見逃せないタイの役立つ情報

IBC (International Business Center) คืออะไร ? สิทธิประโยชน์และโอกาสธุรกิจสำหรับนักลงทุนต่างชาติในไทย

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักลงทุนต่างชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยศักยภาพด้านภูมิศาสตร์ ทรัพยากรมนุษย์ และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ หนึ่งในมาตรการสำคัญที่รัฐบาลไทยใช้ส่งเสริมการลงทุน คือการจัดตั้งโครงการ IBC (International Business Center) ในบทความนี้จะพาไปรู้จักกับ IBC  พร้อมทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษี เงื่อนไข และโอกาสธุรกิจสำหรับนักลงทุนต่างชาติในไทย IBC (International Business Center) คืออะไร ? IBC หรือ ศูนย์ธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center) คือ รูปแบบการส่งเสริมการลงทุนที่ภาครัฐของไทย โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมให้บริษัทข้ามชาติจัดตั้งศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และให้บริการแก่บริษัทในเครือทั้งในและต่างประเทศ เช่น บริการบริหารจัดการ การเงิน วิศวกรรม และอื่น ๆ โครงการ IBC เริ่มต้นใช้อย่างเป็นทางการในปี 2561 แทนที่โครงการเก่าอย่าง ROH (Regional Operating Headquarters) และ IHQ (International Headquarters) ที่เคยดำเนินการมาก่อนหน้านั้น จุดประสงค์หลักของ IBC (International Business Center)  เพื่อส่งเสริมให้บริษัทต่างชาติจัดตั้งสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคในประเทศไทยให้เกิดการลงทุนดำเนินธุรกิจในไทยและต่างประเทศ  ดึงดูดให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการจัดการที่ดีด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ในไทย ส่งเสริมการจ้างงานคนไทยและการพัฒนาทักษะบุคลากรไทยที่มีศักยภาพ ส่งเสริมเศรษฐกิจการลงทุนในภาพรวมให้ดีขึ้น สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้านใดบ้าง ที่บริษัทต่างชาติได้รับจาก IBC  หนึ่งในแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ IBC เป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ คือ สิทธิประโยชน์ด้านภาษี ที่สามารถลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจได้อย่างชัดเจน ดังนี้ 1. อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax) สำหรับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลพิเศษ ขึ้นอยู่กับมูลค่าค่าใช้จ่ายภายในประเทศของบริษัท ซึ่งแบ่งเป็นดังนี้  2. ยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) สำหรับเงินปันผลหรือค่าบริการที่จ่ายให้กับบริษัทในเครือต่างประเทศ 3. อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพิเศษ สำหรับผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติที่ทำงานในบริษัท IBC: 15% เป็นเวลาไม่เกิน 4 ปีสิทธิประโยชน์เหล่านี้ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยอย่างยั่งยืนและเป็นระบบ อ้างอิง: กรมสรรพากร, สำนักงาน BOI – “มาตรการสนับสนุนการจัดตั้ง IBC” (2561)   ประเภทกิจการใดบ้าง ที่สามารถจัดตั้ง IBC ได้  ธุรกิจที่จะขอรับการส่งเสริมในรูปแบบ IBC […]

บริการขอใบอนุญาต Work Permit และวีซ่าต่างชาติทํางานไทย

วีซ่าทํางานไทยอย่างถูกกฏหมาย ชาวต่างชาติมีสิทธิอะไรบ้าง ? การทำงานของชาวต่างชาติในประเทศไทยต้องมี วีซ่าทำงานไทย หรือ วีซ่าประเภท Non-Immigrant B และ ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ที่ออกโดยกระทรวงแรงงาน จึงจะสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย วีซ่า Non-B เป็นวีซ่าที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ ส่วน Work Permit คือใบอนุญาตที่ออกให้ชาวต่างชาติทำงานในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ การมีทั้งสองอย่างนี้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการทำงานในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย  วีซ่า Non-Immigrant B (Non-B Visa)เป็นวีซ่าทำงานไทยประเภทหนึ่งที่ออกให้ชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยทั่วไปแล้วจะอนุญาตให้พำนักอยู่ในประเทศไทยได้ 90 วัน และหากเมื่อได้รับใบอนุญาตทำงานแล้ว จึงสามารถยื่นขอต่อวีซ่า Non-B เป็นระยะเวลา 1 ปีได้ ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)เป็นเอกสารที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติทำงานในประเทศไทยได้ ผู้ที่ต้องการทำงานในประเทศไทยจะต้องยื่นขอใบอนุญาตทำงานจากกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานให้ถูกต้องในการเข้ามาทำงานทุกครั้ง สิทธิประโยชน์ในการเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฏหมาย 1. สิทธิในการทำงานตามที่ระบุในใบอนุญาต ชาวต่างชาติสามารถทำงานในประเทศไทยได้เฉพาะในตำแหน่ง สถานที่ และหน้าที่งานที่ระบุไว้ใน Work Permit เท่านั้น หากต้องการเปลี่ยนตำแหน่งหรือย้ายที่ทำงานต้องยื่นเรื่องขอแก้ไขเอกสารก่อนเท่านั้น 2.สิทธิได้รับค่าจ้างไม่ต่ำกว่าที่กฏหมายกำหนด  ซึ่งค่าจ้างขั้นต่ำของคนต่างชาติ ต้องมีเงินเดือนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ตามสัญชาติกำหนดไว้ หรือพิจารณาจ่ายตามทักษะและตามแต่ละตำแหน่งที่องค์กรได้ระบุไว้  3. สิทธิประกันสังคม หากบริษัทนำส่งเงินสมทบให้สำนักงานประกันสังคม ชาวต่างชาติจะมีสิทธิได้รับความคุ้มครองเหมือนแรงงานไทย เช่น ค่ารักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลตามสิทธิ เงินชดเชยว่างงาน สิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตร เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต เงินบำเหน็จชราภาพ (ในกรณีที่ทำงานสะสมครบระยะเวลา) 4. สิทธิการยื่นภาษีอย่างถูกต้องในประเทศไทย  ชาวต่างชาติที่มีรายได้จากการทำงานในไทย ต้องยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 91 หรือ 90) และมีสิทธิใช้ค่าลดหย่อน เช่นเดียวกับคนไทย (ในบางกรณีสามารถใช้ข้อตกลงเลี่ยงภาษีซ้อนระหว่างประเทศได้) 5. สิทธิในการอยู่อาศัยในประเทศไทยตามวีซ่าที่ได้รับ โดยทั่วไป วีซ่า Non-B ที่ขอเพื่อทำงานจะให้ระยะเวลาอยู่อาศัย 90 วัน และสามารถขอต่ออายุเป็นแบบ 1 ปีได้ หากยังทำงานอยู่กับนายจ้างเดิม โดยต้องแจ้งที่อยู่กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทุก 90 วัน (90-day reporting) ซึ่งต้องมีการแจ้งที่อยู่ในไทยด้วย  6. สิทธินำครอบครัวเข้ามาพำนักในไทย (ในบางกรณี) หากชาวต่างชาติทำงานในไทยโดยถูกต้องตามกฎหมาย และมีรายได้ตามเกณฑ์ สามารถยื่นขอวีซ่าประเภท O ให้กับคู่สมรสและบุตรเพื่อเข้ามาอยู่ในไทยด้วยได้ ซึ่งจะช่วยให้ครอบครัวสามารถพำนักระยะยาวอย่างถูกกฎหมาย 7. สิทธิในการเปิดบัญชีธนาคาร / เช่าที่อยู่อาศัย […]

สำนักงานผู้แทน (Representative Office) จัดตั้งในไทย เทียบข้อดี-ข้อเสียก่อนตัดสินใจ แบบไหนที่เหมาะกับทุกธุรกิจ

Representative Office คืออะไร? มีวัตถุประสงค์หลักอย่างไร Representative Office หรือ สำนักงานผู้แทน เป็นรูปแบบการเข้ามาเปิดตัวในตลาดไทยโดยไม่มีวัตถุประสงค์สร้างรายได้โดยตรง ต่างจากบริษัทลูกหรือสาขาที่แสวงหากำไร สำนักงานผู้แทน เปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คือจะทำหน้าที่เป็น “ตา-หู” ของบริษัทแม่ในประเทศไทย เช่น สำรวจตลาด ประสานงาน และตรวจสอบคุณภาพ แต่ไม่สามารถออกใบแจ้งหนี้ ขายสินค้า หรือทำสัญญาเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งเมื่อต้องการเปลี่ยนเป็นบริษัทจำกัด การยื่นขอ BOI การขอใบอนุญาตดำเนินธุรกิจอื่น ๆ ก็สามารถทำได้ในอนาคตเช่นกัน วัตถุประสงค์หลักของ Representative Office (ตามที่กฎหมายไทยอนุญาต)สำนักงานผู้แทนสามารถดำเนินกิจกรรมได้สูงสุด 5 กิจกรรมเท่านั้น  จัดหาข้อมูลในประเทศไทยเพื่อสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับสินค้าที่บริษัทแม่จำหน่ายแก่ตัวแทนหรือลูกค้า รายงานความเคลื่อนไหวของตลาดและกิจกรรมต่าง ๆ ในประเทศไทยต่อสำนักงานใหญ่ ประสานงานและติดตามการสั่งซื้อจากประเทศไทย ตรวจสอบคุณภาพและปริมาณสินค้าที่สำนักงานใหญ่สั่งซื้อจากไทย ธุรกิจ 5 ประเภทที่สามารถจัดตั้งสำนักงานผู้แทนในไทยได้ 1.บริการตรวจสอบสินค้า ควบคุมคุณภาพ ปริมาณสินค้าที่สำนักงานใหญ่จ้างผลิตในประเทศไทย 2.บริการจัดซื้อ รวมถึงการสรรหาสินค้า และบริการในประเทศไทยให้กับสำนักงานใหญ่ที่ต่างประเทศ 3.บริการให้คำแนะนำสินค้า ผลิตภัณฑ์ของสำนักงานใหญ่ให้กับผู้ใช้สินค้า รวมถึงบริการทั้งหมด 4.การตลาดด้านการประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสารต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของสำนักงานใหญ่ 5.การรายงานธุรกิจ ข้อมูลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยให้ทางสำนักงานใหญ่รับทราบ ข้อกำหนดเบื้องต้นในการจัดตั้ง Representative Office ในไทย ทุนจดทะเบียนหรือทุนจัดตั้งในประเทศไทย ต้องมีอย่างน้อย 2 ล้านบาท ต้องมีหัวหน้าสำนักงานผู้แทนที่เป็นคนต่างชาติ (สามารถขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงานได้) ไม่มีภาษีเงินได้นิติบุคคล เพราะไม่มีรายได้เกิดขึ้น แต่ต้องยื่นงบการเงินประจำปี การยื่นขออนุญาตสำนักงานผู้แทน (Representative Office) บริษัทต่างชาติที่ต้องการจัดตั้งสำนักงานผู้แทนในประเทศไทย ต้องขออนุญาตประกอบธุรกิจ ภายใต้ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ต้องยื่นคำขอต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ต้องรู้ ! ข้อจำกัดที่สำคัญของสำนักงานผู้แทน  จะไม่สามารถทำการขายหรือให้บริการได้ภายในประเทศไทย ห้ามรับเงินใด ๆ หรือออกใบแจ้งหนี้ในนามของสำนักงาน ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ต้องรับการสนับสนุนทางการเงินจากสำนักงานใหญ่ 100% ต้องมีพนักงานในไทยอย่างน้อย 1 คน และมีหัวหน้าสำนักงานชาวต่างชาติที่ได้รับใบอนุญาตทำงานที่ถูกต้องตามกฏหมาย สำนักงานสาขามีข้อดีอะไรบ้าง หากจัดตั้งในประเทศไทย ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ต้องมีหุ้นส่วนคนไทยในการจดทะเบียน ขั้นตอนการจัดตั้งง่ายกว่าบริษัทจำกัด เหมาะสำหรับใช้ “ทดสอบตลาด” เพื่อศึกษาข้อมูล ก่อนขยายการลงทุนในไทย ซึ่งถ้าหากมีความพร้อมและต้องการจดทะเบียนบริษัทจำกัดก็สามารถทำได้ในขั้นตอนถัดไปเช่นกัน หากคุณกำลังต้องการคำปรึกษาเชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญ สามารถติดต่อเรา […]

เรื่องนี้ต้องรู้ ! ต่างชาติจดทะเบียนนิติบุคคล ถือหุ้น 100% ได้หรือไม่ ?

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน ด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบ ทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะ และนโยบายสนับสนุนการลงทุนจากภาครัฐ ทำให้ชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยสนใจเข้ามาลงทุนในไทย แต่ก่อนจะเริ่มธุรกิจอย่างเป็นทางการ หนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้ คือ “การจดทะเบียนนิติบุคคล” บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจประเด็นสำคัญที่ชาวต่างชาติควรรู้ก่อนเริ่มต้นจดทะเบียนนิติบุคคลในประเทศไทย ซึ่งตามกฎหมายไทยกำหนดให้ชาวต่างชาติมีข้อจำกัดในการถือหุ้นบริษัทบางประเภท บทความนี้จึงจะมาแนะนำขั้นตอนและ วิธีจดบริษัท สำหรับชาวต่างชาติ รวมไปถึงข้อควรระวังและคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ  บริการจดทะเบียนนิติบุคคล ต่างชาติต้องการถือหุ้น 100% ได้หรือไม่ ? สามารถทำได้ ในกรณีที่  ได้รับการส่งเสริมจาก BOI หรือ ลงทุนในพื้นที่หรือธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย หรือ ลงทุนในธุรกิจที่ไม่อยู่ในหมวดหมู่ที่มีข้อจำกัด โดยการลงทุนในลักษณะเหล่านี้ ต้องมีการดำเนินการขออนุญาตหรือยื่นคำร้องเพื่อขอสิทธิพิเศษจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ หรือ BOI ซึ่งจะมีข้อกำหนดทางด้านกฏหมายที่ต้องจดทะเบียนบริษัทให้ถูกต้อง โดยมีรายละเอียดที่ซับซ้อน หลายขั้นตอน แนะนำให้ศึกษาโดยละเอียดหรือปรึกษา FDI ผู้เชี่ยวชาญด้านจดจัดตั้งบริษัท เพื่อให้ได้คำตอบที่ตรงจุด รวมถึงการทำงานที่โดนใจ  จดทะเบียนนิติบุคคลของชาวต่างชาติแบ่งได้กี่กรณี  ในการจดทะเบียนบริษัทที่มีชาวต่างชาติถือหุ้น จะคล้ายกับแบบที่คนไทยจดทะเบียนบริษัท แต่จะถูกแบ่งออกเป็น 2 กรณี มีรายละเอียดคือ  1.ชาวต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 49 % บริษัทจะยังคงจัดอยู่ในสถานะเป็นบริษัทในสัญชาติไทย สามารถดำเนินกิจการได้ทุกประเภทตามที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ เพราะอัตราส่วนของการถือหุ้น 49% ของชาวต่างชาติถือว่าน้อยกว่าหุ้นคนไทย  2.ชาวต่างชาติถือหุ้นมากกว่า 50 % จะถือว่าเป็นบริษัทต่างชาติ ซึ่งต้องมีการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งมีข้อจำกัดในบางส่วน คือ ห้ามถือครองที่ดิน และ ห้ามประกอบธุรกิจบางประเภท  หรือห้ามประกอบธุรกิจนอกจากได้รับอนุญาต (ในบัญชี 2 และ 3)  ของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เข้าใจได้ง่ายนิดเดียวกับ  ” พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542  (Foreign Business Act B.E. 2542 (1999) “ หนึ่งในกฎหมายหลักที่ควบคุมการลงทุนของชาวต่างชาติ คือ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า FBA ซึ่งกำหนดประเภทของธุรกิจที่ชาวต่างชาติ ห้าม ประกอบ และธุรกิจที่สามารถทำได้ แต่ต้องขอใบอนุญาตก่อน โดยธุรกิจจะแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก บัญชี 1 : ห้ามชาวต่างชาติทำโดยเด็ดขาด (เช่น กิจการที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมไทย การทำเกษตร ฯลฯ) […]

BCG Economy โมเดลสร้างความสมดุลเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม อัพเดต 2026

แนวคิดเรื่อง “BCG Economy” หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ – เศรษฐกิจหมุนเวียน – เศรษฐกิจสีเขียว ได้กลายมาเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่มุ่งหวังให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ในท่ามกลางกระแส BCG นี้ กลุ่มหนึ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ ก็คือ SMEs หรือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพราะแม้จะเป็นธุรกิจที่มีข้อจำกัดในหลายด้าน แต่กลับมีความยืดหยุ่นสูง และสามารถปรับตัวได้เร็วกว่าบริษัทขนาดใหญ่ หากรู้ทิศทางการเปลี่ยนแปลงอย่างถูกต้อง บทความนี้จะกล่าวถึงแนวคิด โมเดล BCG ที่เปิดโอกาสอะไรให้กับ SMEs ไทยบ้าง และเพราะเหตุใด “ใครปรับตัวก่อน” จึง “ได้เปรียบก่อน” ในสนามการแข่งขันของเศรษฐกิจยุคใหม่ในปี 2025 นี้ มาร่วมกันหาคำตอบได้ในบทความนี้ เข้าใจใน BCG Economy โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สำหรับ BCG Economy หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) คือ โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ที่นำเอาแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้กับ 4 อุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก (S-curves) ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมพลังงานและวัสดุ อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รวมถึงนวัตกรรมจะเข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับผู้ผลิตฐานผลิตเดิม สนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้น 1.เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) : เป็นการนำทรัพยากรชีวภาพมาผลิตให้เกิดการ ”ผลิตคุ้มค่ามากที่สุด”  โดยนำเอาเทคโนโลยีในหลากหลายสาขามาประยุกต์ใช้ให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด เพิ่มมูลค่าให้ได้มากที่สุด 2.เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) : เป็นการใช้ “ ทรัพยากรให้คุ้มค่ามากที่สุด” ในแต่ละกระบวนการผลิตต้องสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำใช้ใหม่อีกครั้งได้ 3.เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) : ระบบเศรษฐกิจสีเขียว สร้างนวัตกรรม การจัดการสภาพสังคมให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด (Zero-Waste) มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหามลพิษ เพื่อลดผลกระทบต่อโลกอย่างยั่งยืน ธุรกิจในไทยได้เปรียบอย่างไร ? ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนและแข่งขัน  อย่างที่ทราบจากแนวทางการจัดการที่ไม่ได้มุ่งเน้นแต่เพียงด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและการรักษาความสมดุลของสภาพแวดล้อมให้ยั่งยืนไปพร้อมกัน ซึ่งข้อได้เปรียบที่เห็นได้ชัดของไทยก็คือ ความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมเป็นทุนเดิม เหมือนที่มีคนเคยเปรยไว้ว่าเมืองไทยคือครัวโลก การพัฒนาด้านชีวภาพให้มีศักยภาพที่สามารถแข่งขันได้ด้วยนวัตกรรม จะช่วยให้เกิดเศรษฐกิจ BCG ที่เติบโต สามารถแข่งขันได้ในระดับโลกได้ด้วยนั่นเอง โอกาสของ  SMEs ในการเติบโตไปพร้อมกับ […]

‘หลักการ ESG ผสาน SDGs’ โอกาสและความท้าทายสู่เป้าหมายความยั่งยืน (Sustainability)

ในยุคที่โลกเผชิญกับวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และปัญหาสังคมเชิงโครงสร้าง หลายองค์กรทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่ไม่เพียงแค่สร้างผลกำไรเท่านั้น แต่ยังต้องควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด “ความยั่งยืน” หรือ Sustainability หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนความยั่งยืนในปัจจุบัน คือการประยุกต์ใช้ หลักการ ESG (Environmental, Social, and Governance) ร่วมกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ SDGs (Sustainable Development Goals) ทั้งสองแนวคิดนี้หากนำมาบูรณาการอย่างเหมาะสม จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้องค์กรและสังคมก้าวสู่อนาคตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน หลักการ ESG ผสาน SDGs  หัวใจสำคัญสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำความเข้าใจ หลักการ ESG คืออะไร ? ESG คือกรอบการประเมินและดำเนินงานขององค์กรที่คำนึงถึง 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.Environmental (สิ่งแวดล้อม) : การบริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการของเสีย การใช้พลังงานหมุนเวียน 2.Social (สังคม) : ความรับผิดชอบต่อพนักงาน ชุมชน และสังคม เช่น สวัสดิการแรงงาน สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมทางเพศ และการพัฒนาชุมชน 3.Governance (ธรรมาภิบาล) : การบริหารองค์กรอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีธรรมาภิบาลที่ดี เช่น โครงสร้างบอร์ดบริษัท การต่อต้านคอร์รัปชัน ความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล หลักการ ESG จึงเป็นทั้งแนวทางการดำเนินงานและเครื่องมือประเมินความยั่งยืนขององค์กร ที่กำลังได้รับความนิยมในระดับสากลและในประเทศไทย โดยเฉพาะในองค์กรธุรกิจที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงาน รวมถึงในแวดวงนักลงทุนและผู้บริโภค ที่ต้องการสนับสนุน ร่วมงานกับองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม การดำเนินงานอย่างมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้  อ่านต่อ : รู้จัก ESG Rating โอกาสในการลงทุนในองค์กร สู่ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและสังคม SDGs : เป้าหมายการพัฒนาเพื่อโลกที่ดีกว่า SDGs คือ กรอบเป้าหมาย 17 ประการ มีเป้าหมายย่อยในแต่ละประการ  ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 169 เป้าหมายย่อย และพัฒนาตัวชี้วัด (Indicators) จำนวน 232 ตัวชี้วัด (จากทั้งหมด 244 ตัวชี้วัดแต่มีตัวที่ซ้ำ […]

ใบอนุญาต FBC และ FBL แตกต่างกันอย่างไร ? การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

เข้าใจ “FBC” และ “FBL” ใบอนุญาตสำคัญที่ชาวต่างชาติต้องการทำงาน ทำธุรกิจในไทยต้องรู้ ! 1.ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือ  Foreign Business License (FBL) คือ ใบอนุญาตที่อนุญาตให้บริษัทต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทยในลักษณะที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งใบนี้เป็นการอนุมัติที่ออกให้แก่บริษัทต่างชาติที่มีการยื่นขออนุญาตและได้รับการอนุมัติจากกระทรวงพาณิชย์ 2.หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือ Foreign Business Certificate (FBC) เป็นหนังสือรับรองที่ออกให้กับบริษัทต่างชาติที่ต้องการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งการขอใบอนุญาตนี้จะมีข้อจำกัดในเรื่องประเภทของธุรกิจที่สามารถทำได้ตามที่กำหนดใน พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยเฉพาะตาม บัญชี 3 ซึ่งเป็นรายการธุรกิจที่คนต่างด้าวไม่สามารถทำได้เอง หรือสามารถทำได้โดยต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาล ทั้ง FBC และ FBL นี้มีความสำคัญและต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ซึ่งต้องเข้าเงื่อนไขตามกฏหมายระบุ โดยสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาได้  ข้อแตกต่างระหว่าง FBL และ FBC !!  FBL : ใช้สำหรับธุรกิจที่ต้องการให้ชาวต่างชาติถือหุ้นมากกว่า 51 % หรือ 100% ในธุรกิจที่กฎหมายระบุไว้ FBC : ใช้สำหรับบริษัทต่างชาติที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนหรือได้รับอนุญาตพิเศษ คลิ๊ก !! ปรึกษาการยื่นขอใบอนุญาต FBL และ FBC รูปแบบธุรกิจใดบ้าง ที่ต้องยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 1.บริษัทที่มีการจดจัดตั้งใหม่ โดยมีผู้ถือหุ้นข้างมากเป็นชาวต่างชาติ 2.สาขาของบริษัทต่างชาติ (Branch Office) 3.บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมในการลงทุน (Board of Investment) เจาะลึก “ Foreign Business Certificate (FBC) ” ขั้นตอนการขอ FBC   บริษัทต้องสมัครเพื่อขอ FBC โดยมักจะต้องยื่นเอกสารและข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า บริษัทต่างชาติจะประกอบธุรกิจในไทยตามประเภทที่อนุญาต การขอ FBC มักเกี่ยวข้องกับการมีผู้ถือหุ้นไทยอย่างน้อย 51% ในกรณีที่กิจการนั้นอยู่ในหมวดหมู่ที่มีข้อจำกัดตามพระราชบัญญัติ  กรณีที่สามารถขอ FBC ได้ เช่น ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI – บริษัทต่างชาติเข้ามาดำเนินธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) – กฎหมายให้ข้อยกเว้นเรื่องสัดส่วนผู้ถือหุ้นและประเภทกิจการ ได้รับอนุญาตจากเขตนิคมอุตสาหกรรม (IEAT) – เช่น บริษัทที่ดำเนินกิจการภายในนิคมอุตสาหกรรมของการนิคมฯ ซึ่งได้รับสิทธิพิเศษตามกฎหมาย […]

เช็กลิสต์! ตัวอย่างเอกสารจดบริษัทที่ต้องมีในการยื่นขอจดทะเบียน

รู้หรือไม่ ? ทำไมการยื่นจดบริษัทแบบมีที่ปรึกษาในการทำถึงดีกว่า เพราะด้วยความเชี่ยวชาญด้านการจัดการ ที่ปรึกษาธุรกิจ ช่วยดูแลเอกสารให้ถูกต้อง ลดโอกาสความผิดพลาดให้น้อยลง รวดเร็ว ประหยัดเวลา ไม่ต้องศึกษาเองทุกขั้นตอน พร้อมให้คำแนะนำด้านรูปแบบบริษัทที่เหมาะกับกิจการ โครงสร้างองค์กร การเตรียมแผนสำรองเพื่อรองรับในด้านต่าง ๆ  ให้คำแนะนำด้านกฎหมาย ภาษี และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ช่วยวางแผนธุรกิจตั้งแต่แรกเริ่มให้เป็นระบบ ช่วยเพิ่มโอกาสเริ่มต้นธุรกิจได้ไวและมั่นใจยิ่งขึ้นนั้นเอง ซึ่งในบทความนี้ จะพาท่านไปทำความรู้จักเอกสารบางส่วนในการยื่นจดทะเบียนบริษัท  เอกสารจดบริษัท ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง ? การจดจัดตั้งบริษัทจำกัด ใช้เอกสารในการจดทะเบียน ดังนี้ 1. คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด (แบบ บอจ.1) หรือ หน้าหนังสือรับรอง คือ เอกสารที่รับรองว่าบริษัทหรือธุรกิจที่ดำเนินกิจการดังกล่าวนี้ ได้ทำการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 2.หนังสือบริคณห์สนธิ (แบบ บอจ.2) คือ เอกสารที่ผู้เริ่มก่อตั้งบริษัทได้ตกลงร่วมกันจัดทำขึ้นตามข้อกำหนดของกฎหมาย เอกสารนี้มีไว้เพื่อแสดงให้ทราบถึงจุดประสงค์และรายละเอียดต่างๆ ในการก่อตั้งบริษัท ว่าจัดตั้งขึ้นมาด้วยเหตุผลใด โดยมีการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับบริษัทที่ก่อตั้ง เช่น ชื่อบริษัท ผู้ก่อตั้ง ที่อยู่ของบริษัท รวมถึงทุนจดทะเบียนบริษัทด้วย ทั้งนี้เพื่อใช้แสดงเจตจำนงของบริษัทต่อรัฐและบุคคลทั่วไป 3.รายการจดทะเบียนจัดตั้ง (แบบ บอจ.3) คือ แบบที่แสดงให้เห็นถึงรายละเอียดทุนของบริษัท รายละเอียดหุ้นทั้งหมดของบริษัท จำนวนเงินที่ได้ใช้แล้วในแต่ละหุ้น จำนวนเงินที่บริษัทได้รับค่าหุ้น หรือชื่อกรรมการผู้ที่ลงลายมือชื่อผูกพันบริษัท 4.แบบคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด และ รายละเอียดวัตถุที่ประสงค์ (แบบ ว.) คือ เอกสารที่กำหนดวัตถุประสงค์ของบริษัท ซึ่งทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะมี แบบ ว. สำเร็จรูปมาให้เราเลือกใช้ 5 แบบ สามารถเลือกใช้ตามวัตถุประสงค์ของเรา หรือ เพิ่มตามวัตถุประสงค์ของบริษัทท่านได้เลย   บริการที่ปรึกษาจดทะเบียนบริษัทและการยื่นขอใบอนุญาตธุรกิจครบวงจร ทำไมต้องเลือกใช้บริการจากเรา  เราให้บริการให้คำปรึกษาด้วยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ ให้คำปรึกษาอย่างตรงจุด ประหยัดเวลาในการหาคำตอบที่คุณสงสัย เราช่วยให้การจดทะเบียนบริษัทจำกัดและขอใบอนุญาตธุรกิจ สำเร็จไปแล้วกว่าหลายพันเคส และการใช้บริการซ้ำรวมถึงบอกต่อจำนวนมาก  บริการครบวงจรในการดำเนินธุรกิจ จดทะเบียนบริษัทเสร็จสิ้นเรามีบริการด้านระบบบัญชีและวางแผนภาษี รวมถึงด้านอื่นๆ ที่ครอบคลุมในทุกธุรกิจ  บริการด้วยความรวดเร็ว ครบถ้วนและถูกต้องแม่นยำ  ราคามีความเหมาะสมกับบริการที่ได้รับ   ช่องทางติดต่อ  Facebook : FDI Group – Business Consulting Line : @fdigroup Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895 […]

ที่ปรึกษาการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (Carbon Footprint for Organization) ก้าวสำคัญสู่ธุรกิจยั่งยืน

เริ่มทำตอนนี้ดีกว่า “การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร”  คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร หมายถึง การประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กรในหน่วยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ช่วยให้องค์กรเข้าใจภาพรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานขององค์กร ที่จะนำไปสู่การบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ  คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร อ่านต่อ … ซึ่งจะพิจารณาจาก 3 ส่วนหลัก แบ่งเป็น SCOPE I : การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางตรง (Direct Emissions) จากกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กรโดยตรง เช่น การเผาไหม้ของเครื่องจักรขณะทำงาน การใช้พาหนะขององค์กรที่เป็นขององค์กรเอง เป็นต้น SCOPE II : การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Energy Indirect Emissions) ได้แก่ การซื้อพลังงานมาใช้ในองค์กร เช่น พลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อน พลังงานไอน้ำ พลังงานอื่น ๆ เป็นต้น SCOPE III : การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อมด้านอื่น ๆ (Other Indirect Emissions)  ได้แก่ การเดินทางมาทำงานของพนักงานด้วยพาหนะที่ไม่ใช่ขององค์กร การเดินทางไปสัมมนา อบรม นอกสถานที่ เป็นต้น โดยการทำความเข้าใจขอบเขตทั้ง 3 ส่วนเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรสามารถระบุโอกาสในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เป็นอย่างดี ตลอดจนช่วยให้สามารถจัดการกับความเสี่ยงและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง ประโยชน์และ “โอกาส” ที่เกิดขึ้นขององค์กรได้รับจากการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน  ที่ให้องค์กรเริ่มปรับตัว เริ่มดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคสมัครใจ  ยังไม่ได้มีกฏหมายภาคบังคับในเรื่องของการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์แบบภาคบังคับ ซึ่งข้อกฏหมายยังอยู่ในร่าง พ.ร.บ. อันจะนำมาสู่การบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้นี้  การทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดเพื่อความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเปิดโอกาสมากมายสำหรับองค์กรในด้านการดำเนินธุรกิจ การสร้างภาพลักษณ์ และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งในทุกองค์กรต่างควรจะคว้าโอกาสนี้ไว้ เพื่อสร้างการยั่งยืนในระยะยาวให้กับธุรกิจ 1.เป็นการส่งเสริมความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์องค์กรจากคู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงผู้บริโภค  การแสดงความมุ่งมั่นต่อการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์สามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรในสายตาของผู้บริโภค นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ องค์กรที่มีความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมมักถูกมองว่าเป็นองค์กรที่ทันสมัยและใส่ใจต่อสังคม ซึ่งช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาด 2.ทำให้ทราบจุดสิ้นเปลือง เน้นการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ช่วยให้องค์กรระบุจุดที่สิ้นเปลืองพลังงานหรือทรัพยากร เช่น การใช้พลังงานไฟฟ้า การจัดการขยะ หรือการขนส่ง การลดการปล่อยคาร์บอนสามารถช่วยลดต้นทุนในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ 3.เพิ่มโอกาสสู่ตลาดใหม่ หรือ ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยั่งยืน  ตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เช่น ตลาดสินค้าสีเขียว (Green Products) และโครงการลดคาร์บอนในระดับนานาชาติ กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การมีข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ชัดเจนช่วยให้สินค้าและบริการขององค์กรสามารถตอบสนองต่อความต้องการในตลาดเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น 4. ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและโครงการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ  […]

ห้างหุ้นส่วนจํากัด คืออะไร แบ่งเป็นกี่ประเภท ? รวมคำถาม-ตอบ ที่พบบ่อย อ่านแล้วเข้าใจทันที !

ในการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะในประเทศไทย การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้กิจการมีความน่าเชื่อถือและได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” (Limited Partnership) เป็นรูปแบบธุรกิจที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดกลางที่มีผู้ร่วมลงทุนมากกว่าหนึ่งคนแต่ยังไม่ถึงขั้นบริษัทจำกัด บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจว่า “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” คืออะไร มีประเภทใดบ้าง และแตกต่างจาก “ห้างหุ้นส่วนสามัญ” อย่างไร? พร้อมแนวทางในการตัดสินใจเลือกจัดตั้งกิจการให้เหมาะสมกับเป้าหมายของผู้ประกอบการ ห้างหุ้นส่วนจํากัด คืออะไร ? ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnership หรือ LP) เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งโดยผู้ร่วมกันประกอบธุรกิจอย่างน้อยสองคนขึ้นไป โดยแบ่งผู้ร่วมลงทุนออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ได้แก่ หุ้นส่วนแบบไม่จำกัดความรับผิด (General Partner) หุ้นส่วนจำแบบจำกัดความรับผิด (Limited Partner) โดยมีจุดเด่นสำคัญ คือ การรับผิดชอบของหุ้นส่วนจำกัดจะไม่เกินจำนวนเงินที่ตนได้ลงทุนไว้ในห้างหุ้นส่วนนั้น ต่างจากหุ้นส่วนสามัญที่ต้องรับผิดชอบไม่จำกัดจำนวนลักษณะของห้างหุ้นส่วนจำกัด ต้องมีผู้ร่วมลงทุนอย่างน้อย 2 คนขึ้นไป มีทั้งหุ้นส่วนที่รับผิดชอบเต็มจำนวน (ไม่จำกัดความรับผิด) และหุ้นส่วนที่รับผิดชอบเฉพาะเงินลงทุน (จำกัดความรับผิด) ต้องจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีชื่อห้างหุ้นส่วนที่เป็นทางการ สามารถเปิดบัญชีธนาคารในนามห้าง และทำสัญญากับหน่วยงานภายนอกได้ ไม่สามารถเสนอขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปได้เหมือนบริษัทมหาชน ประเภทของหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด ในห้างหุ้นส่วนจำกัด ผู้ร่วมลงทุนแบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามความรับผิดชอบ ดังนี้ 1. หุ้นส่วนผู้จัดการ หรือ “หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด” มีหน้าที่บริหารจัดการกิจการของห้าง จัดการงานทั้งหมดและตัดสินใจในกิจการของห้างหุ้นส่วนได้อย่างเต็มที่  ต้องรับผิดชอบต่อหนี้สินของห้างที่เกิดขึ้นทั้งหมดโดยไม่จำกัดจำนวน แม้กระทั่งนำทรัพย์สินส่วนตัวมาชำระหนี้ หากห้างมีภาระหนี้เกินทรัพย์สินซึ่งกฏหมายกำหนดไว้ว่าต้องมีแบบไม่จำกัดความรับผิดชอบอย่างน้อย 1 คน ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ 2. หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด ไม่มีส่วนร่วมในการบริหารกิจการ แต่มีสิทธิ์ในการส่งคำถาม ออกความเห็นหรือเป็นที่ปรึกษาของกิจการได้ แต่ไม่มีสิทธิ์ในการเข้าบริหารจัดการหรือตัดสินใจใด ๆ  รับผิดชอบเฉพาะเงินที่ลงทุนไปในห้างเท่านั้น ไม่ต้องนำทรัพย์สินส่วนตัวมาชดใช้หนี้ ต้องรู้ !! ข้อควรระวัง : หากหุ้นส่วนจำกัดเข้าไปมีบทบาทในการบริหารจัดการกิจการ อาจถูกตีความว่าเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดโดยปริยายได้ การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดจะต้องมีการจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยมีขั้นตอนหลักดังนี้  จองชื่อห้างหุ้นส่วน จัดเตรียมเอกสารการจัดตั้ง เช่น สัญญาหุ้นส่วน, ข้อมูลหุ้นส่วนแต่ละคน, จำนวนทุน, รายละเอียดกิจการ ยื่นคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยต้องระบุให้ชัดเจนว่าผู้ใดเป็นหุ้นส่วนจำกัด ผู้ใดเป็นผู้จัดการ ชำระค่าธรรมเนียม รอรับหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนใช้เวลารวดเร็ว ไม่ซับซ้อน และมีต้นทุนเริ่มต้นที่ไม่สูงมาก ห้างหุ้นส่วนจำกัดเหมาะกับใคร ? ห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับ ผู้ประกอบการที่เริ่มต้นธุรกิจร่วมกัน 2 คนขึ้นไป ผู้ร่วมทุนที่มีคนหนึ่งลงทุนแต่ไม่ต้องการมีส่วนในการบริหาร นักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงส่วนตัว […]

1 6 7 8 9 10 27