FDI

ที่ปรึกษาพลังงาน กับการวางกลยุทธ์ Carbon Footprint เพื่อธุรกิจให้ยั่งยืน

บริการที่ปรึกษาพลังงานและวางกลยุทธ์สำหรับ Carbon Footprint จะช่วยธุรกิจลดต้นทุนและสร้างความยั่งยืนได้อย่างไร ?  อย่างที่เราทราบกันดี ว่าสถานการณ์ทั่วโลกในปัจจุบันนี้ต่างให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emissions) และการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG (Environmental, Social and Governance) การบริหารจัดการพลังงานไม่ใช่เพียงเรื่องของการลดค่าไฟฟ้าหรือค่าเชื้อเพลิงอีกต่อไป แต่กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว ปัจจุบันในหลายองค์กรเริ่มจัดทำ Carbon Footprint ขององค์กร (CFO) และ Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์ (CFP) เพื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเตรียมความพร้อมต่อข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น อย่างบริษัทที่ทาง FDI ดูแล ที่เราได้เริ่มให้คำปรึกษาบริษัทต่าง ๆ โดยได้เริ่มบริการด้านสิ่งแวดล้อม ในปี 2023 เป็นต้นมา ซึ่งได้ให้คำปรึกษาไปแล้วมากกว่า 100 บริษัท จำนวนโครงการมากกว่า 90 โครงการ ในปีที่ผ่านมาซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มบริษัทที่กำลังอบรมภายใน เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 2.กลุ่มบริษัทที่กำลังอยู่ในขั้นตอนจัดเตรียมข้อมูล และประเมินในการขึ้นทะเบียน 3.กลุ่มบริษัทที่ได้รับการประเมินและขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจากแนวโน้มการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ดังกล่าว เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงเจตนารมย์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การแสดงข้อมูลปริมาณการลดต่อคู่ค้า รวมถึงเป็นข้อมูลประกอบการดำเนินงานสำหรับการบริหารจัดการระบบในองค์กรต่อได้  ด้วยเหตุนี้ การมีที่ปรึกษาพลังงาน ที่มีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์การใช้พลังงาน คำนวณ Carbon Footprint และวางกลยุทธ์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ   บริการที่ปรึกษา BCG & ESG ครบวงจรด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน บริการให้คำปรึกษา BCG (Bio-circular-Green Economy Business Model) ตามแนวทางนโยบาย บริการประเมินเเละจัดทำให้คำปรึกษาคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization, CFO) และ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint for Product, CFP) และขึ้นทะเบียน สร้างการเติบโตในธุรกิจ เพิ่มความยั่งยืนให้กับธุรกิจและสังคม วางแผนการลดคาร์บอนสำหรับองค์กร เพื่อมุ่งสู่ Carbon Neutral and Net Zero  ให้คำปรึกษาและจัดทำโครงการคาร์บอนเครดิต (T-VER) ให้คำปรึกษาองค์กรเตรียมพร้อม CBAM  ตั้งแต่การคำนวณค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ข้อกำหนด มาตรการ พร้อมอบรมเชิงเทคนิค ปฏิบัติการ และการจัดทำรายงาน ให้คำปรึกษา […]

กรรมการบริษัท มีหน้าที่และความรับผิดชอบอะไรบ้าง ?

การดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทหรือนิติบุคคล จำเป็นต้องมีบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นผู้แทนในการบริหารงานและตัดสินใจดำเนินกิจการต่าง ๆ ในนามของบริษัท ซึ่งบุคคลดังกล่าวก็คือ “กรรมการบริษัท” ผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทาง ควบคุมการดำเนินงาน และดูแลให้ธุรกิจเป็นไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจยังไม่เข้าใจบทบาทของกรรมการบริษัทอย่างชัดเจน และสงสัยว่าตำแหน่งนี้มีหน้าที่เพียงแค่ลงนามในเอกสารหรือไม่ ความจริงแล้ว กรรมการบริษัทมีทั้งอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารกิจการ ซึ่งในบทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของกรรมการบริษัท กรรมการบริษัท คือใคร ? กรรมการบริษัท คือ บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่บริหารและดำเนินกิจการต่าง ๆ ในนามของบริษัท ซึ่งมีสถานะเป็นนิติบุคคล โดยกรรมการถือเป็นผู้แทนของบริษัทในการตัดสินใจและดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจตามอำนาจที่กฎหมายหรือข้อบังคับของบริษัทกำหนด โดยที่กรรมการบริษัทอาจเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท หรือเป็นบุคคลภายนอกที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งก็ได้ ทั้งนี้ ตามกฎหมายไทย บริษัทจำกัดจะต้องมีกรรมการอย่างน้อย 1 คน เพื่อทำหน้าที่บริหารและเป็นผู้แทนของบริษัทในการดำเนินงานต่าง ๆ กรรมการบริษัทจำเป็นต้องถือหุ้นบริษัทร่วมด้วยหรือไม่  คำตอบ : คือ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ถือหุ้นเสมอไป แม้ว่าผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทจะมีความเกี่ยวข้องกับบริษัทเช่นเดียวกัน แต่ทั้งสองสถานะมีบทบาทและหน้าที่แตกต่างกัน ผู้ถือหุ้น คือ บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ร่วมลงทุนและเป็นเจ้าของบริษัทตามสัดส่วนหุ้นที่ถืออยู่ โดยมีสิทธิได้รับเงินปันผล รวมถึงมีสิทธิเข้าร่วมประชุมและออกเสียงในเรื่องสำคัญของบริษัท ในขณะที่กรรมการบริษัทมีหน้าที่บริหารจัดการกิจการ กำหนดนโยบาย และดำเนินงานต่าง ๆ ในนามของบริษัท โดยทั่วไป ผู้ถือหุ้นสามารถดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัทได้ แต่กรรมการบริษัทไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ถือหุ้นเสมอไป โดยเฉพาะในองค์กรหรือบริษัทขนาดใหญ่ที่มักแต่งตั้งผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาเป็นกรรมการ เพื่อช่วยกำหนดทิศทางและบริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ตาม หากผู้ถือหุ้นต้องการมีบทบาทในการบริหารงานและร่วมตัดสินใจในเรื่องสำคัญของกิจการ ก็สามารถดำรงตำแหน่งเป็นทั้งผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทได้ในเวลาเดียวกัน สรุปความแตกต่างระหว่างผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัท ผู้ถือหุ้น มีสถานะเป็นเจ้าของกิจการตามสัดส่วนหุ้นที่ถือ และได้รับสิทธิประโยชน์จากการลงทุน กรรมการบริษัท มีหน้าที่บริหารและดำเนินงานแทนบริษัทตามอำนาจที่ได้รับ บุคคลหนึ่งสามารถเป็นทั้งผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทได้ กรรมการบริษัทไม่จำเป็นต้องถือหุ้นในบริษัทเสมอไป เว้นแต่ข้อบังคับของบริษัทจะกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ หน้าที่และความรับผิดชอบของกรรมการบริษัท มีอะไรบ้าง ? กรรมการบริษัทเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการบริหารและดำเนินกิจการของบริษัท โดยมีหน้าที่ปฏิบัติงานในฐานะตัวแทนของบริษัท และต้องดำเนินการด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และระมัดระวังเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทและผู้ถือหุ้น นอกจากอำนาจในการบริหารงานแล้ว กรรมการยังมีความรับผิดชอบตามกฎหมายในหลายด้าน หากละเลยหน้าที่หรือดำเนินการโดยมิชอบ อาจต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาได้ 1. บริหารและดำเนินกิจการของบริษัท หน้าที่หลักของกรรมการคือการกำหนดนโยบาย วางแผน และบริหารจัดการธุรกิจให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของบริษัท รวมถึงกำกับดูแลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามกฎหมาย 2. เป็นผู้แทนของบริษัทในการดำเนินการต่าง ๆ กรรมการมีอำนาจดำเนินการแทนบริษัทในเรื่องต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ในหนังสือรับรองบริษัทหรือเงื่อนไขอำนาจกรรมการ เช่น ลงนามในสัญญา ทำธุรกรรมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เปิดหรือปิดบัญชีธนาคาร ยื่นเอกสารทางราชการ ดำเนินการทางกฎหมายในนามบริษัท 3. ดูแลให้บริษัทให้ปฏิบัติตามกฎหมาย กรรมการมีหน้าที่กำกับดูแลให้บริษัทดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายบริษัท กฎหมายภาษีอากร กฎหมายแรงงาน กฎหมายประกันสังคม […]

รวมเรื่องภาษีบริษัท ที่เจ้าของกิจการควรจะรู้ !

หลายคนมองว่าการยื่นภาษีเป็นเพียงภาระที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ในความเป็นจริง ภาษีคือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เจ้าของกิจการมองเห็นภาพรวมทางการเงินของธุรกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การจัดการภาษีอย่างถูกต้องไม่เพียงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับกิจการ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนการเงินเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว เจ้าของกิจการต้องยื่นภาษีอะไรบ้าง ? การดำเนินธุรกิจไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ล้วนมีหน้าที่ด้านภาษีที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย โดยประเภทของภาษีที่ต้องยื่นจะแตกต่างกันไปตามลักษณะและรูปแบบของกิจการ ซึ่งภาษีสำคัญที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ มีดังนี้ 1. ภาษีเงินได้ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับกิจการที่ดำเนินงานในรูปแบบบุคคลธรรมดาและยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล รายได้ที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการจะถือเป็นรายได้ของเจ้าของกิจการโดยตรง ซึ่งจัดเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าของกิจการมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนี้ ภ.ง.ด.94 สำหรับการยื่นภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด.90 สำหรับการยื่นภาษีประจำปี ภาษีเงินได้นิติบุคคล ในกรณีที่กิจการจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จะมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งมีหลักเกณฑ์และวิธีคำนวณภาษีแตกต่างจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยจะคำนวณจากกำไรสุทธิของกิจการ หรือรายได้หลังหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายกำหนด แบบภาษีที่ต้องยื่น ได้แก่ ภ.ง.ด.51 สำหรับการยื่นภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด.50 สำหรับการยื่นภาษีประจำปี 2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กิจการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ไม่ว่าจะดำเนินกิจการในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ปัจจุบันภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บในอัตรา 7% ของมูลค่าสินค้าหรือบริการ โดยผู้ประกอบการต้องคำนวณภาษีจากส่วนต่างระหว่างภาษีขายและภาษีซื้อ ดังนี้ ภาษีขาย คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากลูกค้า ภาษีซื้อ คือ ภาษีที่จ่ายจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการจากผู้ประกอบการที่จด VAT จากนั้นต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 และนำส่งภาษีให้กรมสรรพากรเป็นประจำทุกเดือน 3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย กิจการที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในกรณีที่มีการจ่ายเงินได้บางประเภทให้แก่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เช่น ค่าบริการ ค่าจ้าง ค่าเช่า หรือค่าวิชาชีพ ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ภาษีที่หักไว้จะต้องนำส่งกรมสรรพากรภายในกำหนดเวลา และทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้จ่ายเงินจะต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (หนังสือรับรองตามมาตรา 50 ทวิ) ให้แก่ผู้รับเงินเพื่อใช้เป็นหลักฐานทางภาษี 4. ภาษีอื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับธุรกิจ นอกจากภาษีหลักข้างต้นแล้ว บางกิจการอาจมีหน้าที่เสียภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นเพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจและลักษณะการดำเนินงาน เช่น ภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีป้าย ดังนั้น เจ้าของกิจการควรศึกษาภาระภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนอย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ลดความเสี่ยงจากค่าปรับ และวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว   ทำไมผู้ประกอบการจึงควรรู้เรื่องภาษี? สิทธิประโยชน์ทางภาษีมีอะไรบ้าง? ภาษีเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการทุกคนควรให้ความใส่ใจ เพราะไม่เพียงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายเท่านั้น […]

เปลี่ยนที่อยู่บริษัท 2569 ต้องทำอย่างไร ? ขั้นตอนครบจบในบทความเดียว

ผู้ประกอบการที่ต้องการย้ายออฟฟิศไปสถานที่แห่งใหม่ แต่ยังไม่รู้ว่าต้องแจ้งที่ไหนบ้าง ? หรือเตรียมเอกสาร ขั้นตอนอะไรบ้างที่ต้องไปดำเนินการ นี่คือปัญหาที่เจ้าของธุรกิจหลายรายเจอ เพราะการเปลี่ยนที่อยู่บริษัท ไม่ใช่แค่แจ้งที่เดียวแล้วจบกระบวนการ แต่ต้องดำเนินการกับหลายหน่วยงานพร้อมกัน ทั้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร สำนักงานประกันสังคม และอาจรวมถึงหน่วยงานอื่นอีกขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ ซึ่งหากดำเนินการไม่ครบหรือล่าช้า อาจส่งผลต่อการรับเอกสารราชการ การออกใบกำกับภาษี และการรับสิทธิประโยชน์ทางกฎหมาย ในบทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจทุกขั้นตอนอย่างครบถ้วน พร้อม Checklist ขั้นตอน เอกสารที่ต้องเตรียม ที่นำไปใช้ได้เลยในทันที ! ทำไมการเปลี่ยนที่อยู่บริษัทถึงต้องเร่งดำเนินการติดต่อและแจ้งย้ายข้อมูล ? ที่อยู่ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลถือเป็น ‘ที่ตั้งสำนักงานใหญ่’ ตามกฎหมาย ซึ่งมีผลทางนิติกรรมในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น  ที่อยู่สำหรับการส่งหนังสือแจ้งจากหน่วยงานราชการ เช่น กรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ฐานข้อมูลสำหรับออกใบกำกับภาษีและเอกสารทางธุรกิจ ที่อยู่ที่ปรากฏในหนังสือรับรองบริษัท ซึ่งคู่ค้าและสถาบันการเงินใช้ตรวจสอบ สถานที่ตั้งที่หน่วยงานกำกับดูแลจะเข้าตรวจสอบ ⚠️  ข้อควรระวัง: หากไม่แจ้งเปลี่ยนที่อยู่บริษัท กรณีที่ย้ายที่อยู่แล้ว อาจทำให้หนังสือราชการที่ส่งถึงบริษัทส่งไม่ถึงผู้รับจริง และถือว่าได้รับหนังสือแล้วตามกฎหมายเนื่องจากส่งมาที่อยู่เดิม ซึ่งอาจส่งผลต่อสิทธิ์ทางกฎหมายของบริษัทในด้านต่าง ๆ ตามมาได้ สำหรับธุรกิจที่มีการย้ายที่อยู่/ที่ตั้ง ของกิจการไปที่ใหม่ ต้องแจ้งต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในเขตที่บริษัทตั้งอยู่ กรมสรรพากรพื้นที่ ในเขตที่บริษัทตั้งอยู่ สำนักงานประกันสังคม ในเขตที่บริษัทตั้งอยู่ ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสถานที่จดทะเบียน สถานที่จดทะเบียน ยื่นคำขอจดทะเบียน ณ หน่วยงานในสังกัดของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงานพาณิชย์ จังหวัดทั่วประเทศ ตามที่สำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทตั้งอยู่ ดังนี้ บริษัทจำกัดที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นขอจดทะเบียนที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (สนามบินน้ำ) สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า เขต 1-6 (ปิ่นเกล้า พหลโยธิน รัชดาภิเษก สี่พระยา ศรีนครินทร์ (ศูนย์การค้าธัญญาพาร์ค) และแจ้งวัฒนะ (ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา) เฉพาะธุรกิจหลักทรัพย์ให้ยื่นขอจดทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (สนามบินน้ำ) บริษัทจำกัดที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดอื่น ให้ยื่นขอจดทะเบียนที่สำนักงาน พาณิชย์จังหวัด ในจังหวัดที่บริษัทจำกัดนั้นมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่  การเปลี่ยนที่อยู่บริษัทต้องดำเนินการกับหน่วยงานต่างๆ โดยแต่ละแห่งมีขั้นตอนและระยะเวลาที่แตกต่างกันตามระบบของแต่ละหน่วยงาน 1. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) จดทะเบียนแก้ไขที่อยู่ เป็นขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุด โดยไปในเขตที่บริษัทตั้งอยู่ ในส่วนนี้จะสำคัญ เพราะข้อมูลที่อยู่ในทะเบียนพาณิชย์คือฐานข้อมูลหลักของบริษัท เอกสารที่ต้องใช้: แบบ บอจ.4 (หนังสือบริคณห์สนธิ) หรือ หจก.3 สำหรับห้างหุ้นส่วน, […]

นายจ้างต้องการยกเลิก Work Permit ต้องทำอย่างไร อัปเดต 2026

การยกเลิก Work Permit (ใบอนุญาตทำงาน) ในประเทศไทยปี 2026 จะมีขั้นตอนหลัก ๆ ที่ “นายจ้างเป็นผู้ดำเนินการหลัก” แต่ต้องทำร่วมกับลูกจ้างและสำนักงานรัฐ 2 หน่วยงาน คือ กรมการจัดหางาน (กระทรวงแรงงาน) และ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง FDI Group ที่ปรึกษาด้านขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน  การยกเลิก Work Permit ถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่นายจ้างและฝ่าย HR ต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายแรงงานต่างด้าวของประเทศไทย โดยเฉพาะในปี 2026 ที่มีการปรับปรุงระบบการยื่นเอกสารและการเชื่อมข้อมูลระหว่างกรมการจัดหางานและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมากขึ้น ความผิดพลาดเล็กน้อยในการ ยกเลิก Work Permit อาจส่งผลให้บริษัทมีความเสี่ยงด้านค่าปรับทางกฎหมาย หรือกระทบต่อสถานะวีซ่าของพนักงานต่างชาติได้ ดังนั้นบทความนี้จะอธิบายขั้นตอนแบบละเอียดในมุมมองที่ปรึกษามืออาชีพที่มีประสบการณ์ในการยื่นขอยกเลิกใบอนุญาตทำงาน เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในองค์กร คำแนะนำสำหรับนายจ้างที่มีลูกจ้างเป็นต่างชาติ เมื่อมีการจ้างลูกจ้างชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในบริษัทหรือในสถานประกอบการในไทย นายจ้างไม่เพียงแต่ต้องดำเนินการนำชาวต่างชาติเข้ามา ผ่านกระบวนการก่อนทำงานที่จะต้องยื่นขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงานเท่านั้น แต่ต้องทราบถึงในกรณีที่ลูกจ้างชาวต่างชาติลาออกจากงานด้วยเช่นกัน หากไม่ดำเนินการให้ครบถ้วนตามขั้นตอนที่กฏหมายระบุไว้ นายจ้างอาจจะมีโทษตามกฏหมายระบุ โดยเมื่อลูกจ้างชาวต่างชาติที่ถือใบอนุญาตทำงานและวีซ่าทำงานในราชอาณาจักรไทยอยู่นั้นหมดสัญญาหรือลาออกจากงาน นายจ้างหรือลูกจ้างชาวต่างชาติต้องดำเนินการ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การแจ้งยกเลิกใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และการแจ้งพ้นหน้าที่ทำงาน หรือการแจ้งยกเลิกวีซ่าทำงาน   สาเหตุที่ต้องยกเลิก Work Permit ! โดยทั่วไป การยกเลิก Work Permit จะเกิดขึ้นจากกรณีดังต่อไปนี้ : พนักงานลาออกจากบริษัท การเลิกจ้างโดยนายจ้าง สิ้นสุดสัญญาจ้างงาน การย้ายงานไปบริษัทใหม่ การยกเลิกโครงการจ้างงานต่างชาติ ไม่ว่ากรณีใด นายจ้างต้องดำเนินการ ยกเลิก Work Permit ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แนะนำขั้นตอนสำหรับการแจ้งยกเลิก  การแจ้งขอยกเลิกการอนุญาตทำงาน 1. กรณีนายจ้างมีความประสงค์จะแจ้งขอยกเลิกการอนุญาตทำงานให้แสดงเอกสาร ดังนี้ 1.1 กรอกใบแจ้งยกเลิกการอนุญาตทำงาน โดยนายจ้างเป็นผู้ลงนาม พร้อมสำเนา 1 ฉบับ 1.2 ใบอนุญาตทำงานฉบับจริง (ยกเว้นกรณีคนต่างด้าวไม่ สามารถติดต่อได้ให้แนบสำเนา ใบอนุญาตทำงานถ้ามี) 1.3 สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนสถานประกอบการ เช่น หนังสือรับรองนิติบุคคลบริษัท (ไม่เกิน 6 เดือน), ใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียน, หนังสือรับรองนิติบุคคลของมูลนิธิ เป็นต้น 1.4 สำเนาบัตรประชาชนของนายจ้าง ถ้านายจ้างเป็นคนไทย หรือสำเนาใบอนุญาตทำงานของนายจ้าง ถ้านายจ้างเป็นคนต่างด้าว 1.5 […]

การขออนุญาตให้เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย Re-entry Permit มีขั้นตอน เอกสารอะไรบ้าง ?

คนต่างชาติก่อนเดินทางออกนอกประเทศไทย ควรยื่นขอ Re-entry Permit ทุกครั้ง !  คนต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยด้วยวีซ่าชั่วคราว เช่น Non-Immigration Visa, Tourist Visa หากกรณีที่เดินทางออกไปนอกประเทศไทยแล้วถือว่าการได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยนั้นเป็นอันสิ้นสุดทันที  ยกเว้นกรณีได้รับอนุญาตจากกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง ถึงจะสามารถเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยได้อีกครั้งโดยที่ไม่ต้องขอวีซ่าใหม่ Re-entry Permit คืออะไร ?   Re-entry Permit คือ การขออนุญาตเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยหลังจากที่ได้เดินทางออกนอกประเทศ โดยวีซ่าที่ถืออยู่ยังไม่หมดอายุ ซึ่งการยื่นขอ Re-entry Permit จะต้องทำก่อนเดินทางออกนอกประเทศไทย  ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถกลับเข้ามาได้อีก ซึ่งถ้าหากต้องการเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยจะต้องขอวีซ่าใหม่อีกครั้ง การขอสงวนสิทธิกลับเข้ามาในราชอาณาจักร (Re-entry Permit) มี 2 แบบ แตกต่างกันอย่างไร ?  ชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ถือวีซ่าประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant Visa) หรือวีซ่าประเภทนักท่องเที่ยว (Tourist Visa) หากมีความประสงค์จะเดินทางออกนอกประเทศไทยในช่วงที่ยังมีระยะเวลาอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเหลืออยู่ และต้องการกลับเข้ามาใช้สิทธิการพำนักเดิมต่อ จะต้องดำเนินการขอ Re-entry Permit ก่อนเดินทางออกจากประเทศไทย การขอ Re-entry Permit มี 2 ประเภท ดังนี้ 1. Single Re-entry Permit เป็นการขออนุญาตสำหรับการเดินทางออกและกลับเข้าประเทศไทย ครั้งละ 1 ครั้ง โดยจะต้องยื่นขอใหม่ทุกครั้งก่อนเดินทางออกนอกประเทศ เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยมีแผนเดินทางไปต่างประเทศ หรือผู้ที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวในระยะเวลาสั้น เช่น ผู้ที่อยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาคำขออยู่ต่อในราชอาณาจักร ค่าธรรมเนียม 1,000 บาทต่อครั้ง และสามารถใช้สำหรับการเดินทางกลับเข้าประเทศไทยได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น 2. Multiple Re-entry Permit เป็นการขออนุญาตเพียงครั้งเดียว แต่สามารถเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยได้หลายครั้งภายในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร เหมาะสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำ ผู้บริหาร นักลงทุน หรือผู้ที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยระยะยาว เช่น ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นเวลา 1 ปี ค่าธรรมเนียม 3,800 บาทต่อครั้ง และสามารถใช้เดินทางเข้า-ออกประเทศไทยได้หลายครั้งจนกว่าสิทธิการพำนักเดิมจะสิ้นสุดลง ขั้นตอนการขอ Re-entry Permit การขอสงวนสิทธิในการกลับเข้ามาในราชอาณาจักร (Re-entry Permit) มีขั้นตอนการดำเนินการดังนี้ 1. เตรียมและตรวจสอบเอกสาร ผู้ยื่นคำขอจะต้องเตรียมแบบฟอร์ม ตม.8 (TM.8) หนังสือเดินทาง (Passport) และค่าธรรมเนียมให้ครบถ้วน […]

GRI Standard มาตรฐานที่สำคัญ เพื่อเปิดเผยข้อมูล ESG สำหรับองค์กร

GRI Standard คืออะไร? มาตรฐาน ESG Reporting ที่องค์กรยุคใหม่ต้องรู้ GRI Standard มาตรฐานที่สำคัญ เพื่อเปิดเผยข้อมูล ESG สำหรับองค์กร ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ESG (Environmental, Social and Governance) ได้กลายเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญที่องค์กรทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน ลูกค้า คู่ค้า หรือหน่วยงานกำกับดูแล ต่างต้องการเห็นข้อมูลด้านความยั่งยืนที่มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และสะท้อนถึงผลกระทบที่องค์กรมีต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ GRI Standard จึงกลายเป็นมาตรฐานสากลที่องค์กรชั้นนำทั่วโลกเลือกใช้ในการจัดทำรายงานความยั่งยืนและการเปิดเผยข้อมูล ESG อย่างเป็นระบบ ในฐานะที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน เราพบว่าองค์กรจำนวนมากเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของ ESG แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นเก็บข้อมูลหรือจัดทำรายงานอย่างไร Global Reporting Initiative (GRI) จึงเป็นกรอบมาตรฐานที่สำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถสื่อสารข้อมูลด้านความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ครอบคลุมและมีความโปร่งใส จึงเป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนขององค์กรมากขึ้น GRI Standard คืออะไร ?  Global Reporting Initiative (GRI) เป็นองค์กรอิสระระหว่างประเทศที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1997 โดยสำนักงานโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) และเครือข่าย CERES, GRI มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์  โดยวัตถุประสงค์หลักของ GRI Standard คือการช่วยให้องค์กรเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG อย่างโปร่งใส ครอบคลุม และสามารถเปรียบเทียบผลการดำเนินงานได้ ในปัจจุบันนั้น GRI Standard ถูกใช้งานโดยองค์กรในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก และถือเป็นหนึ่งในมาตรฐานการรายงาน ESG ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด   บทบาทสำคัญของ GRI ต่อภาคธุรกิจและสังคม  หลายองค์กรอาจมองว่าการจัดทำรายงาน ESG เป็นเพียงการรายงานข้อมูลเพิ่มเติม แต่ในความเป็นจริง GRI Standard มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจในระยะยาว ไม่ว่าจะในด้าน สร้างความโปร่งใสและน่าเชื่อถือให้กับองค์กร โดยมาตรฐาน GRI นั้นจะช่วยให้องค์กร เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบทางธุรกิจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างโปร่งใสมีมาตรฐานที่เชื่อมั่นได้ว่าดำเนินงานไปอย่างถูกต้อง ซึ่งจะสร้างความไว้วางใจกับผู้มีส่วนได้เสีย นักลงทุนและสถาบันการเงินทั่วโลก สนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจด้านกลยุทธ์ การรายงานตามมาตรฐาน GRI การเก็บข้อมูลตาม GRI จะช่วยให้องค์กรมองเห็นความเสี่ยง ช่องว่างและโอกาสด้านความยั่งยืนได้ชัดเจนมากขึ้น อันจะนำไปสู่ การพัฒนากลยุทธ์สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กร การเชื่อมโยงการดำเนินงานกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในส่วนของข้อมูลภายใต้กรอบการดำเนินงานที่สอดคล้องกับ […]

รายงานความยั่งยืน คืออะไร? คู่มือขั้นตอน และวิธีจัดทำอย่างมืออาชีพ

รายงานความยั่งยืน คืออะไร? ทำไมธุรกิจยุคใหม่ไม่อาจมองข้าม ในยุคที่นักลงทุนทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับ ESG (Environmental, Social, Governance) อย่างจริงจัง กันอย่างแพร่หลาย รายงานความยั่งยืน จึงกลายเป็นเอกสารสำคัญที่ไม่ใช่แค่ “ทำเพื่อภาพลักษณ์” ขององค์กร อีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้บริษัทสื่อสารคุณค่าระยะยาวต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้อย่างโปร่งใสและมีความน่าเชื่อถือเพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยในบทความนี้ FDI จะพาคุณไปทำความเข้าใจ รายงานความยั่งยืนอย่างครบถ้วน ตั้งแต่ความหมาย มาตรฐานที่ควรรู้ วิธีจัดทำ ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อให้เป็นคู่มือแนวทาง สำหรับผู้ที่กำลังหาข้อมูลสำหรับจัดทำรายงานความยั่งยืน   รายงานความยั่งยืน คืออะไร ? รายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) คือ เอกสารที่องค์กรจัดทำขึ้นเพื่อเปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ นักลงทุน ลูกค้า พนักงาน หน่วยงานกำกับดูแล และชุมชน ซึ่งจะมีความแตกต่างจากรายงานทางการเงินซึ่งสะท้อนผลลัพธ์ในอดีต รายงานความยั่งยืน เน้นแสดงให้เห็นว่าองค์กรบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสระยะยาวอย่างไร ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าและความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในระยะยาว   ทำไมรายงานความยั่งยืนถึงสำคัญมากขึ้นในปี 2026 และต่อจากนี้ ? ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กำหนดให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูล ESG อย่างต่อเนื่อง การทำ ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่ถูกยกระดับเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งองค์กรต้องเชื่อมโยงข้อมูลความยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์หลัก โดยเปลี่ยนรูปแบบการรายงานจากแบบเดิม เช่น มาตรฐาน GRI  สู่มาตรฐานสากลที่เน้นข้อมูลทางการเงินอย่างชัดเจน เช่น IFRS มาตรฐาน ISSB (International Sustainability Standards Board) เริ่มมีผลบังคับในหลายประเทศ ผู้ซื้อและซัพพลายเชนระดับโลก โดยเฉพาะจากยุโรป เริ่มกำหนดให้คู่ค้าต้องมีข้อมูล ESG นักลงทุนและสถาบันการเงินในปัจจุบันใช้ข้อมูลในรายงานความยั่งยืนเป็นปัจจัยพิจารณาในการประเมินมูลค่าบริษัทและความเสี่ยง บริษัทที่มีรายงานโปร่งใสและมีเป้าหมาย ESG ที่ชัดเจนจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและได้เปรียบกว่า ค่าเงินทุนและต้นทุนสินเชื่อเริ่มสะท้อน ESG Score ขององค์กร ซึ่งจากเหตุผลข้างต้นเป็นเพียงปัจจัยส่วนหนึ่งที่เกิดจากทั้งทางภาครัฐและตลาดทุนทำให้การจัดทำรายงานความยั่งยืนมีความสำคัญยิ่งขึ้น มาตรฐานรายงานความยั่งยืน ที่ควรรู้มีมาตรฐานอะไรที่ควรรู้ 1. GRI Standards (Global Reporting Initiative) เป็นมาตรฐานที่ใช้แพร่หลายที่สุดในโลก เหมาะสำหรับองค์กรและในแต่ละอุตสาหกรรม โดยแบ่งเป็น Universal Standards (GRI 1-3) เป็นมาตรฐานพื้นฐานที่ทุกองค์กรต้องใช้ในการรายงานความยั่งยืน  […]

บทบาท Sustainability Consultant สำคัญอย่างไร ? เจาะลึกบทบาทที่ธุรกิจยุคใหม่ต้องรู้

FDI Group บทบาทของ Sustainability Consultant จะมีส่วนช่วยองค์กรเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้อย่างไร ? ในปี 2026 เรื่อง “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ขององค์กรอีกต่อไป แต่กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการแข่งขันทางธุรกิจ การลงทุน และความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคทั่วโลก องค์กรจำนวนมากเริ่มเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ข้อกำหนดด้าน ESG มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม การเปิดเผยข้อมูล Carbon Footprint ความคาดหวังของลูกค้าและนักลงทุน Supply Chain Sustainability ทำให้หลายองค์กรเริ่มมองหา “ผู้เชี่ยวชาญ” ที่สามารถช่วยวางกลยุทธ์และเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งหนึ่งในบทบาทสำคัญที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก คือ Sustainability Consultant ซึ่งในบทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า Sustainability Consultant คือใคร?  มีหน้าที่อะไร และช่วยให้องค์กรเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้อย่างไรบ้าง  Sustainability Consultant คืออะไร ?  Sustainability Consultant คือที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนที่ช่วยองค์กรวางแผน วิเคราะห์ และดำเนินกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เพื่อให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวท่ามกลางการแข่งขันกันของกลุ่มธุรกิจในยุคปัจจุบัน  โดยในบทบาทของ Sustainability Consultant ไม่ได้จำกัดเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงไปถึงด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น  ESG Strategy Carbon Management Decarbonization Circular Economy Climate Risk Sustainability Reporting SDGs Implementation โดยมีเป้าหมายในการดำเนินงาน เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมรวมถึงมิติอื่นๆที่เกียวข้องด้วย ทำไมองค์กรยุคใหม่ต้องมี Sustainability Consultant  ในปัจจุบันหลายประเทศที่เกี่ยวข้องกับการเป็นคู่ค้า หรือผู้ซื้อรายใหญ่ที่ผู้ประกอบการไทยได้ส่งออก เริ่มใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเข้มงวดมากขึ้น เช่น Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป Net Zero Policy ESG Disclosure Green Supply Chain Requirement ส่งผลให้องค์กรที่ไม่ปรับตัว อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในอนาคต นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Sustainability Consultant จึงมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในปี 2026 รวมถึงต่อจากนี้  FDI Group ในบทบาทของ […]

DTV Visa คืออะไร? FAQ : เกี่ยวกับ DTV Visa อัปเดตปี 2026

DTV Visa คืออะไร ? สำหรับชาวต่างชาติมาไทย อัพเดทวีซ่า 2026 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของกลุ่ม Digital Nomad, Remote Worker และชาวต่างชาติที่ต้องการใช้ชีวิตระยะยาวในเอเชีย ด้วยค่าครองชีพที่เหมาะสม ระบบสาธารณูปโภคที่ครบครัน และคุณภาพชีวิตที่ตอบโจทย์การทำงานยุคใหม่ ล่าสุดรัฐบาลไทยได้เปิดตัว DTV Visa (Destination Thailand Visa) ซึ่งถูกเรียกว่าเป็น “Digital Nomad Visa ของไทย” เพื่อรองรับชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาทำงานระยะไกล ท่องเที่ยว หรือเข้าร่วมกิจกรรมระยะยาวในประเทศไทย บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักว่า DTV Visa คืออะไร, ใครสมัครได้, ต้องใช้เอกสารอะไร และมีข้อควรรู้อะไรบ้างในปี 2026  DTV Visa คืออะไร ? มีข้อกำหนดและเงื่อนไขใดบ้างที่ควรจะทราบ DTV Visa (Destination Thailand Visa) คือวีซ่าระยะยาวรูปแบบใหม่ของประเทศไทย ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2024 เพื่อดึงดูดกลุ่ม Digital Nomad Remote Worker Freelancer นักลงทุนบางกลุ่ม ผู้เข้าร่วมกิจกรรม Soft Power ของไทย โดยผู้ถือ DTV Visa สามารถพำนักในประเทศไทยได้สูงสุด 180 วันต่อครั้ง และสามารถต่ออายุเพิ่มได้อีก 180 วัน รวมถึงเป็นวีซ่าแบบ Multiple Entry ที่มีอายุสูงสุดถึง 5 ปี     คุณสมบัติและข้อกำหนดหลักของ  DTV Visa การทำงานจากระยะไกล : ผู้ที่ต้องการยื่นขอวีซ่าดังกล่าว ต้องเป็นพนักงานหรือลูกจ้างที่ทำงานแบบระยะไกลให้กับบริษัทหรือลูกค้านอกประเทศไทย ซึ่งหมายถึงการทำงานผ่านอินเทอร์เน็ตหรือเครื่องมือดิจิทัลต่าง ๆ โดยไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานในบริษัทหรือองค์กรภายในประเทศไทย ต้องมีหลักฐานทางการเงิน : ผู้สมัครต้องแสดงหลักฐานทางการเงินที่เพียงพอเพื่อรับรองว่ามีความสามารถในการใช้ชีวิตในประเทศไทย เช่น ใบแจ้งยอดบัญชีธนาคารหรือหลักฐานรายได้ประจำ  สถานะการจ้างงานในปัจจุบัน : ผู้สมัครต้องแสดงหลักฐานที่ชัดเจนว่าได้รับการจ้างงานหรือมีสัญญากับบริษัทหรือลูกค้าที่ตั้งอยู่นอกประเทศไทย การมีประกันสุขภาพ: ผู้สมัครต้องมีประกันสุขภาพที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ในประเทศไทยในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น   ความสำคัญและจุดเด่น DTV Visa 1. อยู่ไทยระยะยาวได้ โดยผู้ถือ DTV Visa สามารถอยู่ในไทยได้ดังนี้ […]

1 2 3 33