見逃せないタイの役立つ情報

“ISO 14064-1” หลักการและข้อกำหนดระดับองค์กร เกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจกที่คุณต้องรู้

“ISO 14064-1” หลักการและข้อกำหนดระดับองค์กร สำหรับวัดปริมาณและการรายงานผลการปลดปล่อยและลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ความหมายของ ISO 14064-1 ที่คุณต้องรู้ !  มีชื่อเต็มว่า ISO 14064-1 Greenhouse gases – Part 1: Specification with guidance at the organization level for quantification and reporting of greenhouse gas emissions and removals หรือ ข้อกำหนดและข้อแนะนำระดับองค์กรสำหรับการวัดปริมาณและการรายงานผลการปลดปล่อย และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ISO 14064-1 คือ หนึ่งในชุดมาตรฐานภายใต้มาตรฐาน ISO 14064 ที่จัดทำโดยองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (ISO – International Organization for Standardization) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางในการวัด คำนวณ และรายงานข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจกในระดับ “องค์กร” ซึ่งครอบคลุมถึงทั้งการปล่อย (emissions) และการดูดกลับ (removals) ของก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กร  โดยฉบับล่าสุดคือ ISO 14064-1:2018 ซึ่งได้ปรับปรุงให้มีความสอดคล้องกับบริบทปัจจุบันมากขึ้น ทั้งในเรื่องของระบบบริหารจัดการความยั่งยืน การตรวจสอบข้อมูล และการเชื่อมโยงกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ  มาตรฐาน ISO 14064 คืออะไร ? มาตรฐาน ISO 14064 เป็นชุดมาตรฐานสากลที่กำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับการวัด การจัดการ และรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ขององค์กร มาตรฐานนี้พัฒนาโดยองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO)  ที่มุ่งหวังช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ใน 3 เรื่องหลัก ไม่ว่าจะเป็น การวัดปริมาณ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนได้อย่างถูกต้องและโปร่งใส การจัดการ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น การรายงาน ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อสาธารณะ หรือผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงคู่ค้า ลูกค้าอื่น ๆ อีกด้วย  มาตรฐาน ISO 14064 ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักอ่านต่อ คลิก!  ISO 14064-1 สามารถดำเนินการควบคู่กับคาร์บอนฟุตพริ้นขององค์กร […]

7 แนวทางบริหารทรัพยากรมนุษย์ เพิ่มความได้เปรียบทางการแข่งขัน ในมิติของความยั่งยืน

ในโลกธุรกิจปัจจุบัน การบริหารทรัพยากรมนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงงานด้านการจัดการคนให้ทำงานได้ตามเป้าหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง “ความได้เปรียบทางการแข่งขัน” (Competitive Advantage) และ “การเติบโตอย่างยั่งยืน” (Sustainable Growth) ให้แก่องค์กรอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในยุคที่แรงงานเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ความคาดหวังของพนักงานสูงขึ้น และสังคมเริ่มให้ความสำคัญกับ ESG (Environment, Social, Governance) มากขึ้น บทความนี้จะนำเสนอ 7 แนวทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ที่ช่วยส่งเสริมทั้งประสิทธิภาพองค์กร ความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว 7 แนวทาง การจัดการทรัพยากรมนุษย์ เพิ่มความได้เปรียบทางการแข่งขัน ในมิติของความยั่งยืน 1.พัฒนาวัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่า (Values-Driven Culture) องค์กรที่มีวัฒนธรรมชัดเจนและสอดคล้องกับค่านิยมร่วม จะช่วยสร้างแรงจูงใจในการทำงาน และลดอัตราการลาออกอย่างมีนัยสำคัญ ฝ่าย HR ควรส่งเสริมให้ “คุณค่าหลักขององค์กร” ฝังแน่นอยู่ในทุกระดับ ตั้งแต่การสื่อสารภายใน การตัดสินใจเชิงนโยบาย ไปจนถึงการบริหารผลงาน เช่น ความซื่อสัตย์ ความเท่าเทียม ความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นต้น การปลูกฝังวัฒนธรรมที่ดีไม่เพียงส่งผลต่อความผูกพันของพนักงาน (Employee Engagement) แต่ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งมีผลต่อความได้เปรียบระยะยาว 2. ลงทุนในพัฒนาทักษะระยะยาว (Upskilling & Reskilling) หนึ่งในแนวโน้มสำคัญของการจัดการทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืนคือการให้ความสำคัญกับ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” (Lifelong Learning) โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว HR ควรวางแผนการพัฒนาทักษะให้แก่พนักงาน ไม่ใช่เฉพาะในสายงานเดิม แต่รวมถึงทักษะใหม่ ๆ เช่น ดิจิทัล, การวิเคราะห์ข้อมูล, ความสามารถในการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม หรือความเข้าใจ ESG เพื่อให้พนักงานพร้อมปรับตัว และมีโอกาสเติบโตควบคู่กับองค์กร 3. สร้างระบบสรรหาและรักษาคนเก่งอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส การมีคนเก่ง (Talent) อยู่ในองค์กร คือหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สร้างข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่ง HR ควรพัฒนาระบบการสรรหาโดยใช้เครื่องมือดิจิทัลควบคู่กับหลักการความเท่าเทียม เช่น ใช้ AI คัดกรองใบสมัครเบื้องต้น เพื่อช่วยลดความลำเอียงส่วนบุคคล และเพิ่มโอกาสให้ผู้สมัครที่มีความสามารถแต่หลากหลายภูมิหลัง ในขณะเดียวกัน องค์กรควรมีแผนพัฒนาและรักษาพนักงานเก่งอย่างต่อเนื่อง เช่น Career Path ที่ชัดเจน, ระบบผลตอบแทนที่ยุติธรรม และสิ่งแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อความก้าวหน้า 4. สนับสนุนความหลากหลายและการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม (DEI) ความหลากหลาย (Diversity), ความเท่าเทียม (Equity) และการมีส่วนร่วม (Inclusion) คือ แนวทางสำคัญของการจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่ยั่งยืน […]

ก่อนซื้ออสังหา ฯ ต้องรู้ EIA Approved เช็คให้มั่นใจก่อนตัดสินใจ !

การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนและการจ้างงานในหลายภาคส่วน ที่เพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน กระตุ้นให้เกิดการบริโภค และส่งเสริมธุรกิจที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนภาคการเงินและสินเชื่อที่อยู่อาศัย ทำให้เงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น  โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและขยายเมืองให้เติบโตอย่างมีระบบ หากมีการวางแผนที่ดี จะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตประชาชนในอีกหลากหลายมิติในพื้นที่นั้น ๆ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว และการทำ EIA จึงเป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ก่อนจะซื้อบ้าน คอนโดหรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการสนับสนุนโครงการที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมในการพิจารณาร่วมด้วยเพื่อก่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว ทำความรู้จักบริษัท EIA สิ่งที่โครงการอสังหาริมทรัพย์ต้องทำก่อนเริ่มพัฒนาโครงการ  EIA คืออะไร สำคัญแค่ไหน ทำไมต้องทำ ? EIA ย่อมาจาก Environmental Impact Assessment  หรือ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม คือ กระบวนการจัดทำรายงานวิเคราะห์ ประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆ ต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งทางกายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจ และสังคม ในมิติเชิงบวกและลบ ก่อนที่จะมีการดำเนินพัฒนาโครงการ เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และติดตามผลกระทบได้อย่างเหมาะสม รวมถึงใช้ในการประกอบการตัดสินใจพัฒนาโครงการ หรือถ้าโครงการมีผลกระทบกับสุขภาพประชาชนก็จะมีการจัดทำรายงานเพิ่มเติมในชื่อว่า EHIA (Environmental Health Impact Assessment) ซึ่งต้องมีทีมนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญต้องศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ปรึกษาร่วมกันกับชุมชน และออกแบบมาตรการลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ก่อนจะเสนอให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเข้ากระบวนการพิจารณาอนุญาตตามกฎหมาย โดยล่าสุดมีระบุไว้ทั้งสิ้น 35 ประเภทโครงการ เช่น เหมืองแร่,เขื่อน,ท่าเรือ,โรงไฟฟ้า ไปจนถึงคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 4,000 ตารางเมตรขึ้นไป ความสำคัญและข้อดีของ EIA แน่นอนว่าทุกการพัฒนาโครงการก่อสร้างย่อมมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม แต่คำถามคือ โครงการมีการศึกษา และวางแผนรับมือการป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู หรือมีแนวทางในการจัดการอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต่างต้องตั้งคำถามในการติดตามด้านสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคม โดยข้อดีของการทำ EIA  คือ ช่วยหาทางป้องกันผลกระทบในทางลบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นในโครงการนั้นให้เกิดน้อยที่สุด  โดยการทำ EIA นั้นจะเป็นประโยชน์อย่างมาก ถ้าหากได้รับการวางแผนป้องกันปัญหาต่าง ๆ  ตั้งแต่ขั้นตอนศึกษาความเหมาะสมของโครงการ และจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลังดำเนินโครงการไปแล้ว ซึ่งโดยในรายงาน EIA จะมีการกำหนดมาตรการป้องกัน และติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประกอบเป็นหัวข้อหลักที่สำคัญของรายงานให้ได้พิจารณาด้วยเช่นกัน EIA จะทำการศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหารายละเอียดด้านใดบ้าง Thinkofliving ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า การจัดทำ EIA ประกอบด้วย การศึกษาครอบคลุมระบบสิ่งแวดล้อม 4 ด้าน คือ  ทรัพยากรกายภาพ (Physical Environment) จะเป็นการศึกษาถึงผลกระทบ เช่น คุณภาพดิน […]

ภาษีนิติบุคคล ขั้นตอนการยื่นภาษีนิติบุคคล และข้อมูลเรื่องภาษีที่คุณต้องรู้ !

การยื่นภาษีนิติบุคคลคืออะไร มีขั้นตอนอย่างไรบ้างที่คนทำธุรกิจต้องรู้  สำหรับภาษีนิติบุคคลหรือภาษีเงินได้นิติบุคคล คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากบริษัทหรือองค์กรที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ได้แก่ กลุ่มบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มูลนิธิ หรือสมาคมที่ประกอบกิจการและมีรายได้ ซึ่งภาษีนิติบุคคลจะมีลักษณะที่สำคัญ คือ เป็นภาษีที่จัดเก็บจากกำไรสุทธิของกิจการ โดยจะคำนวณจากรายได้หักด้วยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ โดยอัตราภาษีปกติอยู่ที่ 20% ของกำไรสุทธิ และมีรายจ่ายบางส่วนที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้เช่นกัน ทั้งนี้ภาษีนิติบุคคลจะมีระยะเวลาการยื่นประกอบด้วยการยื่นแบบครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ภายในเดือนสิงหาคม และการยื่นแบบประจำปี (ภ.ง.ด.50) ภายใน 150 วัน นับจากวันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี  นิติบุคคลประเภทใดบ้าง ที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับบางองค์กรหรือกลุ่มบริษัทที่ได้จดทะเบียนบริษัทเป็นนิติบุคคลนัั้น จะมีเกณฑ์ในการเสียภาษี ซึ่งการยื่นภาษีนิติบุคคลนี้จะช่วยให้บริษัทดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฏหมาย บริษัทที่ยื่นภาษีถูกต้อง มีความโปร่งใส จะได้รับความไว้วางใจว่าปฏิบัติถูกต้อง ครบถ้วนตามที่กฏหมายกำหนด จากลูกค้า นักลงทุน และสถาบันการเงินอีกด้วย โดยนิติบุคคลที่ต้องเสียภาษีส่วนนี้ ได้แก่  1.นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฏหมายไทย เช่น บริษัทจำกัด , บริษัทมหาชนจำกัด , ห้างหุ้นส่วนจำกัด และห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน  2.นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฏหมายต่างประเทศ ซึ่งเป็นกิจการที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย กลุ่มที่ทำธุรกิจในไทยและต่างประเทศ กลุ่มที่ทำขนส่งเกี่ยวข้องกับไทย กลุ่มที่ได้รับรายได้จากไทยโดยไม่ได้ประกอบกิจการในไทย รวมถึงกลุ่มที่จำหน่ายหรือโอนกำไรออกนอกประเทศ หและรับรายได้จากไทย เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ ดอกเบี้ย เงินปันผล  3.กิจการร่วมค้า (Joint Venture) คือ  การที่สองฝ่ายหรือมากกว่า ร่วมมือกันดำเนินธุรกิจหรือโครงการใดโครงการหนึ่ง โดยไม่ต้องควบรวมกิจการ แต่ยังคงสถานะเป็นบริษัทแยกกัน เพื่อดำเนินการแสวงหากำไร ดำเนินการร่วมกัน คือ บริษัทกับบริษัท บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล รวมถึงนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดาหรือคณะบุคคล 4.กิจการที่ดำเนินการในทางค้าหรือหากำไร โดยรัฐบาลในต่างประเทศ องค์การของรัฐบาลต่างประเทศ หรือนิติบุคคลอื่น ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศนั้นๆ  5.นิติบุคคลที่อธิบดีกำหนดอนุมัติรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้เป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร 6.มูลนิธิหรือสมาคมที่ไม่แสวงหากำไร แล้วประกอบกิจการแล้วจนมีรายได้ ประกอบด้วย มูลนิธิที่มีรายได้ (ยกเว้นองค์กรสาธารณกุศล) และสมาคมที่มีรายได้ (ยกเว้นองค์กรสาธารณกุศล)  นิติบุคคลประเภทใดบ้างที่ได้รับการยกเว้นภาษี ? สำหรับนิติบุคคลที่ได้รับการยกเว้นภาษี แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ นิติบุคคลที่ไม่ต้องเสียภาษีโดยสถานะ เช่น หน่วยงานราชการไทย (กระทรวง ทบวง กรม) องค์การของรัฐบาล สหกรณ์ รวมถึง นิติบุคคลอื่นๆ […]

ทำงานอยู่ไม่รู้ไม่ได้ ! ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คำนวณอย่างไร ใครบ้างจะต้องจ่าย ?

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร เกี่ยวกับการยื่นภาษีอย่างไร ? ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) เป็นกลไกทางภาษีที่รัฐบาลใช้ในการเก็บภาษีล่วงหน้าจากผู้มีรายได้ โดยกำหนดให้ผู้จ่ายเงินทำหน้าที่หักภาษีจากจำนวนเงินที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้รับ แล้วนำส่งกรมสรรพากร วิธีการนี้ช่วยให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงจากการเก็บภาษีไม่ครบถ้วน สำหรับภาษีหัก ณ ที่จ่าย จะมีการหักภาษีทุกครั้งที่มีการจ่ายเงินซึ่งเข้าข่ายตามเงื่อนไขของประเภทเงินได้ที่กฎหมายกำหนด ทำให้ผู้รับเงินจะได้รับเงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนเต็ม  และจะได้รับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นหลักฐานเพื่อใช้ประกอบการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมถึงสามารถยื่นขอคืนภาษีในส่วนที่ชำระเกินได้ แม้ผู้จ่ายเงินจะได้หักภาษีและนำส่งให้กรมสรรพากรเรียบร้อยแล้ว แต่ผู้รับเงินยังคงมีหน้าที่นำรายได้นั้นมารวมคำนวณภาษีประจำปี และยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ตามปกติ ไม่หัก !! สำหรับยอดที่ไม่เกิน 1,000 บาท ทางกรมสรรพากรมีข้อกำหนดว่าไม่ต้องทำการหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่หากเป็นยอดที่มีมูลค่าไม่ถึง 1,000 บาท ที่มีสัญญาต่อเนื่อง เช่น ค่าบริการอินเทอร์เน็ต ต้องทำหัก ณ ที่จ่ายไว้ เพราะยอดทั้งปีเกิน 1,000 บาทเป็นต้น   อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย หักอย่างไรบ้าง อัตราภาษีที่ต้องหักขึ้นอยู่กับประเภทของรายได้ดังนี้ เงินเดือนและค่าจ้าง บริษัทจ่ายเงินค่าตอบแทนให้พนักงาน เป็นเงินที่เข้าเกณฑ์การหักภาษี ณ ที่จ่าย จะหักตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นอัตราก้าวหน้า โดยสามารถทำได้จากการเอาเงินที่จ่ายให้พนักงานทั้งปี มาหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ และหักตามอัตราก้าวหน้า  แต่หากเป็นกรณีที่พนักงานรายได้ไม่ถึงเกณฑ์กำหนด บริษัทก็ไม่จำเป็นที่จะหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือเทียบเท่ากับ 0% แต่หากหักไปแล้ว พนักงานก็สามารถขอคืนภาษีจากภาครัฐในตอนที่ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  ค่าบริการหรือวิชาชีพอิสระ : ในการจ้างรับเหมา ทำของ จ้างทำนามบัตร จ้างทำกราฟิก จ้างตกแต่งภายใน หรือบริการต่างๆ จะมีการคิดในอัตราการหักที่ 3% ของจำนวนเงินที่จ่ายจริง  ค่าโฆษณา : การโฆษณาสินค้าตามสื่อโฆษณาต่าง ๆ ผ่านเอเจนซี่ บริษัทรับโฆษณาเพื่อช่วยประกาศให้แบรนด์หรือสินค้าเป็นที่รู้จักผ่านโซเชี่ยลมีเดียต่าง ๆ จะมีการคิดอัตราหัก 2%  ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ : ถ้าหากเป็นการเช่าเพื่อจัดสัมมนา อีเวนต์ต่างๆ ถือเป็นค่าบริการจะทำหัก ณ ที่จ่าย 3% แต่ถ้าเป็นการถือกุญแจจะถือเป็นค่าเช่าสถานที่หัก 5% ของจำนวนเงินที่จ่าย  ดอกเบี้ย : หัก 15% ของจำนวนเงินที่จ่าย เงินปันผล : […]

แนะนำ “องค์กรต้องประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์” Carbon Footprint คืออะไร ? โอกาสสำคัญของธุรกิจในปี 2026

ทำไมต้องให้ความสำคัญกับ Carbon Footprint คืออะไร สำคัญจริงหรือ? มีผลต่อการระดมทุนและนักลงทุนยุคใหม่อย่างไรบ้าง ในยุคที่ความยั่งยืนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจทางธุรกิจ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) หรือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน รวมถึงการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคม ที่ในทุกกิจกรรมล้วนแล้วแต่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น เจาะลึกกับที่ปรึกษาการจัดการก๊าซเรือนกระจกอ่านต่อ..  ในบทความนี้เราจะจำกัดเนื้อหาเฉพาะของในแง่มุมองค์กรธุรกิจ  ที่การดำเนินงานนั้นได้กลายเป็นตัวชี้วัด มีบทบาทที่สำคัญต่อการระดมทุนและการตัดสินใจของนักลงทุนยุคใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่สังคมมุ่งเน้นในเรื่องของความยั่งยืน ที่ไม่ใช่เพียงแต่ในมิติของสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงมิติด้านสังคม ธรรมาภิบาล และการคำนึงถึงผลกระทบในอนาคตที่ต้องการให้การดำเนินชีวิตของผู้คนยังคงเป็นไปได้ด้วยความยั่งยืนในทุกมิติไว้อย่างน่าสนใจ นักลงทุนยุคใหม่ โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันและกองทุน ESG (Environmental, Social, and Governance) ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าองค์กรมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและเตรียมพร้อมต่อความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้อย่างดี ESG Integration : การลงทุนตามหลักเกณฑ์ ESG ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยนักลงทุนใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นเกณฑ์ในการประเมินความเสี่ยงและโอกาสของธุรกิจในปัจจุบันและแนวโน้มที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต Green Finance : ธุรกิจที่มีการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว (Green Bond) หรือสินเชื่อที่มีเงื่อนไขสอดคล้องกับความยั่งยืนได้ง่ายมากขึ้น Carbon Footprint กับประเด็นด้านกฏหมายและข้อบังคับในหลายประเทศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนำไปสู่กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงในประเทศไทย เช่น มาตราการ CBAM ในสหภาพยุโรป , ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และมาตรการอื่น ๆ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันและต้นทุนของธุรกิจ คู่ค้า พันธมิตร ผู้มีส่วนได้เสียกับธุรกิจในภาพรวม การจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่มีประสิทธิภาพจึงช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ ซึ่งองค์กรต่างต้องปรับตัวในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และจัดการลดความเสี่ยงในการปฏิบัติตามข้อกำหนด เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกฏหมาย หากองค์กรธุรกิจไม่ปฏิบัติตามในประเด็นทางด้านกฏหมายจะมีความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็น ความเสี่ยงด้านกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบมาตราการ : ธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมได้ทัน อาจเผชิญกับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นและค่าปรับต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน ต้นทุนโดยตรงและหากมีการส่งออก คู่ค้าทางธุรกิจ ที่ต้องการข้อมูลการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากองค์กรไม่มีการทำในส่วนนี้ก็จะเกิดผลกระทบต่อธุรกิจในด้านต่าง ๆ ที่สำคัญอย่างแน่นอน ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ความเชื่อมั่นในการลงทุน และภาพลักษณ์ขององค์กรต่อภายนอก  ผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือจากผู้มีส่วนได้เสียในธุรกิจ รวมถึงคู่ค้าที่ต้องการทราบถึงแนวทางการปรับเปลี่ยนสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ความยั่งยืนในการดำเนินงาน และผู้บริโภคในยุคที่ค่อนข้างจะให้ความสำคัญในเรื่องของความยั่งยืนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปัจจุบัน ซึ่งถ้าหากธุรกิจไม่มีการเคลื่อนไหวหรือแผนรับมือในการปรับเปลี่ยนสู่การมีส่วนร่วมลดโลกร้อน จะส่งกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรและลดความน่าสนใจในสายตานักลงทุนได้ในทันที จัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กร (CFO) คลิก !!  จัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับผลิตภัณฑ์ (CFP)  คลิก !!  โอกาสที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นในการระดมทุนและสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ การมีแผนการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ชัดเจนและโปร่งใสในองค์กร ช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสในการระดมทุน โดยเฉพาะจากนักลงทุนที่เน้นการลงทุนในธุรกิจที่มีความยั่งยืน […]

Softpower Visa ประเภทวีซ่าใหม่ในไทย อยู่ไทยได้นาน 5 ปี!

วีซ่า DTV ประเภทวีซ่าใหม่ดึงชาวต่างชาติพำนักทำงานและท่องเที่ยวในไทยได้อย่างถูกกฏหมาย หลังจากช่วงการแพร่ระบาดของโควิด 19 เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา ทำให้วิถีชีวิตผู้คนโดยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานประจำได้เกิดการปรับรูปแบบทำงานจาก On-site ปรับรูปแบบมาเป็น  Digital Nomads และ Remote Workers เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังตอบโจทย์ไลพ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบันนี้ โดยวีซ่า  DTV หรือที่เรียกว่า Soft Power Visa เป็นประเภทวีซ่าใหม่ที่ประเทศไทยนำเสนอ เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่ต้องการพำนักระยะยาวในประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการสนับสนุนการทำงานทางไกล (Workcation) และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Soft Power ของไทย เช่น การฝึกมวยไทย การเรียนทำอาหารไทย หรือการรักษาพยาบาล เพื่อดึงชาวต่างชาติที่สนใจ หลงไหลในวัฒนธรรมไทย เข้ามาพำนักในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวได้  วีซ่า DTV หรือ Destination Thailand Visa คืออะไร สำหรับ Visa DTV : Destination Thailand Visa  หรือที่เราเรียกกันว่า Soft Power Visa ที่พิจารณาออกให้สำหรับชาวต่างชาติที่ทำงานแบบระยะไกล (Remote Work) วีซ่านี้ออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ที่สามารถทำงานผ่านอินเทอร์เน็ตจากที่ใดก็ได้ในโลก เพียงหลงไหลในความเป็นไทย ต้องการมาใช้ชีวิตในประเทศไทย วีซา DTV จะช่วยให้ชาวต่างชาติสามารถพำนักอยู่ในประเทศไทยได้ในระยะเวลาที่ยาวนานแบบถูกกฏหมายได้ ต้องรู้ข้อกำหนดอะไรบ้าง สำหรับผู้ถือวีซ่า DTV  1.ต้องต่ออายุวีซ่า : หากผู้ถือวีซ่าต้องการพำนักในประเทศไทยต่อ เกินกว่าระยะเวลาที่กำหนด สามารถยื่นขอต่ออายุวีซ่า DTV ได้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในประเทศไทย 2.ต้องรายงานตัวทุก 90 วัน : ชาวต่างชาติต้องรายงานตัวทุก 90 วัน ต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในทุก 90 วัน โดยต้องแจ้งสถานที่พำนักในประเทศไทย  3.การขอใบอนุญาตกลับเข้าประเทศ (Re-entry Permit) : หากผู้ถือวีซ่า DTV มีแผนที่จะเดินทางออกนอกประเทศไทยชั่วคราว ควรจะยื่นขอใบอนุญาตกลับเข้าประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้วีซ่าถูกยกเลิกเมื่อกลับเข้ามาอีกครั้ง  ข้อกำหนดและเงื่อนไขของวีซ่า DVT ผู้ถือวีซ่า DTV สามารถทำงานทางไกลจากประเทศไทยได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งแตกต่างจากวีซ่าท่องเที่ยวทั่วไปที่ไม่อนุญาตให้ทำงาน วีซ่านี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้ชีวิตในประเทศไทยในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมไทย การสมัครวีซ่า DTV ควรเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและตรวจสอบข้อกำหนดจากสถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในประเทศของตน เอกสารที่จำเป็นสำหรับการยื่นขอวีซ่าและขั้นตอน คุณสมบัติและเอกสารที่จำเป็นสำหรับการสมัครวีซ่า […]

LTR visa หรือ Long – Term Resident วีซ่าที่ช่วยส่งเสริมการลงทุนและผลักดันทางเศรษฐกิจในไทย

LTR visa คืออะไร ? ชาวต่างชาติที่สามารถวีซ่า LTR ได้นั้นต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ประเทศไทยมีวีซ่าประเภท Long – Term Resident หรือ LTR ที่มอบสิทธิประโยชน์ครอบคลุมทั้งด้านภาษี และด้านอื่น ๆ เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงในการเข้ามาลงทุน และการพำนักในระยะยาว เพื่อส่งเสริมให้ไทยเติบโตเพิ่มขึ้นจากการเข้ามาพำนักของกลุ่มชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง ทั้งการดึงดูดผู้พำนักต่างชาติกลุ่มใหม่ เทคโนโลยีใหม่ ผู้มีทักษะสูงและมีความเชี่ยวชาญพิเศษ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการกระตุ้นการใช้จ่าย การลงทุน เป็นต้น  LTR visa จึงมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจในภาคเอกชนได้โดยการลดกระบวนการ และทำให้การอนุญาตทำงานของคนต่างชาติทำได้โดยง่ายมากขึ้น โครงการวีซ่าพำนักระยะยาว (Long-Term Resident Visa) มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายหลักคือใคร เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงจากทั่วโลกให้เข้ามาพำนักและ/หรือทำงานในประเทศไทย โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (Wealthy Global Citizens)  ชาวต่างชาติที่ถือครองทรัพย์สินมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ 2.กลุ่มผู้เกษียณอายุที่มีรายได้สูง (Wealthy Pensioners)  เป็นกลุ่มผู้เกษียณต่างชาติที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปที่รับเงินบำนาญหรือมีรายได้ที่มั่นคง 3.กลุ่มผู้ต้องการทำงานจากประเทศไทย (Work-from-Thailand Professionals) เป็นกลุ่มที่ทำงานจากประเทศไทยให้กับบริษัทในต่างประเทศที่ผลประกอบการเป็นที่ยอมรับ 4.กลุ่มผู้มีทักษะเฉพาะทาง (Highly-Skilled Professionals) ผู้ที่มีทักษะสูงหรือมีความเชี่ยวชาญพิเศษที่ปฏิบัติงานให้กับบริษัท หรือสถาบันอุดมศึกษา สถาบันวิจัย รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐในไทย ทั้งนี้นั้นจะต้องเป็นการทำงานในกิจการที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย  5.คู่สมรสและบุตร ของผู้ถือวีซ่าพำนักระยะยาว คู่สมรสและบุตรอายุไม่เกิน 20 ปี ของผู้ถือ LTR visa (สามารถมีผู้ติดตามได้สูงสุด 4 คน ) สิทธิประโยชน์ของผู้ถือวีซ่าพำนักระยะยาว LTR visa น่าสนใจอย่างไรบ้าง เป็นวีซ่าที่มอบสิทธิประโยชน์หลากหลาย ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบประเทศไทย สามารถอยู่ได้ยาวนาน และลดความยุ่งยากในเรื่องต่าง ๆ เช่น การยกเลิกหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจ้างงานพนักงา่นคนไทย 4 คน ต่อคนต่างชาติ 1 คน , สิทธิ์ในการใช้ช่องทางพิเศษ (Fast Track) ในการเข้าออกราชอาณาจักรไทย ณ ท่าอากาศยานระหว่างประเทศ และสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็น  การลดหย่อนภาษีเงินได้ส่วนบุคคล  พำนักอยู่ในประเทศไทยได้เป็นระยะเวลา 10 ปี (5 ปีแรก ต่ออายุได้อีก 5 ปี) ช่องทางพิเศษ […]

ข้อดีของห้างหุ้นส่วน และข้อเสีย ที่คนทำธุรกิจต้องรู้เรื่องนี้ ! ก่อนเลือกจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน

หนึ่งในรูปแบบของกิจการที่ยังคงได้รับความนิยมในผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง ก็คือ “ห้างหุ้นส่วน” ซึ่งแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก คือ ห้างหุ้นส่วนสามัญ และ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยเฉพาะห้างหุ้นส่วนจำกัด ที่มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นธุรกิจร่วมกับหุ้นส่วนที่ไว้ใจกัน และต้องการโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อนเกินไป โดยในบทความนี้เราจะวิเคราะห์โดยเน้นไปที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยจะมีเนื้อหาที่น่าสนใจอย่างไรนั้น ติดตามได้ในบทความนี้  แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการจัดตั้งบริษัทจำกัดกันมากขึ้น แต่ห้างหุ้นส่วนก็ยังคงมีข้อดีหลายประการที่เหมาะสมกับผู้ประกอบการบางกลุ่ม และอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในบริบทที่แตกต่างกันไป  ปรึกษาการจดจัดตั้งบริษัท ปรึกษา FDI ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง ! การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด หมายถึง นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นโดยบุคคล 2 คนขึ้นไป ร่วมลงทุนเพื่อประกอบธุรกิจ โดยมีทุนจดทะเบียน แยกออกจากเงินทุนส่วนตัว หุ้นส่วนแต่ละคนจะรับผิดชอบต่อหนี้สินของห้างหุ้นส่วนจำกัด ในสัดส่วนตามจำนวนเงินทุนที่ระบุเอาไว้  ห้างหุ้นส่วนจำกัด แบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ ตามความรับผิดชอบของหุ้นส่วนผู้ร่วมลงทุน ได้แก่ หุ้นส่วนแบบจำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนแบบไม่จำกัดความรับผิด โดยแต่ละแบบจะแตกต่างกันดังนี้  1.หุ้นส่วนจำกัดแบบจำกัดความรับผิด  สำหรับผู้ร่วมทุนจะมีความรับผิดชอบในหนี้สินของธุรกิจเฉพาะในส่วนของจำนวนเงินที่ร่วมลงทุนเท่านั้น ผู้ร่วมทุนแบบจำกัดความรับผิด ไม่จำเป็นต้องร่วมรับผิดชอบหนี้สินที่เกิดขึ้นมากไปกว่าจำนวนเงินที่ได้ลงทุนไป สามารถคำนวณและจำกัดความเสี่ยงได้ การมีหุ้นส่วนจำกัดแบบนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ร่วมทุนในการลงทุนในธุรกิจด้วยเช่นกัน  ตัวอย่างสถานการณ์ สมมติว่า นาย ก และ นาย ข ร่วมกันเปิดร้านกาแฟ นาย ก เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด เป็นผู้บริหารกิจการ ลงทุน 500,000 บาท นาย ข เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด ลงทุน 300,000 บาท ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารต่อมาร้านกาแฟมีหนี้รวม 1,000,000 บาท นาย ข ต้องรับผิดชอบไม่เกิน 300,000 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นเงินลงทุนที่เขาใส่ไว้ ส่วนที่เหลือ นาย ก ต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด แม้อาจต้องใช้ทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อชำระหนี้หากกิจการไม่มีสินทรัพย์เพียงพอ 2.หุ้นส่วนแบบไม่จำกัดความรับผิด  หุ้นส่วนแบบไม่จำกัดความรับผิดเป็นรูปแบบของกิจการที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากหุ้นส่วนแต่ละคนต้องรับผิดชอบต่อหนี้สินของกิจการทั้งหมดแบบไม่จำกัด แม้เกินจากเงินลงทุน เป็นรูปแบบที่เหมาะกับกลุ่มบุคคลที่มีความเชื่อใจกันสูง มีความโปร่งใสในการบริหาร และมุ่งมั่นทำธุรกิจร่วมกัน แต่สำหรับผู้ที่ต้องการจำกัดความเสี่ยงส่วนตัว ควรพิจารณารูปแบบอื่น เช่น บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งมีข้อจำกัดความรับผิดชัดเจนและปลอดภัยกว่าในแง่กฎหมาย ตัวอย่างสถานการณ์ สมมติว่า นาย ก และ นาย ข ร่วมกันเปิดร้านอาหารในรูปแบบหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด โดยลงทุนคนละ 500,000 บาท รวมเป็นทุน 1,000,000 บาท แต่ต่อมาร้านอาหารมีหนี้สินจากการซื้อวัตถุดิบและค่าเช่าร้านรวมกว่า […]

Foreign Business License หรือใบอนุญาต FBL ต้องทำอย่างไรให้ง่าย ต่างชาติถือหุ้น 100% ได้หรือไม่ ?

Foreign Business License (FBL) หรือ การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ  คืออะไร ? สำหรับ FBL ก็คือ คือใบอนุญาตที่อนุญาตให้บริษัทต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทยในลักษณะที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งใบนี้เป็นการอนุมัติที่ออกให้แก่บริษัทต่างชาติที่มีการยื่นขออนุญาตและได้รับการอนุมัติจากกระทรวงพาณิชย์  โดยจะมีข้อจำกัดบางประการ ในการประกอบธุรกิจบางประเภทที่อนุญาตให้เฉพาะคนไทยเท่านั้น และห้ามต่างชาติประกอบธุรกิจ ประเภทของธุรกิจที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติฯ  ธุรกิจบางประเภทจะสงวนให้ไว้เฉพาะคนไทย ตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการขอรับในอนุญาตของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542  บัญชีที่ 1 เป็นธุรกิจที่ห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจด้วยเหตุผลพิเศษ บัญชีที่ 2 ธุรกิจที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศหรือมีผลกระทบต่อศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณีหัตกรรมกรรมพื้นบ้านหรือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคนต่างด้าวจะ ประกอบธุรกิจได้ เมื่อได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี   บัญชีที่ 3 ธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนคนต่างด้าว คนต่างด้าวจะประกอบธุรกิจได้เมื่อได้รับอนุญาตจากอธิบดีโดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว คำจำกัดความของคนต่างด้าว ตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ห้ามคนต่างด้าวประกอบธุรกิจบางประเภท และบางประเภทจะประกอบธุรกิจได้ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาตหรือได้รับหนังสือรับรองแล้วแต่กรณี  คำจัดความของคนต่างด้าว ตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว  บุคคลที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทย นิติบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย  นิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย ที่มีทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งเป็นของบุคคลหรือนิติบุคคลตาม (1) หรือ (2) นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่มีทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งของ (1)(2) หรือ (3)   โดยสามารถอ่านรายละเอียดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เพิ่มเติมได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  ซึ่งถ้าหากเป็นต่างชาติมาทำธุรกิจ อาชีพสงวนคนไทย จะมีความผิดตามกฏหมายไทย ดังนั้นควรศึกษารายละเอียดข้อมูลหรือ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านขอใบอนุญาตในการลงทุนประกอบธุรกิจในไทยอย่าง FDI Group เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น   ต่างชาติถือหุ้น 100 % ได้หรือไม่ ต้องทำอย่างไรบ้าง ? ต่างชาติสามารถถือหุ้น 100% ได้ แต่มีข้อกำหนดทางกฏหมายที่ต้องจดทะเบียน ยื่นขอใบอนุญาตให้ถูกต้องก่อน ในกรณีที่ต่างชาติต้องการจดทะเบียนนิติบุคคลในไทย โดยถือหุ้น 100 % สามารถทำได้อย่างถูกกฏหมายโดย 1.การยื่นขอ Foreign Business License (FBL) หรือ การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ  2.การยื่นขอการส่งเสริมการลงทุน (BOI : The Board of Investment of Thailand) เพื่อขอยื่นหนังสือรับรองประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติได้ 3.ตามกฏหมายมาตรา 11 ข้อตกลงที่ไทยเป็นภาคี หรือพันธกรณี หรือนักธุรกิจต่างชาติที่อยู่ภายใต้สนธิสัญญาต่าง ๆ ก็สามารถยื่นขอหนังสือรับรองในการประกอบธุรกิจสำหรับชาวต่างชาติได้เช่นกัน  ตัวอย่างใบอนุญาต  ปรึกษาเรา ผู้เชี่ยวชาญในการจดจดจัดตั้งบริษัทสำหรับต่างชาติในไทย คลิ๊ก […]

1 8 9 10 11 12 27