見逃せないタイの役立つ情報

Softpower Visa ประเภทวีซ่าใหม่ในไทย อยู่ไทยได้นาน 5 ปี!

วีซ่า DTV ประเภทวีซ่าใหม่ดึงชาวต่างชาติพำนักทำงานและท่องเที่ยวในไทยได้อย่างถูกกฏหมาย หลังจากช่วงการแพร่ระบาดของโควิด 19 เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา ทำให้วิถีชีวิตผู้คนโดยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานประจำได้เกิดการปรับรูปแบบทำงานจาก On-site ปรับรูปแบบมาเป็น  Digital Nomads และ Remote Workers เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังตอบโจทย์ไลพ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบันนี้ โดยวีซ่า  DTV หรือที่เรียกว่า Soft Power Visa เป็นประเภทวีซ่าใหม่ที่ประเทศไทยนำเสนอ เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่ต้องการพำนักระยะยาวในประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการสนับสนุนการทำงานทางไกล (Workcation) และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Soft Power ของไทย เช่น การฝึกมวยไทย การเรียนทำอาหารไทย หรือการรักษาพยาบาล เพื่อดึงชาวต่างชาติที่สนใจ หลงไหลในวัฒนธรรมไทย เข้ามาพำนักในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวได้ วีซ่า DTV หรือ Destination Thailand Visa คืออะไร สำหรับ Visa DTV : Destination Thailand Visa  หรือที่เราเรียกกันว่า Soft Power Visa ที่พิจารณาออกให้สำหรับชาวต่างชาติที่ทำงานแบบระยะไกล (Remote Work) วีซ่านี้ออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ที่สามารถทำงานผ่านอินเทอร์เน็ตจากที่ใดก็ได้ในโลก เพียงหลงไหลในความเป็นไทย ต้องการมาใช้ชีวิตในประเทศไทย วีซา DTV จะช่วยให้ชาวต่างชาติสามารถพำนักอยู่ในประเทศไทยได้ในระยะเวลาที่ยาวนานแบบถูกกฏหมายได้ ต้องรู้ข้อกำหนดอะไรบ้าง สำหรับผู้ถือวีซ่า DTV  1.ต้องต่ออายุวีซ่า : หากผู้ถือวีซ่าต้องการพำนักในประเทศไทยต่อ เกินกว่าระยะเวลาที่กำหนด สามารถยื่นขอต่ออายุวีซ่า DTV ได้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในประเทศไทย 2.ต้องรายงานตัวทุก 90 วัน : ชาวต่างชาติต้องรายงานตัวทุก 90 วัน ต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในทุก 90 วัน โดยต้องแจ้งสถานที่พำนักในประเทศไทย 3.การขอใบอนุญาตกลับเข้าประเทศ (Re-entry Permit) : หากผู้ถือวีซ่า DTV มีแผนที่จะเดินทางออกนอกประเทศไทยชั่วคราว ควรจะยื่นขอใบอนุญาตกลับเข้าประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้วีซ่าถูกยกเลิกเมื่อกลับเข้ามาอีกครั้ง ข้อกำหนดและเงื่อนไขของวีซ่า DVT ผู้ถือวีซ่า DTV สามารถทำงานทางไกลจากประเทศไทยได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งแตกต่างจากวีซ่าท่องเที่ยวทั่วไปที่ไม่อนุญาตให้ทำงาน วีซ่านี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้ชีวิตในประเทศไทยในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมไทย การสมัครวีซ่า DTV ควรเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและตรวจสอบข้อกำหนดจากสถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในประเทศของตน เอกสารที่จำเป็นสำหรับการยื่นขอวีซ่าและขั้นตอน คุณสมบัติและเอกสารที่จำเป็นสำหรับการสมัครวีซ่า […]

LTR visa หรือ Long – Term Resident วีซ่าที่ช่วยส่งเสริมการลงทุนและผลักดันทางเศรษฐกิจในไทย

LTR visa คืออะไร ? ชาวต่างชาติที่สามารถวีซ่า LTR ได้นั้นต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ประเทศไทยมีวีซ่าประเภท Long – Term Resident หรือ LTR ที่มอบสิทธิประโยชน์ครอบคลุมทั้งด้านภาษี และด้านอื่น ๆ เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงในการเข้ามาลงทุน และการพำนักในระยะยาว เพื่อส่งเสริมให้ไทยเติบโตเพิ่มขึ้นจากการเข้ามาพำนักของกลุ่มชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง ทั้งการดึงดูดผู้พำนักต่างชาติกลุ่มใหม่ เทคโนโลยีใหม่ ผู้มีทักษะสูงและมีความเชี่ยวชาญพิเศษ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการกระตุ้นการใช้จ่าย การลงทุน เป็นต้น  LTR visa จึงมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจในภาคเอกชนได้โดยการลดกระบวนการ และทำให้การอนุญาตทำงานของคนต่างชาติทำได้โดยง่ายมากขึ้น โครงการวีซ่าพำนักระยะยาว (Long-Term Resident Visa) มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายหลักคือใคร เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงจากทั่วโลกให้เข้ามาพำนักและ/หรือทำงานในประเทศไทย โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (Wealthy Global Citizens)  ชาวต่างชาติที่ถือครองทรัพย์สินมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ 2.กลุ่มผู้เกษียณอายุที่มีรายได้สูง (Wealthy Pensioners)  เป็นกลุ่มผู้เกษียณต่างชาติที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปที่รับเงินบำนาญหรือมีรายได้ที่มั่นคง 3.กลุ่มผู้ต้องการทำงานจากประเทศไทย (Work-from-Thailand Professionals) เป็นกลุ่มที่ทำงานจากประเทศไทยให้กับบริษัทในต่างประเทศที่ผลประกอบการเป็นที่ยอมรับ 4.กลุ่มผู้มีทักษะเฉพาะทาง (Highly-Skilled Professionals) ผู้ที่มีทักษะสูงหรือมีความเชี่ยวชาญพิเศษที่ปฏิบัติงานให้กับบริษัท หรือสถาบันอุดมศึกษา สถาบันวิจัย รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐในไทย ทั้งนี้นั้นจะต้องเป็นการทำงานในกิจการที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย  5.คู่สมรสและบุตร ของผู้ถือวีซ่าพำนักระยะยาว คู่สมรสและบุตรอายุไม่เกิน 20 ปี ของผู้ถือ LTR visa (สามารถมีผู้ติดตามได้สูงสุด 4 คน ) สิทธิประโยชน์ของผู้ถือวีซ่าพำนักระยะยาว LTR visa น่าสนใจอย่างไรบ้าง เป็นวีซ่าที่มอบสิทธิประโยชน์หลากหลาย ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบประเทศไทย สามารถอยู่ได้ยาวนาน และลดความยุ่งยากในเรื่องต่าง ๆ เช่น การยกเลิกหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจ้างงานพนักงา่นคนไทย 4 คน ต่อคนต่างชาติ 1 คน , สิทธิ์ในการใช้ช่องทางพิเศษ (Fast Track) ในการเข้าออกราชอาณาจักรไทย ณ ท่าอากาศยานระหว่างประเทศ และสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็น  การลดหย่อนภาษีเงินได้ส่วนบุคคล  พำนักอยู่ในประเทศไทยได้เป็นระยะเวลา 10 ปี (5 ปีแรก ต่ออายุได้อีก 5 ปี) ช่องทางพิเศษ […]

ข้อดีของห้างหุ้นส่วน และข้อเสีย ที่คนทำธุรกิจต้องรู้เรื่องนี้ ! ก่อนเลือกจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน

หนึ่งในรูปแบบของกิจการที่ยังคงได้รับความนิยมในผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง ก็คือ “ห้างหุ้นส่วน” ซึ่งแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก คือ ห้างหุ้นส่วนสามัญ และ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยเฉพาะห้างหุ้นส่วนจำกัด ที่มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นธุรกิจร่วมกับหุ้นส่วนที่ไว้ใจกัน และต้องการโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อนเกินไป โดยในบทความนี้เราจะวิเคราะห์โดยเน้นไปที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยจะมีเนื้อหาที่น่าสนใจอย่างไรนั้น ติดตามได้ในบทความนี้  แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการจัดตั้งบริษัทจำกัดกันมากขึ้น แต่ห้างหุ้นส่วนก็ยังคงมีข้อดีหลายประการที่เหมาะสมกับผู้ประกอบการบางกลุ่ม และอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในบริบทที่แตกต่างกันไป  ปรึกษาการจดจัดตั้งบริษัท ปรึกษา FDI ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง ! การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด หมายถึง นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นโดยบุคคล 2 คนขึ้นไป ร่วมลงทุนเพื่อประกอบธุรกิจ โดยมีทุนจดทะเบียน แยกออกจากเงินทุนส่วนตัว หุ้นส่วนแต่ละคนจะรับผิดชอบต่อหนี้สินของห้างหุ้นส่วนจำกัด ในสัดส่วนตามจำนวนเงินทุนที่ระบุเอาไว้  ห้างหุ้นส่วนจำกัด แบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ ตามความรับผิดชอบของหุ้นส่วนผู้ร่วมลงทุน ได้แก่ หุ้นส่วนแบบจำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนแบบไม่จำกัดความรับผิด โดยแต่ละแบบจะแตกต่างกันดังนี้  1.หุ้นส่วนจำกัดแบบจำกัดความรับผิด  สำหรับผู้ร่วมทุนจะมีความรับผิดชอบในหนี้สินของธุรกิจเฉพาะในส่วนของจำนวนเงินที่ร่วมลงทุนเท่านั้น ผู้ร่วมทุนแบบจำกัดความรับผิด ไม่จำเป็นต้องร่วมรับผิดชอบหนี้สินที่เกิดขึ้นมากไปกว่าจำนวนเงินที่ได้ลงทุนไป สามารถคำนวณและจำกัดความเสี่ยงได้ การมีหุ้นส่วนจำกัดแบบนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ร่วมทุนในการลงทุนในธุรกิจด้วยเช่นกัน  ตัวอย่างสถานการณ์ สมมติว่า นาย ก และ นาย ข ร่วมกันเปิดร้านกาแฟ นาย ก เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด เป็นผู้บริหารกิจการ ลงทุน 500,000 บาท นาย ข เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด ลงทุน 300,000 บาท ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารต่อมาร้านกาแฟมีหนี้รวม 1,000,000 บาท นาย ข ต้องรับผิดชอบไม่เกิน 300,000 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นเงินลงทุนที่เขาใส่ไว้ ส่วนที่เหลือ นาย ก ต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด แม้อาจต้องใช้ทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อชำระหนี้หากกิจการไม่มีสินทรัพย์เพียงพอ 2.หุ้นส่วนแบบไม่จำกัดความรับผิด  หุ้นส่วนแบบไม่จำกัดความรับผิดเป็นรูปแบบของกิจการที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากหุ้นส่วนแต่ละคนต้องรับผิดชอบต่อหนี้สินของกิจการทั้งหมดแบบไม่จำกัด แม้เกินจากเงินลงทุน เป็นรูปแบบที่เหมาะกับกลุ่มบุคคลที่มีความเชื่อใจกันสูง มีความโปร่งใสในการบริหาร และมุ่งมั่นทำธุรกิจร่วมกัน แต่สำหรับผู้ที่ต้องการจำกัดความเสี่ยงส่วนตัว ควรพิจารณารูปแบบอื่น เช่น บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งมีข้อจำกัดความรับผิดชัดเจนและปลอดภัยกว่าในแง่กฎหมาย ตัวอย่างสถานการณ์ สมมติว่า นาย ก และ นาย ข ร่วมกันเปิดร้านอาหารในรูปแบบหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด โดยลงทุนคนละ 500,000 บาท รวมเป็นทุน 1,000,000 บาท แต่ต่อมาร้านอาหารมีหนี้สินจากการซื้อวัตถุดิบและค่าเช่าร้านรวมกว่า […]

Foreign Business License หรือใบอนุญาต FBL ต้องทำอย่างไรให้ง่าย ต่างชาติถือหุ้น 100% ได้หรือไม่ ?

Foreign Business License (FBL) หรือ การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ  คืออะไร ? สำหรับ FBL ก็คือ คือใบอนุญาตที่อนุญาตให้บริษัทต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทยในลักษณะที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งใบนี้เป็นการอนุมัติที่ออกให้แก่บริษัทต่างชาติที่มีการยื่นขออนุญาตและได้รับการอนุมัติจากกระทรวงพาณิชย์  โดยจะมีข้อจำกัดบางประการ ในการประกอบธุรกิจบางประเภทที่อนุญาตให้เฉพาะคนไทยเท่านั้น และห้ามต่างชาติประกอบธุรกิจ ประเภทของธุรกิจที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติฯ  ธุรกิจบางประเภทจะสงวนให้ไว้เฉพาะคนไทย ตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการขอรับในอนุญาตของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542  บัญชีที่ 1 เป็นธุรกิจที่ห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจด้วยเหตุผลพิเศษ บัญชีที่ 2 ธุรกิจที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศหรือมีผลกระทบต่อศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณีหัตกรรมกรรมพื้นบ้านหรือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคนต่างด้าวจะ ประกอบธุรกิจได้ เมื่อได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี   บัญชีที่ 3 ธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนคนต่างด้าว คนต่างด้าวจะประกอบธุรกิจได้เมื่อได้รับอนุญาตจากอธิบดีโดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว คำจำกัดความของคนต่างด้าว ตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ห้ามคนต่างด้าวประกอบธุรกิจบางประเภท และบางประเภทจะประกอบธุรกิจได้ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาตหรือได้รับหนังสือรับรองแล้วแต่กรณี  คำจัดความของคนต่างด้าว ตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว  บุคคลที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทย นิติบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย  นิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย ที่มีทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งเป็นของบุคคลหรือนิติบุคคลตาม (1) หรือ (2) นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่มีทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งของ (1)(2) หรือ (3)   โดยสามารถอ่านรายละเอียดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เพิ่มเติมได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  ซึ่งถ้าหากเป็นต่างชาติมาทำธุรกิจ อาชีพสงวนคนไทย จะมีความผิดตามกฏหมายไทย ดังนั้นควรศึกษารายละเอียดข้อมูลหรือ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านขอใบอนุญาตในการลงทุนประกอบธุรกิจในไทยอย่าง FDI Group เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น   ต่างชาติถือหุ้น 100 % ได้หรือไม่ ต้องทำอย่างไรบ้าง ? ต่างชาติสามารถถือหุ้น 100% ได้ แต่มีข้อกำหนดทางกฏหมายที่ต้องจดทะเบียน ยื่นขอใบอนุญาตให้ถูกต้องก่อน ในกรณีที่ต่างชาติต้องการจดทะเบียนนิติบุคคลในไทย โดยถือหุ้น 100 % สามารถทำได้อย่างถูกกฏหมายโดย 1.การยื่นขอ Foreign Business License (FBL) หรือ การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ  2.การยื่นขอการส่งเสริมการลงทุน (BOI : The Board of Investment of Thailand) เพื่อขอยื่นหนังสือรับรองประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติได้ 3.ตามกฏหมายมาตรา 11 ข้อตกลงที่ไทยเป็นภาคี หรือพันธกรณี หรือนักธุรกิจต่างชาติที่อยู่ภายใต้สนธิสัญญาต่าง ๆ ก็สามารถยื่นขอหนังสือรับรองในการประกอบธุรกิจสำหรับชาวต่างชาติได้เช่นกัน  ตัวอย่างใบอนุญาต  ปรึกษาเรา ผู้เชี่ยวชาญในการจดจดจัดตั้งบริษัทสำหรับต่างชาติในไทย คลิ๊ก […]

ใหม่ล่าสุด 2026 ! อัพเดตการเข้าเมืองสำหรับชาวต่างชาติ บัตรการเข้าประเทศดิจิทัลของประเทศไทย (TDAC) แทนแบบฟอร์มการเข้าเมือง TM6

TDAC คืออะไร ? ทำไมต้องส่งข้อมูลบัตรก่อนเข้าประเทศไทย 3 วัน !  วันนี้ FDI ชวนทุกท่านทำความรู้จักกับ TDAC ซึ่งเป็นบัตรการเข้าประเทศดิจิทัลแบบใหม่ที่จำเป็นต้องรู้ก่อนเดินทางเข้าสู่ราชอาณาจักรไทย โดยบทความนี้จะชวนไขข้อสงสัยว่าคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร ที่สำคัญขั้นตอนการกรอกข้อมูลนั้นจะต้องกรอกรายละเอียดแบบไหนให้ถูกต้อง ติตตามได้ในบทความนี้ สำหรับ TDAC ย่อมาจาก Thailand Digital Arrival Card หรือ บัตรเข้าประเทศดิจิทัลของประเทศไทย ซึ่งได้ให้ชาวต่างชาติที่จะเดินทางมาประเทศไทยกรอกข้อมูลเอกสารการเดินทาง ก่อนเดินทางเข้าสู่ราชอาณาจักรไทย ชาวต่างชาติควรส่งข้อมูลบัตรเข้าประเทศภายใน 3 วันก่อนถึงประเทศไทย รวมถึงวันที่เข้าประเทศ ซึ่งเริ่มบังคับใช้เมื่อ 1 พฤษภาคม 2568 ทีผ่านมา  ซึ่ง TDAC จะช่วยให้ขั้นตอนการเข้าประเทศไทยนั้นสะดวกมากขึ้น บัตรการเข้าประเทศดิจิทัลของประเทศไทย (TDAC) จะเป็นแบบฟอร์มออนไลน์ที่ได้แทนที่บัตรแบบเดิมในการเข้าประเทศ TM6 แบบกระดาษ ซึ่งจะช่วยให้ความสะดวกสบายสำหรับชาวต่างชาติทุกคนที่เดินทางเข้าสู่ราชอาณาจักรไทยไม่ว่าจะทางอากาศ, ทางบก, หรือทางทะเล  TDAC จะใช้เพื่อส่งข้อมูลการเข้าประเทศและรายละเอียดการประกาศสุขภาพก่อนมาถึงไทย ตามที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย ซึ่งต้องส่งข้อมูลบัตรเข้าประเทศภายใน 3 วันก่อนถึงประเทศไทย รวมถึงวันที่เข้าประเทศ ซึ่งจะทำให้มีเวลาเพียงพอในการดำเนินการและตรวจสอบข้อมูลที่ให้ไว้ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนั่นเอง ใครบ้างที่ต้องส่ง TDAC ชาวต่างชาติทุกคนที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย จะต้องส่ง Thailand Digital Arrival Card (TDAC) ก่อนการเดินทาง โดยมีข้อยกเว้นดังต่อไปนี้ ชาวต่างชาติที่ผ่านหรือต่อเครื่องในประเทศไทยโดยไม่ต้องผ่านการควบคุมคนเข้าเมือง ชาวต่างชาติที่เข้าประเทศไทยโดยใช้บัตรผ่านแดน จะสามารถยื่นข้อมูลบัตรได้อย่างไร ชาวต่างชาติสามารถเข้าถึงเว็บไซต์สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่ http://tdac.immigration.go.th  โดยที่ระบบจะมีตัวเลือกให้ส่งข้อมูลจำนวน 2 แบบ ได้แก่ การส่งแบบบุคคล – สำหรับนักเดินทางเดี่ยว การส่งกลุ่ม – สำหรับครอบครัวหรือกลุ่มที่เดินทางด้วยกัน ซึ่งชาวต่างชาติสามารถอัพเดทข้อมูลก่อนการเดินทางในการเปลี่ยนแปลงได้ตามต้องการ ขั้นตอนการยื่นข้อมูล TDAC ประโยชน์ของระบบ TDAC การเปลี่ยนมาใช้ระบบ TDAC มีข้อดีหลายประการเมื่อเปรียบเทียบกับแบบฟอร์ม TM6 แบบเดิม เช่น การตรวจคนเข้าเมืองที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ลดขั้นตอน ลดเอกสารและการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้สะดวกในการจัดการมากขึ้น มีความแม่นยำ และความปลอดภัยของข้อมูลที่เพิ่มขึ้น ติดตามข้อมูลผู้เดินทางในด้านวัตถุประสงค์ด้านสาธารณสุข เป็นการบูรณาการเพื่อส่งเสริมให้ผู้เดินทางเข้าสู่ราชอาณาจักรไทยมีความราบรื่นและสัมผัสประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้น เป็นการสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืนในการลดการใช้ทรัพยากร โดยสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและข้อมูลที่สำคัญได้ที่ : บัตรการเข้าประเทศดิจิทัลของประเทศไทย (TDAC) ต้องการปรึกษาด้านการขอวีซ่า ใบอนุญาตทำงาน การลงทุนในประเทศไทย    FDI ยินดีให้คำปรึกษาและให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์เฉพาะด้าน  […]

วิธีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ใบ ภ.พ. 20 ต้องทำอย่างไร ?

 ใบ ภ.พ. 20 คืออะไร สำคัญอย่างไรสำหรับคนทำธุรกิจ   การจดทะเบียนภ.พ. 20 คือ กระบวนการที่ผู้ประกอบการธุรกิจยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับ กรมสรรพากร เพื่อให้ธุรกิจของตนได้รับการยอมรับตามกฎหมายในการจัดเก็บและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม  เหมาะสำหรับธุรกิจและกิจการที่มีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี  ใบ ภ.พ. 20 คืออะไร  ใบ ภ.พ. 20 เป็นใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นเอกสารหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าบริษัทนั้นได้จด Vat หรือเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว นั่นหมายความว่าผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องมีหน้าที่เพิ่มเติมดังนี้ ยอดขายทุกๆรายการที่เกิดขึ้นจะต้องคิด Vat 7% และนำส่งภาษีขายให้แก่กรมสรรพากร ภาษีซื้อที่เกิดจากยอดซื้อต่างๆ บริษัทต้องเก็บใบกำกับภาษีเอาไว้ เพื่อเป็นหลักฐานในการเครดิตภาษี (คือการนำภาษีซื้อมาหักออกจากภาษีขาย) จะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มโดยใช้แบบ ภพ.30 เป็นประจำทุกเดือน ตัวอย่าง บริษัท AAA จำกัด มียอดขายทั้งเดือนที่ 10,000 บาท มีภาษีขาย 7% คือ 700 บาท และบริษัทมียอดซื้อทั้งเดือนที่ 8000 บาท มีภาษีซื้อที่ 7% ที่ 560 บาท ดังนั้นยอดที่ทางบริษัทต้องนำส่ง ภพ 30 ให้แก่กรมสรรพากรคือ 700 – 560 = 140 บาท นั่นเอง แต่หากภาษีขาย น้อยกว่า ภาษีซื้อ ยอดที่ติดลบสามารถนำมาเป็นเครดิตภาษีใช้ในเดือนถัดไปได้ ข้อมูลที่มีใน ใบ ภ.พ. 20 มีรายละเอียดที่สำคัญอะไรบ้าง  คำว่า ภพ 20 ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร  ชื่อผู้ประกอบการ ชื่อสถานประกอบการ เลือกแสดงว่าเป็นสำนักงานใหญ่ หรือสาขา ที่อยู่ของบริษัท เบอร์ติดต่อของบริษัท วันที่ให้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ชื่อและตำแหน่งเจ้าหน้าที่สรรพากรของผู้ออกทะเบียนนี้ เพิ่มเติม : ตัวอย่าง ใบ ภ.พ. 30  FDI ให้บริการขอใบอนุญาตนี้เช่นเดียวกัน วิธีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม  การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในประเทศไทยเป็นกระบวนการที่ผู้ประกอบการธุรกิจต้องดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายภาษีอากร และเพื่อความสะดวกในการจัดเก็บและนำส่งภาษี หากคุณต้องการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถปรึกษา FDI เพื่อรับคำปรึกษาและช่วยดำเนินการได้ด้วยความสะดวกครบครัน พร้อมค่าบริการที่เหมาะสม […]

การประเมิน CFP หรือ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ ต้อง “ รายงานอย่างไร ทำอย่างไร” ให้ตอบโจทย์ธุรกิจ

https://youtu.be/JVEvBIDn3qk?si=m2uubWcE2Gzdthax CFP ย่อมาจาก Carbon Footprint for Product หรือ การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ ธุรกิจจำเป็นที่ต้องทำหรือเป็นเพียงกระแส ? แนวคิดเรื่องความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ได้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญระดับโลก หนึ่งในกระบวนการที่กำลังได้รับความสนใจและถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ในภาคธุรกิจอย่างแพร่หลาย คือ “การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์” หรือ Carbon Footprint for Products (CFP) แต่คำถามที่หลายคนมีการตั้งคำถามขึ้นคือ การประเมินนี้เป็นเรื่องจำเป็นที่ธุรกิจควรดำเนินการจริงจัง หรือเป็นเพียงแค่กระแสชั่วคราวที่เกิดจากแรงกดดันทางสังคมและการตลาดเท่านั้น ? ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน โดย FDI Group ให้ความเห็นว่า “ ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ภาวะโลกเดือดรุนแรงขึ้น เป็นผลกระทบมาจากการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์และจากธรรมชาติ เชื่อว่าทุกท่านคงสัมผัสได้ด้วยตัวท่านเองทั้งสภาพภูมิอากาศที่ย่ำแย่ หรือเปลี่ยนแปลงไป หรือแม้แต่ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตอย่างเห็นได้ชัด เลยเป็นอีกสิ่งที่ชวนให้คิด ว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่คุณต้องหันกลับมาดูแลโลกใบนี้ ?   ธุรกิจจำนวนมาก เริ่มให้ความสำคัญกับการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ที่ไม่ได้มีเพียงแค่ประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับแนวโน้มของตลาดโลกที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งการสนับสนุนธุรกิจ ผลิตภัณฑ์สินค้าที่ส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อม ที่มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงประเด็นที่น่าจับตาถึงการตั้งข้อกำหนดด้านความยั่งยืนจากประเทศคู่ค้า หรือการบังคับใช้มาตรการทางภาษีและกฎระเบียบใหม่ เช่น กลไกการปรับคาร์บอนตามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) ซึ่งกำหนดให้สินค้านำเข้าจากประเทศนอก EU ต้องแสดงค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างชัดเจน หากไม่สามารถแสดงได้หรือค่าคาร์บอนสูงเกินมาตรฐาน อาจถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น หรือไม่สามารถเข้าสู่ตลาดยุโรปได้เลย สำหรับในประเทศไทยก็เตรียมสู่การบังคับใช้ พ.ร.บ.โลกร้อน ที่คาดว่าจะบังคับใช้ในเร็วๆ นี้ หรือที่เห็นได้ชัดเจนถึงแนวทางนโยบายด้านการส่งเสริมลดการปล่อยคาร์บอนอย่าง การเก็บภาษีคาร์บอนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งจากประเด็นด้านต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นคงได้เห็นถึงทิศทางและโอกาสที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้สำหรับธุรกิจในอุตสาหกรรมต่าง ๆ สำหรับการปรับตัว ปรับรูปแบบการดำเนินงานในองค์กร เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้ในการแข่งขันที่ทิศทางธุรกิจได้เปลี่ยนแปลงไปจากนี้  Carbon Footprint for Product หรือ การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ คืออะไร อ่านต่อในบทความนี้ คลิก !  จริงหรือไม่ ? เริ่มประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ก่อนได้เปรียบมากกว่า ! ต้องบอกว่าจริง “ลองมองมุมกลับว่าถ้าหากเราเริ่มก่อนในตอนนี้ ถ้าวันที่ภาครัฐประกาศบังคับใช้หรือให้ทำ ธุรกิจเราจะไปไกลมากขนาดไหนแล้ว ถ้าหากคนอื่นพึ่งเริ่ม” เพียงเท่านี้ก็น่าจะสามารถตอบข้อสงสัยได้ว่าควรทำเลยหรือไม่ สำหรับองค์กรต่าง ๆ และ ผู้ประกอบการที่มีความพร้อม และถ้าหากวิเคราะห์กันในมุมของความได้เปรียบทางการแข่งขัน การมีข้อมูล CFP อย่างโปร่งใส สามารถกลายเป็นจุดแข็งในโอกาสของการสื่อสารแบรนด์ และสร้างความเชื่อมั่นต่อคู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ ที่สำคัญคือผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่อยู่ในตลาดระดับพรีเมียมหรือเป็นสินค้าที่อิงกับภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืน เช่น ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของมนุษย์ , เครื่องสำอางจากธรรมชาติ […]

จดทะเบียนบริษัทต่างชาติในไทยต้องทำอย่างไร ? FDI บริการครบจบในที่เดียว!

จดทะเบียนบริษัทต่างชาติทำธุรกิจในไทย ต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง การดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ต้องส่งผลดีต่อประเทศไทยและคนไทย ทั้งในการลงทุน การจ้างงาน การนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ รวมถึงด้านอื่นๆ ในเริ่มต้นการประกอบธุรกิจในประเทศไทย ต้องเป็นธุรกิจที่ถูกกฏหมาย และเป็นไปตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ที่ห้ามคนต่างด้าวประกอบธุรกิจบางประเภท และบางประเภทจะประกอบธุรกิจได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตหรือได้รับหนังสือรับรองแล้วแต่กรณี  ลำดับถัดมาหากมีการลงทุนโดยนักลงทุนต่างชาติ ต้องพิจารณาว่าเป็นการลงทุนแบบใด ถือหุ้นไม่เกิน 49% หรือเกิน 50 % ขึ้นไป เพราะหากเป็นกรณีต่างชาติถือหุ้นมากกว่า 50% ขึ้นไปหรือข้างมาก จะมีการดำเนินขอเอกสาร ขั้นตอนการจดทะเบียนมากขึ้น แต่ขั้นตอนเหล่านั้น รวมถึงดำเนินเอกสารจะเป็นเรื่องง่าย หากคุณปรึกษาเรา ให้ FDI ช่วยดำเนินการให้ !   รูปแบบการจดทะเบียนบริษัทโดยมีผู้ถือหุ้นต่างชาติ และคนไทยถือหุ้นร่วมกัน ต้องรู้ !! การจดทะเบียนบริษัทต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 2 คนขึ้นไป  อ่านต่อการยื่นขอ FBL , BOI ที่คุณต้องรู้ สำหรับการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท  โดยมีผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติจะมี 2 กรณีด้วยกันคือ  1.กรณีถือหุ้นไม่เกิน 49% กรณีนี้จะถือว่าเป็นบริษัทสัญชาติไทย สามารถดำเนินกิจการได้ในทุกประเภท และต้องหาหุ้นส่วนคนไทยเพื่อถือหุ้นข้างมากด้วย กรณีนี้สามารถดำเนินการได้มีขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อน เพราะอัตราส่วนในการถือหุ้นน้อยกว่าคนไทยนั่นเอง 2.กรณีถือหุ้นเกิน 50% กรณีนี้บริษัทจะถือว่าเป็นบริษัทต่างชาติ เพราะต่างชาติถือหุ้นข้างมาก ซึ่งต้องมีการขอใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว (FBL)  หรือ BOI รวมถึงข้อกำหนด ข้อจำกัดทางกฏหมายที่ห้ามคนต่างด้าวประกอบธุรกิจบางประเภท หรือห้ามประกอบธุรกิจนอกจากได้รับอนุญาต ในบัญชี 2 และ 3 ของ พ.ร.บ. แต่หากได้รับ BOI จะมีสิทธิประโยชน์บางอย่างเพิ่มเติม ต่างชาติ หากจะถือหุ้น 100 % ทำได้หรือไม่ ? คนต่างชาติไม่สามารถถือหุ้น 100% ในบริษัทไทยได้ หากธุรกิจนั้น ๆ อยู่ในประเภทที่มีข้อจำกัดตาม พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (FBA)  แต่สามารถถือหุ้น 100% ได้ในกรณีที่  ได้รับการส่งเสริมจาก BOI หรือ ลงทุนในพื้นที่หรือธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย หรือ ลงทุนในธุรกิจที่ไม่อยู่ในหมวดหมู่ที่มีข้อจำกัด โดยการลงทุนในลักษณะเหล่านี้ ต้องมีการดำเนินการขออนุญาตหรือยื่นคำร้องเพื่อขอสิทธิพิเศษจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ หรือ BOI ซึ่งการดำเนินงานและเอกสารการยื่นสามารถปรึกษาเราให้คำปรึกษาเชิงลึกด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ได้โดยตรง  จดทะเบียนบริษัทจำกัดสำหรับชาวต่างชาติ ต้องรู้จักกับ […]

ทุนจดทะเบียนบริษัทมีความสำคัญ การวางกลยุทธ์และขั้นตอนที่ควรรู้มีอะไรบ้าง !!

ทุนจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยนั้น เป็นส่วนสำคัญในการเริ่มต้นธุรกิจ เนื่องจากเป็นการแสดงถึงความสามารถทางการเงินของบริษัทและช่วยให้ธุรกิจมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น การกำหนดทุนจดทะเบียนมีข้อกำหนดที่ชัดเจนตามประเภทของบริษัท และมีการควบคุมที่เข้มงวดเพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างมีความสมดุลทางการเงิน ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับจำนวนทุนจดทะเบียนและพิจารณาให้รอบคอบตามลักษณะของกิจการที่ต้องการดำเนินการ ในบทความนี้ FDI จะพาทำความเข้าความเข้าใจมากขึ้นในเรื่องของทุนจดทะเบียน การเพิ่มทุนจดทะเบียน หรือข้อมูลสำคัญในการจดทะเบียนบริษัทด้านอื่น ๆ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด  ทุนจดทะเบียนมีความสำคัญต่อธุรกิจอย่างไรบ้าง  สำหรับทุนจดทะเบียน เป็นจำนวนเงินทุนที่ผู้ถือหุ้น ตกลงกันว่าจะนำมาใช้ในการเริ่มต้นธุรกิจ โดยแสดงเป็นจำนวนเงินที่ระบุไว้ในหนังสือบริคณฑ์สนธิ และหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท ซึ่งจะปรากฏต่อสาธารณชน โดยจะต้องแจ้งจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เงินทุนจำนวนนี้ บริษัทสามารถนำไปใช้ในการดำเนินงาน ลงทุน ขยายกิจการ หรือชำระหนี้สินได้ แสดงถึงความมั่นคงทางการเงินและความสามารถของการขยายกิจการ ทุนจดทะเบียนที่สูงช่วยแสดงถึงความสามารถในการดำเนินธุรกิจและการชำระหนี้ ซึ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทในสายตาของลูกค้าและผู้ลงทุน รวมถึงช่วยให้บริษัทมีเงินทุนเพียงพอในการซื้อสินทรัพย์และลงทุนในการขยายธุรกิจ กำหนดขอบเขตความรับผิดชอบของผู้ถือหุ้นในกรณีที่บริษัทมีหนี้สิน ผู้ถือหุ้นจะรับผิดชอบชดใช้หนี้สิน แต่ไม่เกินจำนวนเงินที่ตนได้ลงทุนในบริษัท ใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อจากธนาคาร และเป็นพื้นฐานในการขอสินเชื่อ บริษัทที่มีทุนจดทะเบียนสูงสามารถเพิ่มโอกาส ในการขอสินเชื่อจากธนาคารหรือสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น  เนื่องจากธนาคารมักพิจารณาทุนจดทะเบียน ประกอบกับปัจจัยอื่น ๆ ในการพิจารณาสินเชื่อ  แสดงการจัดการที่เป็นระบบ การมีทุนจดทะเบียนที่ชัดเจนช่วยให้ธุรกิจมีโครงสร้างการเงินที่ดีและสามารถวางแผนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อข้อกำหนดทางกฎหมาย  ทุนจดทะเบียนเป็นข้อกำหนดทางกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตามสำหรับการจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทย ซึ่งช่วยให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปตามกฎเกณฑ์และไม่เกิดปัญหาทางกฎหมายในภายหลัง ติดต่อ FDI ที่ @fdigroup   ขอรับคำปรึกษาเชิงลึกในการจดทะเบียนบริษัท กฏหมายระบุกำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำไว้อย่างไร จะมีข้อแตกต่างและข้อกำหนดของแต่ละการจดทะเบียนต่างกันดังนี้  บริษัทจำกัด : ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 10 บาท โดยหุ้นสามัญต้องมีมูลค่า ไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 5 บาท และ ต้องมีผู้ถือหุ้น ไม่ต่ำกว่า 2 คน ห้างหุ้นส่วนจำกัด : ทุนจดทะเบียนไม่มีขั้นต่ำ แต่ต้องมีหุ้นส่วน ไม่ต่ำกว่า 2 คน ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล : ทุนจดทะเบียนไม่มีขั้นต่ำ แต่ต้องมีหุ้นส่วน ไม่ต่ำกว่า 2 คน บริษัทมหาชนจำกัด : ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 5 ล้านบาท หุ้นสามัญต้องมีมูลค่า ไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 10 บาท  และต้องมีผู้ถือหุ้น ไม่ต่ำกว่า 15 คน ปัจจัยในการวางกลยุทธ์เพื่อการจัดสรรทุนจดทะเบียน กลยุทธ์ในการจัดสรรทุนจดทะเบียนมีความสำคัญอย่างยื่ง เพราะมีผลต่อสภาพคล่องทางการเงิน การดำเนินธุรกิจ และภาพลักษณ์ของบริษัท ซึ่งปัจจัยที่ควรพิจารณาเพื่อจัดสรรทุนจดทะเบียนให้เป็นไปอย่างมัประสิทธิภาพมากขึ้น โดยพิจารณาได้ดังนี้  1. การกำหนดทุนจดทะเบียนให้เหมาะสมกับขนาดและประเภทของธุรกิจ ธุรกิจขนาดเล็กหรือสตาร์ทอัพ : ควรเริ่มต้นด้วยทุนจดทะเบียนที่พอดีกับการดำเนินธุรกิจ และควรจะมีเงินสำรองเผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้มีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ธุรกิจขนาดใหญ่ […]

ยอดขายหรือรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาท ต้องยื่นภพ 30 หรือไม่ ? ยื่นแบบไหนได้บ้าง

ภพ 30 คืออะไร ? ใครมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภพ 30 คือ แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ผู้ประกอบการหรือธุรกิจในประเทศไทยต้องยื่นต่อกรมสรรพากร เพื่อรายงานยอดขาย ยอดซื้อ และภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน โดยภพ 30 จะแสดงข้อมูลเกี่ยวกับภาษีขายและภาษีซื้อ แต่ละแบบต่างกัน คือ  ภาษีขาย (Output VAT) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บจากลูกค้าจากการขายสินค้าและบริการ ภาษีซื้อ (Input VAT) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายให้กับซัพพลายเออร์เมื่อซื้อสินค้าและบริการ ใครมีหน้าที่ต้องยื่นภพ 30 บ้าง ? ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Registered) ซึ่งได้แก่ ธุรกิจที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ผู้นำเข้าสินค้า  ที่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อสินค้าผ่านศุลกากร ผู้ประกอบการที่ให้บริการในต่างประเทศแต่ใช้ในประเทศไทย  เช่น การซื้อบริการโฆษณาออนไลน์จากต่างประเทศ กำหนดเวลาการยื่น ต้องยื่นภายในวันไหน  ภพ 30 ต้องยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป โดยสามารถยื่นได้ทั้งแบบ ออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร และ แบบกระดาษ ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่  การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในภพ 30 สอนวิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในภพ 30 พร้อมตัวอย่างการคำนวณที่เข้าใจง่าย วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในภพ 30การคำนวณ VAT ในภพ 30 จะพิจารณาจาก 2 ส่วนหลัก คือ ภาษีขาย (Output VAT) และ ภาษีซื้อ (Input VAT) โดยมีวิธีการคำนวณดังนี้  1. ภาษีขาย (Output VAT) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้าและบริการ โดยคำนวณจาก 2. ภาษีซื้อ (Input VAT) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายให้กับซัพพลายเออร์เมื่อซื้อสินค้าและบริการ โดยสามารถนำมาหักออกจากภาษีขายได้ 3. คำนวณภาษีที่ต้องชำระหรือขอคืน ภาษีที่ต้องชำระ = Output VAT − Input VAT หมายเหตุและข้อควรระวัง: สามารถใช้ […]

1 10 11 12 13 14 29