見逃せないタイの役立つ情報

อุตสาหกรรม Jewelry ต้องทำ! ปรับโรงงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โอกาสสร้างกำไรอย่างยั่งยืน

เพิ่มกำไรอย่างยั่งยืนให้กับโรงงาน Jewelry กับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องมาตรฐาน RJC  ถือเป็นอีกเรื่องที่ไม่ได้ใหม่สำหรับผู้ประกอบการในปี 2025 แต่เรียกได้ว่าเป็นความท้าทายใหม่ ที่ต้องให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น สำหรับด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ที่เป็นหนึ่งในข้อกำหนดด้านมาตรฐานของ RJC จากข้อมูลรายงานของ World Jewellery Confederation (CIBJO) ระบุว่า อุตสาหกรรมเครื่องประดับมีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมาก โดยเฉพาะในช่วง ๊Upstream ของซัพพลายเชน รวมถึงขั้นตอนการดำเนินงานส่วนอื่น ๆ ด้วยสาเหตุนี้จึงถือเป็นเรื่องที่ท้าทายในยุคที่โลกตื่นตัวกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทั้งคู่ค้าในประเทศต่าง ๆ รวมถึงผู้บริโภคยุคใหม่ โดยมีข้อมูลว่ากว่า 72% ของผู้บริโภค โดย Gen Z เชื่อว่าบริษัทควรแสดงความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อม (Deloitte, 2024) นี่จึงเป็นอีกข้อมูลที่ตอกย้ำว่า คนส่วนใหญ่ล้วนให้ความสำคัญต่อด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อุตสาหกรรมเครื่องประดับ (Jewelry Industry) ก็ถือว่าเป็นอีกอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ถูกจับตามากขึ้น โดยเฉพาะ “โรงงานผู้ผลิต” ซึ่งอยู่ต้นทางของห่วงโซ่อุปทาน ที่กำลังเผชิญกับคำถามสำคัญว่า…จะสามารถเติบโตไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร ? ต้องทำและวางแผนดำเนินการแบบไหนให้มีกำไรอย่างยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง เปลี่ยนโรงงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้สอดคล้องมาตรฐาน RJC   Responsible Jewellery Council (RJC) คือมาตรฐานสากลสำหรับธุรกิจในอุตสาหกรรมเครื่องประดับที่มุ่งเน้นความโปร่งใส จริยธรรม และความยั่งยืน Responsible Jewellery Council (RJC) คืออะไร ? โดยมาตรฐาน RJC จะมีข้อกำหนดหลักในด้านต่าง ๆ ดังนี้  ด้านสิ่งแวดล้อม  มุ่งเน้นมาตรฐานในการจัดการของเสีย มลพิษ การใช้พลังงาน และวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ด้านสิทธิมนุษยชน แรงงานและการดำเนินงานทางสังคม มุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างถูกกฏหมาย การเคารพสิทธิมนุษยชน การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างเท่าเทียม ด้านจริยธรรมทางธุรกิจ  ครอบคลุมการดำเนินงานอย่างโปร่งใส ซื่อสัตย์ และเป็นธรรม ตรวจสอบได้ ด้วยการมีมาตรฐานจริยธรรมที่สูง สอดคล้องกับกฏหมายที่เกี่ยวข้อง ด้านความรับผิดชอบต่อห่วงโซ่อุปทาน  การตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของโลหะและอัญมณี การจัดการระบบที่มีประสิทธิภาพ การติดตาม การประเมินผล และการดำเนินงาน อุตสาหกรรม Jewelry ไทย กับความจำเป็นที่ต้องทำตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ในอดียที่ผ่านมาการผลิตเครื่องประดับเป็นธุรกิจความงาม ที่เน้นฝีมือ ความประณีต และคุณค่าในเชิงวัตถุ แต่ในโลกยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในปี 2025 เป็นต้นไป อุตสาหกรรมเครื่องประดับทั่วโลกกำลังเผชิญความคาดหวังว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนการดำเนินงาน ในทิศทางที่ส่งผลดีต่อโลกและสังคม โดยเฉพาะการปรับรูปแบบในเรื่องด้านสิ่งแวดล้อม […]

CBAM Certificate คืออะไร ? ปี 69 “CBAM เริ่มภาคบังคับ” เอกสารสำคัญที่ผู้ส่งสินค้าไปยุโรปต้องรู้

จากบทความก่อนที่ FDI พาไปเจาะลึกข้อมูลเกี่ยวกับ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นมาตรการของสหภาพยุโรปในการจัดการกับ Climate Change กันมาแล้ว โดยมาตรการนี้จะเริ่มบังคับใช้จริงในช่วงเดือนมกราคม 2569 นี้แล้ว ในกลุ่มสินค้า 6 กลุ่มระยะแรก ไม่ว่าจะเป็น ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม และไฮโดรเจน ซึ่งผู้นำเข้าจะต้องซื้อใบรับรอง CBAM (CBAM Certificate) ตามปริมาณการนำเข้าและปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสินค้าประเภทเดียวกันที่ผลิตในสหภาพยุโรป ยิ่งปล่อยมากยิ่งจ่ายแพง นั่นเป็นเหตุผลที่ราคาสินค้าก็จะแพงตามไปด้วย ในบทความนี้จะพาทุกท่านมาเจาะข้อมูล ทำความเข้าใจกันต่อว่า CBAM Certificate หรือใบรับรองที่ผู้นำเข้าสินค้าจากนอกสหภาพยุโรป (EU) ว่าคืออะไร ผู้ประกอบการต้องทำอย่างไรบ้าง และในระยะต่อไปจะมีสินค้าอะไรบ้างที่จะถูกปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ไปติดตามกันได้ในบทความนี้ CBAM Certificate คืออะไร ? CBAM Certificate คือ ใบรับรองที่ผู้นำเข้าสินค้าจากนอกสหภาพยุโรป (EU) ต้องซื้อ เพื่อแสดงว่าได้ชำระ “ค่าธรรมเนียมคาร์บอน” ตามปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากกระบวนการผลิตสินค้าแล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ “ภาษีคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน” ของ EU เพื่อป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน (Carbon Leakage) ซึ่งหมายถึง บริษัทที่ดำเนินการในยุโรป มีการย้ายฐานการผลิตที่ปล่อยมลพิษสูงไปยังประเทศนอกยุโรป ซึ่งในประเทศเหล่านั้นอาจจะมีกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่หละหลวมกว่า เพื่อลดต้นทุนให้ถูกลง แล้วนำเข้าสินค้ากลับมาขายใน EU  ใหม่อีกครั้ง ทำให้ต้องเข้มงวด จัดการปัญหานี้จริงจังมากขึ้น และเป็นการสร้างความเท่าเทียมทางต้นทุนคาร์บอนกับสินค้าที่ผลิตใน EU อยู่แล้วด้วยเช่นกัน CBAM ระเบียบภาคบังคับ เริ่มใช้จริง 1 ม.ค. 2569 นี้  โดยจะมีสินค้า 6 กลุ่ม ในระยะแรก ไม่ว่าจะเป็น ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม และไฮโดรเจน รวมถึงผลิตภัณฑ์ปลายน้ำบางตัวที่กำหนดซึ่งต่อเนื่องจากกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก เช่น น็อตและสลักเกลียว ที่ต้องซื้อและยื่นใบรับรอง CBAM ตามปริมาณการปล่อยก๊าซ (embedded emissions) ของสินค้านำเข้า […]

ต่อ วีซ่า 2 ปี ใบอนุญาตทำงานและวีซ่าแรงงานต่างด้าว (MOU ครบ 2 ปี) ต้องทำอย่างไร

ครบ จบในที่เดียว กับทีมที่ปรึกษามืออาชีพเฉพาะด้าน ! บริการที่ปรึกษาวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยภายใต้ระบบ MOU (Memorandum of Understanding) เมื่อทำงานครบระยะเวลา 2 ปี จะต้องดำเนินการ ต่ออายุใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และ ต่อวีซ่า (Visa) อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อสามารถอยู่และทำงานต่อได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ผิดเงื่อนไขที่กระทรวงแรงงานและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกำหนด หากคุณเป็นนายจ้าง หรือบริษัทที่มีแรงงานต่างด้าวสัญชาติ เมียนมา ลาว กัมพูชา และกำลังเผชิญกับความยุ่งยากด้านเอกสาร หรือกังวลว่าจะดำเนินการไม่ทันเวลา บริการของเรา จะช่วยให้คุณหมดปัญหาเหล่านี้ให้ทุกการดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น แรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ลาว กัมพูชา ภายใต้ MOU ครบ 2 ปี ต้องต่อวีซ่า 2 ปี ทันที ! MOU แรงงานต่างด้าว หากทำงานครบใน 2 ปีแรก สามารถต่อได้อีก 2 ปี รวมเป็น 4 ปี โดยที่นายจ้างต้องยื่นคำขอต่อใบอนุญาตทำงาน (Worl Permit) และต่อวีซ่าแรงงานต่างด้าว (Visa) ล่วงหน้าก่อนวันหมดอายุ 45 วัน ทำไมต้องต่อ Work Permit และ Visa ให้ถูกต้อง ?   เพื่อป้องกันการทำงานผิดกฎหมายของลูกจ้าง หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฏหมายจะถูกดำเนินคดีหรือถูกปรับ รวมถึงบทลงโทษอื่นๆ เพื่อแรงงานสามารถทำงานต่อได้ต่อเนื่อง ไม่ต้องเดินทางกลับประเทศก่อนครบสัญญา ทำงานด้วยความมั่นใจ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ ลดความเสี่ยงถูกตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ หากเอกสารครบก็ไม่มีปัญหาใดๆตามมา สามารถดำเนินการต่อสัญญาการจ้างแรงงานได้อย่างเป็นทางการ สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ตัวอย่างเอกสารที่ต้องใช้ในการต่ออายุ MOU 2 ปีหลัง  ส่วนที่ 1 : สำหรับแรงงานต่างด้าว  หนังสือเดินทาง (Passport) ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลเท่านั้น รูปถ่ายหน้าตรง พื้นหลังขาว แบบฟอร์มเอกสารต่าง ๆ ที่ต้องทำการยื่นเพิ่มเติม ส่วนที่ 2 : สำหรับนายจ้างบุคคลธรรมดา สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน ใบทะเบียนพาณิชย์ (ธุรกิจค้าขาย) เอกสารอื่น ๆ […]

Carbon Emission Types คืออะไร พร้อมแนะนำแนวทางเบื้องต้น! สำหรับองค์กรในการเก็บข้อมูลเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก

อย่างที่ทราบกันดีว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) คือ  ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกมาจากกิจกรรมหรือกระบวนการต่างๆ ซึ่งหากปล่อยออกมาจากกระบวนการผลิต ดำเนินงานของผลิตภัณฑ์ เรียกว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint for Product) และหากเกิดจากกิจกรรมการดำเนินงานขององค์กร เรียกว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization)  สำหรับก๊าซเรือนกระจก (GHG) มีทั้งหมด 7 ชนิด ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2), มีเทน (CH4) ,เพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) , ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) , ไนตรัสออกไซด์ (N2O), ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) และไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3) โดยที่ก๊าซเรือนกระจกทั้ง 7 ชนิดนี้ จะถูกวัดและรายงานผลในรูปของตันหรือกิโลกรัมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tonCO2 eq หรือ kgCO2 eq)  เป็นการเปรียบเทียบค่าก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ด้วยค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเมื่อเทียบกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มาตรฐานการประเมินปริมาณการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกขององค์กร แบ่งเป็น 3 ประเภท (Carbon Emission Types) สำหรับการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กร จะช่วยให้องค์กรเห็นภาพรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น สามารถระบุกิจกรรมขององค์กรที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ติดตามประสิทธิภาพในกระบวนการลดการปล่อยก๊าซได้ง่ายและวัดผลได้ง่ายมากขึ้น แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ ประเภท 1 : กิจกรรมการทางตรงจากการดำเนินงานขององค์กร (Direct Emissions) ประเภท 2 : กิจกรรมการทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Energy Indirect Emissions) ประเภท 3 : กิจกรรมการทางอ้อมอื่นๆ (Other Indirect Emissions) การแบ่งการจัดเก็บข้อมูลในแต่ละขอบเขตจะทำให้เข้าใจในแนวทางการประเมินค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทราบข้อมูลที่แน่ชัด วัดผลได้ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ และสามารถจำแนกสาเหตุ กระบวนการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันจะนำไปสู่การหาแนวทางในการลดและจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลงขององค์กร เข้าใจในแนวทางสำหรับองค์กรในการเก็บข้อมูล เพื่อใช้ประเมินก๊าซเรือนกระจก การระบุกิจกรรมการดำเนินงานขององค์กรตามขอบเขต Carbon Emission ทั้ง 3 รูปแบบ ไม่ว่าจะในรูปแบบที่ 1. Direct Emission , 2. […]

การขอจดทะเบียนสมาคม รับจดทะเบียนบริษัท ต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง ? ข้อแตกต่างจากมูลนิธิ

หลายคนอาจเข้าใจว่า “สมาคม” คือการรวมกลุ่มของบุคคลที่มีจุดประสงค์ร่วมกัน เช่น กลุ่มอาชีพเดียวกัน กลุ่มทำกิจกรรมสาธารณะ หรือกลุ่มที่ไม่แสวงหาผลกำไร แต่ความจริงแล้ว การจัดตั้งสมาคมที่ถูกต้องตามกฎหมายไทย ต้องผ่านกระบวนการ “จดทะเบียนสมาคม” ซึ่งมีข้อกำหนดเฉพาะ และต้องมีความพร้อมทั้งในด้านบุคคล เอกสาร สถานที่ และวัตถุประสงค์ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจมากขึ้นว่า จดทะเบียนสมาคมต้องทำอย่างไร มีขั้นตอนและเงื่อนไขอะไรบ้าง และหากคุณต้องการลดความเสี่ยง ลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก เราในฐานะผู้ให้คำปรึกษาด้านจดทะเบียนนิติบุคคลและใบอนุญาต พร้อมแนะนำคุณทุกขั้นตอน สมาคมไม่ใช่แค่การรวมกลุ่มธรรมดา แต่ต้องจดทะเบียนให้ถูกต้อง ! เหตุผลที่ต้องจดทะเบียนสมาคมให้ถูกต้องตามกฎหมาย สมาคม คืออะไร ? ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 78-109 โดย สมาคม (Association) หมายถึง การรวมตัวกันของบุคคลตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป เพื่อกระทำกิจกรรมร่วมกัน โดยไม่แสวงหากำไรเป็นรายได้ของสมาชิก หรือผู้จัดตั้ง สมาคมจะมีสภาพเป็น “นิติบุคคล” เมื่อได้รับการจดทะเบียนจากนายทะเบียนสมาคม กระทรวงมหาดไทย เช่น สมาคมกีฬา สมาคมวิชาชีพ สมาคมอาสาสมัคร สมาคมผู้ประกอบการ ฯลฯ ไขข้อสงสัย “สมาคม” กับ “มูลนิธิ” แตกต่างกันอย่างไร ? เป็นคำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัยว่า “สมาคม” กับ “มูลนิธิ” ต่างกันอย่างไร?” เพราะทั้งสองรูปแบบต่างก็เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร และมีเป้าหมายเพื่อกิจกรรมทางสังคมเหมือนกันในบางมิติ แต่ในทางกฎหมายไทยนั้น สมาคมและมูลนิธิมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในหลายด้าน ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้ ข้อดีและข้อควรระวังในการจัดตั้งสมาคม มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยการมีสถานะเป็น “นิติบุคคล” นี้น สามารถทำสัญญา ถือครองทรัพย์สิน และดำเนินกิจกรรมทางกฎหมายได้ สร้างความน่าเชื่อถือเมื่อขอรับเงินสนับสนุนจากภาครัฐหรือองค์กรระหว่างประเทศ สามารถเปิดบัญชีธนาคารในนามสมาคมได้ สามารถดำเนินงานอย่างเป็นระบบและโปร่งใส  มีระเบียบในระบบบริหารจัดการชัดเจน ลดปัญหาความขัดแย้งภายในกลุ่ม ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย เช่น ขอจดภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรือขอยกเว้นภาษีบางประการ (ในกรณีที่เข้าข่าย) ข้อควรระวังที่ต้องทราบในการจัดตั้งสมาคม ห้ามดำเนินการใด ๆ ที่เข้าข่ายกิจกรรมทางการเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต การใช้เงินของสมาคมต้องโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ สมาคมต้องยื่นงบการเงินประจำปีต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย หากมีกิจกรรมที่ใกล้เคียงกับการประกอบธุรกิจ ต้องแยกการดำเนินงานให้ชัดเจน เงื่อนไขเบื้องต้นในการจดทะเบียนสมาคม ก่อนจะเริ่มขั้นตอนจดทะเบียนสมาคม ผู้จัดตั้งต้องเตรียมความพร้อมตามเงื่อนไขต่อไปนี้: โดยสมาคมมีลักษณะดังนี้ เป็นการรวมตัวของกลุ่มบุคคล เพื่อกระทำการใด ๆ เป็นการต่อเนื่องไม่ใช่การทำกันแค่เพียงชั่วคราว แล้วเลิกไป จะมีข้อบังคับเป็นแนวทางปฏิบัติและไม่ขัดต่อกฏหมาย ต้องมีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอย่างถูกต้อง โดนต้องดำเนินการให้ผู้ที่เป็นสมาชิกในจำนวนไม่น้อยกว่า […]

SME ต้องรู้ วาง”ระบบบัญชี”ให้มีประสิทธิภาพ เริ่มอย่างไรให้ธุรกิจโตไวอย่างยั่งยืน

ระบบบัญชีที่ดี คือหัวใจของธุรกิจที่ยั่งยืน พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี  ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดเล็ก กลาง หรือขนาดใหญ่ หากไม่มี “ระบบบัญชี” ที่ดี ก็เหมือนเรือที่ไร้เข็มทิศในการนำทาง เพราะระบบบัญชีไม่ใช่แค่การ “บันทึกตัวเลข” เท่านั้น แต่คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และวางแผนภาษีได้อย่างครบถ้วน มีความถูกต้องโปร่งใส  ซึ่งในบทความนี้ เราจะพาคุณมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “ระบบบัญชี” ว่าคืออะไร สำคัญอย่างไร ธุรกิจต้องเริ่มต้นจัดทำอย่างไรให้มีความสอดคล้องกับการดำเนินงาน และควรพิจารณาปัจจัย ด้านใดบ้างในการวางระบบบัญชีให้ดีมากขึ้น พร้อมคำแนะนำจากทีมที่ปรึกษาด้านบัญชีและภาษีสำหรับนิติบุคคล ที่มีประสบการณ์ตรงในการดูแลธุรกิจไทยหลากหลายประเภท ระบบบัญชี คืออะไร ? เริ่มทำอย่างไรให้ตอบโจทย์ธุรกิจ ระบบบัญชี (Accounting System) คือ กลไกหรือกระบวนการที่ธุรกิจใช้ในการจัดเก็บ จัดการ วิเคราะห์ และรายงานข้อมูลทางการเงินอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ในการบริหารภายใน ตอบสนองต่อข้อกำหนดของกฎหมาย และวางแผนด้านภาษี ระบบบัญชีอาจประกอบด้วย เอกสาร รายงาน – รวมถึงขั้นตอนการบันทึกรายการบัญชี (บัญชีรายวัน, บัญชีแยกประเภท) ระบบควบคุมภายใน เช่น การอนุมัติค่าใช้จ่าย การตรวจสอบเอกสาร เครื่องมือ เช่น การใช้โปรแกรมบัญชีหรือซอฟต์แวร์ ERP รายงานทางการเงิน เช่น งบกำไรขาดทุน งบดุล งบกระแสเงินสด ผู้ปฏิบัติงาน เช่น เจ้าหน้าที่บัญชีที่มีประสบการณ์ตรง ทำไม “ระบบบัญชี” จึงสำคัญกับธุรกิจ ? หลายธุรกิจมองข้ามการวางระบบบัญชีที่ดีตั้งแต่แรกเริ่ม จนกลายเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในภายหลังจากการดำเนินงานไปบ้างแล้ว ทั้งการทำบัญชีที่ไม่ครบถ้วน เอกสาร หลักฐานการใช้เงินไม่ครบ การวางแผนภาษีผิดพลาด หรือการไม่สามารถวิเคราะห์ต้นทุน-กำไรได้ชัดเจน ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นที่ต้องวางแผนระบบบัญชีและการวางแผนภาษีที่ดีตั้งแต่เริ่ม  ระบบบัญชีที่ดี ควรจะต้องมีองค์ประกอบอย่างไร การจะมีระบบบัญชีที่ดี ไม่ใช่แค่การใช้โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป หรือเจ้าหน้าที่บัญชีในการทำงาน แต่ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบที่เชื่อมโยงกันอย่างมีระบบที่ตรวจสอบได้ ได้แก่ 1. กระบวนการจัดเก็บเอกสาร หลักฐานที่ครอบคลุม เริ่มจากการเก็บใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี เอกสารสั่งซื้อ-ขาย เอกสารโอนเงิน ฯลฯ อย่างเป็นระเบียบ ในส่วนนี้ธุรกิจจะนิยมใช้พนักงานบัญชีในการตรวจสอบ รวบรวม เพื่อให้มีความถูกต้องอย่างครบถ้วนที่สุด  2. ขั้นตอนการบันทึกบัญชี ต้องมีนโยบายบัญชีในการทำงานสำหรับพนักงานบัญชีที่ชัดเจน เช่น จะบันทึกค่าใช้จ่ายเมื่อไหร่ ใช้บัญชีหมวดใด ให้ตรงกับมาตรฐานบัญชี 3. ระบบควบคุมภายในองค์กร  เช่น การอนุมัติค่าใช้จ่ายล่วงหน้า การแยกหน้าที่ระหว่างผู้จัดซื้อ-ผู้จ่ายเงิน-ผู้ตรวจสอบ เพื่อป้องกันทุจริต […]

รู้ครบทุกมิติ ! การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ทำไมธุรกิจถึงต้องมี ? จำเป็นต้องยื่นขอจริงหรือไม่

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจมือใหม่ หรือกำลังวางแผนเปิดกิจการในประเทศไทย ต้องทำความเข้าใจ “ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ” ในบทความนี้จะช่วยทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของใบอนุญาต ธุรกิจประเภทใดต้องมี แล้วขั้นตอนการขอใบอนุญาตนั้นยุ่งยากหรือเปล่า ? มาไขข้อสงสัยในบทความนี้กันได้เลย ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ คืออะไร จำเป็นต้องมีจริงหรือ  ? จำเป็นที่จะต้องมี โดยผู้ประกอบการต้องยื่นขอให้ถูกต้อง สำหรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ หมายถึง เอกสารอนุญาตอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานราชการที่ให้สิทธิ์แก่บุคคลหรือบริษัทในการดำเนินกิจการตามประเภทที่กฎหมายกำหนด เช่น ใบอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหาร โรงงานอุตสาหกรรม สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ฯลฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถควบคุม กำกับ ดูแล ให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย สาธารณสุข หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ธุรกิจแบบไหนต้องมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ? แม้ธุรกิจบางประเภทอาจไม่ต้องขอใบอนุญาตเป็นพิเศษ แต่ในหลายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ความปลอดภัย หรือการใช้ทรัพยากรของรัฐ จำเป็นต้องขอใบอนุญาตก่อนเปิดดำเนินกิจการ เพื่อให้เกิดความสอดคล้องทั้งเรื่องความปลอดภัย สุขอนามัย รวมถึงข้อกฏหมายอื่นๆ ที่กำหนดไว้ เช่น ร้านอาหาร : ต้องขอใบอนุญาตจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มจากสำนักงานเขตหรือเทศบาล โรงงานอุตสาหกรรม : ต้องขอใบอนุญาตโรงงาน (ร.ง.4) จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม คลินิก สปา ร้านนวด : ต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลหรือสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ กิจการนำเข้า-ส่งออก : ต้องขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้าควบคุมตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ : อาจต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจสำหรับคนต่างด้าว ( Foreign Business License ) หรือขอใบอนุญาตอื่น ๆ ร่วมด้วย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะการประกอบธุรกิจ เงื่อนไขอื่นๆที่ระบุ และขอบเขตของธุรกิจ โดยสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่าง FDI ในการยื่นเอกสาร การขอใบอนุญาตดำเนินธุรกิจได้เช่นกัน “ความจำเป็น” ที่ตอบได้ว่าทำไมต้องมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจมีความสำคัญและให้ประโยชน์หลายด้าน ดังนี้ สามารถดำเนินกิจการได้อย่างถูกต้องตามที่กฎหมายระบุไว้  เพื่อป้องกันปัญหาทางด้านกฏหมายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตหรือเกิดขึ้นทันที เช่น ถูกสั่งปิด ปรับ หรือดำเนินคดีได้ เป็นการช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าและคู่ค้า โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ความปลอดภัย หรือมาตรฐานอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์และบริการที่ได้รับนั้นมีความถูกต้อง ปลอดภัย ผ่านการรับรองมาตรฐานของภาครัฐ ส่งเสริมการต่อยอดธุรกิจได้ง่ายมากขึ้น เช่น การขยายสาขา การยื่นขอสินเชื่อ หรือร่วมประมูลงานกับภาครัฐ ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย  เป็นการปฏิบัติตามข้อกฏหมายอย่างถูกต้อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว กรณีไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ เกิดความเสี่ยงด้านใดบ้าง อาจโดนปรับเป็นจำนวนเงินและดำเนินคดีทางกฏหมาย ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในธุรกิจนั้น ๆ การถูกสั่งหยุดประกอบกิจการ หรือปิดกิจการทันที เสี่ยงโดนดำเนินคดีอาญาในบางกรณี […]

RJC มาตรฐานที่สำคัญ ทำไมธุรกิจเครื่องประดับยุคใหม่ต้องใส่ใจ “ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม”

ในโลกที่ผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่า “ สินค้าที่ฉันใช้มาอย่างไร ? ” ธุรกิจที่ไม่แค่ผลิตสินค้าให้สวยงามอีกต่อไป แต่ยังต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน ถ้าหากทำได้ จะเป็นธุรกิจที่ได้เปรียบในระยะยาว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องประดับ โดยมาตรฐาน RJC หรือ Responsible Jewellery Council กลายเป็นมาตรฐานที่ผู้ผลิต ผูัมีส่วนได้เสียในอุตสาหกรรมนี้ รวมถึงผู้ค้าเครื่องประดับ อัญมณี ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ เพราะ RJC ไม่ใช่แค่ “มาตรฐานรับรอง” แต่คือ “การแสดงวิสัยทัศน์ขององค์กร” ต่อความโปร่งใส ที่ตรวจสอบได้ด้วยมาตรฐาน การประกอบธุรกิจด้วยธรรมาภิบาล การให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน แล้วมาตรฐาน RJC คืออะไร ? RJC (Responsible Jewellery Council) คือ องค์กรระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหาผลกำไร โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนามาตรฐานความรับผิดชอบทางจริยธรรม สังคม และสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ โดยสมาชิกของ RJC ครอบคลุมตั้งแต่เหมืองแร่ ผู้ผลิตโลหะมีค่า โรงงานผลิต ไปจนถึงร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ทั่วโลก เช่น Cartier, Tiffany & Co., และ De Beers ปัจจุบัน มีสมาชิกมากกว่า 2,000 บริษัท จากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ซึ่งทุกบริษัทต้องปฏิบัติตามมาตรฐานของ RJC เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคและโลกใบนี้ RJC กับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ใช่แค่เครื่องประดับสวยงามอย่างเดียว แต่ต้องตอบโจทย์ความยั่งยืนด้วย หลักการปฏิบัติของ RJC (RJC Code of Practices) โดยหลักการปฏิบัติมีทั้งหมด 4 ด้าน ที่มุ่งเน้นเป็นหลัก คือ ด้านจริยธรรมทางธุรกิจ , ด้านสิทธิมนุษยชนและการดำเนินงานทางสังคม , ด้านการดำเนินงานทางสิ่งแวดล้อม เช่น การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม , ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ , จัดการของเสียและมลพิษอย่างเหมาะสม และด้านระบบการบริหารจัดการ โดยในบทความนี้เราจะเจาะลึกข้อมูล รวมถึงเนื้อหาที่น่าสนใจ “ด้านการดำเนินงานทางสิ่งแวดล้อม”  สำหรับมาตรฐาน RJC ไม่ได้จำกัดอยู่แค่จริยธรรมและสิทธิมนุษยชน แต่ยังครอบคลุม “ในด้านความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม” ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายธุรกิจเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นในยุคที่โลกร้อนมากขึ้นทุกวัน รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป  โดย SCS Global ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจ ในประเด็นสิ่งแวดล้อมในมาตรฐาน […]

ที่ปรึกษา Carbon Footprint for Organizations (CFO) ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมช่วยให้องค์กรขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน

ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม กลายเป็นแกนกลางของการดำเนินธุรกิจ ที่ต้องผนวกเข้ากับนโยบายในการดำเนินงานขององค์กร  ซึ่งไม่สามารถเพิกเฉยต่อผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกต่อไป หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้องค์กร “วัด รู้ และลดการปล่อย” รวมถึงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยลง คือ การประเมิน Carbon Footprint for Organizations (CFO) หรือ ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ซึ่งสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่าง FDI ที่ให้บริการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน อย่างครบวงจร ด้วยความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม การร่วมวางกลยุทธ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างแม่นยำ มีประสิทธิภาพ ชี้แนะตรงจุด บริการด้วยความรวดเร็ว พร้อมราคาที่เหมาะสมกับบริการ อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนในด้านการทำงานของทีมผู้รับผิดชอบต่อ ด้านธุรกิจในภาพรวม เพราะเราให้บริการที่ปรึกษาธุรกิจอย่างครบวงจรในที่เดียว ทำไมต้องใช้บริการที่ปรึกษา CFO คำถามที่หลายองค์กรต่างสงสัย ?! ในหลายองค์กรขนาดใหญ่ มักจะมีแผนกที่ดูแลด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรง แต่อาจจะยังไม่มีความคุ้นเคย หรือเชี่ยวชาญในการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นต์ รวมถึงการเก็บข้อมูล การประเมินข้อมูลที่ซับซ้อน ในโครงการสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ การมีที่ปรึกษา CFO / CFP หรือการวางแผนการจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อม จึงตอบโจทย์ในองค์กรที่ต้องการความรวดเร็ว ความเชี่ยวชาญ ที่เชื่อถือและตรวจสอบได้จริง ทั้งข้อมูล การดำเนินงานทั้งหมด เรียกได้ว่า มีความเชี่ยวชาญ สามารถจัดการให้ได้ครบวงจรด้วยความเป็นมืออาชีพนั่นเอง 5 เหตุผลหลัก ที่ทำไมต้องใช้บริการจากเรา  ผู้เชี่ยวชาญมีประสบการณ์ในการดำเนินงาน มีความเข้าใจในการจัดเก็บข้อมูล การทำรายงาน การขึ้นทะเบียน การทวนสอบ รวมถึงให้คำแนะนำตรงจุด รวดเร็ว ตอบโจทย์ในทุกองค์กร สามารถเสนอแนวทางในการวางแผนการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว ทั้งแผนการดำเนินการระยะสั้น ระยะยาว ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละประเภทธุรกิจ ราคาเหมาะสมกับบริการที่ได้รับอย่างแน่นอน มีบริการอื่น ๆ ร่วมด้วยในการวางแผนด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ซึ่ง FDI Group ไม่ได้เพียงแต่ให้บริการประเมินคาร์บอนอย่างเดียวเพียงเท่านั้น แต่ให้บริการจัดอบรมภายในด้านสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก การทำโครงการคาร์บอนเครดิต แพลตฟอร์มการเก็บข้อมูล รวมถึง Canbon Event อย่างครบวงจร ประหยัดเวลา และลดภาระของทีมภายใน ช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น ตอบข้อสงสัยกับเหตุผลหลักที่องค์กรควรประเมิน  Carbon Footprint  for Organizations (CFO) คำถามยอดนิยมที่ผู้บริหารองค์กร หรือฝ่ายวางแผนกลยุทธ์สงสัย มักมีคำถาม คือ “การประเมิน Carbon Footprint สำหรับองค์กร (CFO) จำเป็นแค่ไหน?” “เราไม่ใช่บริษัทใหญ่ ไม่ส่งออกสินค้า ต้องทำด้วยหรือ ? […]

มองข้ามไม่ได้! ทำไมนายจ้างต้องทำสัญญาจ้าง แรงงานต่างด้าว กรณีเลิกจ้างแล้ว

 เข้าใจให้ถูกต้อง! เกี่ยวกับเรื่อง สัญญาจ้าง แรงงานต่างด้าว ในไทย คำแนะนำสำหรับนายจ้างและแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย แรงงานต่างด้าวเป็นอีกฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย ที่มีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนให้การทำงานเป็นไปตามเป้าหมาย และแบบแผนธุรกิจที่วางไว้ รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ การส่งเสริม การจ้างงานแรงงานใน MOU ต่าง ๆ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และการบริการ การทำ “สัญญาจ้างแรงงานต่างด้าว” ให้ถูกต้องตามกฎหมายไทย จึงเป็นเรื่องที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย การสร้างความเข้าใจในการทำงานร่วมกัน รวมถึงเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างอีกด้วย ในบทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “สัญญาจ้างแรงงานต่างด้าวในไทย” อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และคำแนะนำอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของแรงงานต่างด้าวที่นายจ้างคนไทยต้องรู้ก่อนจ้างงาน สัญญาจ้างแรงงานต่างด้าวคืออะไร ? สัญญาจ้างแรงงานต่างด้าว คือ ข้อตกลงระหว่างนายจ้างในประเทศไทยกับลูกจ้างซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าว เพื่อให้ทำงานตามลักษณะงาน ระยะเวลา และค่าจ้างที่กำหนดไว้ สัญญานี้ถือเป็นเอกสารสำคัญตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม สัญญาจ้างจะต้องจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร มีการระบุข้อมูลอย่างชัดเจน เช่น ชื่อและเลขประจำตัวของแรงงาน ตำแหน่งงานและสถานที่ทำงาน อัตราค่าจ้างและวันเวลาทำงาน ระยะเวลาการจ้างงานแรงงานต่างด้าว สิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่จะได้รับในระหว่างการทำงาน ทำไมต้องมีสัญญาจ้างแรงงานต่างด้าว ? หลายกรณีที่นายจ้างหลีกเลี่ยงการทำสัญญา เพราะมองว่าเป็นขั้นตอนยุ่งยาก แต่ความจริงแล้ว การไม่มีสัญญาจ้างแรงงานอาจนำมาซึ่งปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น แรงงานเรียกร้องค่าจ้างย้อนหลังหรือค่าชดเชย และปัญหาอื่น ๆ ตามมา ความผิดของนายจ้าง ตามกฎหมายว่าด้วยการจ้างแรงงานต่างด้าว เสี่ยงต่อการถูกเพิกถอนใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) สัญญาจ้างแรงงานต่างด้าวต้องมีอะไรบ้าง ? ตามข้อกำหนดของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน สัญญาจ้างแรงงานต่างด้าวควรประกอบด้วยหัวข้อหลักดังนี้ ข้อมูลส่วนตัวของลูกจ้างและนายจ้าง ลักษณะงาน หน้าที่ และความรับผิดชอบ ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา โบนัส และการหักเงิน (ถ้ามี) วันและเวลาทำงาน วันหยุดพักผ่อน และวันลา ระยะเวลาการจ้างงาน (ไม่เกิน 2 ปี สำหรับแรงงาน MOU) เงื่อนไขการยกเลิกสัญญา เช่น ลาออก เลิกจ้าง หรือหมดสัญญา ลายเซ็นของทั้งสองฝ่าย และพยาน (หากมี) เอกสารแนบท้ายที่มักใช้ ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัวแรงงาน, หนังสือเดินทาง, ใบอนุญาตทำงาน, และสำเนาหนังสือเดินทางนายจ้าง ข้อควรรู้ !  สัญญาจ้างต้องเป็นภาษาใด ? […]

1 4 5 6 7 8 28