FDI

รู้จักกับมาตรฐาน ISO 14064 และ ISO 14067 ที่เกี่ยวกับการลดคาร์บอน

รู้จักมาตรฐาน ISO 14064 และ ISO 14067 เครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการคาร์บอนขององค์กรและผลิตภัณฑ์ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญของภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนความยั่งยืน การดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero หรือ Carbon Neutrality จำเป็นต้องอาศัยมาตรฐานที่สามารถวัดผล ตรวจสอบ และรายงานได้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการบริหารจัดการคาร์บอนทั้งในระดับองค์กรและระดับผลิตภัณฑ์ ซึ่งมาตรฐาน ISO 14064 และ ISO 14067 ถือเป็นเครื่องมือหลักที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลสำหรับการดำเนินการดังกล่าว มาตรฐานทั้งสองมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการคำนวณและบริหารจัดการคาร์บอน ดังนี้ ISO 14064-1:การวัดปริมาณและการรายงานผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กร (มักใช้เทียบเคียงกับการทำ Carbon Footprint for Organization หรือ CFO) ISO 14067  เป็นมาตรฐานว่าด้วยการจัดทำข้อกำหนดและแนวทางในแสดงและรายงานปริมาณก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ ตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่กระบวนการหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน และการกำจัดเมื่อกลายเป็นของเสีย มาตรฐานทั้งสองนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ในยุคที่ความยั่งยืนถือเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขัน การได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO ไม่เพียงส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจ แต่ยังสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมที่ผ่านการตรวจสอบอย่างโปร่งใส ISO คืออะไร ? ISO หรือ International Organization for Standardization เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่จัดทำมาตรฐานสากลครอบคลุมหลากหลายด้าน ทั้งการบริหารคุณภาพ ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม พลังงาน และเทคโนโลยี โดยมีบทบาทในการกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เป็นระบบ เพื่อให้หน่วยงาน องค์กร และประเทศต่างๆ สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้มาตรฐานเดียวกัน และสามารถตรวจสอบได้ ISO ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1947 ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกเข้าร่วมกว่าร้อยประเทศ โดย ISO มิได้เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดรัฐบาลของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่มีเป้าหมายในการสร้างมาตรฐานสากลที่เป็นแนวทางเดียวกัน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาองค์กร เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค ความสำคัญของมาตรฐาน ISO ต่อการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ มาตรฐาน ISO ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นระบบบริหารจัดการที่มีความเป็นกลาง น่าเชื่อถือ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ISO 14064 และ ISO 14067 จัดอยู่ในกลุ่มมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนให้องค์กรสามารถวัด ติดตาม และรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emissions) ได้อย่างแม่นยำ การนำมาตรฐาน ISO มาใช้ในการบริหารจัดการคาร์บอนไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่องค์กร แต่ยังสอดคล้องกับแนวทาง […]

จัดตั้ง Holding company มีข้อดี–ข้อเสียอย่างไร? เรื่องที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ก่อนจัดตั้ง

ตั้งบริษัทโฮลดิ้ง มีข้อดี–ข้อเสียอย่างไร? เรื่องที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ก่อนจัดตั้ง สำหรับเจ้าของธุรกิจที่มีบริษัทมากกว่า 1 แห่ง มีการลงทุนในหลายกิจการ หรือกำลังวางแผนขยายธุรกิจในอนาคต อาจเคยได้ยินแนวคิดเรื่อง Holding company หรือ “บริษัทโฮลดิ้ง” ในฐานะโครงสร้างที่ช่วยจัดระเบียบการถือหุ้นและการบริหารธุรกิจในเครือ แต่คำถามสำคัญคือ การจัดตั้ง Holding company เหมาะกับทุกธุรกิจหรือไม่? ซึ่งคำตอบอาจจะตอบได้ว่า “ไม่เสมอไป” เพราะการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งนั้น ไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มบริษัทขึ้นมาอีกหนึ่งแห่ง แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างผู้ถือหุ้น การควบคุมกิจการ การบริหารเงินปันผล ภาษี การลงทุนในบริษัทย่อย รวมถึงการวางแผนธุรกิจในระยะยาวโดยในบทความนี้จะพาเจ้าของธุรกิจมาทำความเข้าใจว่า Holding company คืออะไร มีข้อดี–ข้อเสียอย่างไร และควรพิจารณาอะไรบ้างก่อนตัดสินใจจัดตั้ง โดยบริษัทผู้ถือหุ้น หรือบริษัทโฮลดิ้ง (Holding company) คือ บริษัทที่มีการประกอบธุรกิจโดยมีรายได้จากการถือหุ้น ในบริษัทอื่นเป็นหลัก และไม่มีการประกอบธุรกิจ อย่างมีนัยสำคัญของตนเอง ซึ่งคนที่ทำธุรกิจในรูปแบบบริษัทนั้น น่าจะรู้จักคำว่า “ผู้ถือหุ้น” กันอยู่แล้ว โดยหมายถึง คนที่เป็นเจ้าของบริษัทแบ่งตามสัดส่วนการถือหุ้น แต่ที่ทุกคนอาจจะยังไม่รู้ก็คือ เราสามารถจดจัดตั้งบริษัท โดยมีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคล ที่เรียกว่าบริษัท ซึ่งจะมีสิทธิ์และอำนาจตามกฎหมายเช่นเดียวกัน เช่น สิทธิ์ในการโหวต การแสดงความคิดเห็น และการแสดงอำนาจในการตัดสินใจต่าง ๆ ข้อดีและข้อเสียของการจัดตั้ง Holding Company ข้อดี 1. การบริหารความเสี่ยง (Risk Isolation)จะเป็นการแยกทรัพย์สินและหนี้สินของแต่ละบริษัทลูกออกจากกัน หากบริษัทลูกใดล้มละลายหรือถูกฟ้องร้อง จะไม่กระทบต่อบริษัทลูกอื่นหรือทรัพย์สินส่วนกลาง เจ้าหนี้บริษัทย่อยจะไม่สามารถเข้าถึงกันได้ 2. การวางแผนภาษีและประโยชน์ทางภาษีในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย  เงินปันผลที่โอนระหว่างบริษัทในเครือ ที่ถือหุ้นตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด อาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ช่วยลดภาระภาษีซ้ำซ้อน หรือ สิทธิประโยชน์ทางภาษีเรื่องการให้กู้ยืม สำหรับกรณีเป็นบริษัทในเครือเดียวกันกู้ยืมเงินกันเอง ไม่ว่าจะคิดดอกเบี้ยเท่าใดไม่ถือเป็นกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ จึงไม่ต้องนำดอกเบี้ยมารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ (อ้างอิงมาตรา 91/5(5) แห่ง ประมวลรัษฎากร ประกอบคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 26/2534) 3. การระดมทุนและการกู้ยืมง่ายมากขึ้นHolding Company สามารถใช้เป็นช่องทางระดมทุนจากนักลงทุนหรือสถาบันการเงิน แล้วกระจายเงินทุนไปยังบริษัทลูกตามความจำเป็นได้ 4. การควบคุมอำนาจบริหารแบบรวมศูนย์เจ้าของสามารถควบคุมบริษัทหลายแห่งผ่านการถือหุ้นใน Holding Company เดียว โดยไม่ต้องถือหุ้นตรงในทุกบริษัท ทำให้ง่ายต่อการวางแผนสืบทอดกิจการ (succession planning) 5. ความยืดหยุ่นในการซื้อขายธุรกิจซื้อ/ขาย/ควบรวมกิจการทำได้สะดวกกว่า เพราะสามารถซื้อขายที่ระดับหุ้นของบริษัทลูกโดยไม่กระทบโครงสร้างอื่น 6. เป็นการสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจในภาพรวมโดยโครงสร้างกลุ่มบริษัทที่ชัดเจน อาจช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือกับคู่ค้า นักลงทุน และสถาบันการเงิน […]

วีซ่าธุรกิจ คือวีซ่าอะไร ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง ?

ไขข้อสงสัย วีซ่าธุรกิจและใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) เป็นเอกสารเดียวกันหรือไม่ !  ชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อติดต่อธุรกิจ ประชุม เจรจาทางการค้า ลงทุน หรือเข้ามาทำงานกับบริษัทในประเทศไทย สิ่งหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนคือ “วีซ่าธุรกิจ” ไม่ได้หมายความว่าสามารถทำกิจกรรมทางธุรกิจหรือทำงานในประเทศไทยได้ทุกกรณีโดยอัตโนมัติ โดยทั่วไป แล้ววีซ่าที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อธุรกิจและการทำงานคือ Non-Immigrant Visa Category B หรือ Non-B ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศระบุว่าใช้สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจหรือทำงาน โดยรายละเอียดและเอกสารจะแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของการเดินทาง ดังนั้น หากกำลังวางแผนให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจหรือทำงานในไทย การเข้าใจประเภทของวีซ่า เอกสาร และขั้นตอนตั้งแต่ต้น จะช่วยลดปัญหาเอกสารไม่ครบหรือเลือกประเภทการยื่นไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ โดยสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในการขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงานได้ที่ ติดต่อเรา คลิก! วีซ่าธุรกิจ คืออะไร ? วีซ่าธุรกิจ ที่คนทั่วไปเรียกกัน มักหมายถึง Non-Immigrant Visa Category B (Non-B) ซึ่งเป็นวีซ่าประเภทคนอยู่ชั่วคราวสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อวัตถุประสงค์ด้านธุรกิจหรือการทำงาน ตัวอย่างเช่น เข้ามาประชุมกับบริษัทในประเทศไทย เจรจาทางธุรกิจกับคู่ค้า ติดต่อพันธมิตรทางธุรกิจ เข้ามาดูโครงการหรือศึกษาการลงทุน เข้ามาทำงานกับบริษัทในประเทศไทย เข้ามาประกอบธุรกิจตามวัตถุประสงค์ที่ได้รับอนุญาต อย่างไรก็ตามวีซ่าธุรกิจและใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ไม่ใช่เอกสารเดียวกัน  หากชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยหลักแล้วจะต้องได้รับใบอนุญาตทำงานก่อนเริ่มทำงานตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แม้จะถือ Non-B Visa อยู่แล้วก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศระบุอย่างชัดเจนว่าผู้ถือ Non-Immigrant Visa ที่ต้องการทำงานในไทยจะสามารถทำงานได้เมื่อได้รับ Work Permit แล้วเท่านั้น จะขอวีซ่าธุรกิจ ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง ? เอกสารสำหรับยื่น วีซ่าธุรกิจ จะแตกต่างกันไปตามประเทศปลายทาง ประเภทวีซ่า สัญชาติของผู้ยื่น และวัตถุประสงค์ของการเดินทางโดยทั่วไป เอกสารสำคัญสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ เอกสารส่วนบุคคล เอกสารด้านการทำงาน และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อธุรกิจ 1. เอกสารส่วนบุคคลสำหรับยื่นวีซ่า เอกสารพื้นฐานที่ผู้ยื่นควรเตรียม ได้แก่ หนังสือเดินทาง (Passport) ที่มีอายุการใช้งานตามเกณฑ์ที่ประเทศปลายทางกำหนด และมีหน้าว่างเพียงพอสำหรับติดวีซ่า หนังสือเดินทางเล่มเก่า (ถ้ามี) แบบฟอร์มคำร้องขอวีซ่าที่กรอกข้อมูลครบถ้วน รูปถ่ายตามข้อกำหนดของประเทศหรือหน่วยงานที่รับคำร้อง หลักฐานการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล (ถ้ามี) หลักฐานการประกันสุขภาพหรือประกันการเดินทาง (หากเป็นข้อกำหนด) เอกสารหรือแบบรับทราบข้อกำหนดในการพำนักของประเทศปลายทาง (หากมี) ข้อควรระวัง: อายุ Passport จำนวนหน้าว่าง รูปแบบรูปถ่าย และข้อกำหนดด้านประกันภัยอาจแตกต่างกันในแต่ละประเทศ จึงควรตรวจสอบ […]

ที่ปรึกษายื่นขอ FBL FBC สำหรับต่างชาติทำธุรกิจในไทย

FDI Group ที่ปรึกษายื่นขอ FBL FBC และใบอนุญาตประกอบธุรกิจครบวงจร สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเข้ามาทำธุรกิจในไทย ต้องรู้ข้อมูลตั้งแต่การจัดตั้งบริษัทและดำเนินธุรกิจในประเทศไทย  ไม่ได้จบเพียงแค่การจดทะเบียนบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดำเนินการขอเอกสาร ใบรับรอง ใบอนุญาตประกอบธุรกิจร่วมด้วย เพราะหากลักษณะธุรกิจอยู่ภายใต้ข้อจำกัดตาม พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (Foreign Business Act: FBA) นักลงทุนต่างชาติอาจต้องขออนุญาตหรือหนังสือรับรองก่อนเริ่มประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องก่อนดำเนินธุรกิจในประเทศไทย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องขอ FBL หรือ FBC ? ต้องเตรียมเอกสารอะไร ? ยื่นกับหน่วยงานใด และมีขั้นตอนอย่างไร ? การทำความเข้าใจตั้งแต่ก่อนจัดตั้งบริษัทจึงมีความสำคัญ เพราะโครงสร้างผู้ถือหุ้น ลักษณะกิจกรรมทางธุรกิจ สิทธิประโยชน์จาก BOI หรือสิทธิตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ อาจส่งผลต่อช่องทางการขออนุญาตที่แตกต่างกัน สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการลดความซับซ้อนของกระบวนการ FDI Group ที่ปรึกษายื่นขอ FBL FBC สามารถช่วยใ้คำปรึกษาและคำแนะนำ พร้อมวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจ ตรวจสอบประเภทธุรกิจ และดำเนินการเตรียมเอกสารให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเป็นการทำงานร่วมกันทั้งทางบริษัทต่างชาติที่ต้องการลงทุนในไทย และทีมที่ปรึกษาร่วมกัน FBL และ FBC คืออะไร ? ต่างกันอย่างไร ก่อนเลือกใช้บริการที่ปรึกษายื่นขอ FBL ควรเข้าใจก่อนว่า FBL และ FBC ไม่ใช่เอกสารประเภทเดียวกัน แม้มีวัตถุประสงค์เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในประเทศไทยเหมือนกัน FBL หรือย่อมาจาก Foreign Business License (ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว) Foreign Business License (FBL) หรือใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เป็นใบอนุญาตที่อนุญาตให้บริษัทต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทยในลักษณะที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งใบนี้เป็นการอนุมัติที่ออกให้แก่บริษัทต่างชาติที่มีการยื่นขออนุญาตและได้รับการอนุมัติจากกระทรวงพาณิชย์  โดยจะมีข้อจำกัดบางประการ ในการประกอบธุรกิจบางประเภทที่อนุญาตให้เฉพาะคนไทยเท่านั้น และห้ามต่างชาติประกอบธุรกิจ ประเภทของธุรกิจที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติฯ  ธุรกิจบางประเภทจะสงวนให้ไว้เฉพาะคนไทย ตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการขอรับในอนุญาตของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 บัญชีที่ 1 เป็นธุรกิจที่ห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจด้วยเหตุผลพิเศษ บัญชีที่ 2 ธุรกิจที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศหรือมีผลกระทบต่อศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณีหัตกรรมกรรมพื้นบ้านหรือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคนต่างด้าวจะ ประกอบธุรกิจได้ เมื่อได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี บัญชีที่ 3 ธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนคนต่างด้าว คนต่างด้าวจะประกอบธุรกิจได้เมื่อได้รับอนุญาตจากอธิบดีโดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว คำจำกัดความของคนต่างด้าว ตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ห้ามคนต่างด้าวประกอบธุรกิจบางประเภท และบางประเภทจะประกอบธุรกิจได้ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาตหรือได้รับหนังสือรับรองแล้วแต่กรณี FBC หรือย่อมาจาก Foreign Business […]

ESGを始めたいけれど、どこから手をつければいいかわからないという方へ。当社のESGコンサルティングサービスがお手伝いいたします。

ESG Consulting คืออะไร ? และทำไมองค์กรต้องมีที่ปรึกษา ESG  องค์กรหลายแห่งในไทยเริ่มได้ยินคำว่า ESG บ่อยขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะจากคู่ค้าต่างชาติที่เริ่มถาม Carbon Footprint นักลงทุนที่ต้องการรายงานความยั่งยืน หรือหน่วยงานภาครัฐที่เริ่มออกนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือ ‘ไม่รู้จะเริ่มจากไหน’ เพราะ ESG ครอบคลุมหลายมิติและต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทั้งด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม กฎหมาย และการจัดทำรายงานตามมาตรฐานสากล นั่นคือเหตุผลที่ ESG Consulting หรือบริการที่ปรึกษา ESG มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคนี้ ESG Consulting คืออะไร ? ESG Consulting คือ บริการที่ปรึกษาเฉพาะทางที่เกี่ยวข้องกับ ESG โดย FDI Sustian ที่พร้อมมาช่วยให้องค์กรวางกลยุทธ์ วัดผล และรายงานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) ได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล ด้วยประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมาแล้วนั้น  โดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน ESG ที่พร้อมให้คำแนะนำ และทีมวิศวกรที่ปรึกษาที่ได้รับการรับรอง Certified CFP & CFO Consultant จาก TGO มีความเชี่ยวชาญครอบคลุมอุตสาหกรรมหลากหลาย ทั้งยานยนต์ เหล็ก อะลูมีเนียม พลาสติก เคมี ยา เกษตร และสาธารณูปโภค จาก FDI Group  บริการ ESG Consulting ของ FDI Sustain ครอบคลุมอะไรบ้าง? 1. ESG Strategy & Roadmap ที่ปรึกษาเรา จะเข้าไปช่วยดูแล ให้คำแนะนำแบบจับมือทำ ด้วยการวางแผนกลยุทธ์ ESG ระยะยาวที่ตอบโจทย์ธุรกิจจริง ไม่ใช่แค่ทำให้ครบตามข้อกำหนด แต่ให้ ESG เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าและความได้เปรียบในการแข่งขันสำหรับองค์กร 2. Carbon Footprint Organization & Product (CFO / CFP) ทาง FDI Sustain มีความเชี่ยวชาญในการประเมินและจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร […]

グリーン・ロジスティクス:サプライチェーンにおけるコストとカーボンフットプリントを削減する方法

Green Logistics หรือโลจิสติกส์สีเขียวเพื่อธุรกิจยั่งยืน  อย่างที่ทราบกันดีว่า ในภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 8% ของการปล่อยทั่วโลก และในซัพพลายเชนของธุรกิจส่วนใหญ่ กิจกรรมโลจิสติกส์มักเป็นแหล่ง Carbon Footprint ที่ใหญ่ที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นพื้นที่ที่มีโอกาสปรับปรุงประสิทธิภาพและลดต้นทุนได้มากที่สุดด้วย นั่นคือจุดเริ่มต้นของ Green Logistics หรือโลจิสติกส์สีเขียว ที่เป็นแนวคิดสำคัญที่กำลังเปลี่ยนวิธีที่ธุรกิจทั่วโลกจัดการการขนส่ง คลังสินค้า และห่วงโซ่อุปทาน โดยไม่ต้องเลือกระหว่างความยั่งยืนกับความคุ้มค่าทางธุรกิจ ซึ่งในบทความนี้ FDI จะอธิบาย Green Logistics พร้อมคำแนะนำเบื้องต้นอย่างครบถ้วน พร้อมแนวทางปฏิบัติที่นำไปใช้ได้จริงสำหรับองค์กรทุกขนาดที่มีความสนใจในเรื่องของ Green Logistics หรือโลจิสติกส์สีเขียวเพื่อธุรกิจยั่งยืน  Green Logistics คืออะไร ? Green Logistics หรือโลจิสติกส์สีเขียว คือการออกแบบและบริหารจัดการกิจกรรมโลจิสติกส์ทั้งหมด ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การจัดเก็บ ไปจนถึงการส่งมอบสินค้าให้กับผู้บริโภค โดยมีเป้าหมายลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ในขณะที่ยังรักษาประสิทธิภาพและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โดยสิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจ  Green Logistics ไม่ได้หมายความว่าต้องทำให้ทุกอย่างช้าลงหรือแพงขึ้น แต่คือการหาจุดสมดุลที่ดีกว่าระหว่างประสิทธิภาพทางธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมนั่นเอง องค์ประกอบหลักของ Green Logistics ประกอบไปด้วย 1. การขนส่งสีเขียว (Green Transportation) ซึ่งเป็นส่วนที่สร้าง Carbon Footprint สูงที่สุดในโลจิสติกส์ แนวทางสีเขียวที่ใช้กันแพร่หลาย ได้แก่ เปลี่ยนไปใช้ยานพาหนะไฟฟ้า (EV) หรือเชื้อเพลิงทางเลือก เช่น CNG, LNG, ไฮโดรเจน การวางแผนเส้นทางที่เหมาะสมด้วย AI และ Route Optimization Software เพื่อลดระยะทางและการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง การรวมจัดส่ง (Consolidation) เพื่อให้รถบรรทุกเต็มคันทุกเที่ยว ลดเที่ยวเปล่า การเปลี่ยนโหมดการขนส่งจากถนนไปสู่รางหรือทางน้ำที่ปล่อย CO2 ต่ำกว่า 2. คลังสินค้าสีเขียว (Green Warehousing) จะเป็นคลังสินค้าใช้พลังงานมหาศาลในการปรับอากาศ แสงสว่าง และระบบต่างๆ แนวทาง Green Warehousing ที่นำไปใช้ได้ทันที เช่น ติดตั้งระบบแสงสว่าง LED พร้อม Motion Sensor ลดการใช้ไฟฟ้าได้ 40-60% ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาคลังสินค้าเพื่อผลิตพลังงานใช้เอง ระบบบริหารคลังสินค้า (WMS) ที่ลดการเคลื่อนย้ายที่ไม่จำเป็นและเพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่ […]

グリーンファイナンス:企業と世界の持続可能な成長を支える金融の機会

Green Finance การเงินสีเขียวเพื่อโลกที่ยั่งยืน โอกาสที่องค์กรไทยไม่ควรมองข้าม ในยุคที่วิกฤตสภาพภูมิอากาศกลายเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่จับต้องได้ แหล่งเงินทุนทั่วโลกกำลังไหลเข้าสู่โครงการและองค์กรที่พิสูจน์ได้ว่า ‘ทำดีต่อโลก’ มากขึ้นทุกปี ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า Green Finance หรือการเงินสีเขียว Green Finance ไม่ใช่แค่กระแสอีกต่อไปแล้ว แต่คือระบบการระดมทุน การลงทุน และการให้สินเชื่อที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าตลาดรวมทั่วโลกเกินกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังเติบโตต่อเนื่อง โดยในบทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจ Green Finance อย่างครบถ้วน ทั้งความหมาย รูปแบบ และแนวทางที่องค์กรของคุณสามารถเริ่มต้นเข้าถึงได้จริง Green Finance คืออะไร ? Green Finance หรือการเงินสีเขียว คือกรอบการดำเนินธุรกรรมทางการเงินที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนโครงการหรือกิจกรรมที่ให้ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมทั้งการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการป้องกันมลพิษ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ เมื่อธนาคารให้สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษแก่โรงงานที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ หรือเมื่อบริษัทออก Green Bond เพื่อระดมทุนสร้างอาคารประหยัดพลังงาน นั่นคือ Green Finance ในทางปฏิบัติที่องค์กรเริ่มมีการนำมาใช้จริง รูปแบบของ Green Finance ที่ควรรู้ 1. Green Bond (พันธบัตรสีเขียว) ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล สถาบันการเงิน หรือบริษัท เพื่อระดมทุนสำหรับโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีมาตรฐาน Green Bond Principles (GBP) ของ ICMA กำกับดูแลความโปร่งใส ตัวอย่าง: การออก Green Bond ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนปกติ พร้อมความมั่นใจว่าเงินถูกนำไปใช้ในโครงการสีเขียวจริง 2. Sustainability-Linked Loan (SLL) สินเชื่อที่อัตราดอกเบี้ยผูกโยงกับผลการดำเนินงานด้าน ESG ของผู้กู้ หากองค์กรบรรลุเป้าหมาย ESG ที่กำหนดไว้ เช่น ลดการปล่อย CO2 ได้ตามเกณฑ์ ก็จะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง แรงจูงใจทางการเงินโดยตรงที่ผูกกับผลการดำเนินงานจริง ไม่จำเป็นต้องระบุวัตถุประสงค์การใช้เงิน ต่างจาก Green Bond 3. Green Fund และ ESG Investment กองทุนที่คัดเลือกหุ้นหรือสินทรัพย์โดยใช้เกณฑ์ ESG ร่วมกับปัจจัยทางการเงิน […]

会社の登記が完了した後、どのような「営業許可」を申請する必要があるのでしょうか? 2026年最新情報

สำหรับการ จดทะเบียนบริษัท ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะสามารถดำเนินกิจการได้ทุกประเภททันที เพราะแม้บริษัทจะได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอย่างถูกต้องแล้ว แต่ธุรกิจบางประเภทอาจต้องมี ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ หรือการอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเริ่มดำเนินกิจการ โดยประเด็นสำคัญคือ การไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่ดำเนินการ อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย โดยผู้ประกอบการต้องตรวจสอบลักษณะสินค้าและบริการ สถานที่ประกอบธุรกิจ รวมถึงสัญชาติของผู้ถือหุ้นร่วมด้วย ดังนั้นหากคุณกำลังวางแผน จดทะเบียนบริษัทในปี 2026 สิ่งที่ควรทำไม่ใช่เพียงตรวจสอบว่าบริษัทจดทะเบียนเรียบร้อยหรือไม่ แต่ควรตรวจสอบตั้งแต่ต้นว่าธุรกิจนี้ต้องมีใบอนุญาตอะไรบ้างก่อนที่จะเปิดดำเนินการ เพื่อให้เกิดความถูกต้องตามที่กฎหมายได้ระบุไว้อย่างครบถ้วน ใบอนุญาตประกอบธุรกิจคืออะไร ? ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ คือ การได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินกิจการบางประเภทได้ตามกฎหมายและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ โดยที่ใบอนุญาตอาจมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น ใบอนุญาตประกอบกิจการ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ใบอนุญาตผลิต ใบอนุญาตนำเข้า ใบอนุญาตจำหน่าย หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจ ใบอนุญาตจากหน่วยงานท้องถิ่น คำแนะนำ : ผู้ประกอบการสามารถศึกษาคู่มือการทำธุรกิจด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเรื่องของจดทะเบียนธุรกิจ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในไทย การยื่นขอเอกสารเพิ่มเติมได้ที่ คู่มือการทำธุรกิจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จดทะเบียนบริษัทแล้ว ต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจทุกบริษัทหรือไม่ ? ถ้าหากเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจทั่วไปซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะ อาจสามารถดำเนินธุรกิจได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจเฉพาะประเภท แต่หากกิจการอยู่ภายใต้กฎหมายควบคุมเฉพาะ ผู้ประกอบการอาจต้องได้รับใบอนุญาตหรือดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดก่อนเริ่มประกอบกิจการ โดยยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจผลิตอาหาร ธุรกิจนำเข้าอาหาร ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจนำเที่ยว ธุรกิจโรงงาน ธุรกิจที่เข้าข่ายกิจการอันตรายต่อสุขภาพ ธุรกิจที่อยู่ภายใต้กฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้า สุขภาพ หรือผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลเฉพาะ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนก่อนมีการเริ่มดำเนินการจริงตามที่วางแผนไว้ หรือหากไม่มั่นใจว่าได้ดำเนินการครบถ้วนแล้วหรือยัง สามารถปรึกษากับทาง FDI ได้เช่นกัน   7 กลุ่มใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่ผู้ประกอบการควรตรวจสอบ 1. ใบอนุญาตประกอบธุรกิจสำหรับบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติร่วมด้วย กรณีบริษัทมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นต่างชาติ ต้องพิจารณา พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เพิ่มเติม ธุรกิจบางประเภทถูกกำหนดไว้ในบัญชีท้ายกฎหมาย หากเข้าข่ายและไม่มีข้อยกเว้นหรือสิทธิที่เกี่ยวข้อง บริษัทอาจต้องขอ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business License: FBL) ก่อนดำเนินธุรกิจ ในบางกรณี คนต่างด้าวอาจต้องมีการยื่นขอ หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business Certificate: FBC)  ด้วยเช่นกัน 2. ใบอนุญาตสำหรับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม หากเป็นบริษัทดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายอาหาร อาจมีข้อกำหนดด้านใบอนุญาตและการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจผลิตอาหารอาจต้องขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร ขณะที่ธุรกิจนำเข้าอาหารมีขั้นตอนการขออนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร โดย อย. มีคู่มือและระบบสำหรับการยื่นคำขอโดยเฉพาะ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์บางประเภทอาจต้องมีการขออนุญาตผลิตภัณฑ์ การตรวจสอบฉลาก […]

事業を立ち上げた後、どのような経理業務を行う必要があるでしょうか? 新規事業主のための必須チェックリスト ― 2026年更新版

 เปิดบริษัทแล้วต้องทำบัญชีอะไรบ้าง ? Checklist สำคัญ ที่เจ้าของธุรกิจมือใหม่ต้องรู้ การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทถือเป็นก้าวสำคัญของการเริ่มต้นธุรกิจ แต่หลายคนเข้าใจว่าหลังได้รับหนังสือรับรองบริษัทแล้วสามารถเริ่มดำเนินธุรกิจได้ทันที โดยไม่ได้เตรียมความพร้อมด้านบัญชีและภาษีอย่างถูกต้อง ในความเป็นจริง หลังจากจัดตั้งบริษัทแล้ว ผู้ประกอบการยังมีหน้าที่ตามกฎหมายอีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำบัญชี การยื่นภาษี การจัดเก็บเอกสาร และการจัดทำงบการเงิน หากละเลยอาจส่งผลให้เกิดค่าปรับหรือปัญหาด้านภาษีในอนาคตได้ ซึ่งในบทความนี้ได้รวบรวม Checklist สำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่ เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจว่า เปิดบริษัทแล้วต้องทำบัญชีอะไรบ้าง และควรเตรียมตัวอย่างไรให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างถูกต้องตั้งแต่วันแรกและเป็นไปอย่างราบรื่น โดยทีมที่ปรึกษาวางระบบบัญชีและภาษีสำหรับนิติบุคคลจาก เอฟ ดี ไอ    ทำไมบริษัทต้องจัดทำบัญชี ? ไม่ทำได้หรือไม่ ?  ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 บริษัททุกแห่งที่จดทะเบียนนิติบุคคลในประเทศไทยมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีและเก็บรักษาเอกสารทางการเงินอย่างถูกต้อง การจัดทำบัญชีไม่ได้มีประโยชน์เพียงเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถ ตรวจสอบรายรับและรายจ่ายได้อย่างชัดเจน วางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิเคราะห์ผลกำไรและสถานะทางการเงินของธุรกิจ เพิ่มความน่าเชื่อถือในการขอสินเชื่อหรือขยายธุรกิจ รองรับการตรวจสอบข้อมูลจากกรมสรรพากรและหน่วยงานภาครัฐ Checklist หลังจดทะเบียนบริษัทต้องทำอะไรบ้าง ? 1. เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท หลังจากได้รับหนังสือรับรองบริษัทแล้ว สิ่งแรกที่ควรดำเนินการคือการเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท เหตุผลสำคัญคือเพื่อแยกเงินส่วนตัวออกจากเงินของกิจการอย่างชัดเจน ให้สะดวกต่อการทำบัญชี ตรวจสอบได้ง่ายยิ่งขึ้น รวมถึงความน่าเชื่อถือหากมีการทำธุรกรรมต่าง ๆ ของคู่ค้า ลูกค้า ด้วยเช่นกัน  เอกสารที่ต้องใช้ในการเปิดบัญชีบริษัท หนังสือรับรองบริษัท หนังสือบริคณห์สนธิ บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ตราประทับบริษัท (ถ้ามี) บัตรประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจ การใช้บัญชีบริษัทในการรับ-จ่ายเงินจะช่วยให้การจัดทำบัญชีมีความถูกต้องและตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย 2. จัดเก็บเอกสารทางบัญชีอย่างเป็นระบบ หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยของธุรกิจขนาดเล็กคือการเก็บเอกสารไม่ครบถ้วน เอกสารสำคัญที่ควรจัดเก็บ ได้แก่ เอกสารรายรับ ใบกำกับภาษีขาย ใบเสร็จรับเงิน หลักฐานการโอนเงิน ใบแจ้งหนี้ เอกสารรายจ่าย ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จรับเงิน สัญญาว่าจ้าง หลักฐานการชำระเงิน เอกสารด้านบุคลากร สัญญาจ้างงาน เอกสารเงินเดือน ประกันสังคม ทั้งนี้อาจจะมีการจัดเก็บเอกสารอื่นๆ เพิ่มเติม การจัดเก็บเอกสารอย่างครบถ้วนจะช่วยลดความเสี่ยง ปัญหาด้านอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้  3. การจัดทำบัญชีรายเดือน ไม่ว่าบริษัทจะมีรายได้มากหรือน้อย หรือแม้แต่ยังไม่มีรายได้เลย บริษัทก็ยังมีหน้าที่จัดทำบัญชีตามกฎหมาย การจัดทำบัญชีอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ทราบสถานะทางการเงินของธุรกิจได้ตลอดเวลาซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของธุรกิจเป็นอย่างมาก  ข้อมูลที่ควรบันทึก ได้แก่ รายรับ รายจ่าย ลูกหนี้ เจ้าหนี้ เงินสด เงินฝากธนาคาร สินทรัพย์ของกิจการ 4. การยื่นภาษีที่เกี่ยวข้องกับบริษัท หลายคนเข้าใจผิดว่าบริษัทที่ยังไม่มีรายได้ไม่จำเป็นต้องยื่นภาษี ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน บริษัทมีหน้าที่ยื่นแบบภาษีตามกำหนด แม้ในบางกรณีจะไม่มีภาษีต้องชำระก็ตาม […]

「ネット・ゼロ・タイランド2050」:「予定より15年早い――タイが新たな目標を発表」、温室効果ガス排出量を47%削減へ

เป้าหมาย Net Zero ใหม่ของประเทศไทย มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 ประเทศไทยได้ประกาศยกระดับเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยกำหนดเป้าหมายการบรรลุ Net Zero Emissions ภายในปี 2050 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิมถึง 15 ปี ผ่านการเสนอแผน Nationally Determined Contribution (NDC) ฉบับใหม่ อย่างเป็นทางการในการประชุม COP30 ณ ประเทศบราซิล เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2025 ภายใต้แผนดังกล่าว ประเทศไทยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2035 ให้ได้ 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) หรือคิดเป็นการลดลง 47% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2019 จากเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ประเทศไทยคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ด้วยศักยภาพภายในประเทศประมาณ 70% ขณะที่อีก 30% จำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนด้านเงินทุนสีเขียวจากต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 7,047 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การขอรับการสนับสนุนจากต่างประเทศจะมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีที่ต้องใช้เงินลงทุนและองค์ความรู้ขั้นสูง ได้แก่ เทคโนโลยีไฮโดรเจนสำหรับภาคการผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรม ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors: SMR) การผลิตปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ เทคโนโลยีการจัดการของเสียและสารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเกษตรคาร์บอนต่ำ เช่น การปลูกข้าวที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก     ความร่วมมือระดับโลกจาก COP30 เพื่อเร่งการลดก๊าซเรือนกระจก มีด้านใดบ้างที่น่าสนใจ 1. การเร่งลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล การประชุม COP30 ได้ผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ Belem 4X Pledge หลายประเทศ ได้แก่ บราซิล อินเดีย ญี่ปุ่น อิตาลี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ร่วมประกาศเจตนารมณ์เพิ่มการใช้เชื้อเพลิงและพลังงานที่ยั่งยืนเป็น 4 เท่าภายในปี 2035 จากเป้าหมายเดิมที่มุ่งเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเป็น 3 เท่าภายในปี 2030 การส่งเสริมไฮโดรเจนสีเขียว กองทุน Global Environment […]

1 2 3 34