรี จงไกรจักร์ ศาสตราจารย์ เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ บรรยายหัวข้อ “การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติสึนามิในอนาคต” ซึ่งได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวในการจัดการภัยพิบัติในเหตุการณ์ครั้งนั้น รวมถึงการถอดบทเรียน เรียกร้องการหาแนวทางการรับมือ สะท้อนปัญหาเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ทางภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต จากการจัดงานดังกล่าวนั้น ถือเป็นความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมการศึกษาระดับสูง เพื่อความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ (HEIP-CR) ซึ่งริเริ่มโดย DPMM และมุ่งเน้นการเสริมสร้างการวิจัย นวัตกรรม และการสร้างขีดความสามารถด้านภัยพิบัติและความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศในประเทศไทยผ่านความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม คุณพัชราภรณ์ เวชวิทยาขลัง ประธานกลุ่มบริษัท เอฟดีไอ กรุ๊ป ในฐานะภาคีเครือข่ายเข้าร่วมสนับสนุน และร่วมรับฟัง งานบรรยายพิเศษ “รำลึก 20 ปีธรณีพิบัติภัยสึนามิ เหลียวหลังเพื่อแลหน้า พัฒนาการจัดการภัยพิบัติ” […]

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนทำวีซ่า และ ขอ work permit ให้ชาวต่างชาติ ขอใบอนุญาตทำงาน เอกสารที่ต้องเตรียม

การขอ Work Permit คืออะไร ความสำคัญและความหมาย Work Permit หรือ ใบอนุญาตทำงาน คือ เอกสารทางกฎหมายที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐบาลให้กับบุคคลที่เป็นชาวต่างชาติ ที่ต้องการทำงานในประเทศนั้น ๆ โดยที่ไม่ใช่พลเมืองของประเทศนั้น ๆ ซึ่งในกรณีของประเทศไทย ใบอนุญาตทำงานนี้จะออกโดย กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เพื่อให้ชาวต่างชาติสามารถทำงานในประเทศไทยได้ตามกฎหมาย  ความหมายของการขอ Work Permit ให้ชาวต่างชาติ  ใบอนุญาตทางกฎหมาย: Work Permit เป็นเอกสารที่บ่งชี้ว่าเจ้าของสามารถทำงานในประเทศนั้น ๆ ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย การจำกัดประเภทงาน: ในหลายกรณี การทำงานในบางประเภทอาจจำกัด หรือจำเป็นต้องได้รับใบอนุญาตพิเศษ ตัวอย่างเช่น งานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยหรือที่มีความสำคัญสูง การคุ้มครองทั้งนายจ้างและลูกจ้าง: การออก Work Permit ช่วยให้นายจ้างและลูกจ้างชาวต่างชาติทำงานภายใต้กรอบกฎหมาย พร้อมทั้งเป็นการคุ้มครองทั้งสองฝ่ายในแง่ของสิทธิและความรับผิดชอบ ทำไมต้องมี Work Permit ? ในหลาย ๆ ประเทศ เช่น ประเทศไทย การจ้างชาวต่างชาติทำงานโดยไม่มี Work Permit ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และอาจได้รับโทษทั้งนายจ้างและลูกจ้างได้ นอกจากนี้การมี Work Permit ยังช่วยให้การจ้างงานชาวต่างชาติเป็นไปอย่างถูกต้องและโปร่งใส อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบสิทธิ์ในการทำงานของบุคคลนั้นได้ !! ปรึกษา FDI ติดต่อเรา !! ความแตกต่างของ ใบอนุญาตทำงาน  (Work Permit)  และวีซ่าธุรกิจ (Visa Non-B) คืออะไร  ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และ วีซ่าธุรกิจ (Non-Immigrant B Visa) มีความแตกต่างกันในแง่ของ วัตถุประสงค์ และ สิทธิการใช้งาน โดยที่ทั้งสองสิ่งนี้จำเป็นต้องใช้ร่วมกันเพื่อให้ชาวต่างชาติสามารถทำงานในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย Work permit หรือ ใบอนุญาตการทำงานในประเทศไทย จะออกโดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน Non- B Visa หรือ Non-Immigrant B Visa คือ ใบอนุญาตเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพื่อทำงาน จะออกโดยสถานกงสุลไทย กระทรวงต่างประเทศ หรือสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ยกตัวอย่าง: หากคุณเป็นชาวต่างชาติที่ต้องการทำงานในประเทศไทย คุณจะต้องมี ทั้งวีซ่าธุรกิจ (Non-B […]

จดทะเบียน บริษัทจำกัด ดีไหม ? ยื่นจดบริษัทต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง รวมคำถามที่พบบ่อย

การจดทะเบียน บริษัทจำกัด คืออะไร ? มีกี่ประเภท แต่ละประเภทมีกี่แบบ การจดทะเบียนบริษัท คือ กระบวนการทางกฎหมายที่เจ้าของธุรกิจหรือผู้ประกอบการ ดำเนินการลงทะเบียนกิจการของตนเองกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยคือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ธุรกิจนั้นได้รับการรับรองสถานะเป็น นิติบุคคล โดยทางกฎหมาย ซึ่งการจดทะเบียนบริษัทนั้น ช่วยให้ธุรกิจมีสถานะทางกฎหมายที่สามารถดำเนินกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้อง ซึ่งจะทำให้บริษัทมีสิทธิ์และหน้าที่ต่าง ๆ ตามกฎหมายมากขึ้น เช่น การทำสัญญา, การขอสินเชื่อ, การจัดเก็บภาษี, การจ้างงาน, การปฏิบัติตามกฎระเบียบภาษี และการระดมทุน  การจดทะเบียนบริษัทนั้น แบ่งออกเป็นกี่ประเภท แต่ละแบบต่างกันอย่างไร ? การจดทะเบียน แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ จดทะเบียนบริษัทแบบทะเบียนพาณิชย์ (บุคคลธรรมดา) และ แบบทะเบียนนิติบุคคล การจดทะเบียน แต่ละแบบมีความแตกต่าง รวมถึงข้อจำกัดในการประกอบกิจการต่างกันออกไป ดังนี้ 1.แบบทะเบียนพาณิชย์หรือบุคคลธรรมดา การจดทะเบียนบริษัทแบบทะเบียนพาณิชย์หรือบุคคลธรรมดา คือ การเปิดบริษัทโดยมีเจ้าของกิจการเพียงคนเดียว ซึ่งเหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก ที่มีมูลค่าธุรกิจไม่สูงมาก เจ้าของกิจการทำงานเพียงคนเดียวได้ และไม่มีพนักงาน การจดทะเบียนพาณิชย์ (บุคคลธรรมดา) เหมาะกับใคร ธุรกิจส่วนตัวเช่น ขายของออนไลน์ในแพลตฟอร์มต่าง ๆ  ขายอาหารมีหน้าร้านขนาดเล็ก  2.การจดทะเบียนบริษัท แบบทะเบียนนิติบุคคล  คือ การเปิดบริษัทที่มีเจ้าของกิจการโดยมีผู้ถือหุ้น ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป การดำเนินธุรกิจทุกอย่างจะต้องผ่านความเห็นชอบจากเจ้าของกิจการทุกคน การจดทะเบียนบริษัทประเภทนี้ทำให้บริษัทมีตัวตนทางกฎหมายชัดเจน  และจะออกมาในนามของบริษัท  ขอแนะนำสำหรับธุรกิจที่เติบโตในระดับหนึ่ง เหมาะธุรกิจขนาดกลาง ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่  ซึ่งการจดทะเบียนนิติบุคคลสามารถแบ่งได้เป็น 3 แบบด้วยกัน มีความแตกต่างกันที่การรับผิดชอบหนี้สินของบริษัท โดยในแต่ละแบบมีความแตกต่างกัน ดังนี้  ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามัญ การดำเนินกิจการแบบห้างหุ้นส่วนจำกัดสามัญนิติบุคคล หมายถึง เจ้าของกิจการทุกคนมีสิทธิ์จัดการกิจการและแบ่งปันผลกำไรจากกิจการทุกคน ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามัญ เป็นธุรกิจที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำธุรกิจร่วมกับผู้อื่น โดยมีการแบ่งผลกำไรและขาดทุนตามสัดส่วนการลงทุนและมีความรับผิดชอบร่วมกันทั้งหมด โดยหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดชอบต่อหนี้สินของห้างหุ้นส่วนอย่างไม่จำกัด  ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด  เหมาะกับกิจการที่มีเจ้าของหรือหุ้นส่วนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป การดำเนินกิจการประเภทนี้จะต้องจดทะเบียนบริษัทนิติบุคคล แต่ไม่กำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ เป็นรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการร่วมลงทุนในธุรกิจแต่ไม่ต้องการรับผิดชอบหนี้สินเกินกว่าทุนที่ลงทุน โดยมีหุ้นส่วน 2 ประเภท คือ หุ้นส่วนสามัญ (ที่มีสิทธิ์บริหารและรับผิดชอบหนี้สินทั้งหมด) และ หุ้นส่วนจำกัด (ที่รับผิดชอบหนี้สินเฉพาะจำนวนเงินที่ลงทุน) ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถระดมทุนได้โดยไม่ต้องมีหุ้นส่วนที่มีความรับผิดชอบไม่จำกัด บริษัทจำกัด ธุรกิจหรือกิจการ ที่จดทะเบียนบริษัทจำกัด มีลักษณะการทำกิจการร่วมกัน เพื่อหากำไรร่วมกัน จะต้องจดทะเบียนนิติบุคคล […]

อัพเดต Premium T-VER คืออะไร แตกต่างจาก T-VER Standard อย่างไร 

Premium T-VER คืออะไร และ แตกต่างจาก T-VER Standard อย่างไร  สำหรับ Premium T-VER นั้น ทางองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ได้พัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ขึ้น เพื่อเป็นกลไกในภาคสมัครใจที่สนับสนุนให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย โดยความสมัครใจ และสามารถนำปริมาณการปล่อยและ/หรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก หรือที่เรียกว่า “คาร์บอนเครดิต” นำไปแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายได้ ซึ่งเป็นกลไกที่ให้การรับรองคาร์บอนเครดิต โดยที่สามารถนําไปใช้ในการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในระดับองค์กร ผลิตภัณฑ์ การจัดประชุม/สัมมนา งานอีเว้นท์ และบุคคล ได้ โดยปัจจุบันโครงการ T-VER มี 2 รูปแบบให้เลือกดำเนินการคือ แบบ Standard T-VER และแบบ Premium T-VER นั่นเอง     โดยสำหรับ Premium T-VER ถือว่าเป็นทางเลือกให้กับผู้พัฒนาโครงการและองค์กรที่ต้องการคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพสูง (High Quality Credits) ซึ่งส่วนนี้ มีความสอดล้องกับ The Core Carbon Principles (CCPs) และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยคาร์บอนเครดิตจาก Premium T-VER สามารถนำไปใช้เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและรายงานผลการดำเนินงานขององค์กร รวมทั้งการซื้อขายคาร์บอนเครดิตไปยังต่างประเทศ โดยผู้ซื้อมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutral หรือ Net Zero ขององค์กร แต่หากนำไปใช้กับวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศต้องได้รับหนังสืออนุญาตการใช้คาร์บอนเครดิต ประเภทกลไกราคาคาร์บอน     เงื่อนไขโครงการ Premium T-VER  ผู้พัฒนาโครงการต้องเริ่มกระบวนการพัฒนากิจกรรมโครงการ T–VER ก่อนวันเริ่มดำเนินโครงการ (Project start date)  โครงการประเภทที่ 1 – 12 ต้องขอขึ้นทะเบียนภายใน 3 ปี นับจากวันเริ่มดำเนินโครงการ โครงการประเภทที่ 13 และ 14 ต้องขอขึ้นทะเบียนภายใน 5 ปี นับจากวันเริ่มดำเนินโครงการ    คำแนะนำจาก FDI เริ่มอย่างไรให้ไป Premium T-VER  การเริ่มต้นทำ […]

พัฒนาธุรกิจให้ทันเทรนด์ปี 2025 รวมเทรนด์พัฒนาธุรกิจที่น่าสนใจ

เทรนด์ธุรกิจที่น่าจับตาในปี 2026 พัฒนาธุรกิจให้ทันเทรนด์ ในปี 2026 แต่ละองค์กรต่างเตรียมความพร้อมพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และความท้าทายใหม่ๆ ก็เข้ามาทดสอบธุรกิจทุกประเภท ซึ่งหากท่านใดที่กำลังมองหาโอกาสในการลงทุนหรือสร้างธุรกิจใหม่อยู่นั้น การทำความเข้าใจเทรนด์ธุรกิจที่น่าสนใจในปี 2026 FDI เชื่อว่าในบทความนี้จะสามารถสร้างไอเดียใหม่ ให้ความเข้าใจในโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้สำหรับนักลงทุนหรือคนที่กำลังอยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจหน้าใหม่ได้เป็นอย่างดี เทรนด์ที่น่าสนใจและลงทุน เทรนด์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning  เทคโนโลยี AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกอุตสาหกรรมมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน หรือการสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ดียิ่งขึ้น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ AI, บริการที่ปรึกษา AI, และแอปพลิเคชันที่ใช้ AI จะมีโอกาสเติบโตอย่างมาก ยกตัวอย่าง บริษัทโทรศัพท์ค่ายสีเขียวได้พัฒนาธุรกิจ ใช้ AI Voice Bot ในการติดต่อลูกค้าเพิ่มมากขึ้น เช่น การโทรแจ้งนัดหมาย การโทรติดตามหนี้ การโทรนัดรับสินค้า ซึ่งการนำ AI มาใช้กับธุรกิจ ช่วยลดต้นทุนเวลาและทรัพยากรบุคคลไปได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว  เทรนด์ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในระยะยาว รับผิดชอบต่อสังคม และมีธรรมาภิบาลในการประกอบธุรกิจ จะได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมากขึ้น สำหรับเทรนด์ธุรกิจสีเขียวนี้ FDI ให้ความเห็นว่าเป็นธุรกิจที่น่าจับตามาเป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากการพัฒนาธุรกิจให้สอดคล้องกับเทรนด์สีเขียวนั้น จะช่วยตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ สร้างความยั่งยืน ลดต้นทุนได้ในระยะยาว อีกทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐอีกด้วย  เทรนด์อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT)   IoT หรืออินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (Internet of Things) หมายถึงเครือข่ายรวมของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อถึงกันและเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์กับระบบคลาวด์ ตลอดจนระหว่างอุปกรณ์ด้วยกันเอง อุปกรณ์ต่างๆ จะเชื่อมต่อกันผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ทำให้เกิดข้อมูลจำนวนมหาศาลที่สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ IoT ที่สามารถเป็นไอเดียได้ เช่น เซ็นเซอร์, ระบบควบคุมอัตโนมัติ, และแพลตฟอร์ม IoT เป็นต้น จะเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น ยกตัวอย่างธุรกิจ เช่น ระบบปลูกพืชด้วยน้ำสามารถใช้เซ็นเซอร์ IoT เพื่อจัดการสวน โดยการเปิดปิดระบบน้ำ ไฟ ด้วยเซ็นเซอร์โดยสามารถระบุเวลา หรือปิดอุปกรณ์ที่ไม่ใช้เเล้วได้  เทรนด์สุขภาพและ Wellness  ยุคของเทรนด์สุขภาพและการดูแลตัวเอง ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งวัยรุ่นไปจนถึงวัยผู้สูงอายุ ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและ Wellness มีแนวโน้มเติบโตสูง เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ, […]

FDI Group : จัดอบรม”Fostering Teamwork and Collaboration” ให้กับบริษัท โอแลม (ประเทศไทย) จำกัด

FDI รับจัดอบรม ! เพิ่มขีดความสามารถ Up Skills การทำงานร่วมกันในองค์กร  เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา FDI Group ได้จัดอบรม In-house Training โดยได้รับเกียรติและความร่วมมือให้พัฒนา เพิ่มทักษะที่สำคัญในการทำงานของบุคลากร บริษัท โอแลม (ประเทศไทย) จำกัด โดยได้จัดอบรม Up Skill ในหัวข้อ “Fostering Teamwork and Collaboration”  หลักสูตรฝึกอบรมการทำงานเป็นทีมและการทำงานร่วมกัน ซึ่งกิจกรรมได้จัดขึ้นอย่างน่าสนใจ เพื่อส่งเสริมทัศนคติในการทำงานร่วมกันเชิงบวกอย่างสร้างสรรค์ โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ที่มากด้วยประสบการณ์เชิงลึกให้คำแนะนำ พร้อมทั้งจัดกิจกรรมที่สร้างประสบการณ์ เติมเต็มทักษะใหม่ให้กับผู้เข้าอบรม ซึ่งผู้เข้าร่วมอบรมให้ความสนใจเป็นอย่างมากในการอบรมหัวข้อดังกล่าว การจัดอบรมพัฒนาบุคลากรครั้งนี้ ในหัวข้อ “Fostering Teamwork and Collaboration”  หลักสูตรฝึกอบรมการทำงานเป็นทีมและการทำงานร่วมกัน จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มความเข้าใจ สร้างความเชื่อมั่นในการทำงานร่วมกัน พร้อมทั้งการสร้างทัศนคติเชิงบวกทั้งการสื่อสาร ความเข้าใจในธรรมชาติของการเป็นมนุษย์ ผ่านการทำอบรมทั้งทฤษฏี และปฏิบัติ ผ่านกิจกรรม Work Shop ที่สร้างสรรค์ตลอดทั้งวัน  โดยใช้หลักการความเข้าใจในความแตกต่างของบุคคลิกภาพทางจิตวิทยาพื้นฐาน ขอขอบคุณ บริษัท โอแลม (ประเทศไทย) จำกัด ที่มอบความไว้วางใจให้แก่เราได้ดูแล  #HRD #HRDservice #OlamThailand ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการอบรม  บุคลากรมีทักษะ ทัศนคติเชิงบวก ทั้งการทำงานร่วมกัน การสื่อสารได้ดีมากขึ้น มีความไว้วางใจ มีความเชื่อมั่นระหว่างการทำงานร่วกันมากยิ่งขึ้น สามารถนำความรู้ที่ได้ นำมาปรับใช้ในการทำงานทั้งต่อตนเอง และการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี   FDI Group ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาและความเชี่ยวชาญด้าน In-House Training  การพัฒนาองค์กรไม่ใช่เพียงแต่การปรับปรุงในด้านการทำงานเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการสร้างความสัมพันธ์และการสื่อสารที่ดีในองค์กร รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโต และการเรียนรู้ของบุคลากรทุกคน การพัฒนาองค์กรให้เติบโตระยะยาว ไม่เพียงแต่พัฒนาเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องพัฒนาให้สอดคล้องกันในทุกมิติ  โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรที่สำคัญ ที่ทุกองค์กรจะมองข้ามไปเลยไม่ได้ อย่าง “ทรัพยากรมนุษย์“ ตัวอย่างหัวข้อการจัดอบรมโดยผู้เชี่ยวชาญอย่าง FDI ขอแนะนำ  การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) กลยุทธ์การบริหารงานและบริหารคนขั้นสูง การสร้างสัมพันธภาพที่ดีในการทำงานร่วมกัน โดยแต่ละหัวข้อการอบรมสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามโครงสร้างตามบริบท ของแต่ละองค์กร เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายอย่างยั่งยืนในระยะยาวได้  สำหรับองค์กรใดที่มีความสนใจจัดอบรมภายในองค์กร  FDI Group มีความพร้อม และยินดี ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการการอบรมรูปแบบต่าง ๆ  […]

CBAM คืออะไร? สิ่งที่ผู้ส่งออกไทยควรรู้ [อัพเดต 2026]

ทำความรู้จักกับ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน สหภาพยุโรป (EU) ถือเป็นผู้นำในระดับโลกในด้านการจัดการกับ Climate Change โดยได้ตั้งเป้าหมายการเข้าสู่ Net Zero Emission ภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) ดังนั้น การกำหนดมาตรการ CBAM ขึ้น ถือเป็นอีกปัจจัยที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้เร็วมากขึ้น “ CBAM ” ย่อมาจาก “Carbon Border Adjustment Mechanism” หรือ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน เป็นมาตรการที่สหภาพยุโรป (EU) กำหนดขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือนการเก็บภาษีสินค้านำเข้าตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มาตรการ CBAM มีเพื่อมุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแก่ประเทศคู่ค้านอกสหภาพยุโรป  จึงเป็นกลไกหนึ่งที่ทำให้มั่นใจว่าสินค้าที่นำเข้ามาในสหภาพยุโรปได้คิดต้นทุนในการปล่อยคาร์บอนเรียบร้อยแล้ว  ซึ่งผู้นำเข้าจะต้องซื้อใบรับรอง CBAM (CBAM Certificate) ตามปริมาณการนำเข้าและปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสินค้าประเภทเดียวกันที่ผลิตในสหภาพยุโรป โดย FDI มีความเห็นว่า มาตรการนี้จะช่วยผลักดันเร่งรัด ให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงิน เร่งปรับตัวเพื่อมุ่งเข้าสู่การเป็นเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้เร็วมากยิ่งขึ้น รวมถึง CBAM จะนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย อุตสาหกรรมเป้าหมายของ CBAM  6 กลุ่มระยะเเรก  มีสินค้าอะไรบ้าง ?  อุตสาหกรรมเป้าหมาย 6 กลุ่ม ได้แก่ ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม และไฮโดรเจน ซึ่ง CBAM ได้เริ่มเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) ในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา โดยสินค้ากลุ่มเป้าหมาย จะต้องรายงานปริมาณการนำเข้า ปริมาณการปล่อยคาร์บอนทางตรง และทางอ้อมของสินค้า โดย CBAM มีเป้าหมายในการบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 1 มกราคม 2569 ผู้นำเข้าจะต้อง ซึ่งผู้นำเข้าจะต้องซื้อใบรับรอง CBAM (CBAM Certificate) ตามปริมาณการนำเข้าและปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสินค้า การคำนวณราคาจากการคิดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่นำมาคำนวณราคา CBAM จะเรียกรวมว่า Embedded […]

GHG プロトコル 温室効果ガス会計組織の持続可能性の基準

GHG Protocol การจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก มาตรฐานสู่ความยั่งยืนขององค์กร “ ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายว่า ภายในปี 2030 จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 30-40 จากการดำเนินการตามปกติ สู่การเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065” จากจุดเริ่มต้นจากการตื่นตัวในการสร้างสมดุลให้ชั้นบรรยากาศของโลกของนานาประเทศผ่านพิธีสารโตเกียว (Kyoto Protocol) ในปี 1997 สู่แผนเป้าหมายของไทยที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้องค์กรต่างต้องปรับแผนการดำเนินงาน ตั้งเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Sustainability)  ซึ่งต้องดำเนินการลดหรือชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานทั้งทางตรงและทางอ้อม การจะลดการปล่อยได้นั้น องค์กรต้องทำบัญชีคาร์บอน (Carbon Accounting)  ซึ่งมีขั้นตอน ขอบเขตในการจัดการทั้งการจัดเก็บข้อมูลและการคำนวณ การกำหนดขอบเขตของการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope of GHGs Emissions) ถึงจะกำหนดมาตรการการลดหรือชดเชยคาร์บอนได้ ต้องสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ มีความโปร่งใส ข้อมูลที่ได้สามารถนำไปวิเคราะห์ในการวางแผนงาน บริหารจัดการในการดำเนินกิจการ ซึ่งต้องมีการรายงาน และตรวจสอบรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรอย่างสม่ำเสมออีกด้วย  GHG Protocol คืออะไร ทำไมจึงสำคัญ? GHG Protocol คือ มาตรฐานการทําบัญชีก๊าซเรือนกระจกสําหรับภาครัฐและเอกชน ซึ่งได้รับการพัฒนาโดย World Resource Institute (WRI) ร่วมกับ World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) มีการแบ่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็น 3 scope   โดย climatepartner ได้ให้ข้อมูลในแต่ละ Scope ไว้อย่างน่าสนใจ ในแต่ละ Scope มีรายละเอียดคือ  Scope 1 : การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง (Direct Emissions)   GHG Protocol Scope ที่ 1 คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงทั้งหมด จากกิจกรรมขององค์กรหรือภายใต้การควบคุมขององค์กร เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิง ของ สารทำความเย็น เตาเผา การปล่อยก๊าซจากยานพาหนะ เช่น รถยนต์ขนส่ง รถบรรทุก รถยนต์ เฮลิคอปเตอร์สำหรับโรงพยาบาล โรงงานครอบคลุมไปจนถึงกระบวนการที่ปล่อยออกมาระหว่างกระบวนการทางอุตสาหกรรม เช่น เครื่องจักร  และการผลิตในสถานที่ […]

1 14 15 16 17 18 32