FDI

温室効果ガス排出量の測定と報告のための規格
~ISO 14064~

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อโลก การวัดและรายงานผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) อย่างถูกต้องและโปร่งใสกลายเป็นภารกิจสำคัญสำหรับองค์กรทุกประเภท มาตรฐาน ISO 14064 จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นกรอบแนวทางสากลในการจัดการกับประเด็นนี้ บทความนี้มุ่งนำเสนอภาพรวมของมาตรฐานISO 14064 อธิบายความสำคัญ และเจาะลึกถึงประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับ มาตรฐาน ISO 14064 คืออะไร ? มาตรฐานISO 14064 เป็นชุดมาตรฐานสากลที่กำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับการวัด การจัดการ และรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ขององค์กร มาตรฐานนี้พัฒนาโดยองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO)  มุ่งหวังช่วยให้องค์กรต่างๆ วัดปริมาณ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนได้อย่างถูกต้องและโปร่งใส จัดการ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ รายงาน ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อสาธารณะ หรือผู้มีส่วนได้เสีย มาตรฐานISO 14064 ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ISO 14064-1 การรายงานและการตรวจสอบของโปรโตคอลที่เป็นการยอมรับทั่วไป (GHG Inventory) มาตรฐานนี้ระบุข้อกำหนดและแนวทางสำหรับการรายงานและการตรวจสอบ GHG ที่เกิดจากกิจกรรมขององค์กร เช่น การวัดและการรายงาน GHG ที่เกิดขึ้นจากการใช้พลังงาน การผลิต และกระบวนการอื่น ๆ เป็นต้น ISO 14064-2 การรายงานและการตรวจสอบของโปรโตคอลสำหรับโครงการที่มีการรายงานโดยระดับโปรเจกต์ (GHG Project) มาตรฐานนี้เน้นไปที่การรายงานและการตรวจสอบ GHG ที่เกิดขึ้นจากโครงการที่มีการลดการปล่อย GHG หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการลดการปล่อย GHG โดยระดับโปรเจกต์ เช่น โครงการเมืองเชิงพาณิชย์ที่มีการลดการใช้พลังงานหรือโครงการป่าไม้เพื่อดัดแปลงการดักก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น ISO 14064-3 การตรวจสอบและการรับรองของโปรโตคอลสำหรับรายงานโดยอาศัยการตรวจสอบและการรับรองของบุคคลภายนอก (GHG Verification and Validation) มาตรฐานนี้ระบุข้อกำหนดและแนวทางสำหรับการตรวจสอบและการรับรองของข้อมูล GHG โดยอาศัยการตรวจสอบและการรับรองจากบุคคลภายนอก เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่รายงานเป็นเชิงบวกและมีความน่าเชื่อถือ ประโยชน์ของการนำมาตรฐาน ISO 14064 องค์กรที่นำมาตรฐานISO 14064 มาใช้จะได้รับประโยชน์มากมาย ดังนี้ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการก๊าซเรือนกระจก: มาตรฐานนี้ช่วยให้องค์กรระบุแหล่งที่มาของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ติดตามประสิทธิภาพการดำเนินงาน และริเริ่มกลยุทธ์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร: การแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการวัดและรายงานผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่ดี เพิ่มความน่าเชื่อถือต่อลูกค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ สร้างโอกาสทางธุรกิจ: องค์กรที่มุ่งมั่นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาจได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โอกาสในการเข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิต และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาด เตรียมพร้อมรับมือกับกฎระเบียบ: หลายประเทศทั่วโลกเริ่มออกกฎหมายควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก องค์กรที่นำมาตรฐานISO 14064 มาใช้ จะสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับกฎระเบียบเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ […]

GHG 排出量の削減による
ネットゼロに向けた主要な企業戦略

วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อโลก ส่งผลกระทบต่อทั้งระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และสังคม หลายประเทศทั่วโลกจึงต่างเร่งมือแก้ไข สนับสนุนให้ภาคธุรกิจและองค์กรต่างๆ มุ่งสู่เป้าหมาย “Net Zero Emissions” หรือ “การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์” (GHG Emissions) บทความนี้ จะพาทุกท่านไปเจาะลึกกลยุทธ์สำคัญที่องค์กรชั้นนำทั่วโลกใช้ขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ที่ยั่งยืน กลยุทธ์การลด GHG Emissions 1. ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและท้าทาย องค์กรชั้นนำจะกำหนดเป้าหมายการลด GHG Emissions ที่ชัดเจน วัดผลได้ และมีความท้าทาย โดยอ้างอิงจากหลักวิทยาศาสตร์และความตกลงปารีส (Paris Agreement) ตัวอย่างเช่น Microsoft ตั้งเป้าหมายที่จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2030 และจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเชิงลบภายในปี 2050 Google ตั้งเป้าหมายที่จะใช้พลังงานหมุนเวียน 100% สำหรับศูนย์ข้อมูลและสำนักงานทั่วโลกภายในปี 2030 2. วัดและติดตามมลพิษคาร์บอนอย่างละเอียด องค์กรชั้นนำจะวัดและติดตามผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(GHG) ของตนเองอย่างสม่ำเสมอ  ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรระบุแหล่งที่มาของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และหาแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภายในองค์กร องค์กรชั้นนำมุ่งเน้นไปที่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ ภายในองค์กร เช่น เปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน : องค์กรต่างๆ เปลี่ยนมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ และพลังงานชีวมวล แทนพลังงานฟอสซิล เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน : ปรับปรุงระบบต่างๆ ภายในองค์กรเพื่อลดการสูญเสียพลังงาน ลดการเดินทาง : ส่งเสริมการทำงานจากบ้าน การประชุมทางไกล และการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ จัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ : ลดปริมาณขยะ ส่งเสริมการรีไซเคิล และนำขยะไปใช้ประโยชน์ 4. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก Supply Chain องค์กรชั้นนำยังมุ่งเน้นไปที่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก Supply Chain ทำงานร่วมกับ Supplier : กระตุ้นให้ Supplier ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เลือก Supplier ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม : พิจารณาประสิทธิภาพการใช้พลังงานและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของ Supplier 5. ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เหลือ องค์กรบางแห่งเลือกที่จะชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เหลือด้วยวิธีต่างๆ เช่น ปลูกป่า : ป่าไม้ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียน : สนับสนุนการผลิตพลังงานสะอาด การใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCU) […]

持続可能な未来を推進するための企業の役割

ในยุคที่โลกเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง บทบาทของ บริษัทสิ่งแวดล้อม จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืน บริษัทเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาและบริการต่างๆ แก่ภาคธุรกิจ องค์กรภาครัฐ และประชาชนทั่วไป เกี่ยวกับการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทสิ่งแวดล้อม ทำอะไรบ้าง ? 1. ให้คำปรึกษาและบริการด้านสิ่งแวดล้อม บริษัทสิ่งแวดล้อมนำเสนอบริการที่หลากหลายแก่ธุรกิจ องค์กรภาครัฐ และประชาชนทั่วไป บริการเหล่านี้รวมถึง การประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) การตรวจสอบสิ่งแวดล้อม การออกแบบและดำเนินการแผนการจัดการสิ่งแวดล้อม การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับกฎหมายและข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว การฝึกอบรมและให้ความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม 2. พัฒนาวิธีการและเทคโนโลยีใหม่ ๆ บริษัทสิ่งแวดล้อมมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีใหม่ ๆ เหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และประหยัดค่าใช้จ่าย ตัวอย่างเทคโนโลยีที่บริษัทสิ่งแวดล้อมพัฒนา ได้แก่ เทคโนโลยีการบำบัดน้ำเสีย เทคโนโลยีการจัดการขยะ เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีการเกษตรยั่งยืน 3. ส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อม บริษัทสิ่งแวดล้อมช่วยให้ธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อม บริการเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมาย ปรับปรุงภาพลักษณ์ขององค์กร และสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4. สนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน บริษัทสิ่งแวดล้อมมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม บริษัทเหล่านี้จัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การอบรม การประชุม และโครงการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา 5. รายงานข้อมูลและผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม บริษัทสิ่งแวดล้อมมีหน้าที่รายงานข้อมูลและผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของบริษัท และตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด ประโยชน์ของการใช้บริการ บริษัทสิ่งแวดล้อม ธุรกิจและองค์กรต่างๆ ที่ใช้บริการบริษัทสิ่งแวดล้อมจะได้รับประโยชน์ดังนี้ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: บริษัทสิ่งแวดล้อมช่วยให้ธุรกิจและองค์กรต่างๆ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งนี้ช่วยปรับปรุงภาพลักษณ์ขององค์กร สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า และช่วยให้ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อม ประหยัดค่าใช้จ่าย: บริษัทสิ่งแวดล้อมช่วยให้ธุรกิจและองค์กรต่างๆ ประหยัดค่าใช้จ่าย ตัวอย่างเช่น บริษัทสิ่งแวดล้อมสามารถช่วยให้ธุรกิจประหยัดพลังงาน น้ำ และทรัพยากรอื่นๆ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน: บริษัทสิ่งแวดล้อมช่วยให้ธุรกิจและองค์กรต่างๆ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมจะดึงดูดลูกค้าและนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สร้างความยั่งยืน: บริษัทสิ่งแวดล้อมช่วยให้ธุรกิจและองค์กรต่างๆ บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน สิ่งนี้ช่วยให้ธุรกิจเติบโตในระยะยาวและประสบความสำเร็จ บทบาทของบริษัทสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ในประเทศไทย บริษัทสิ่งแวดล้อมมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ บริษัทเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจไทยปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ช่วยให้ชุมชนพัฒนาโครงการจัดการสิ่งแวดล้อม และช่วยให้รัฐบาลพัฒนานโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน บริษัทสิ่งแวดล้อม มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่โลกที่ยั่งยืน บริการและเทคโนโลยีที่บริษัทเหล่านี้เสนอนั้นช่วยให้ธุรกิจ องค์กรภาครัฐ และประชาชนทั่วไปสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน ท่านใดที่กำลังมองหาบริษัทสิ่งแวดล้อมมืออาชีพ FDI ช่วยคุณได้ FDI Accounting and […]

【セミナーレポート】タイ北東部地域 中小企業対象
「中小企業の温室効果ガス排出実質ゼロ(NET ZERO)の為の準備」

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา ทาง อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (สวทช.) ร่วมกับ บริษัท เอฟดีไอ แอคเค้าติ้งค์ แอนด์ แอดไวซเซอร์รี่ จำกัด และ บริษัท โนวา กรีน เพาเวอร์ จำกัด จัดงานสัมมนา “การเตรียมความพร้อม SME ไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)” ณ ห้องประชุม B406 ชั้น 4 อาคารอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จ.นครราชสีมา โดยมุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจ นำเสนอแนวทาง และโอกาสสำหรับผู้ประกอบการ SME ในการปรับธุรกิจสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในงานสัมมนาประกอบด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ดังนี้ Carbon Net Zero 2065 และผลกระทบที่ SME ต้องเตรียมรับมือ โดย คุณนันทพัชร ณ สงขลา ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจองค์กรและผู้ช่วยประธานบริหารกลุ่มบริษัท FDI ESG trend ความเสี่ยง หาก SME ไม่ปรับตัว โดย คุณจริยวดี บุบผา กรรมการผู้จัดการ บริษัท โนวา กรีน เพาเวอร์ จำกัด คลินิกให้คำปรึกษาเชิงลึกระยะสั้น แก่ผู้ประกอบการ SME โดย ITAP บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก ผู้เข้าร่วมงานต่างตั้งใจฟังการบรรยาย ร่วมถามคำถาม และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับ Net Zero ซึ่งล้วนให้ความสนใจและพร้อมที่จะปรับตัวธุรกิจสู่ความยั่งยืน จากการจัดงานสัมมนาครั้งนี้ คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ SME ในพื้นที่นครราชสีมา ในการเตรียมความพร้อมรับมือกับกระแส Net Zero และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้กับธุรกิจของตนเอง มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนต่อไป หากท่านใดสนใจเข้าร่วมงานสัมมนาและต้องการรับคำปรึกษาเพิ่มเติม สามารถพบกันได้ที่ภูมิภาคอื่นๆ ในงาน อว.แฟร์ ภูมิภาค FDI Accounting & Advisory ที่ปรึกษาทางธุรกิจอย่างครบวงวจร ง่าย ครบ จบ ในที่เดียว! 🩵 […]

温室効果ガスの種類

ก๊าซเรือนกระจก หรือ green house gas (GHG) เปรียบเสมือนผ้าห่มบางๆ ที่โอบล้อมโลกของเราไว้ ทำหน้าที่กักเก็บความร้อนจากดวงอาทิตย์ไม่ให้สะท้อนกลับออกสู่อวกาศ ช่วยให้โลกของเรามีอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต แต่ทว่าในปัจจุบัน กิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การตัดไม้ทำลายป่า ส่งผลให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทำความรู้จักกับ “ก๊าซเรือนกระจก” หรือ “green house gas” ว่ามีชนิดใดบ้าง มาจากไหน และส่งผลกระทบต่อโลกของเราอย่างไร ชนิดของก๊าซเรือนกระจก (green house gas) ก๊าซเรือนกระจก หรือ “green house gas” ที่สำคัญในชั้นบรรยากาศโลก ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) : เป็นก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การตัดไม้ทำลายป่า เป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพสูง กักเก็บความร้อนได้นาน ก๊าซมีเทน (CH4) : เกิดจากกิจกรรมการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ การย่อยสลายขยะอินทรีย์ในหลุมฝังกลบ ก๊าซมีเทนมีศักยภาพในการกักเก็บความร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 25 เท่าในช่วง 100 ปีแรก ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) : เกิดจากกิจกรรมทางการเกษตร การใช้ปุ๋ยไนโตรเจน การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ก๊าซไนตรัสออกไซด์มีศักยภาพในการกักเก็บความร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 300 เท่าในช่วง 100 ปีแรก ก๊าซฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) : เกิดจากกระบวนการทางอุตสาหกรรม เช่น การผลิตอลูมิเนียม การผลิตสารทำความเย็น ก๊าซฟลูออโรคาร์บอนมีศักยภาพในการกักเก็บความร้อนสูงมาก กลุ่มก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) : เป็นก๊าซเรือนกระจกสังเคราะห์ที่มนุษย์ผลิตขึ้น ใช้แทนสาร CFCs และ HCFCs ที่เป็นอันตรายต่อชั้นโอโซน ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) : เป็นก๊าซเรือนกระจกสังเคราะห์ที่มนุษย์ผลิตขึ้น ใช้ในอุตสาหกรรมไฟฟ้า ก๊าซไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3) : เป็นก๊าซเรือนกระจกสังเคราะห์ที่มนุษย์ผลิตขึ้น ใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โอกาสสำหรับธุรกิจสีเขียว แม้ว่าก๊าซเรือนกระจก หรือ “green house gas” จะสร้างความเสี่ยงต่อภาคธุรกิจ  แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสใหม่ ๆ  สำหรับธุรกิจที่มุ่งเน้นไปที่ความยั่งยืน  หรือที่เรียกว่า “ธุรกิจสีเขียว” ตลาดสินค้าและบริการสีเขียว: ตลาดสินค้าและบริการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเติบโตอย่างรวดเร็ว ธุรกิจที่พัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม […]

地球温暖化法
気候危機に対処するための新法

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง อุณหภูมิที่สูงขึ้น ภัยแล้ง น้ำท่วม และพายุรุนแรง ล้วนเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่อาจเพิกเฉยได้ รัฐบาลไทยจึงได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหานี้ และผลักดันให้มีการออก “พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. ….” หรือ “พรบ โลกร้อน” พรบ โลกร้อน ร่าง “พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” หรือ “พรบ โลกร้อน” ฉบับแรกของประเทศไทยภายหลังการจัดตั้ง กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “กรมโลกร้อน” ในช่วงที่ผ่านมามีการศึกษายกร่าง “พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เริ่มกระบวนการมาตั้งแต่ต้นปี 2566 และได้หรือกับภาครัฐ กฤษฎีกาก่อน เนื่องจากเป็น พ.ร.บ.ที่มีความเกี่ยวข้องด้านการเงิน ภาษี ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง การเปิดเผยข้อมูล มาตราต่างๆที่ปรากฎ มีเชิงบริหารไม่ว่าจะเป็นการให้อำนาจกับคณะกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีรายละเอียดที่ต้องทำยุทธศาสตร์แผนงาน การลดก๊าซเรือนกระจก ลดผลกระทบทางการเงิน   “พ.ร.บ.นี้เป็นกฎหมายฉบับแรกของประเทศไทย ที่มีความกว้างขวางมากกว่า พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม ฯ โดยเฉพาะในเรื่องของการเงิน โดยเฉพาะ Emission Screem ที่เกินมาจะต้องชดเชยเป็นเงิน และนำไปสนับสนุนรายเล็ก ในการปรับตัวรับมือ และเตรียมความพร้อมทำข้อมูลด้านคาร์บอน” นายปวิช รองอธิบดีกรมโลกร้อน กล่าว เนื้อหาสาระสำคัญ พรบ โลกร้อน มุ่งเน้นไปที่ 3 แกนหลัก ดังนี้ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: กำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2608 (ค.ศ. 2065) ผ่านกลไกต่างๆ เช่น การกำหนดมาตรฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคต่างๆ สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ส่งเสริมการใช้ประสิทธิภาพพลังงาน และพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: เตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม พายุรุนแรง ผ่านการจัดทำแผนงานและมาตรการรองรับ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน: ส่งเสริมให้ประชาชน ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคม มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความสำคัญของ พรบ โลกร้อน พรบ โลกร้อน ถือเป็นกฎหมายสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ สร้างความมั่นคงทางพลังงาน: การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น จะช่วยลดมลพิษทางอากาศและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจ: การลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน จะสร้างงานใหม่และกระตุ้นเศรษฐกิจ ปกป้องสิ่งแวดล้อม: การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะช่วยลดปัญหาโลกร้อน ปกป้องระบบนิเวศ และรักษาคุณภาพอากาศ ยกระดับคุณภาพชีวิต: การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะช่วยลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน บทกำหนดโทษ (ตามร่าง […]

炭素税導入前に準備しておくべきこと

ในยุคที่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อโลกทั้งระบบ มนุษย์จึงต้องหาวิธีแก้ไขอย่างจริงจัง หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังให้ความสนใจคือ “ภาษีคาร์บอน” บทความนี้จะอธิบาย carbon tax คือ อะไร carbon tax คือ อะไร ? ภาษีคาร์บอน หรือ carbon tax คือ ภาษีที่รัฐบาลเรียกเก็บจากผู้ประกอบการและองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2), มีเทน (CH4), ไนตรัสออกไซด์ (N2O) และก๊าซกลุ่มฟลูออริเนต (F-Gases) เป็นต้น ที่เกิดจาก กระบวนการผลิตสินค้าและบริการ ตลอดจนกิจกรรมต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจ เช่น การผลิตกระแสไฟฟ้า การบำบัดน้ำเสีย การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อเดินทางขนส่ง ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการตัดไม้ รวมถึงการเดินเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น วัตถุประสงค์ของ carbon tax คือ อะไร ? 1. ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการเพิ่มต้นทุนของสินค้าและบริการที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กระตุ้นให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคหันมาใช้สินค้าและบริการที่มีมลพิษคาร์บอนต่ำ ส่งผลต่อพฤติกรรมการผลิตและการบริโภค 2. สร้างรายได้เพื่อสนับสนุนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลสามารถนำรายได้จากภาษีคาร์บอนไปลงทุนในโครงการต่างๆ เช่น พลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีสีเขียว การปลูกป่า การอนุรักษ์พลังงาน การวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเภทของภาษีคาร์บอน ภาษีคาร์บอนทางตรง: เก็บภาษีจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการผลิตสินค้าโดยตรง ซึ่งมักจะมีอัตราภาษีที่สูงกว่า เช่น การผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิล, การเผาไหม้ของเครื่องจักรในโรงงาน, การเผาขยะและการบำบัดน้ำเสีย, การเผาไหม้ของยานพาหนะต่างๆ, การผลิตปูนซีเมนต์และเคมีภัณฑ์ต่าง ๆ ฯลฯ ภาษีคาร์บอนทางอ้อม: เก็บภาษีจากสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม ถ่านหิน ยานพาหนะ ฯลฯ ตัวอย่างประเทศที่ใช้ภาษีคาร์บอน ปัจจุบันมีประเทศที่ใช้ภาษีคาร์บอนอยู่กว่า 30 ประเทศทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นประเทศในทวีปยุโรป เช่น ฟินแลนด์ เป็นประเทศแรกที่บังคับใช้ภาษีคาร์บอนในปี 1990 เริ่มต้นแบบค่อยเป็นค่อยไปจากฐานภาษีที่ต่ำเพียง 75 ดอลลาร์ต่อตัน CO2 ก่อนที่จะค่อยๆ ทยอยเพิ่มอัตราภาษีให้สูงขึ้น จนปัจจุบันฟินแลนด์เก็บภาษีคาร์บอนเฉลี่ยที่ 83.74 ดอลลาร์ต่อตัน CO2 เนเธอร์แลนด์ เริ่มใช้ปี 1990 จัดเก็บกาษีสิ่งแวดล้อมจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทุกประเภทนำรายได้จากภาษีกลับสู่ระบบเครษฐกิจผ่านการลดภาษี และกองทุน น้ำมันเชื้อเพลิงในการรักษาเสถียรภาพราคา เดนมาร์ก เริ่มใช้ปี […]

炭素税によるタイ経済への影響

เนื่องจากปัญหาโลกร้อนทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม หลายประเทศทั่วโลกจึงหันมาใช้นโยบาย “ภาษีคาร์บอน” เป็นเครื่องมือในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภาษี คาร์บอน คืออะไร? ภาษี คาร์บอน เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำหนดขึ้นเพื่อเก็บภาษีจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป้าหมายหลักคือเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการและประชาชนลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ กลไกการทำงานของ ภาษี คาร์บอน รัฐบาลกำหนดอัตราภาษีคาร์บอน ขึ้นอยู่กับปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมา ผู้ประกอบการต้องจ่ายภาษีคาร์บอนตามปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมา ผู้ประกอบการมีแรงจูงใจที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดภาระภาษี ผู้บริโภคอาจจะจ่ายเงินเพิ่มสำหรับสินค้าและบริการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ผลกระทบของ ภาษี คาร์บอน ต่อเศรษฐกิจไทย ผลกระทบของภาษีคาร์บอนต่อเศรษฐกิจไทยนั้น มีทั้งแง่บวกและแง่ลบ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อัตราภาษีคาร์บอน กลไกการจัดเก็บ กลุ่มเป้าหมาย มาตรการสนับสนุนเสริม และความพร้อมของภาคธุรกิจและประชาชน ผลกระทบเชิงบวก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: ภาษีคาร์บอนจะกระตุ้นให้ผู้ประกอบการและประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด พัฒนาวิธีการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือใช้สินค้าที่มีมลพิษน้อยลง ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว: ภาษีคาร์บอนจะสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวและพลังงานหมุนเวียน นำไปสู่การเกิดงานใหม่และโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ปรับปรุงคุณภาพอากาศ: การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะช่วยลดมลพิษทางอากาศ ส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม เพิ่มรายได้ภาษี: รัฐบาลสามารถนำรายได้จากภาษีคาร์บอนไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน: การใช้นโยบายภาษีคาร์บอนจะช่วยให้ไทยปรับตัวเข้ากับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลก ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ผลกระทบเชิงลบ ต้นทุนสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น: ภาษีคาร์บอนจะทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น ผู้บริโภคอาจมีกำลังซื้อลดลง กระทบต่อภาคธุรกิจ: ภาคธุรกิจที่ต้องใช้พลังงานและปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาก อาจได้รับผลกระทบจากภาษีคาร์บอน สูญเสียงาน: ธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาจต้องปิดกิจการหรือลดจำนวนพนักงาน ความเหลื่อมล้ำทางสังคม: ภาษีคาร์บอนอาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อยมากกว่ากลุ่มผู้มีรายได้สูง แนวทางการลดผลกระทบเชิงลบ ภาษี คาร์บอน กำหนดอัตราภาษีคาร์บอนที่เหมาะสม: อัตราภาษีคาร์บอนควรไม่สูงจนทำให้เกิดภาระหนักเกินไปต่อภาคธุรกิจและประชาชน แต่ก็ควรสูงพอที่จะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม กลไกการจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ: รัฐบาลควรออกแบบกลไกการจัดเก็บภาษีคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม มาตรการสนับสนุนเสริม: รัฐบาลควรให้การสนับสนุนภาคธุรกิจและประชาชนในการปรับตัวต่อภาษีคาร์บอน เช่น การให้เงินสนับสนุน การลดหย่อนภาษี การให้คำปรึกษาแนะนำ สร้างความตระหนักรู้: รัฐบาลควรสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภาษีคาร์บอนและประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม FDI Accounting and Advisory มุ่งมั่นสนับสนุนธุรกิจของคุณสู่อนาคตที่ยั่งยืนด้วยบริการที่ปรึกษาสิ่งแวดล้อมครบวงจรและรวมถึงภาษี คาร์บอน ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามีประสบการณ์และความรู้เชิงลึกพร้อมช่วยคุณเพื่อบรรลุเป้าหมายสู่ธุรกิจที่ยั่งยืน บริการของเรา ให้คำปรึกษา BCG (Bio-Circular-Green Economy Business Model) บริการประเมิน และ จัดทำ Carbon Footprint […]

【セミナーレポート】
「革新的なビジネスとDeep Techのための CLMV 諸国におけるマーケット拡大のチャンスと課題」

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2567 ผ่านมาอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ร่วมกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (Exim Bank) FDI Accounting and Advisory Co., Ltd. บริษัท ทวีกิจทรัพย์เพิ่มพูน จำกัด และ Sundae Solutions Co., Ltd. จัดงานสัมมนา “โอกาสและความท้าทายของการขยายตลาดในประเทศ CLMV สำหรับธุรกิจนวัตกรรม และ DeepTech” ฃณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย โดยได้รับผลตอบรับจากผู้เข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม “งานนี้ดีมาก ได้ความรู้เยอะ กูรูแต่ละท่านพูดตรงประเด็น แนะนำได้ชัดเจน มีประโยชน์ต่อธุรกิจของผมมากครับ” บรรยากาศภายในงานคึกคักไปด้วยผู้ประกอบการ ที่สนใจอยากเรียนรู้เกี่ยวกับตลาด CLMV วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ไฮไลท์ของงาน ภาพรวมเศรษฐกิจและแนวโน้มธุรกิจตลาด CLMV: ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ภาพรวมธุรกิจ และโอกาสในแต่ละประเทศ โอกาสและความท้าทายในการเริ่มต้นธุรกิจในประเทศ CLMV: วิทยากรที่มีประสบการณ์ตรง พร้อมแนวทางการเริ่มต้นธุรกิจในแต่ละประเทศ กลยุทธ์การทำ Online Marketing Solution ให้โดนใจลูกค้า: เรียนรู้เทคนิคและกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่เหมาะกับตลาด CLMV เจาะลึกการเข้าถึงตลาด CLMV: วิทยากรได้แนะนำช่องทางการเข้าถึงลูกค้าและขยายธุรกิจในแต่ละประเทศ นอกจากนี้ ยังมีบูธจากหน่วยงานต่างๆ มากมาย ที่มาให้คำปรึกษาและแนะนำเกี่ยวกับการทำธุรกิจในต่างประเทศ หวังว่าผู้เดข้าร่วมทุกท่ายจะได้เรียนรู้และได้แง่คิดมากมายจากงานนี้ งานสัมมนานี้เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการขยายธุรกิจไปยังประเทศ CLMV นอกจากนี้ขอแนะนำให้ผู้ประกอบการทุกท่านติดตามข่าวสารและเข้าร่วมงานสัมมนาดีๆ แบบนี้ต่อไป FDI Accounting & Advisory ที่ปรึกษาทางธุรกิจอย่างครบวงวจร ง่าย ครบ จบ ในที่เดียว!  Facebook : FDI Group – Business Consulting  Line : @fdigroup  Phone : 02 626 5999  E-mail : infojob@fdi.co.th Website : www.fdi.co.th ข่าวสารอื่นๆ โอกาสขยายตลาดในประเทศ CLMV สำหรับธุรกิจนวัตกรรมและ DeepTech FDI21/05/2024 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ร่วมกับ… Read More พบกับ FDI ในงาน Intermach2024! […]

温室効果ガスの基礎知識

ก๊าซเรือนกระจก คือ กลุ่มก๊าซธรรมชาติและก๊าซที่มนุษย์สร้างขึ้นในชั้นบรรยากาศโลกที่มีคุณสมบัติพิเศษสามารถดูดซับและกักเก็บรังสีอินฟราเรด (Infrared Radiation) ไว้ได้ ก๊าซเหล่านี้เปรียบเสมือนฉนวนกันความร้อน ทำให้โลกเกิดปรากฏการณ์ “เรือนกระจก” เปรียบเสมือนหลังคาเรือนกระจก ช่วยรักษาอุณหภูมิโลกให้อบอุ่นและเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต แต่หากมีมากเกินไปอาจก่อให้เกิด “ภาวะโลกร้อน” ได้ ก๊าซเรือนกระจก คือ การประกอบด้วยก๊าซต่างๆ ดังนี้ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) : เป็นก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่างๆ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การตัดไม้ทำลายป่า ฯลฯ มีเทน (CH4) : เกิดจากกิจกรรมเกษตรกรรม การย่อยสลายของอินทรียวัตถุ ฯลฯ ไนตรัสออกไซด์ (N2O) : เกิดจากกิจกรรมทางการเกษตร การเผาไหม้เชื้อเพลิง การใช้ปุ๋ย ฯลฯ ก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) : เป็นก๊าซสังเคราะห์ที่ใช้แทนสาร CFC ก๊าซเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) : เป็นก๊าซสังเคราะห์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) : เป็นก๊าซสังเคราะห์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมไฟฟ้า ก๊าซไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3) : เป็นก๊าซสังเคราะห์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ผลกระทบของก๊าซเรือนกระจก คือ ภาวะโลกร้อน: ก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้น ทำให้รังสีอินฟราเรดถูกกักเก็บมากขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น เกิดภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: ภาวะโลกร้อน ส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศของโลก เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น พายุ น้ำท่วม ภัยแล้ง ฯลฯ ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น: อุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้ธารน้ำแข็งละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ผลกระทบต่อระบบนิเวศ:ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อพืชและสัตว์กำลังดิ้นรนเพื่อปรับตัวให้เข้ากับอุณหภูมิที่สูงขึ้นและรูปแบบสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์: ความร้อนจัดทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน เช่น โรคลมแดดและโรคหัวใจ นอกจากนี้ภัยแล้งสามารถนำไปสู่ภาวะขาดน้ำและความอดอยาก แนวทางการแก้ไขก๊าซเรือนกระจก ระดับองค์กร การแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กรนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ องค์กรต่างๆ สามารถดำเนินการได้หลายประการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก วัดและติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขั้นตอนแรกในการแก้ไขปัญหาคือการวัดและติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร สิ่งนี้สามารถทำได้โดยการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ซึ่งเป็นการวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่องค์กรปล่อยออกมาในหนึ่งปี เมื่อองค์กรทราบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ก็สามารถเริ่มระบุแหล่งที่มาของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญและพัฒนากลยุทธ์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เมื่อองค์กรทราบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ก็สามารถตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ เป้าหมายควรมีความท้าทายแต่ก็เป็นไปได้ และควรสอดคล้องกับเป้าหมายระดับโลกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยประเทศไทยมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ได้เสนอไว้กับประชาคมโลก (National Determined Contribution – NDC) โดยภายในปี 2030 จะต้องลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 20 – 25 […]

1 17 18 19 20 21 32