見逃せないタイの役立つ情報

Carbon Neutral Event จัดงานแบบไหนถึงเป็น Event ติดกรีน !

Carbon Neutral Event  จัดงานยุคใหม่ ทำไม ? ต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อม  อย่างที่เราทราบกันดีว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจก (GHG)  ที่เป็นสาเหตุสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลต่อโลก ต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเกิดผลกระทบ เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น ทำให้ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยให้ความสำคัญ มีเป้าหมายร่วมกันในเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero emission) ภายในปี พ.ศ. 2608 ทำความรู้จักกับ Carbon Neutral Event  Carbon Neutral Event  คือ การจัดอีเว้นต์ ไม่ว่าจะเป็นการสัมมนา ประชุม หรือกิจกรรมใดๆ โดยที่มีการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมุ่งเน้นการดำเนินการโดยวางแผนทุกขั้นตอน ใช้ทรัพยากรทุกส่วนอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพสูงสุด บริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมทั้งหมดของงาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงาน การเดินทางของผู้เข้าร่วม วัสดุอุปกรณ์ อาหาร หรือของเสียที่เกิดขึ้นในทุกส่วนของกระบวนการจัดงาน โดมีการเก็บรวบรวมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการจัดงานทั้งหมดจากนั้นจะชดเชยส่วนที่เหลือด้วยการซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการที่ได้รับการรับรอง เพื่อทำให้งานนั้นเกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ทั้งนี้เป้าหมายของ Carbon Neutral Event ไม่ใช่เพียงการจัดงานที่คำนึงถึงด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการจัดงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวทาง ESG และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) อีกด้วย ความแตกต่างระหว่างงานทั่วไป และ  Carbon Neutral Event “Carbon Neutral Event” คือแนวทางการจัดงานรูปแบบใหม่ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยแตกต่างจาก “งานอีเวนท์ทั่วไป” อย่างมีนัยสำคัญ งานทั่วไปมักมุ่งเน้นที่ความสวยงาม ความสะดวก และประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมเป็นหลัก โดยไม่ได้คำนึงถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการใช้ไฟฟ้า การเดินทาง วัสดุอุปกรณ์ หรือของเสียที่เกิดจากงาน แต่สำหรับ Carbon Neutral Event ผู้จัดจะเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนวางแผน โดย วัด (Measure) ปริมาณการปล่อยคาร์บอนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับงาน จากนั้นจึงวางแผน ลด (Reduce) การปล่อยในทุกมิติ เช่น ใช้พลังงานสะอาด ลดขยะและพลาสติกใช้ครั้งเดียว และสุดท้ายคือ ชดเชย (Offset) ส่วนที่เหลือด้วยการซื้อคาร์บอนเครดิตหรือสนับสนุนโครงการลดคาร์บอนที่ได้รับการรับรอง การจัดงานลักษณะนี้จึงไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสะท้อนถึงความรับผิดชอบขององค์กรในด้านความยั่งยืน สร้างภาพลักษณ์เชิงบวก และเป็นก้าวสำคัญของวงการอีเวนต์สู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างแท้จริง Low Carbon Event มีวัตถุประสงค์เหมือน Carbon Neutral Event หรือไม่ […]

เพิ่มมูลค่าธุรกิจให้เติบโตไปกับ FDI ในโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

FDI ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาภายในโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดทุนไทยและเพิ่มมูลค่าให้แก่บริษัทที่อยู่ในตลาด  ผ่านกิจกรรมที่ครอบคลุม 3 แผนสำคัญ ได้แก่ Business Growth Plan, Governance Plan และ Climate Action Plan โครงการ  JUMP+ คืออะไร ?   โครงการ JUMP+ คือโครงการที่มุ่งส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียน มีการจัดทำแผนกลยุทธ์ และการดำเนินการเพื่อเพิ่มมูลค่าของกิจการ รวมถึงการสื่อสารความคืบหน้ากับผู้ลงทุน โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและสนับสนุนการสร้าง Corporate Value ของบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจ ผ่านการเปิดเผยแผนการเติบโตของบริษัท มีเป้าหมายในการสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนบรรลุวัตถุประสงค์ในการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน ให้มูลค่าหุ้นสะท้อนพื้นฐานที่แท้จริง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนในระยะยาว ปัจจุบันโครงการ JUMP+ และมีกำหนดสิ้นสุดโครงการในปี 2571 โครงการ JUMP+ มุ่งดำเนินการตาม 3 วัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ แผนการเติบโตของธุรกิจ (Business Growth Plan) – การเสริมสร้างการเติบโตและเพิ่มศักยภาพ และมูลค่าอย่างยั่งยืนให้แก่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ธรรมาภิบาล (Governance Plan) – แผนยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาล การกำกับดูแลขององค์กร เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน แผนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Climate Action Plan) ส่งเสริมการดำเนินงานด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม รองรับแนวโน้มความยั่งยืนและ ESG เกี่ยวกับโครงการ Jump +  โครงการ  JUMP+ เป็นหนึ่งใน Flagship Projects ตามแผนกลยุทธ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ต้องการมุ่งส่งเสริมเพิ่มมูลค่า สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับบริษัทจดทะเบียน รวมถึงตลาดทุนไทย โดยการสนับสนุนจากกลุ่มตลาดหลักทรัพย์และเครือข่ายพันธมิตร ในการดำเนินงานตามแผนธุรกิจ การขยายโอกาสทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2569 (ขยายเวลาการรับสมัครจากเดิม 30 ธันวาคม 2568 ) [อ่านคู่มือการใช้งานสมัครเข้าร่วมโครงการ การใช้งาน SETLink]  บริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนอะไรบ้าง ?  1.การสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) เงินทุนสนับสนุนเพื่อจัดทำแผนงาน JUMP+ และการดำเนินการตามแผนงาน โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง สูงสุดไม่เกิน 5,000,000 บาท ตลอดระยะเวลาโครงการ เงินรางวัลสำหรับบริษัทที่สามารถสร้างการเติบโตของบริษัทได้ตามเงื่อนไขกำหนด สูงสุด 500,000 […]

“ESG ปัจจัยและเครื่องมือสำคัญ” ที่นักลงทุนมองหาในยุคตลาดทุนยั่งยืน

ESG (Environment, Social, Governance)   ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนมองหาในยุคตลาดทุนยั่งยืน ภูมิทัศน์การลงทุนในศตวรรษที่ 21 ได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนสถาบันและรายบุคคลในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างผลตอบแทนทางการเงินเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงผลกระทบที่บริษัทมีต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี การเติบโตของกองทุน ESG (Environmental, Social, and Governance) ทั่วโลกสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์นี้อย่างชัดเจน จากข้อมูลของ ESG Today ระบุว่ากองทุนยั่งยืนทั่วโลกมีมูลค่ารวมถึง 3.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2024 ขณะที่ในประเทศไทย Bangkok Post รายงานว่าปี 2024 เป็นปีที่มีการเติบโตอย่างมากของกองทุน ESG ในตลาดทุนไทย แนวโน้มดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการหลักการ ESG เข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจไม่ใช่เพียงความรับผิดชอบต่อสังคม แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดเงินทุนและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน คำถามสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ ทำไมนักลงทุนจึงเลือกจัดสรรเงินทุนไปยังบริษัทที่มีการดำเนินงานด้าน ESG ที่เข้มแข็งมากกว่าบริษัททั่วไป และปัจจัยใดที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจลงทุนในมิตินี้ ความหมายและความสำคัญของ ESG สำหรับนักลงทุน ESG ประกอบด้วยสามเสาหลักที่สะท้อนถึงความยั่งยืนและความรับผิดชอบขององค์กร ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) ซึ่งครอบคลุมการจัดการทรัพยากร การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านสังคม (Social) ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติต่อพนักงาน ห่วงโซ่อุปทาน สิทธิมนุษยชน และความสัมพันธ์กับชุมชน และด้านการกำกับดูแลกิจการ (Governance) ที่ครอบคลุมโครงสร้างคณะกรรมการ ความโปร่งใส การควบคุมภายใน และจริยธรรมทางธุรกิจ สำหรับนักลงทุน ESG มิใช่เพียงเครื่องมือคัดกรองทางจริยธรรม แต่เป็นกรอบการวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสที่ครอบคลุมมิติที่งบการเงินดั้งเดิมไม่สามารถสะท้อนได้ บริษัทที่มีการดำเนินงาน ESG ที่แข็งแกร่งมักมีความสามารถในการลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย เช่น การถูกฟ้องร้องเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือแรงงาน ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงจากการประกอบธุรกิจที่ไม่โปร่งใส และความเสี่ยงในการดำเนินงานจากการขาดแคลนทรัพยากรหรือการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้พัฒนาระบบ SET ESG Ratings 2024 เพื่อประเมินและจัดอันดับบริษัทจดทะเบียนตามหลักการนี้ ขณะที่สถาบันไทยพัฒน์ได้คัดเลือกบริษัท ESG100 ประจำปี 2567 ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักลงทุนสามารถอ้างอิงข้อมูลเหล่านี้ในการตัดสินใจลงทุนได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น พฤติกรรมนักลงทุนกับ ESG การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักลงทุนต่อ ESG สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนทั้งในระดับสถาบันและรายบุคคล นักลงทุนสถาบัน โดยเฉพาะกองทุนบำเหน็จบำนาญและกองทุนรวมขนาดใหญ่ ได้นำหลักการ ESG มาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการลงทุนอย่างเป็นทางการ สาเหตุหลักมาจากการที่สถาบันเหล่านี้มีภาระผูกพันระยะยาวต่อผู้รับผลประโยชน์ จึงต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือความไม่สมดุลทางสังคม ข้อมูลจาก Morningstar ในรายงาน U.S. Sustainable Funds […]

ความสำคัญ “Green Finance” เมื่อการเงินกลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) กลายเป็นประเด็นเร่งด่วน ธุรกิจและภาคการเงินทั่วโลกถูกกดดันให้ประเมิน “ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม” Environmental Risk และผนวก ESG (Environmental, Social, Governance) เข้าในกลยุทธ์การดำเนินงาน ส่งผลให้การเงินสีเขียว (Green Finance) จึงกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้ สำหรับประเทศไทยในปี 2025 แนวโน้มนี้เริ่มเห็นแรงกระเพื่อมได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งจากนโยบายภาครัฐ ความตื่นตัวของภาคเอกชน และความต้องการของนักลงทุน ESG ที่ต้องการเลือกลงทุนในโครงการที่มีผลกระทบทางบวกต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับธุรกิจที่สนใจหรือกำลังมองหาโอกาส “Green Finance” จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่กลายเป็นเส้นทางสำคัญในการยกระดับความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว นโยบายภาครัฐ และ ธนาคารแห่งประเทศไทย ในด้านโครงสร้าง “Sustainable Finance Initiatives for Thailand” เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเงินสีเขียว ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาแผน “Sustainable Finance Initiatives for Thailand” ซึ่งมุ่งสนับสนุนให้ระบบการเงินไทยเปลี่ยนผ่านสู่การปล่อยคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Transition) ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การกำหนดแนวทางให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ และส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทางการเงินสีเขียว (Green Products) นอกจากนี้ ในเดือนพฤษภาคม 2025 ไทยได้เปิดตัว Thailand Taxonomy Phase II ซึ่งขยายขอบเขตของกิจกรรมที่ถูกจัดประเภทเป็น “สีเขียว / ยั่งยืน” ให้ครอบคลุมภาคเกษตรอุตสาหกรรม ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และการจัดการของเสีย ซึ่งรวมเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันให้ 95% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศอยู่ในกรอบการประเมินตาม Taxonomy ไทย แนวทางเหล่านี้ช่วยตั้ง “กติกา” และ “เกณฑ์” ให้ตลาดการเงินสามารถจัดสรรเงินทุนไปยังโครงการที่สนับสนุนการลดคาร์บอนได้อย่างมีทิศทางและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น   เครื่องมือสำคัญอย่าง Green Bond , Sustainability –  Loan, Carbon Credit Financing ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรเงินทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม  สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน เครื่องมือทางการเงินที่มีบทบาทสำคัญด้านการระดมและจัดสรรทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม  มีการจัดสรรเงินทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น  Green Bond / Sustainability Bond: ตราสารหนี้ที่ระบุว่าส่วนเงินที่ได้จะนำไปใช้สนับสนุนโครงการสีเขียว เช่น พลังงานหมุนเวียน […]

วีซ่าท่องเที่ยวในประเทศไทย สำหรับชาวต่างชาติ (Tourist Visa) คืออะไร

วีซ่าท่องเที่ยวคืออะไร ? สำหรับวีซ่าท่องเที่ยว (Tourist Visa – TR) คือ วีซ่าประเภทชั่วคราวที่ออกให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการท่องเที่ยว เยี่ยมเยียน หรือพักผ่อน โดย ห้ามประกอบธุรกิจหรือทำงานในประเทศไทย โดยผู้ที่ต้องการยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยว ควรวางแผนล่วงหน้า รวมถึงทำวามเข้าใจกับขั้นตอน เอกสาร ข้อกำหนดเพิ่มเติม เพื่อให้การท่องเที่ยวในประเทศไทยนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น  ประเภทของวีซ่าท่องเที่ยว และระยะเวลาที่อนุญาตให้อยู่ในไทย  Single Entry Tourist Visa (TR-S) เป็นวีซ่าประเภทเข้าประเทศไทยได้ครั้งเดียว อยู่ได้สูงสุด 60 วัน และสามารถยื่นขอต่ออายุได้อีก 30 วัน (รวมเป็น 90 วัน) Multiple Entry Tourist Visa (TR-M) สามารถใช้เข้า–ออกประเทศไทยได้หลายครั้ง ภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ละครั้งอยู่ได้สูงสุด 60 วัน คุณสมบัติหลักของวีซ่าท่องเที่ยว  เป็นชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวในประเทศไทย มีหลักฐานการเงิน เช่น สมุดบัญชี หรือ Bank Statement มีหลักฐานการจองที่พัก/โรงแรม หรือจดหมายเชิญ (ถ้ามี) มีตั๋วเครื่องบินขาออกจากประเทศไทย   ข้อกำหนดและเงื่อนไขที่สำคัญของวีซ่าท่องเที่ยวสำหรับชาวต่างชาติ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศไทยด้วยวีซ่าประเภทนี้ ต้องเข้าใจในเงื่อนไขของวีซ่าและข้อกำหนดทางด้านกฏหมาย เพื่อให้การเดินทาง การยื่นเอกสารเป็นไปอย่างราบรื่นมากที่สุด  1.ต้องเข้าใจในวัตถุประสงค์ของวีซ่าประเภทนี้ว่าออกให้เพื่อการท่องเที่ยว เยี่ยมเยียน พักผ่อนเท่านั้น ห้ามประกอบธุรกิจหรือทำงานในประเทศไทย 2.ต้องทำตามเงื่อนไขตามที่กฏหมายระบุ เช่น สามารถอยู่ในราชอาณาจักรไทยได้ไม่เกิน 60 วันต่อครั้ง กรณีมีอายุวีซ่า 3 เดือน (Single Entries) ต้องมีจำนวนเงินติดตัวอยู่ที่ 20,000 บาท/คน  เอกสารที่ต้องใช้ในการประกอบการพิจารณา โดยกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศได้ให้ข้อมูลไว้ว่า  หนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง อายุใช้งานไม่น้อยกว่า 6 เดือน แบบฟอร์มวีซ่าที่กรอกข้อความสมบูรณ์ รูปถ่ายขนาด 2 ½ นิ้ว จำนวน 2 รูป (ถ่ายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน /ไม่สวมหมวก และแว่นตาดำ) หลักฐานที่แสดงว่าจะเดินทางออกจากประเทศไทยหลังจากสิ้นสุดการท่องเที่ยว เช่น บัตรโดยสารเครื่องบินไป-กลับ หรือที่จะเดินทางไปยังประเทศที่สาม เอกสารจากบริษัทท่องเที่ยว (กรณีที่เดินทางมากับบริษัททัวร์) ทั้งนี้ อาจขอให้แสดงเอกสารเพิ่มเติมหรือสัมภาษณ์ผู้ขอรับการตรวจลงตราด้วย […]

รวมคำถาม – พร้อมคำตอบที่พบบ่อย จดทะเบียนบริษัท ทุนจดทะเบียนบริษัทขั้นต่ำ

ตามกฏหมายระบุไว้ว่า สามารถจดทะเบียนบริษัทได้ด้วยทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 10 บาท โดยคำนวณจากมูลค่าหุ้นขั้นต่ำ 5 บาทต่อ 1 หุ้น และต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 2 คน ตามกฏหมายระบุไว้ แต่อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัตินั้นควรพิจารณาตั้งทุนจดทะเบียนให้สูงขึ้นตามรูปแบบธุรกิจและการดำเนินกิจการ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทมากยิ่งขึ้น  บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจในเรื่องอะไร ? ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ การจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยสำหรับต่างชาติและคนไทย คำแนะนำหลังการจดทะเบียนบริษัท การดำเนินการต่อ การเปลี่ยนแปลงข้อมูล-เอกสาร กรณีมีการแก้ไข ย้ายที่อยู่ สำหรับบริษัททั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการพิเศษหรือไม่มีหุ้นคนต่างชาติ ทุนจดทะเบียนสามารถจดทุนที่หลักแสนได้ เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือในเชิงธุรกิจ เช่น เปิดบัญชีบริษัท จัดทำเอกสารขอสินเชื่อ เป็นต้น ขอแนะนำว่าส่วนใหญ่ บริษัทจำกัดโดยส่วนมากมักจะใช้ทุนจดทะเบียนเริ่มต้นที่ 500,000 – 1,000,000 บาท เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดองค์กร ประเภทธุรกิจ รวมถึงควรพิจารณาว่าความต้องการเงินทุนในการดำเนินงานจริง เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง  สำหรับบริษัทที่มีการจ้างต่าวด้าว หรือมีกรรมการบริษัทเป็นต่างชาติ ทุนจดทะเบียนต้องมีไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาทต่อชาวต่างชาติ 1 คน หากต้องการขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ตามกฏหมายระบุเอาไว้ แต่มีกรณีได้รับสิทธิพิเศษ เช่น ภายใต้ BOI หรือโครงการส่งเสริมอื่น ๆ โดยสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของ FDI ในการจดทะเบียนบริษัท การยื่นขอใบอนุญาต FBC FBL การยื่นขอใบอนุญาตทำงานสำหรับชาวต่างชาติ   รวม 10 คำถามที่พบบ่อย  พร้อมคำตอบเกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัท Question 1: ทุนจดทะเบียนบริษัท คืออะไร ? Answer : ทุนจดทะเบียน คือ จำนวนเงินทุนที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทตกลงร่วมกันว่าจะลงเงินเข้ามาในบริษัท โดยระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิและเอกสารจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ณ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า   Question 2 : ใช้ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ ต้องมีเท่าไหร่ ? Answer :  ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับการจัดตั้งบริษัทจำกัดในประเทศไทยคือ 10 บาท โดยต้องมีหุ้นอย่างน้อย 2 หุ้น หุ้นละ 5 บาท แต่ในทางปฏิบัติ ควรตั้งทุนจดทะเบียนให้สูงกว่าขั้นต่ำนี้ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและรองรับการดำเนินธุรกิจ    Question 3 :  […]

ธุรกิจกับผู้บริโภค จะสร้างการมีส่วนร่วมลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างไร ?

ในยุคที่วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบในวงกว้างมากขึ้นทั่วโลก ทุกภาคส่วนจึงต้องเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ประเทศไทยเองก็ไม่ตกขบวนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ โดยได้ประกาศเจตจำนงอย่างชัดเจนบนเวทีโลกว่า จะมุ่งบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2608 (ค.ศ. 2065) เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงเร่งผลักดันกฎหมายและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เช่น พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) และ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เพื่อสร้างกรอบการดำเนินงานและกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนปรับตัวสู่แนวทางเศรษฐกิจสีเขียว ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็มีความตื่นตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากแรงกดดันทั้งภายในประเทศและจากมาตรการระหว่างประเทศ เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่ส่งผลให้หลายองค์กรต้องกำหนดเป้าหมาย Net Zero ของตนเอง พร้อมทั้งเร่งลงทุนในโครงการลดการปล่อยคาร์บอนในรูปแบบต่าง ๆ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ การเติบโตอย่างรวดเร็วของ ตลาดการเงินสีเขียว (Green Finance) ซึ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระดับประเทศและระดับโลก แนวทางสำหรับการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กร กลุ่มธุรกิจ คือ ผู้มีศักยภาพสูงในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในระดับกว้าง เพราะมีทรัพยากร ระบบ และโอกาสในการปรับเปลี่ยนเชิงระบบ โดยมีแนวทางที่สามารถเริ่มทำได้ดังนี้  1. การวัดก่อนลด : การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร  ก่อนจะลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์นั้น ต้องรู้ฐาน (baseline) ของการปล่อย สำหรับธุรกิจควรเริ่มด้วยการวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร โดยใช้มาตรฐานสากล เช่น GHG Protocol, ISO 14064 หรือมาตรฐานของหน่วยงานท้องถิ่น เช่น อบก. (TGO) ของไทย ซึ่งการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์จะช่วยให้ทราบถึงการปล่อย GHG ขององค์กรในแต่ละกิจกรรม นอกจากนี้ หลายองค์กรเลือกตั้งเป้าหมายที่อิงจากวิทยาศาสตร์ (science-based targets) ผ่าน SBTi (Science Based Targets initiative) เพื่อให้เป้าในการลดคาร์บอน มีความสอดคล้องกับเป้าทางวิทยาศาสตร์ของโลก 2. การจัดการซัพพลายเชน (Supply Chain Management) ในหลายธุรกิจ ปริมาณการปล่อยใน Scope 3 (ซัพพลายเชนและการใช้สินค้ารายหลังขาย) มักเป็นสัดส่วนสูงสุด โดยการจัดการซัพพลายเชน […]

Thailand Taxonomy คืออะไร ? มาตรฐานใหม่สู่สังคมคาร์บอนต่ำ

เคยสงสัยกันหรือไม่ ? ว่าการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของแต่ละธุรกิจดำเนินการกันจริงจังหรือทำเพื่อกล่าวอ้าง โดยไม่ได้มีการดำเนินการลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมตามที่อ้าง จนอดสงสัยไม่ได้ว่า องค์กรไหนเขียวจริง หรือองค์กรไหนฟอกเขียว (Greenwashing) การเกิด Taxonomy ขึ้นมานั้นจะช่วยให้เป็นเครื่องมือในการคัดกรอง รวมถึงการจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับด้านสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องมากขึ้น เพื่อให้เกิดการสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ Thailand Taxonomy คืออะไร ? ทำไมถึงสำคัญ Thailand Taxonomy คือ เป็นมาตรฐานการกำหนดนิยามและการจัดหมวดหมู่กิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการจำแนกกิจกรรมใช้เงื่อนไขทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมนั้นต้องมีความสอดคล้องกับ Thailand Taxonomy กล่าวคือต้องมีความสอดคล้องผ่านเกณฑ์ความยั่งยืนอย่างรอบด้าน โดยต้องคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วยเช่นกัน  ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางสำหรับภาคส่วนต่าง ๆ ใช้อ้างอิง โดยการนำ Thailand Taxonomy ไปใช้ยังเป็นไปตามความสมัครใจ โดยในปัจจุบันครอบคลุมกิจกรรมใน 6 ภาคเศรษฐกิจที่มีส่วนสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย ได้แก่ ภาคพลังงาน การขนส่ง การเกษตร การผลิต การก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ และการจัดการของเสีย  ในส่วนของคณะทำงาน Thailand Taxonomy นั้นจะประกอบไปด้วย ผู้แทนจากทั้งทางภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงิน โดยการจัดทำ Thailand Taxonomy ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ International Finance Corporation (IFC), Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit GmbH (GIZ) และ Asian Development Bank (ADB) รวมถึง ได้รับคำแนะนำทางเทคนิคจากที่ปรึกษาทั้งในและต่างประเทศตลอดกระบวนการพัฒนา ได้แก่ Climate Bonds Initiative (CBI), DNV, the Creagy, สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (Carbon Institute for Sustainability: CBiS) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (Thailand Development Research Institute Foundation: TDRI)  งานวิจัยกรุงศรี ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่าเกณฑ์ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ต้องมีส่วนสำคัญในการบรรลุตามวัตถุประสงค์ รวมถึงกรอบข้อกำหนดดังนี้  กิจกรรมต้องมีส่วนสำคัญในการบรรลุวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างน้อย 1 ด้าน จากทั้งหมด 6 ด้าน ได้แก่  […]

Carbon Label หรือ ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในไทยมีแบบไหนบ้าง ต่างกันอย่างไร ?

Carbon Label คืออะไร ?  มีความสำคัญอย่างไรต่อนโยบายการขับเคลื่อนสู่ Net Zero  carbon label คืออะไร ? ฉลากคาร์บอน (Carbon Label) เป็นสัญลักษณ์เพื่อแสดงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e) ที่เกิดขึ้นในตลอดวัฏจักรชีวิตของสินค้า (Life Cycle Assessment: LCA) ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการกำจัดซากหรือการรีไซเคิล ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยในประเทศไทยมีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เป็นผู้ดูแล  ซึ่งสามารถติดฉลากคาร์บอนในผลิตภัณฑ์ได้ เพื่อแสดงถึงเจตจำนงในการเป็นสินค้ารักษ์โลก มีส่วนร่วมที่สำคัญในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง  จุดเริ่มต้นที่มาของฉลากคาร์บอนมาจากไหน ที่มาของฉลากคาร์บอน จุดเริ่มต้นแรกที่มานั้น มาจากองค์กร Carbon Trust จากสหราชอาณาจักร เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดและเปิดตัว Carbon Reduction Label ครั้งแรกในปี 2006 ตามด้วยมาตรฐาน PAS 2050 ที่เป็นกรอบทางเทคนิค ซึ่งถือว่าเป็นฉลากคาร์บอนฉบับแรกของโลก ฉลากนี้เน้นบอก “ปริมาณคาร์บอนที่ฝังอยู่ในผลิตภัณฑ์” และกำหนดว่าสินค้าที่ได้รับฉลากต้องมีการลดการปล่อยคาร์บอนจริง มิฉะนั้นจะถูกเพิกถอนสิทธิ์  ในส่วนของมาตรฐาน  PAS 2050 จาก BSI หลังจากเริ่มใช้ฉลาก Carbon Track ได้ร่วมมือกับหน่วยงานคุณภาพอื่น ๆ เพื่อนิยามมาตรฐานการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์จนเกิด PAS 2050 โดย British Standards Institution (BSI) ซึ่งเป็นกรอบมาตรฐานสากลในการวัด CO₂ ของผลิตภัณฑ์ทั้งวงจรชีวิต  และได้ขยายไปยังกลุ่มประเทศต่าง ๆ ที่มีการใช้แนวคิดนี้ที่ใกล้เคียงกัน อย่าง ญี่ปุ่น เปิดตัวระบบฉลาก Carbon Footprint of Product (CFP) ในปี 2012 และต่อยอดเป็นโครงการ SuMPO Environmental Label ในปี 2022 หรือ จีน นำร่องฉลาก Carbon Footprint ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าในปี 2018 และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และในประเทศไทยเริ่มพัฒนาเกณฑ์การขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009) โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ร่วมกับ […]

งบดุลคืออะไร ? How to การอ่านงบแสดงฐานะการเงินฉบับมือใหม่ !

งบดุลคืออะไร ? งบสำคัญที่คนทำธุรกิจควรรู้ งบดุล (Balance Sheet)  คือ เอกสารรายงานทางการเงินที่แสดงถึงฐานะทางการเงินของบริษัท ณ ช่วงเวลาใดเวลานึง ( ไตรมาส , ปี ) ที่จะโดยประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ สินทรัพย์ (Assets) คือสิ่งที่บริษัทมี , หนี้สิน (Liabilities) คือ สิ่งที่บริษัทเป็นหนี้ และส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) คือสิ่งที่บริษัทเป็นของเจ้าของหลังจากหักหนี้แล้ว โครงสร้างสมการงบดุล คือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น รู้หรือไม่ ? งบดุลเปลี่ยนชื่อแล้วนะ  คำว่างบดุลนั้นเป็นคำที่ถูกยกเลิกไปแล้ว โดยตามมาตรฐานบัญชีได้เปลี่ยนคำว่างบดุล เป็น งบแสดงฐานะการเงิน เพื่อให้ชื่องบการเงินแสดงความหมายที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น อธิบายเพิ่มเติม :  1.สินทรัพย์ (Assets)  หมายถึง  ทรัพยากรที่อยู่ในความควบคุมของกิจการและสามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจต่อได้ในอนาคต ซึ่งสินทรัพย์ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ  1.1 สินทรัพย์หมุนเวียน เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็ว 1.2 สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน จะเป็นสินทรัพย์ที่กิจการต้องถือไว้ยาวนานมากกว่าแบบ 1.1 ซึ่งจะเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องน้อย เช่น ที่ดิน อาคาร เป็นต้น  2.หนี้สิน (Liabilities) หมายถึง ภาระผูกพันของกิจการในปัจจุบัน แต่ก็จะมีหนี้สินบางประเภทที่จะเกิดผลดีกับกิจการ เช่น หนี้สินทางการค้า เพราะเป็นหนี้สินระยะสั้นไม่มีดอกเบี้ย ทำให้กิจการมีกระแสเงินสดหมุนเวียนมากขึ้นในกิจการ โดยหนี้สินแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ  2.1 หนี้สินหมุนเวียน หมายถึง หนี้สินระยะสั้นที่ต้องชำระภายใน 1 ปี 2.2 หนี้สินไม่หมุนเวียน หมายถึง หนี้สินระยะยาวที่ต้องใช้เวลาในหารชำระมากกว่า 1 ปี 3.ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) หมายถึง ส่วนของที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสินทรัพย์ของกิจการหลังจากหนี้สินแล้ว  ความสำคัญของงบดุล ทำไมงบดุลถึงสำคัญ ? สำหรับผู้ประกอบการและคนทำธุรกิจ  งบดุลสามารถทำให้เห็นภาพรวมการเงินได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นงบดุลคือภาพรวมของ สินทรัพย์ (Assets), หนี้สิน (Liabilities) และ ส่วนของเจ้าของ […]

1 3 4 5 6 7 29