外国直接投資(FDI)

งบดุลคืออะไร ? How to การอ่านงบแสดงฐานะการเงินฉบับมือใหม่ !

งบดุลคืออะไร ? งบสำคัญที่คนทำธุรกิจควรรู้ งบดุล (Balance Sheet)  คือ เอกสารรายงานทางการเงินที่แสดงถึงฐานะทางการเงินของบริษัท ณ ช่วงเวลาใดเวลานึง ( ไตรมาส , ปี ) ที่จะโดยประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ สินทรัพย์ (Assets) คือสิ่งที่บริษัทมี , หนี้สิน (Liabilities) คือ สิ่งที่บริษัทเป็นหนี้ และส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) คือสิ่งที่บริษัทเป็นของเจ้าของหลังจากหักหนี้แล้ว โครงสร้างสมการงบดุล คือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น รู้หรือไม่ ? งบดุลเปลี่ยนชื่อแล้วนะ  คำว่างบดุลนั้นเป็นคำที่ถูกยกเลิกไปแล้ว โดยตามมาตรฐานบัญชีได้เปลี่ยนคำว่างบดุล เป็น งบแสดงฐานะการเงิน เพื่อให้ชื่องบการเงินแสดงความหมายที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น อธิบายเพิ่มเติม :  1.สินทรัพย์ (Assets)  หมายถึง  ทรัพยากรที่อยู่ในความควบคุมของกิจการและสามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจต่อได้ในอนาคต ซึ่งสินทรัพย์ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ  1.1 สินทรัพย์หมุนเวียน เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็ว 1.2 สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน จะเป็นสินทรัพย์ที่กิจการต้องถือไว้ยาวนานมากกว่าแบบ 1.1 ซึ่งจะเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องน้อย เช่น ที่ดิน อาคาร เป็นต้น  2.หนี้สิน (Liabilities) หมายถึง ภาระผูกพันของกิจการในปัจจุบัน แต่ก็จะมีหนี้สินบางประเภทที่จะเกิดผลดีกับกิจการ เช่น หนี้สินทางการค้า เพราะเป็นหนี้สินระยะสั้นไม่มีดอกเบี้ย ทำให้กิจการมีกระแสเงินสดหมุนเวียนมากขึ้นในกิจการ โดยหนี้สินแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ  2.1 หนี้สินหมุนเวียน หมายถึง หนี้สินระยะสั้นที่ต้องชำระภายใน 1 ปี 2.2 หนี้สินไม่หมุนเวียน หมายถึง หนี้สินระยะยาวที่ต้องใช้เวลาในหารชำระมากกว่า 1 ปี 3.ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) หมายถึง ส่วนของที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสินทรัพย์ของกิจการหลังจากหนี้สินแล้ว  ความสำคัญของงบดุล ทำไมงบดุลถึงสำคัญ ? สำหรับผู้ประกอบการและคนทำธุรกิจ  งบดุลสามารถทำให้เห็นภาพรวมการเงินได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นงบดุลคือภาพรวมของ สินทรัพย์ (Assets), หนี้สิน (Liabilities) และ ส่วนของเจ้าของ […]

ต้องรู้! เพิ่มโอกาส ด้วยการจัดอบรมพนักงานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

ในวันที่โลกเผชิญกับภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นทุกปี องค์กรที่ไม่ปรับตัว อาจจะคว้าโอกาสทางการค้าไม่ทัน ถ้าหากมาเริ่มทำในวันที่คู่แข่งแซงหน้าไปไกลแล้ว อาจจะตกขบวนรถ ที่พลาดการคว้าโอกาสในตลาดสีเขียว หรืออาจจะเสียเปรียบทางการค้าที่จะโดนเก็บภาษีต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงต้นทุนที่สูงขึ้นจากกฎระเบียบสิ่งแวดล้อม และข้อกำหนดระหว่างประเทศ เช่น ธุรกิจที่มีการส่งสินค้าไปต่าง EU จะโดนเรียกเก็บภาษีสูงขึ้นหากเป็นสินค้าใน 6 กลุ่มสินค้านำร่อง ด้วยมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ที่จะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในวันที่ 1 มกราคม 2569 นี้รวมถึงในภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลกเริ่มมีการปรับเปลี่ยน ร่างข้อตกลงความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมเช่นกัน  การจัดอบรมพนักงาน ด้าน ESG & Carbon Footprint และด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ อย่างที่เราทราบกันดีถึงนโยบายด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเอง ได้ออกมาตรการ นโยบายจากภาครัฐ ในการขอความร่วมมือให้ภาคธุรกิจมีการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมและการคำนึงถึงด้านความยั่งยืนเพิ่มมากขึ้น หรือแม้แต่คู่ค้าก็ได้มีการขอรายงานในแต่ละบริษัทในการดำเนินการส่วนนี้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนดำเนินการเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดน้อยลง การชดเชย การวางแผนเพื่อนำพลังงานสะอาดมาใช้มากขึ้น หรือการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กรและผลิตภัณฑ์เพื่อให้ทราบถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรและผลิตภัณฑ์ เพื่อนำมาซึ่งการปรับปรุง การพัฒนาในการดำเนินการต่อไป  3 เหตุผลหลัก ที่ต้องจัดอบรมพนักงานก่อนการดำเนินงานในด้านสิ่งแวดล้อม  1.สร้างความเข้าใจในการดำเนินงาน การวางแผนจัดเก็บข้อมูลร่วมกันในทีมที่ต้องเก็บข้อมูลและประสานงานกัน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  2.เพื่อสร้างความรู้พื้นฐาน การเข้าใจจากการทำ WorkShop โดยการให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ 3.สร้างความเข้าใจในภาพรวมเชื่อมโยงกับเป้าหมาย SDGs และ ESG ในเชิงปฏิบัติ รวมถึงการทำ CBAM, Carbon Credit ด้วยในลำดับต่อไป  การจะทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์หรือการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดความยั่งยืนได้นั่น แน่นอนว่าผู้บริหาร ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จนถึงพนักงานระดับปฎิบัติการต้องมีการทำความเข้าใจ และทราบถึงแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้อง มีทิศทางในการจัดเก็บข้อมูล มีเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกันในการจัดทำ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการวางแผนดำเนินการลดการปล่อยก๊าซในระยะยาวที่ช่วยลดต้นทุนองค์กร พัฒนาแนวทางปฏิบัติใหม่ และขับเคลื่อนนโยบายสิ่งแวดล้อมในเชิงกลยุทธ์ได้ ตัวอย่างเนื้อหาที่มีการจัดอบรมให้กับองค์กรต่าง ๆ เข้าใจแนวคิด “Carbon Footprint for Organization (CFO)”  การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมในองค์กร ตามขอบเขต Scope 1, 2 และ 3 การแยกScope 1, 2, 3 แบบเข้าใจง่าย และกรณีศึกษาจากภาคอุตสาหกรรมจริง วิธีจัดเก็บข้อมูลกิจกรรมภายในองค์กรและเครื่องมือและซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการคำนวณ  การจัดทำรายงานตามมาตรฐาน ISO14064-1 การเชื่อมโยงกับเป้าหมาย SDGs และ ESG ในเชิงปฏิบัติ การทำโครงการ CBAM, […]

หลังจดทะเบียนบริษัทแล้ว จะต้องทำบัญชีบริษัท – วางแผนภาษีอย่างไร ?

ทำไมผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจต้องทำบัญชีบริษัทและวางแผนภาษีนิติบุคคล  ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง บริษัทนิติบุคคลทุกแห่งมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีและงบการเงินประจำปีโดยผู้ทำบัญชีที่ขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) การละเลยอาจนำไปสู่โทษปรับและการเสียค่าปรับย้อนหลัง นอกจากเรื่องกฎหมายแล้ว การทำบัญชีอย่างถูกต้องยังให้ประโยชน์มากมาย เช่น มองเห็นฐานะการเงินและกระแสเงินสดที่แท้จริง ใช้ข้อมูลเป็นฐานการวางกลยุทธ์และตัดสินใจทางธุรกิจ เพิ่มความน่าเชื่อถือเมื่อยื่นกู้หรือติดต่อกับนักลงทุน อีกทั้งการทำบัญชีบริษัทเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่เจ้าของธุรกิจทุกคนต้องให้ความใส่ใจ เพราะไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับ การปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการทางการเงิน การวางแผนภาษี และการสร้างความโปร่งใสที่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่องค์กร ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวางแผนระบบบัญชีนิติบุคคลและภาษี บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่เจ้าของกิจการควรรู้ ซึ่งรวมเอาข้อควรรู้ คำแนะนำ เพื่อให้เจ้าของกิจการมือใหม่ มีความเข้าใจในการทำบัญชีบริษัทได้มากยิ่งขึ้น  ทำความรู้จักภาษีที่นิติบุคคลต้องดำเนินการ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax): บริษัทต้องหักภาษีเมื่อจ่ายเงินค่าบริการ ค่าเช่า ค่าจ้าง ค่าบริการและนำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (แบบ ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): หากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) และยื่นแบบ ภ.พ.30 รายเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป สำหรับกรณีที่มีการขายสินค้าหรือบริการไปต่างประเทศ ต้องทำการยื่นแบบ ภ.พ. 36  ภาษีเงินได้นิติบุคคล: ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) และ ภ.ง.ด.50 (สิ้นปี) พร้อมงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจสอบแล้ว โเดยเป็นการเสียภาษีจาก กำไรสุทธิของกิจการ อัตราภาษีทั่วไปสูงสุด 20% ของกำไรสุทธิ ในกรณีที่กำไรสุทธิมากกว่า 3,000,000 ขึ้นไป (ยกเว้นกิจการ SME ที่มีสิทธิอัตราภาษีลดหย่อนตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร) ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์: ใช้กับบางธุรกิจ เช่น ธุรกิจธนาคาร การเงิน สินเชื่อ การรับจำนำ ขึ้นกับลักษณะธุรกิจ เช่น สัญญากู้ยืมหรือธุรกิจการเงิน โดยจะเสียภาษีตามอัตราที่กำหนดแทนภาษีมูลค่าเพิ่ม  ภาษีนำเข้า–ส่งออก (ถ้ามี) หากบริษัททำธุรกิจนำเข้า–ส่งออก ต้องปฏิบัติตามกฎหมายศุลกากร เสียภาษีศุลกากรและภาษีมูลค่าเพิ่มนำเข้า พร้อมค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง ที่มา: กรมสรรพากร แนะนำขั้นตอนการวางแผนระบบบัญชีบริษัท สำหรับการวางแผนระบบบัญชีและภาษีของบริษัทมี 6 ขั้นตอนหลักในเบื้องต้น ที่อาจจะแตกต่างกันออกไปตามโครงสร้างบริษัท และแต่ละธุรกิจ บริการ โดยเริ่มตั้งแต่การกำหนดวัตถุประสงค์ การสร้างโครงสร้างบัญชี […]

FDIグループが無料セミナーを開催します!今年の最重要テーマ「『CBAMカウントダウン』戦略を徹底解説:絶好のチャンスをお見逃しなく」に、ぜひご参加ください。“

FDI Group ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญ เพิ่มโอกาสให้พร้อมกับมาตรการ CBAM ยกระดับความสามารถในตลาดโลกที่ขับเคลื่อนด้วยสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน  พลาดไม่ได้กับงานนี้ ! FDI ขอเชิญชวนทุกท่าน เข้าร่วมสัมมนาออนไลน์ ชวนคุณมาปลดล็อค! เพิ่มโอกาสให้พร้อมกับมาตรการ CBAM ยกระดับความสามารถในตลาดโลกที่ขับเคลื่อนด้วยสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน พบกับหัวข้อ ” เจาะลึกกลยุทธ์ “ CBAM Countdown ” กันตกขบวนสู่โอกาสที่เหนือกว่า “  โดยเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาสในการดำเนินธุรกิจให้มากขึ้น งานนี้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ในวันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ.2568 เวลา 13.30 – 16.00 น.     ใครที่ต้องมางานนี้ สัมมนานี้เหมาะกับใครบ้าง ? ผู้บริหาร และผู้ประกอบการที่มีการส่งออกไป EU ผู้ผลิตและซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูง ผู้บริหารที่ต้องการวางกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม ฝ่ายสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่ต้องทำรายงานและนโยบาย ฝ่ายวิศวกรรม / การผลิต / โลจิสติกส์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ที่ปรึกษาธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อมและการค้าโลก ผู้ที่สนใจด้านการรับมือ CBAM และ BCG-ESG งานสัมมนานี้จะช่วยให้คุณเข้าใจ ภาพรวม CBAM และแนวโน้มกฏระเบียบโลก อุตสาหกรรมไทยที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการ CBAM ความเชื่อมโยง CBAM กับ ESG ต่อภาคธุรกิจไทย การจัดการต่อมาตรการ CBAM : เก็บข้อมูล-คำนวณ-ทำรายงาน “คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรและผลิตภัณฑ์ ” ตอบโจทย์เทรนด์ความยั่งยืนของโลก Q&A ทุกคำถาม FDI มีคำตอบ พิเศษมีแจกของรางวัลสุดพิเศษ พร้อมโปรโมชั่นสำหรับการเพิ่มโอกาสให้องค์กรเฉพาะภายในงานสัมมนาเท่านั้น  การลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์  ลงทะเบียนงานสัมมนาได้ที่ https://onebinar.one.th/online-seminar/XV8AM6 (ทั้งการลงทะเบียน และการรับชม ทำได้ในลิงก์เดียว) โดยสามารถลงทะเบียนได้ ตั้งแต่วันนี้ – 26 กันยายน 2568 เท่านั้น ติดต่อเพิ่มเติม – เกี่ยวกับการลงทะเบียนงานสัมมนา Email : Onebinar@inet.co.th Tel: 065-5074539 (คุณอภิสรา) – เกี่ยวกับรายละเอียดงานสัมมนา Tel: 095-4289466 (คุณสันต์ธีร์)

ชี้พิกัด 10 สินค้า Green Product ในไทยสุดว๊าว ! สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมน่าสนใจอย่างไรไปดูกันเลย

ความน่าสนใจของ Green Product ที่ต้องรู้!  สินค้ายุคใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สำหรับ Green Product หรือ สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หมายถึง สินค้าที่ถูกออกแบบ ผลิต ใช้งาน และจัดการหลังใช้โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อธรรมชาติ ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และส่งเสริมการใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลได้ 100% ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนต้นน้ำถึงปลายน้ำของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment – LCA) ซึ่งสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนี้ น่าสนใจอย่างมากในยุคปัจจุบัน เพราะไม่ได้เป็นแค่ทางเลือกทางที่ดูปลอดภัยต่อชีวิตในเรื่องสุขภาพ แต่ยังมีความเกี่ยวข้องกับ แนวโน้มตลาดโลก ความยั่งยืนของธุรกิจในอนาคต และพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาสินค้าที่ปลอดภัยต่อร่างกาย และส่งผลน้อยต่อสิ่งแวดล้อม อีกด้วย ในงานวิจัยของ Deloitte ปี 2023 พบว่า ผู้บริโภคกว่า 73% ทั่วโลก “ยินดีจ่ายแพงกว่า” ถ้ารู้ว่าสินค้านั้นมีส่วนช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตัวเลขนี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่มองการใช้ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของจุดยืน และสินค้าที่ซื้อต้องสอดคล้องกับค่านิยม “ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้แค่ซื้อของ แต่ซื้อความหมาย” กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ไม่ได้แค่ถามว่า “ถูกไหม?” แต่ถามว่า “ดีต่อโลกไหม?” และ “แบรนด์นี้มีจุดยืนเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า?” เพิ่มมากขึ้น นอกจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ภาครัฐในหลายประเทศ รวมถึงสหภาพยุโรป กำลังออกกฎระเบียบที่เข้มข้นขึ้นในด้านสิ่งแวดล้อม เช่น  CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ที่จะเก็บภาษีคาร์บอนกับสินค้านำเข้า หากไม่มีการวัดและรายงานค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ชัดเจนในแง่มุมนี้ สินค้า Green Product คือ “ทางเลือกที่น่าสนใจ” ของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ส่งออกจากประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย ที่ต้องปรับตัวคว้าโอกาสในตลาดโลก  ลักษณะของ Green Product ที่ช่วยให้เราสังเกตุได้ง่ายมากขึ้น  มีการใช้วัตถุดิบที่ยั่งยืนหรือมีการรีไซเคิลได้ เช่น ใช้พลาสติกรีไซเคิล เยื่ออ้อย กระดาษที่ได้จากการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน (FSC) กระบวนการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมีการวางแผนการลดการใช้พลังงาน การลดของเสีย มีการจัดการน้ำเสียและการจัดการก๊าซเรือนกระจกที่มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและไม่ใช้สารพิษ เช่น ปราศจากสารตะกั่ว ฟอร์มาลดีไฮด์ หรือ PVC สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ รีไซเคิล หรือย่อยสลายได้เช่น บรรจุภัณฑ์ชีวภาพจากพืช แปรงสีฟันย่อยสลายได้ โดยการย่อยสลายนั้นสามารถย่อยสลายได้ 100% ในธรรมชาติ เปิด […]

Eco-Friendly Products คืออะไร? “สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” แค่ชื่อดูดี หรือเปลี่ยนโลกสร้างความยั่งยืนได้จริง ?

Eco-friendly products คืออะไร ? Eco-Friendly Products หมายถึง ผลิตภัณฑ์สินค้าที่มีการออกแบบมาและผลิตขึ้นโดยมุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของสินค้า ตั้งแต่กระบวนการจัดหา การผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังใช้งาน (End-of-Life Management) เช่น การรีไซเคิลหรือย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ซึ่งสินค้าต่างๆที่ผลิตขึ้นมาต้องส่งผลกระทบต่อโลก ต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด หรือมีแนวทางในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต สิ่งแวดล้อมน้อยลงหรือไม่ส่งผลเลย ซึ่งสินค้า ลักษณะสำคัญของ Eco-Friendly Products ได้แก่ ใช้วัตถุดิบที่ยั่งยืน (Sustainable Materials) ใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต ลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายหรือรีไซเคิลได้ เป็นมิตรต่อผู้ใช้และสัตว์ทดลอง (Cruelty-Free / Non-toxic)  “สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” แค่ชื่อดูดี หรือเปลี่ยนโลกสร้างความยั่งยืนได้จริง ? จากข้อมูลรายงานของ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ United Nations Environment Programme (UNEP) ระบุว่า อุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลกมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 45% ของการปล่อยทั้งหมด ซึ่งหมายความว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคและธุรกิจไปสู่สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะส่งผลอย่างมากต่ออนาคตของโลก ที่ทำให้เห็นชัดมากขึ้น ว่าทำไมโลกยุคปัจจุบันต้องให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นที่น่าจับตาและต้องร่วมมือกันเพราะถ้ามีการส่งเสริม สนับสนุนสินค้ากลุ่มนี้มากขึ้นจะเกิดผลดีต่าง ๆ อีกมากมายเลยทีเดียว สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะมีการแผนทั้งห่วงโซ่ที่ครอบคลุมมากขึ้น โดยวางแผนอย่างรัดกุมตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ โดยยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน กล่าวคือ ต้นน้ำ (Upstream) : แหล่งวัตถุดิบที่ไม่รุกล้ำสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ฝ้ายออร์แกนิก ไม้ปลูกทดแทน หรือพลาสติกรีไซเคิล กลางน้ำ (Midstream) : โรงงานผลิตที่ใช้พลังงานสะอาด ลดของเสีย มีระบบจัดการน้ำเสีย ปลายน้ำ (Downstream) : ช่องทางการจัดจำหน่ายที่ลดคาร์บอน เช่น การขนส่งแบบรวมศูนย์ การใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่สร้างขยะเพิ่ม หลังใช้งาน (End-of-Life) : การย่อยสลาย การรีไซเคิล หรือระบบ take-back มีการจัดการนำกลับมาสลายอย่างมีแนวทาง  ตัวอย่างแบรนด์สินค้าที่เราคุ้นเคย เช่น  เสื้อผ้าจากขวดพลาสติกรีไซเคิล: แบรนด์เช่น Patagonia หรือ Adidas ได้พัฒนาเสื้อผ้ากีฬาและรองเท้าจากขวด PET ที่ผ่านการรีไซเคิล ซึ่งช่วยลดขยะพลาสติกและลดการใช้พลังงานเทียบกับการผลิตใหม่ บรรจุภัณฑ์กระดาษแทนพลาสติก: […]

ย้ายที่อยู่บริษัทต้องแจ้งหน่วยงานใด! และมีขั้นตอน เอกสารอะไรบ้างที่ต้องดำเนินการ

การย้ายที่อยู่ของกิจการ บริษัท องค์กร สามารถทำได้ แต่ต้องมีการดำเนินการในการแจ้งต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สะดวกต่อการดำเนินกิจการทั้งเรื่องของเอกสาร การยื่นภาษี การยื่นประกันสังคมของพนักงาน เป็นต้น ซึ่งการแจ้งย้ายนั้นสามารถทำได้ ถ้าคุณได้อ่านบทความนี้ ที่จะช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้นว่าต้องติดต่อหน่วยงานใดบ้าง เอกสาร ค่าธรรมเนียม ระยะเวลาดำเนินการ สามารถอ่านและทำความเข้าใจได้ในบทความนี้  ย้ายที่อยู่บริษัทต้องแจ้งหน่วยงานใดบ้าง ? สำหรับธุรกิจที่มีการย้ายที่อยู่/ที่ตั้ง ของกิจการไปที่ใหม่ ต้องแจ้งต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในเขตที่บริษัทตั้งอยู่  กรมสรรพากรพื้นที่ ในเขตที่บริษัทตั้งอยู่  สำนักงานประกันสังคม ในเขตที่บริษัทตั้งอยู่  FDI ขอแนะนำ “ทำตามขั้นตอนนี้ สำหรับการย้ายที่อยู่บริษัท” เงื่อนไขที่ต้องรู้สำหรับผู้ประกอบการ  การย้ายที่อยู่บริษัท ต้องไปแจ้งย้ายที่อยู่กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก่อนอันดับแรก ซึ่งควรจะแจ้งย้ายภายใน 14 วัน นับแต่วันที่มีการย้ายจริง และนำหนังสือรับรองที่ได้ไปดำเนินการแจ้งเปลี่ยนแปลงต่อหน่วยงานอื่น ๆ ในลำดับถัดไป  และสำหรับกิจการที่มีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องไปแจ้งที่สรรพากรพื้นที่เดิมในการย้ายออก และแจ้งย้ายเข้าต่อสรรพากรพื้นที่อยู่ใหม่ เพื่อเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีต่าง ๆ  การแจ้งประกันสังคม ให้แจ้งต่อสำนักงานประกันสังคมพื้นที่เดิมและพื้นที่ใหม่ กรณีกิจการที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถแจ้งย้ายที่อยู่ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในเขตที่บริษัทตั้งอยู่ได้ เอกสารที่ต้องใช้ในการดำเนินการ ระยะเวลา และค่าดำเนินการ สำหรับการย้ายก็จะมีทั้งย้ายในจังหวัดเดียวกันและย้ายไปจังหวัดอื่นๆจากเขตพื้นที่เดิม โดยทั้ง 2 แบบ ก็จะมีรูปแบบ เงื่อนไข รายละเอียดที่แตกต่างกัน ดังนี้  สำหรับขั้นตอนการย้ายที่อยู่บริษัท ในจังหวัดเดียวกัน  โดยการย้ายที่อยู่ในจังหวัดเดียวกัน บริษัทสามารถดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขได้เลยทันที โดยที่ไม่ต้องมีการอ้างอิงมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นหรือที่ประชุมคณะกรรมการ สามารถจัดทำยื่นคำขอจดทะเบียนและยื่นเอกสารขอจดทะเบียน หลังจากนั้นนายทะเบียนจะรับจดทะเบียนเป็นลำดับถัดมา  โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ให้ข้อมูลไว้ว่า เอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นขอจดทะเบียน มีดังนี้  ข้อมูลที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มที่ตั้งสำนักงาน ที่ตั้งแห่งใหม่ของสำนักงานแห่งใหญ่ เลขรหัสประจำบ้าน  เอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มที่ตั้งสำนักงาน คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด (แบบ บอจ.1)  แบบคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด  รายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม และ/หรือมติพิเศษ (แบบ บอจ.4)  หลักฐานการอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่หรือสำนักงานสาขาจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง (ใช้เฉพาะในการประกอบธุรกิจที่มีกฎหมายพิเศษควบคุม)  แผนที่แสดงที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสถานที่สำคัญบริเวณใกล้เคียงโดยสังเขป สำเนาบัตรประจำตัวของกรรมการที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน สำเนาหลักฐานการเป็นผู้รับรองลายมือชื่อ (ถ้ามี)  หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)  *** หมายเหตุ : การแก้ไขเพิ่มเติม สำนักงานสาขาให้ใช้เอกสารตามข้างต้น ยกเว้นข้อ 5 ***  สำหรับกิจการที่ย้ายที่อยู่บริษัทไปจังหวัดอื่น  ตามกฏหมายระบุไว้ว่าให้มีการออกหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้นโดยส่งทางไปรษณีย์ตอบรับหรือส่งมอบถึงตัวแทนผู้ถือหุ้น เฉพาะกรณีที่บริษัทมีผู้ถือหุ้นหรือมีข้อบังคับกำหนดเอาไว้ โดยให้ออกหนังสือก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 14 วันหรือตามที่กำหนดในข้อบังคับบริษัท และ ให้โฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอย่างน้อย […]

รู้หรือไม่ ? การพัฒนาอย่างสมดุลตามกรอบ SDGs ในไทยพัฒนาไปถึงไหนแล้ว

SDGs ไทย กับแนวทางขับเคลื่อนโลกที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน  จากบทความ SDGs x ESG เชื่อมโยงเป้าหมายเพื่อความยั่งยืนของโลกและอนาคตของธุรกิจอย่างยั่งยืนในบทความก่อนหน้า ที่มุ่งเน้นพูดถึงในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ในบทความนี้เราจะวิเคราะห์ และนำเสนอถึงประเด็นภาพรวมของ SDGs ประเทศไทยในมิติด้านอื่น ๆ ที่สำคัญ  อย่างที่ทราบกันดีว่าจุดเด่นของ SDGs คือ “การพัฒนาอย่างสมดุล” ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leave no one behind) โดยเน้นให้ทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน ประชาสังคม และประชาชนมีส่วนร่วม สำหรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) มีทั้งหมด 17 เป้าหมาย (Goals) ภายใต้หนึ่งเป้าหมายจะประกอบไปด้วยเป้าหมายย่อย ๆ ที่เรียกว่า เป้าหมายย่อย (Targets) ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 169 เป้าหมายย่อย และพัฒนา ตัวชี้วัด (Indicators) จำนวน 232 ตัวชี้วัด (ทั้งหมด 244 ตัวชี้วัดแต่มีตัวที่ซ้ำ 12 ตัว) เพื่อติดตามความก้าวหน้าของเป้าหมายย่อยดังกล่าว โดย SDG MOVE ได้ให้ข้อมูลในเป้าหมายทั้ง 17 ข้อของ SDGs  อย่างน่าสนใจว่า  เป้าหมายที่ 1: ยุติความยากจนทุกรูปแบบในทุกที่ เป้าหมายที่ 2: ยุติความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหารและยกระดับโภชนาการ และส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน  เป้าหมายที่ 3: สร้างหลักประกันการมีสุขภาวะที่ดี และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัย เป้าหมายที่ 4: สร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต  เป้าหมายที่ 5: บรรลุความเสมอภาคระหว่างเพศ และเพิ่มบทบาทของสตรีและเด็กหญิงทุกคน เป้าหมายที่ 6: สร้างหลักประกันเรื่องน้ำและการสุขาภิบาล ให้มีการจัดการอย่างยั่งยืนและมีสภาพพร้อมใช้ สำหรับทุกคน  เป้าหมายที่ 7: สร้างหลักประกันว่าทุกคนเข้าถึงพลังงานสมัยใหม่ในราคาที่สามารถซื้อหาได้ เชื่อถือได้ และยั่งยืน  เป้าหมายที่ 8: ส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน การจ้างงานเต็มที่และ มีผลิตภาพ และการมีงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน เป้าหมายที่ 9: สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม ที่ครอบคลุมและยั่งยืน และส่งเสริมนวัตกรรม […]

SDGs x ESG เชื่อมโยงเป้าหมายเพื่อความยั่งยืนของโลกและอนาคตของธุรกิจอย่างยั่งยืน

เมื่อโลกเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อน ดูทีท่าจะแก้ยากมากขึ้น ทั้งความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ภาวะโลกร้อน ทรัพยากรธรรมชาติที่ลดลง ไปจนถึงโรคระบาดที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและชีวิตของผู้คน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) หรือ sustainability goals จึงถูกกำหนดขึ้นมา เพื่อใช้เป็น “เข็มทิศ” นำทางในการลดปัญหาต่าง ๆ ให้ทุกประเทศร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นระบบและมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงทุกภาคส่วนในการร่วมมือกันเพื่อขจัดปัญหาต่าง ๆ ให้มีทิศทางของทางออกที่ดียิ่งขึ้น Sustainability Goals หนึ่งในประเด็นสิ่งแวดล้อมที่เป็นแกนหลักสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน  เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) คืออะไร ?  SDGs คือ เป้าหมายระดับโลก 17 เป้าหมาย ที่องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดขึ้นในปี 2015 เพื่อใช้เป็นแนวทางพัฒนาโลกในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล ซึ่งได้รับการรับรองจาก 193 ประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งมีกรอบระยะเวลาการดำเนินงานจนถึงปี 2030 โดยเอกสาร โดยเอกสารที่ประเทศสมาชิกทั้งหมดลงนามรับรองเป็นพันธะสัญญานั้นเรียกว่า “Transforming Our World: the 2030 Agenda for Sustainable Development” หรือ “วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030”   หนึ่งในประเด็นที่องค์กรต้องเร่งให้ความสำคัญ “ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม” ในวันที่โลกเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สูงขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกใช้เกินพอดี หรือมลพิษขยะทางทะเลและอากาศ หากพูดถึงเรื่อง “ความยั่งยืน” จึงไม่ใช่เรื่องขององค์กรด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้นอีกต่อไป แต่กลายเป็นความรับผิดชอบร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ที่ต้องร่วมมือกันพัฒนาโลกอย่างมีทิศทาง โดยเฉพาะในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นรากฐานของ sustainability goals ทุกด้าน เป้าหมาย SDGs ด้านสิ่งแวดล้อมที่องค์กรควรรู้ แม้ SDGs ทั้ง 17 ข้อจะเชื่อมโยงกัน แต่ถ้าหากพูดถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ก็มีบางเป้าหมายที่เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมไว้อย่างชัดเจน เช่น 1. SDG 6 : น้ำสะอาดและการสุขาภิบาล ส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยของเสียลงแหล่งน้ำ 2. SDG 7 : พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ สนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น […]

ข้อมูลที่นายจ้างควรรู้ ! หากธุรกิจต้องการจ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงาน

การจ้างแรงงานต่างด้าวมาทำงานในไทยนั้น มีบทบาทที่สำคัญในกลุ่มงานที่คนไทยไม่นิยมทำหรือขาดแคลนแรงงาน ทำให้เกิดช่องว่างที่แรงงานต่างด้าวสามารถมาทำงานในตลาดแรงงานในไทยได้  โดยการจ้างแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยไม่ใช่เพียงแค่การหาคนมาทำงานในธุรกิจที่ต้องใช้แรงงานคนเท่านั้น แต่ต้องดำเนินการตามกฎหมายแรงงานต่างด้าว การขอใบอนุญาตทำงาน และตรวจคนเข้าเมืองอย่างเคร่งครัดตามที่กฏหมายระบุไว้  หากอ่านบทความนี้คุณจะได้อะไรบ้างจากบทความนี้  ได้ทราบถึงข้อปฏิบัติหากธุรกิจคุณมีพนักงาน ลูกจ้างที่เป็นแรงงานต่างด้าว เข้าใจข้อมูลพื้นฐาน ข้อกำหนด และระเบียบปฏิบัติสำหรับแรงงานต่างด้าว ทราบถึงสิทธิพื้นฐานของแรงงานต่างด้าว เช่น สิทธิ์ประกันสังคม เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาล คลอดบุตร ทุพพลภาพ ต่างๆ  เข้าใจในการขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และดำเนินการขอวีซ่าให้ถูกต้อง วันนี้เราขอรวม เกร็ดความรู้ที่นายจ้างควรรู้ ก่อนและหลังการจ้างแรงงานต่างด้าว ไม่ว่าจะเป็นสัญชาติ เมียนมา ลาว กัมพูชา หรือเวียดนาม โดยเฉพาะผู้ที่จ้างในระบบ MOU และระบบผ่อนผัน รวมทั้งข้อควรปฏิบัติของนายจ้าง เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ถูกต้องตามกฏหมาย  นายจ้างต้องรู้ “จ้างแรงงานต่างด้าว” ต้องยื่นข้อมูลอะไรบ้าง ? 1.ต้องรู้จักเกี่ยวกับระบบการจ้างแรงงานต่างด้าวที่ถูกต้อง ระบบ MOU (ทางการ) คือ ระบบที่รัฐไทยมีข้อตกลงกับประเทศต้นทาง (เมียนมา ลาว กัมพูชา) โดยนำแรงงานเข้ามาถูกต้องทุกขั้นตอน เหมาะกับการจ้างระยะยาว มีระยะเวลาทำงาน 2 ปี และต่ออายุอีก 2 ปี รวม 4 ปี ในการทำงานในประเทศไทย  ขั้นตอนโดยสรุป ยื่นขอนำเข้าแรงงานต่อกรมการจัดหางาน ให้แรงงานเดินทางเข้าประเทศผ่านช่องทางที่กำหนด ตรวจสุขภาพ ทำประกัน และขอใบอนุญาตทำงาน อยู่ในไทยได้ 2 ปี และต่อได้อีก 2 ปี ระบบผ่อนผัน (เปิดโอกาสให้คนที่อยู่แล้วปรับสถานะ) เช่น กลุ่มที่อยู่ในไทยอยู่แล้วแต่ยังไม่มีเอกสารสมบูรณ์ รัฐอาจเปิดให้ลงทะเบียนและดำเนินการขออนุญาตภายหลังในบางช่วง   2.ต้องมีการตรวจสอบว่า “แรงงานที่จ้าง” มีเอกสารถูกต้องหรือไม่  โดยก่อนจ้างแรงงานต่างด้าวทุกครั้ง ต้องตรวจสอบเอกสารแรงงาน มีหนังสือเดินทาง (Passport) หรือเอกสารเดินทาง (TD) ได้รับวีซ่าถูกต้อง ตรงกับวัตถุประสงค์ของการเดินทางเข้ามา (เช่น วีซ่าแรงงาน Non-LA) มีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ถูกต้อง และยังไม่หมดอายุ 📌 ห้ามจ้างแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเอกสาร หรืออยู่เกินกำหนดวีซ่าเด็ดขาด เพราะถือว่าผิดกฎหมายทั้งแรงงานและนายจ้าง 3.ดำเนินการขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) นายจ้างต้องเป็นผู้ดำเนินการยื่นขอใบอนุญาตทำงานให้แรงงานภายใน 15 วันหลังเริ่มจ้าง โดยยื่นที่ […]

1 5 6 7 8 9 33