FDI

เอฟ ดี ไอ กรุ๊ป เปิดเกมรุก “บริการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน” เจาะลึกกลยุทธ์และแนวทางพลิกวิกฤตเป็นกำไร

ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสภาวะภูมิอากาศแปรปรวน (Climate Change) และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว “ESG – Carbon Neutrality – Net Zero” ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ขององค์กรขนาดใหญ่อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “เงื่อนไขบังคับ” ที่ทุกธุรกิจทุกอุตสาหกรรมต้องเผชิญ หากพูดถึงหนึ่งในองค์กรที่กำลังได้รับความสนใจในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการวางกลยุทธ์ธุรกิจและความยั่งยืน ปฏิเสธไม่ได้ว่า “เอฟ ดี ไอ กรุ๊ป” บริษัทที่ปรึกษาสัญชาติญี่ปุ่น-ไทย คือหนึ่งในองค์กรที่ตอบโจทย์นี้ได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด นับตั้งแต่เปิดตัวบริการให้คำปรึกษาทางด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกและความยั่งยืนในปี 2023 มีโครงการสำเร็จและอยู่ระหว่างดำเนินการแล้วมากกว่า 100 โครงการ อาทิ โรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางในภาคตะวันออก ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 3% ภายใน 12 เดือน (Scope 1+2) พร้อมรับรองมาตรฐาน CFO และ CFP จาก TGO รวมถึงบริษัทอีกกว่า 150 แห่งที่ไว้วางใจในกระบวนการวางแผน ดำเนินการ และเตรียมความพร้อม จากพลวัตการเติบโตที่ไม่หยุดหย่อน เอฟ ดี ไอ กรุ๊ป กำลังยกระดับสู่บทบาท “Business Sustainability Partner” หุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ที่พร้อมจับมือผู้ประกอบการไทยก้าวสู่อนาคต จากที่ปรึกษาธุรกิจ สู่พันธมิตรด้านกลยุทธ์ พลิกสู่ความยั่งยืนขององค์กรไทย “เอฟ ดี ไอ กรุ๊ป” เริ่มก่อตั้งตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 โดยให้บริการด้านที่ปรึกษาเพื่อการดำเนินธุรกิจในไทยแบบครบวงจร ที่ครอบคลุมตั้งแต่การจดทะเบียนบริษัท การยื่นขอใบอนุญาตเพื่อประกอบธุรกิจ (FBC และ FBL) การทำบัญชีและวางแผนภาษี สำหรับนิติบุคคล ด้านการสรรหาทรัพยากรบุคคล จัดทำเงินเดือน การยื่นขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน และบริการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ด้วยจุดแข็งสำคัญของ FDI คือการทำงานแบบลงมือทำจริงร่วมกับลูกค้า ไม่ใช่เพียงแค่การให้คำปรึกษาเชิงทฤษฎี แต่เข้าไปทำงานเสมือนเป็นหนึ่งในทีมขององค์กร เพื่อช่วยวางแผน ปรับระบบ และผลักดันให้องค์กรสามารถบรรลุเป้าหมายด้านธุรกิจและความยั่งยืนได้จริง “ESG ไม่ใช่ทางเลือก แต่คืออนาคตของธุรกิจ” คุณพัชราภรณ์ เวชวิทยาขลัง ประธานกรรมการบริหาร ระบุชัดว่า องค์กรทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันสามทิศทาง ทั้งนโยบายภาครัฐ มาตรการด้านคาร์บอนจากประเทศคู่ค้า และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้น้ำหนักกับสินค้าคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น “วันนี้ ESG ไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่คือตัวแปรที่ชี้ขาดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะองค์กรที่ส่งออกไปสหภาพยุโรป ซึ่งเริ่มบังคับใช้ CBAM — ภาษีคาร์บอนที่เก็บจากสินค้านำเข้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง นั่นคือต้นทุนที่จับต้องได้และหลีกเลี่ยงไม่ได้” “องค์กรที่ปรับตัวเร็ว ไม่เพียงได้เปรียบด้านต้นทุน แต่จะเป็นผู้กำหนดเกมในตลาด — ไม่ใช่แค่ผู้ตาม” คุณพัชราภรณ์ ยังย้ำอีกว่า ด้วยการที่ไทยประกาศเป้าหมาย […]

เปิดบริษัทต่างชาติในไทย 2569 ต้องยื่นขอเอกสารอะไรบ้าง ?

ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของนักลงทุนต่างชาติในปี 2569 ทั้งในกลุ่มธุรกิจการผลิต เทคโนโลยี โลจิสติกส์ อาหาร และบริการ เนื่องจากไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในอาเซียน มีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการลงทุน และมีระบบซัพพลายเชนที่แข็งแรง อย่างไรก็ตาม การเปิดบริษัทต่างชาติในไทยไม่ใช่เพียงแค่การจดทะเบียนบริษัทตามที่เข้าใจเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของกฎหมายธุรกิจต่างด้าว ใบอนุญาตเพื่อประกอบธุรกิจตามแต่ละประเภท วีซ่าและใบอนุญาตทำงานสำหรับต่างชาติ และเอกสารหลายส่วนที่ต้องเตรียมให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น หากมีการวางโครงสร้างธุรกิจผิดตั้งแต่แรก หรือใช้เอกสารไม่ครบถ้วน อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว รวมถึงการขอ Visa และ Work Permit ของกรรมการหรือพนักงานต่างชาติได้เช่นกัน โดยในบทความนี้จะเป็นการแนะนำข้อมูลในเบื้องต้น หากนักลงทุนหรือบริษัทต่างประเทศต้องการเปิดบริษัทในไทย ปี 2569 ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง และควรวางแผนอย่างไรให้ธุรกิจดำเนินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย บทความนี้ FDI Group จะสรุปให้เข้าใจง่ายว่า หากชาวต่างชาติต้องการเปิดบริษัทในประเทศไทย ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง และมีขั้นตอนใดที่ควรรู้ รวมถึงการดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้  ต่างชาติสามารถเปิดบริษัทในไทยได้หรือไม่ ? ตามกฎหมายไทย ชาวต่างชาติสามารถจัดตั้งบริษัทในประเทศไทยได้ แต่จะต้องพิจารณาตามลักษณะธุรกิจ และสัดส่วนการถือหุ้น เนื่องจากบางธุรกิจอยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business Act: FBA) ซึ่งจะสามารถบ่งบอกได้ว่าธุรกิจต่างด้าวนั้นมีประเภทใดบ้างที่สามารถดำเนินธุรกิจในไทยได้ โดยทั่วไป บริษัทต่างชาติที่ถือหุ้นเกิน 49% อาจต้องขออนุญาตเพิ่มเติม เช่น Foreign Business License (FBL) Foreign Business Certificate (FBC) BOI Promotion (กรณีได้รับส่งเสริมการลงทุน) ดังนั้น ก่อนเริ่มจัดตั้งบริษัท ควรวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น โดยสามารถอ่านรายละเอียดในการขอใบอนุญาต Foreign Business License (FBL) และ Foreign Business Certificate (FBC) ได้ที่นี่ ! คลิกเพื่ออ่านต่อ  หากมีต่างชาติทำงานในบริษัท ต้องเตรียมเอกสารใดบ้าง ? หากกรรมการหรือพนักงานต่างชาติต้องการทำงานในไทย ต้องดำเนินการเพิ่มเติม เช่น วีซ่าธุรกิจ Non-Immigrant B ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) เอกสารที่เกี่ยวข้องจะต้องสอดคล้องกับข้อมูลบริษัทที่จดทะเบียนไว้ด้วยเช่นกัน โดยสามารถปรึกษาการจัดเตรียมเอกสาร การยื่นขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ได้จาก FDI Group เช่นเดียวกัน    ทำไมควรมีที่ปรึกษาในการเปิดบริษัทต่างชาติ การเปิดบริษัทต่างชาติในไทยมีรายละเอียดด้านกฎหมาย […]

การลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) คืออะไร เป็นก้าวสำคัญสู่ Net Zero จริงหรือ ?

ในปี 2026 หลายองค์กรเริ่มตระหนักตรงกันว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นเรื่อง การลดต้นทุน การลดความเสี่ยง และการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อคุมอุณหภูมิโลกตามเป้าหมายความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่มุ่งสู่ “สมดุลระหว่างการปล่อยและการดูดกลับ” ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษนี้ ทำไมการลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) ถึงสำคัญในยุคนี้ ? การปล่อยคาร์บอนที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นหนึ่งในตัวการหลักที่ขับเคลื่อน ภาวะโลกร้อน ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบเชิงภูมิอากาศที่รุนแรง เช่น อุณหภูมิสูงขึ้น การละลายของแผ่นน้ำแข็ง การเกิดภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง และผลกระทบต่อระบบนิเวศทั่วโลก จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ตามเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านของ  ลดความเสี่ยงก่อนเกิดผลกระทบรุนแรงของสภาพภูมิอากาศ เป็นการปกป้องสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ให้เกิดขึ้นได้จริงตามเป้าหมายของนานาชาติและแต่ละประเทศที่มีเป้าหมาย นโยบายร่วมกันเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งต้องอาศัยการลดจริงอย่างรวดเร็วและลึก โดยเฉพาะในระบบพลังงาน ปัจจัยในด้านมาตรการและกฏหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น เช่น EU-CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) และร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  อย่างธนาคารกสิกรไทย ได้มีการสนับสนุน เชิญชวนกลุ่มธุรกิจเร่งปรับตัว เพื่อคว้าโอกาสใหม่ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยการมีสินเชื่อเพื่อการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม การดำเนินการด้านความยั่งยืน หรือสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านเพื่อเร่งสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Paris Agreement  นอกจากนี้ยังมีบริการให้ความรู้แบบครบวงจรในด้าน Net Zero สนับสนุนองค์ความรู้ งานวิจัย ความร่วมมือระหว่างองค์กร ภาครัฐ และเอกชน เพื่อพัฒนา Climate Ecosystem ของประเทศไทยสู่ความยั่งยืน  การลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) คืออะไร ?  Decarbonization คือ กระบวนการที่ประเทศ บุคคล หน่วยงานหรือองค์กรใดก็ตาม ที่มีการมุ่งเป้าเพื่อบรรลุการกำจัดคาร์บอนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลจนเหลือศูนย์สำหรับภาคพลังงาน กล่าวคือ การลดการปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยพลังงานไฟฟ้าที่สร้างขึ้น เพื่อลดความเข้มข้นของคาร์บอน โดยใช้การปรับปรุงกลยุทธ์มาใช้ เช่น ระบบการค้าคาร์บอน การดักจับคาร์บอน และการลงทุนในเทคโนโลยีและแหล่งพลังงานที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ   ทำไมองค์กรต้องมีการวางกลยุทธ์ขององค์กร (Decarbonization Strategy) ด้วย 4 เหตุผลแนวคิดหลัก  1. การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศกำลังออกนโยบายและมาตรการด้านคาร์บอนเพิ่มขึ้น เช่น Carbon Tax มาตรการจัดเก็บภาษีคาร์บอนที่ดำเนินการอย่างจริงจัง  Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) การรายงาน ESG และ Carbon Disclosure ของธุรกิจ  […]

5R กับการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ แนวคิดในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในประเด็นเรื่อง การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint Reduction) กลายเป็นเรื่องสำคัญของทั้งองค์กร ธุรกิจ และประชาชนทั่วไป เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก หนึ่งในแนวคิดที่ได้รับความนิยมและสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันคือ หลักการ 5R ซึ่งเป็นแนวทางในการจัดการทรัพยากรและลดปริมาณขยะอย่างมีประสิทธิภาพ แนวคิด 5R ไม่ได้เป็นเพียงแนวทางลดขยะเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วย ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพราะการผลิตสินค้า การขนส่ง และการกำจัดของเสีย ล้วนเป็นกระบวนการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ หากเราสามารถลดการใช้ทรัพยากรหรือหมุนเวียนทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในบทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า 5R คืออะไร ? และมีบทบาทอย่างไรในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ทั้งในระดับองค์กร และในระดับบุคคล เพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนไปพร้อมกัน  แนวคิด 5 R คืออะไร ?  5R คือ แนวทางในการจัดการทรัพยากรและลดปริมาณขยะอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นให้มนุษย์ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการสร้างของเสีย และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หลักการนี้เป็นแนวคิดสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่หลายประเทศทั่วโลกนำมาใช้ในการจัดการขยะและทรัพยากร ความสำคัญของหลักการ 5R การนำหลักการ 5R มาใช้มีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างมาก ได้แก่ ลดปริมาณขยะและมลพิษสิ่งแวดล้อม ช่วยลดขยะที่ต้องนำไปฝังกลบหรือเผา ซึ่งเป็นสาเหตุของมลพิษ ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ทรัพยากรถูกใช้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การผลิตสินค้าใหม่ต้องใช้พลังงานจำนวนมาก การลดการใช้และการรีไซเคิลจึงช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ทำให้ทรัพยากรถูกหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่แทนการใช้แล้วทิ้ง สร้างพฤติกรรมการบริโภคอย่างยั่งยืน ช่วยปลูกฝังให้สังคมตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ     5 R มีแนวคิดอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับหลักการดังกล่าว 1. Refuse  ปฏิเสธสิ่งที่ไม่จำเป็น การปฏิเสธการใช้สิ่งของที่ก่อให้เกิดขยะตั้งแต่ต้นทาง เช่น การไม่รับถุงพลาสติกหรือหลอดพลาสติกเมื่อซื้อสินค้า การปฏิเสธสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์เกินความจำเป็น การเริ่มต้นจากการ “ไม่ใช้” จะช่วยลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้นได้มากที่สุด 2. Reduce  ลดการใช้ การลดปริมาณการใช้ทรัพยากรและสินค้า เช่น การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก การเลือกซื้อสินค้าเท่าที่จำเป็น หรือการใช้เอกสารดิจิทัลแทนกระดาษ วิธีนี้ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและลดขยะตั้งแต่ต้นทาง 3. Reuse  ใช้ซ้ำ การนำสิ่งของที่ยังสามารถใช้งานได้กลับมาใช้ใหม่ เช่น การใช้ขวดน้ำแบบเติม การใช้กล่องอาหารซ้ำ หรือการนำถุงพลาสติกมาใช้ซ้ำ วิธีนี้ช่วยยืดอายุการใช้งานของสินค้าและลดการสร้างขยะใหม่ 4. Repair  […]

คู่มือการขอใบประกอบกิจการ เพื่อขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร

การเริ่มต้นธุรกิจอาหารไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตอาหารขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องดำเนินการคือ การขอใบประกอบกิจการและใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากธุรกิจอาหารเกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพของผู้บริโภค หน่วยงานภาครัฐจึงมีการควบคุมอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอใบอนุญาตผลิตอาหารทำอย่างไร ? คู่มือแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ นิยามของคำว่า “สถานที่ผลิตอาหาร” คือ เป็นสถานที่ที่ใช้ผลิตและจัดการเกี่ยวกับอาหารตลอดทั้งกระบวนการ ที่รวมตั้งแต่การจัดหา รับ และจัดเก็บวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการแปรรูปสินค้า โดยรวมไปถึงการแบ่งบรรจุสินค้าเพื่อกระจายจำหน่ายไปให้แก่ผู้บริโภคด้วย  โดยการมีใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหารในการประกอบกิจการสำคัญอย่างไร ?  1. สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกกฎหมาย ไม่ต้องกังวลใจในการดำเนินงาน ธุรกิจที่ไม่มีใบอนุญาต หากตรวจพบ อาจถูกสั่งปิดหรือถูกดำเนินคดีได้ โดยไม่ได้สนใจว่าแบรนด์นั้นจะติดตลาดหรือมีขนาดใหญ่มากน้อยเท่าใด หากทำผิดกฏหมายก็จะโดนดำเนินคดีเนื่องจากไม่มีใบอนุญาตดังกล่าว  2. เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าและคู่ค้า ลูกค้าและคู่ค้าจะเชื่อมั่นในธุรกิจ แบรนด์ ที่มีใบอนุญาตผลิตอาหารอย่างถูกต้อง เชื่อมั่นว่ากระบวนการผลิตเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง สะอาดและปลอดภัย มีมาตรฐานที่สำคัญที่ผ่านการตรวจสอบแล้วเรียบร้อย  ซึ่งกองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า สถานที่ผลิตอาหารที่เข้าข่ายโรงงานและไม่เข้าข่าย สามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ  1.สถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตอาหารที่ใช้เครื่องมือ เครื่องจักรในการผลิตอาหาร รวมต่ำกว่า 50 แรงม้า และใช้คนงานต่ำกว่า 50 คน  2.สถานที่ผลิตอาหารที่เข้าข่ายโรงงาน โดยเป็นสถานที่ผลิตอาหารที่ใช้เครื่องมือ เครื่องจักร ในการผลิตอาหาร ซึ่งรวมตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไป หรือใช้คนงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป    ขั้นตอนที่ควรรู้สำหรับการขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้ 1.ส่วนของการขอตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร  2.ส่วนของการขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร   ในส่วน 1 : การขอตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร ขั้นตอนที่ 1 : เข้าใช้งานระบบ e-Submission ศึกษารายละเอียด เพื่อเข้าใช้งานระบบ ขั้นตอนที่ 2 : เปิดสิทธิ์เพื่อเข้าใช้งานระบบ e-Submission และยื่นขอจัดทำฐานข้อมูลหลักผู้ประกอบการ ซึ่งต้องมีการเตรียมเอกสารตามแบบที่ได้กำหนดไว้ให้ครบถ้วน  ขั้นตอนที่ 3 : ยื่นคำขอเพื่อตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหารและชำระเงินค่าคำขอตรวจประเมินเบื้องต้นผ่านระบบออนไลน์  ขั้นตอนที่ 4 : การรับตรวจประเมินและรายงานผลการตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร โดยสามารถอ่านรายละเอียดคู่มือการยื่นคำขอตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหารได้ที่นี่    ในส่วน 2 : การขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร โดยสามารถยื่นผ่านระบบ e-Submission […]

เจ้าของกิจการต้องอ่านเรื่องนี้ ! คู่มือก่อนจ้างต้องรู้กฎหมายแรงงานต่างด้าว

นายจ้างต้องอ่าน ก่อนจ้างต้องรู้ “กฎหมายแรงงานต่างด้าว” ในหลายกิจการเมื่อธุรกิจเติบโตหรือขยายสาขาเพิ่มมากขึ้น การใช้แรงงานคนในการเป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน เพื่อให้การดำเนินงานนั้นสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เช่น งานที่ต้องให้การบริการด้วยคน งานประมง งานอุตสาหกรรม ที่แรงงานไทยนั้นไม่นิยมทำ จึงเป็นช่องว่างที่แรงงานต่างด้าวเข้ามาเป็นแรงงานทดแทนในส่วนนี้ และยังเป็นตัวช่วยที่น่าสนใจในเรื่องของค่าตอบแทนขั้นต่ำไว้อย่างชัดเจนอีกด้วย    เปิดเหตุผลที่ต่างด้าวสนใจมาทำงานไทยเพราะอะไรบ้าง ? 1.ด้านของสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลของกองทุนประกันสังคม ซึ่งแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฏหมายจะสามารถใช้สวัสดิการดังกล่าวได้ รวมถึงสวัสดิการกองทุนเงินทดแทน โดยเงินทดแทนตามกฏหมายว่าด้วยกองทุนเงินทดแทนกรณีเกิดอุบัติเหตุขึ้นจากการทำงาน 2.ค่าแรงขั้นต่ำถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนสำหรับงานแต่บะประเภทที่เข้ามาทำ ซึ่งหากเทียบกับค่าแรงในประเทศของแรงงานต่างด้าวนั้นถือว่าในไทยค่อนข้างสูงกว่ามาก 3.ไทยยังต้องการและขาดแคลนแรงงานต่างด้าว ที่จะเข้ามาทำงานที่คนไทยไม่นิยมทำ  4.การเดินทางและเคลื่อนย้ายแรงงานสามารถทำได้ง่าย ด้วยการข้ามพรมแดนมายังไทยได้สะดวก สามารถเดินทางด้วยรถยนต์อีกทั้งราคาค่าโดยสารค่อนข้างมีราคาถูก ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็น 4 เหตุผลหลักที่ผู้ประกอบการนิยมจ้างแรงงานต่าวด้าวเข้ามาขับเคลื่อนเเละเป็นส่วนหนึ่งในการทำธุรกิจดังกล่าวในไทย โดยนายจ้างนั้นต้องเข้าใจกฏหมายแรงงานต่างด้าวว่าต้องดำเนินการอย่างไร รวมถึงการยื่นขอเอกสาร การต่ออายุใบอนุญาต การรายงานตัวของลูกจ้าง ซึ่งต้องให้ความสำคัญในประเด็นดังกล่าว   กฎหมายแรงงานต่างด้าว คืออะไร ? กฎหมายแรงงานต่างด้าว คือกฎหมายที่ควบคุมการทำงานของชาวต่างชาติในประเทศไทย โดยกำหนดเงื่อนไขการทำงาน สิทธิ หน้าที่ และข้อจำกัดของทั้งนายจ้างและลูกจ้างต่างชาติ กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560  กฎหมายแรงงานและกฎหมายคนเข้าเมือง ระเบียบเกี่ยวกับอาชีพต้องห้ามสำหรับชาวต่างชาติ กฎหมายแรงงานต่างด้าวมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการทำงานของชาวต่างชาติ และรักษาสมดุลของตลาดแรงงานในประเทศ   เงื่อนไขสำคัญของกฎหมายแรงงานต่างด้าวในไทย 1. การจ้างแรงงานต่างด้าวในไทย ส่วนใหญ่เป็นงานที่ต้องมีการใช้แรงงานซึ่งมักจะทำการจ้างงานภายใต้ข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศ (MOU) สำหรับต่างด้าว ได้แก่ ลาว เมียนมา กัมพูชา และ เวียดนาม 2. งานบางประเภทห้ามชาวต่างชาติทำเด็ดขาด เช่น  แกะสลักไม้ , ทำเครื่องเงิน , ทำพระพุทธรูป เป็นต้น และ อาชีพที่สามารถทำได้ แบบไม่มีเงื่อนไข เช่น อาชีพกรรมกร ส่วนในแบบทำได้แต่มีเงื่อนไข กล่าวคือ ต่างด้าวต้องเป็นลูกจ้าง เป็นงานที่ขาดแคลนแรงงาน อนุญาตให้ทำแต่ต้องไม่กระทบต่อการมีงานทำของคนไทย เช่น ทำรองเท้า , กสิกรรม เป็นต้น โดยสามารถอ่านรายละเอียดต่อได้ที่ : ข้อมูลอาชีพห้ามคนต่างด้าวทำ โดยสำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรสงคราม  3.การมีวีซ่าและใบอนุญาตทำงานที่ถูกต้อง ตามที่ปกฏหมายระบุไว้    หน้าที่ของนายจ้างตามกฏหมายแรงงานต่างด้าว กฏหมายแรงงานต่างด้าวกำหนดให้นายจ้างต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดหลายประการ เช่น  1.แจ้งการจ้างงาน ซึ่งต้องมีการแจ้งแรงงานต่างด้าวที่เกี่ยวข้องหลังจากตกลงรับเข้าทำงาน 2.ห้ามมีการจ้างงานคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน  3.แจ้งทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง เช่น พนักงานลาออก นายจ้างต้องแจ้งหน่วยงานรัฐทุกครั้งภายในระยะเวลาที่กำหนด  4.ห้ามจ้างงานแบบผิดกฏหมาย […]

รู้จักกับ “Smart mobility” ยกระดับคุณภาพชีวิตสู่การเป็น Smart City อย่างแท้จริง

ในยุคที่เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาการจราจรติดขัด มลพิษทางอากาศ และความต้องการของประชากรเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แนวคิด Smart Mobility ได้กลายเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เมืองสามารถเดินหน้าเข้าสู่ยุคของ Smart City อย่างเต็มตัว โดยไม่เพียงแต่ยกระดับประสบการณ์การเดินทางแบบอัจฉริยะ การสร้างโครงข่ายคมนาคม การขนส่งที่สะดวกเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้คนให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตให้ดียิ่งขึ้น มาร่วมกันสำรวจ พร้อมหาคำตอบในบทความนี้ ที่จะพาไปรู้จักกับ “Smart mobility” ด้านการวางแผนเมืองและระบบการขนส่งอัจฉริยะ พร้อมแนวทางใช้งานจริง กับประโยชน์ต่อพลเมือง และการออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในระดับสากลกันผ่านบทความนี้  “Smart mobility” คืออะไร ?  สำหรับ Smart mobility เป็นส่วนสำคัญของแกนการพัฒนาที่จะนำไปสู่ Smart City อย่างเต็มตัว โดยเป็นการพัฒนาโครงข่ายสัญจรอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล (ฺBig Data) ระบบอัตโนมัติ โครงข่ายเชื่อมต่อ และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ของผู้คนและขนส่งสินค้าในเมือง การอุตสาหกรรม ไปจนถึงการท่องเที่ยวในประเทศ  โดย Depa ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า การพัฒนาเมืองอัจฉริยะมีมิติการพัฒนาได้หลายด้าน มีมิติที่สำคัญ 7 ด้านคือ 1) สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) 2) การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) 3) การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) 4) พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) 5) พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) 6) เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) 7) การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance)   จุดประสงค์หลักของ  Smart Mobility และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบการเดินทางที่ชาญฉลาด ปลอดภัย ยั่งยืน และตอบโจทย์คนเมือง โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล และนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ “ระบบการเดินทางที่ชาญฉลาด ปลอดภัย ยั่งยืน และตอบโจทย์คนเมือง” โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล และนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น  การเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง ด้วยโครงข่ายสัญจรที่เชื่อมต่อกัน (Integration)  ที่จะมีส่วนช่วยสำคัญในการลดเวลาการเดินทาง ลดความแออัด และทำให้ระบบขนส่งทำงานได้ราบรื่นมากขึ้น ผ่านการใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์และระบบจัดการจราจรอัจฉริยะ […]

รายงานตัว 90 วัน สำหรับต่างชาติพำนักในไทย ต้องทำอย่างไรบ้าง ?

การรายงานตัว 90 วัน คืออะไร ? การรายงานตัว 90 วัน (หรือเรียกว่า 90-day reporting) คือข้อกำหนดตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองไทยที่กำหนดให้ ชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทยเกิน 90 วัน ต้องแจ้ง ที่อยู่พักอาศัยปัจจุบัน ต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเป็นระยะ ๆ ทุก ๆ 90 วัน เป็นไปตาม มาตรา 37(5) แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 เพื่อให้ทางการทราบว่าชาวต่างชาติ ยังพำนักอยู่จริงในประเทศและพักอยู่ที่ไหนเป็นปัจจุบัน การรายงานนี้เป็น การยืนยันสถานะที่พักอาศัย ไม่ใช่การต่ออายุวีซ่าแต่อย่างใด โดยเป็นข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายคนเข้าเมืองของประเทศไทย คนต่างชาติสามารถแจ้งที่พักอาศัยได้ ก่อน 15 วัน หรือหลัง 7 วัน นับจากวันครบกำหนด หากเกินกำหนด ชาวต่างชาติต้องมารายงานตัวด้วยตนเอง เพื่อดำเนินการเปรียบเทียบปรับ โดยจะถูกเปรียบเทียบปรับ 2,000 บาท   ชาวต่างชาติที่ถือวีซ่า ประเภทที่อนุญาตให้พำนักในไทยนานกว่า 90 วัน ได้แก่  1.ผู้ที่ถือวีซ่าทำงาน (Non-Immigrant B Visa) 2.ผู้ที่ถือวีซ่าเกษียณอายุ (Non-Immigrant O-A Visa) 3.ผู้ที่ถือวีซ่านักศึกษา (Non-Immigrant ED Visa) 4.ผู้ที่ถือวีซ่าคู่สมรส (Non-Immigrant O Visa)  5.ผู้ถือวีซ่าประเภทอื่นๆ ที่อนุญาตให้พำนักในประเทศไทยเกิน 90 วัน หมายเหตุ : แต่ถ้าหากชาวต่างชาติ ออกนอกประเทศไทยก่อนครบ 90 วันและกลับเข้ามาใหม่ การนับวัน 90 วันจะเริ่มต้นนับใหม่ตั้งแต่วันกลับเข้าประเทศ    ปรึกษายื่นขอ Visa & Work Permit    ขั้นตอนการรายงานตัว 1.การเตรียมเอกสารตามที่ทางราชการได้กำหนดไว้ให้ครบถ้วน  ตัวอย่างเอกสาร เช่น หนังสือเดินทาง (Passport) ฉบับจริง , แบบฟอร์มรายงานตัว (TM.47) กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน , ใบอนุญาตการพำนักในประเทศไทย (Visa or Residence Permit) และเอกสารอื่นๆ […]

CO2e ในรายงานด้านสิ่งแวดล้อม คืออะไร ? พร้อมตัวอย่างการคำนวณ

CO2e คำนี้คืออะไร ? ที่พบบ่อยในรายงาน ESG / Sustainability Report CO2e (Carbon Dioxide Equivalent) หรือคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คือหน่วยที่ใช้วัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกต่าง ๆ ที่ภาคอุตสาหกรรมปล่อยออกมา และแปลงค่าให้เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกหลัก เนื่องด้วยก๊าซเรือนกระจกมีหลายชนิด  เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ CO₂, มีเทน CH₄,ไนตรัสออกไซด์ N₂O เพื่อให้วัดและเปรียบเทียบได้ในหน่วยเดียว เพราะหากไม่มีหน่วยกลางที่ทำหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐาน อาจส่งผลให้องค์กรไม่สามารถประเมินการปล่อยก๊าซในภาพรวมได้  CO2e จึงเป็นเหมือนภาษากลางของวงการอุตสาหกรรมและองค์กรที่มีการดำเนินงานในด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นการรายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) ,ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร , ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ , การทำรายงาน ESG , การทำคาร์บอนเครดิต ล้วนแล้วแต่มีการใช้ CO2e  เป็นหน่วยในการคำนวณทั้งสิ้น  ตัวอย่างการแปลงค่า CO2e แบบเข้าใจง่าย สมมติว่า ปล่อยมีเทน 1 ตันมีค่า GWP ≈ 28 เท่าของ CO₂จะเท่ากับ 28 ตัน CO₂e จึงเป็นที่มาของหน่วยนี้  “ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂e)” เพื่อให้เป็นมาตรฐานเปรียบเทียบของก๊าซเรือนกระจกหลายชนิดได้ด้วยหน่วยเดียวกันสำหรับใช้รายงาน     รู้หรือไม่? GWP คืออะไร ?  โดยการเปรียบเทียบนั้นอาศัยหลักการ Global Warming Potential (GWP) ซึ่งเป็นดัชนีที่แสดงว่าแต่ละชนิดของก๊าซเรือนกระจกมีความร้อนสูงกว่า CO₂ มากเท่าใดเมื่อวัดในช่วงเวลาหนึ่ง (โดยทั่วไปเป็น 100 ปี)    CO₂e ใช้ในส่วนไหนของรายงานสิ่งแวดล้อมบ้าง 1.คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) เมื่อองค์กรต้องคำนวณการปล่อย GHG ทั้งหมด (Scope 1–3) ตัวเลขที่ใช้จะเป็น CO₂e เพื่อแสดงผลรวมของการปล่อยก๊าซทุกชนิดที่มีศักยภาพทำให้โลกร้อน ใช้วัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก พลังงาน , เชื้อเพลิง , การเดินทางและของเสีย โดยรายงานเป็น tCO₂e ต่อปี 2. เป้าหมาย Carbon Neutral และ Net Zero […]

FDI Group จัดอบรม “In-house Training” ให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย

FDI Group ให้บริการจัด In-house Training หลักสูตรอบรมสำหรับองค์กร FDI Group ได้ออกแบบหลักสูตรเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในองค์กร ที่ช่วยให้ผู้อบรมได้รับความรู้ที่ตรงกับงานจริง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานและความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในระยะยาวได้ หากองค์กรใดต้องการจัดอบรมภายในด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ด้านการจัดการพัฒนาเพิ่มศักยภาพพนักงาน หรือด้านอื่นๆ สามารถขอรับคำปรึกษาได้ฟรีทันที ทุกการจัดอบรมเป็นเรื่องง่ายได้ผลลัพธ์จริง เพียงคุณปรึกษาเราตอนนี้ !! FDI จัดอบรมให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย ขอขอบคุณทาง สถาบันฝึกอบรมระบบราง การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจในการจัดอบรมให้กับผู้บริหาร – เจ้าหน้าที่ ด้วยหลักสูตร การสร้างความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนักตามแนวทาง BCG Model โดยทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก FDI Group เพื่อเจาะลึกเนื้อหา พร้อมแนวทางปฏิบัติที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ใช้ได้จริงในระยะยาวสำหรับองค์กร โดยวิทยากรจาก FDI Groupผศ.ดร. ธีรินทร์ คงพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน BCG – ESGผศ.ดร. มณีรัตน์ เข็มขาว ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม การจัด In-house Training เพื่อการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน ในปัจจุบันหลายองค์กรเริ่มนำ In-house Training มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน เพราะการพัฒนาบุคลากรช่วยให้บริษัทสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น องค์กรที่ลงทุนในการพัฒนาคนมักจะสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และสร้างองค์กรที่มีความยืดหยุ่นพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต ขั้นตอนการดำเนินการจัดอบรม ง่ายๆ เพียง 5 ขั้นตอน 1.ติดต่อขอรับคำปรึกษากับ FDI เพื่อวางแผนการจัดอบรมและนำส่งใบเสนอราคาพิจารณา 2.ทาง FDI วิเคราะห์ความต้องการในการฝึกอบรม (Training Needs Analysis) ให้กับองค์กร ว่าต้องการจัดอบรมในหัวข้อใด หรือหลักสูตรอื่นๆให้ครอบคลุมตามวัตถุประสงค์ 3.ทาง FDI ออกแบบหลักสูตรการอบรม โดยเลือกหัวข้อ วางกรอบเนื้อหา และวิธีการอบรมที่เหมาะสมกับผู้เข้าอบรม 4. ดำเนินการอบรม โดยทีมวิทยากรจากเรา และให้คำแนะนำตลอดการอบรม พร้อมทีมงานร่วมกิจกรรมในช่วงทำ Work-Shop 5. หลังการอบรม จะมีการประเมินผลการอบรม ทั้งก่อน-หลัง เพื่อประเมินผลลัพธ์ในการนำไปใช้จริง พร้อมการปรับปรุงในการจัดครั้งถัดไป หากองค์กรของคุณกำลังมองหาการจัดอบรม In-house Training ที่มีราคาเหมาะสม พร้อมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ มีผลงานเชิงประจักษ์ และสามารถตอบโจทย์การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรได้อย่างแท้จริง เราพร้อมเป็นที่ปรึกษาในด้านการฝึกอบรม ที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตขององค์กรอย่างยั่งยืน ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาและจัดอบรมในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทักษะการทำงาน การบริหารจัดการองค์กร รวมถึงการอบรมด้าน […]

1 2 3 32