FDI

SME ต้องรู้ วาง”ระบบบัญชี”ให้มีประสิทธิภาพ เริ่มอย่างไรให้ธุรกิจโตไวอย่างยั่งยืน

ระบบบัญชีที่ดี คือหัวใจของธุรกิจที่ยั่งยืน พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี  ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดเล็ก กลาง หรือขนาดใหญ่ หากไม่มี “ระบบบัญชี” ที่ดี ก็เหมือนเรือที่ไร้เข็มทิศในการนำทาง เพราะระบบบัญชีไม่ใช่แค่การ “บันทึกตัวเลข” เท่านั้น แต่คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และวางแผนภาษีได้อย่างครบถ้วน มีความถูกต้องโปร่งใส  ซึ่งในบทความนี้ เราจะพาคุณมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “ระบบบัญชี” ว่าคืออะไร สำคัญอย่างไร ธุรกิจต้องเริ่มต้นจัดทำอย่างไรให้มีความสอดคล้องกับการดำเนินงาน และควรพิจารณาปัจจัย ด้านใดบ้างในการวางระบบบัญชีให้ดีมากขึ้น พร้อมคำแนะนำจากทีมที่ปรึกษาด้านบัญชีและภาษีสำหรับนิติบุคคล ที่มีประสบการณ์ตรงในการดูแลธุรกิจไทยหลากหลายประเภท ระบบบัญชี คืออะไร ? เริ่มทำอย่างไรให้ตอบโจทย์ธุรกิจ ระบบบัญชี (Accounting System) คือ กลไกหรือกระบวนการที่ธุรกิจใช้ในการจัดเก็บ จัดการ วิเคราะห์ และรายงานข้อมูลทางการเงินอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ในการบริหารภายใน ตอบสนองต่อข้อกำหนดของกฎหมาย และวางแผนด้านภาษี ระบบบัญชีอาจประกอบด้วย เอกสาร รายงาน – รวมถึงขั้นตอนการบันทึกรายการบัญชี (บัญชีรายวัน, บัญชีแยกประเภท) ระบบควบคุมภายใน เช่น การอนุมัติค่าใช้จ่าย การตรวจสอบเอกสาร เครื่องมือ เช่น การใช้โปรแกรมบัญชีหรือซอฟต์แวร์ ERP รายงานทางการเงิน เช่น งบกำไรขาดทุน งบดุล งบกระแสเงินสด ผู้ปฏิบัติงาน เช่น เจ้าหน้าที่บัญชีที่มีประสบการณ์ตรง ทำไม “ระบบบัญชี” จึงสำคัญกับธุรกิจ ? หลายธุรกิจมองข้ามการวางระบบบัญชีที่ดีตั้งแต่แรกเริ่ม จนกลายเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในภายหลังจากการดำเนินงานไปบ้างแล้ว ทั้งการทำบัญชีที่ไม่ครบถ้วน เอกสาร หลักฐานการใช้เงินไม่ครบ การวางแผนภาษีผิดพลาด หรือการไม่สามารถวิเคราะห์ต้นทุน-กำไรได้ชัดเจน ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นที่ต้องวางแผนระบบบัญชีและการวางแผนภาษีที่ดีตั้งแต่เริ่ม  ระบบบัญชีที่ดี ควรจะต้องมีองค์ประกอบอย่างไร การจะมีระบบบัญชีที่ดี ไม่ใช่แค่การใช้โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป หรือเจ้าหน้าที่บัญชีในการทำงาน แต่ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบที่เชื่อมโยงกันอย่างมีระบบที่ตรวจสอบได้ ได้แก่ 1. กระบวนการจัดเก็บเอกสาร หลักฐานที่ครอบคลุม เริ่มจากการเก็บใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี เอกสารสั่งซื้อ-ขาย เอกสารโอนเงิน ฯลฯ อย่างเป็นระเบียบ ในส่วนนี้ธุรกิจจะนิยมใช้พนักงานบัญชีในการตรวจสอบ รวบรวม เพื่อให้มีความถูกต้องอย่างครบถ้วนที่สุด  2. ขั้นตอนการบันทึกบัญชี ต้องมีนโยบายบัญชีในการทำงานสำหรับพนักงานบัญชีที่ชัดเจน เช่น จะบันทึกค่าใช้จ่ายเมื่อไหร่ ใช้บัญชีหมวดใด ให้ตรงกับมาตรฐานบัญชี 3. ระบบควบคุมภายในองค์กร  เช่น การอนุมัติค่าใช้จ่ายล่วงหน้า การแยกหน้าที่ระหว่างผู้จัดซื้อ-ผู้จ่ายเงิน-ผู้ตรวจสอบ เพื่อป้องกันทุจริต […]

อัปเดต! รู้หรือไม่ คนไทยต้องยื่นภาษีทุกคนในปี 2570 คลังเดินหน้าใช้ระบบ Negative Income Tax ใครได้เปรียบ-เสียเปรียบ

เจาะข้อมูล Negative Income Tax คืออะไร? ใครได้เปรียบ-เสียเปรียบ  ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้จริงหรือ ?  ทางด้านปลัดกระทรวงการคลัง นายลวรณ แสงสนิท ระบุว่ากระทรวงฯ กำลังพัฒนาโครงสร้างข้อมูล (data infrastructure) และฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (data lake) กว่า 10 หน่วยงาน ที่ครอบคลุมประชาชนกว่า 60.8 ล้านคนและธุรกิจกว่า 600,000 แห่ง เพื่อรองรับและออกแบบนโยบายสวัสดิการเพื่อการดำเนินงานในระบบ Negative Income Tax (NIT) หรือภาษีเงินได้ติดลบ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มใช้ได้ภายในปี 2570  สำหรับ “Negative Income Tax”  กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตาด้วยหนึ่งในใจความสำคัญคือ คนไทยทุกคนต้องเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อยืนยันรายได้ที่เกิดขึ้น กรณีหากรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ จึงจะได้รับสวัสดิการจากภาครัฐ ไขข้อสงสัย “Negative Income Tax” หรือ ภาษีเงินได้ติดลบ คืออะไร ? Negative Income Tax (NIT) หรือ ภาษีเงินได้ติดลบ โดย FINNOMENA ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า “เป็นแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดจากนักเศรษฐศาสตร์ Milton Friedman ในสหรัฐอเมริกา ช่วงทศวรรษ 1960 เพื่อแก้ปัญหาสวัสดิการที่ซ้ำซ้อนและไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นระบบ Earned Income Tax Credit (EITC) ที่ใช้ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ แคนาดา และสหราชอาณาจักร”  โดยรัฐจะเก็บภาษีจากผู้มีรายได้สูง และจ่ายเงินให้ผู้มีรายได้ต่ำ ภายใต้ระบบเดียวกัน ซึ่งแม้จะมีรายได้น้อยกว่าค่าลดหย่อยก็ต้องยืนภาษีดังกล่าว เพื่อให้ทางภาครัฐได้มีการจัดเก็บข้อมูลในการคัดกรองสิทธิ์เพื่อรับสวัสดิการอย่างแม่นยำมากขึ้น จะช่วยลดความซ้ำซ้อนของโครงการช่วยเหลืออื่นๆร่วมได้ เข้าใจในหลักการ คือ ทุกคนต้อง ยื่นภาษี และรายงานรายได้ประจำปี ถ้ารายได้ สูงกว่าเกณฑ์ → ต้องจ่ายภาษีในเกณฑ์ตามปกติ ซึ่งเงื่อนไขในปัจจุบันอยู่ที่เงินได้สุทธิตั้งแต่ 150,000 บาทขึ้นไป ถ้ารายได้ ต่ำกว่าเกณฑ์ → ต้องยื่นแต่ไม่ต้องเสียภาษี และรัฐจะจ่ายเงินชดเชยเป็นสวัสดิการให้กับผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ผ่านระบบภาษี จึงได้เรียกว่า “ภาษีติดลบ”  ซึ่งเงื่อนไขในการรับเงินชดเชยจะเป็นในรูปแบบอัตราส่วน กระทรวงการคลังเดินหน้าปี 2570 คนไทยต้องเข้าสู่ระบบภาษี  นโยบายดังกล่าวจะถูกนำมาบังคับใช้จริง โดยข้อมูลที่น่าสนใจคือ มีคนไทยบางส่วนยังไม่ทราบถึงการยื่นแบบภาษี และการเสียภาษีนั้นเป็นหน้าที่ตามกฏหมาย […]

รู้ครบทุกมิติ ! การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ทำไมธุรกิจถึงต้องมี ? จำเป็นต้องยื่นขอจริงหรือไม่

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจมือใหม่ หรือกำลังวางแผนเปิดกิจการในประเทศไทย ต้องทำความเข้าใจ “ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ” ในบทความนี้จะช่วยทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของใบอนุญาต ธุรกิจประเภทใดต้องมี แล้วขั้นตอนการขอใบอนุญาตนั้นยุ่งยากหรือเปล่า ? มาไขข้อสงสัยในบทความนี้กันได้เลย ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ คืออะไร จำเป็นต้องมีจริงหรือ  ? จำเป็นที่จะต้องมี โดยผู้ประกอบการต้องยื่นขอให้ถูกต้อง สำหรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ หมายถึง เอกสารอนุญาตอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานราชการที่ให้สิทธิ์แก่บุคคลหรือบริษัทในการดำเนินกิจการตามประเภทที่กฎหมายกำหนด เช่น ใบอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหาร โรงงานอุตสาหกรรม สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ฯลฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถควบคุม กำกับ ดูแล ให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย สาธารณสุข หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ธุรกิจแบบไหนต้องมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ? แม้ธุรกิจบางประเภทอาจไม่ต้องขอใบอนุญาตเป็นพิเศษ แต่ในหลายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ความปลอดภัย หรือการใช้ทรัพยากรของรัฐ จำเป็นต้องขอใบอนุญาตก่อนเปิดดำเนินกิจการ เพื่อให้เกิดความสอดคล้องทั้งเรื่องความปลอดภัย สุขอนามัย รวมถึงข้อกฏหมายอื่นๆ ที่กำหนดไว้ เช่น ร้านอาหาร : ต้องขอใบอนุญาตจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มจากสำนักงานเขตหรือเทศบาล โรงงานอุตสาหกรรม : ต้องขอใบอนุญาตโรงงาน (ร.ง.4) จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม คลินิก สปา ร้านนวด : ต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลหรือสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ กิจการนำเข้า-ส่งออก : ต้องขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้าควบคุมตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ : อาจต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจสำหรับคนต่างด้าว ( Foreign Business License ) หรือขอใบอนุญาตอื่น ๆ ร่วมด้วย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะการประกอบธุรกิจ เงื่อนไขอื่นๆที่ระบุ และขอบเขตของธุรกิจ โดยสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่าง FDI ในการยื่นเอกสาร การขอใบอนุญาตดำเนินธุรกิจได้เช่นกัน “ความจำเป็น” ที่ตอบได้ว่าทำไมต้องมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจมีความสำคัญและให้ประโยชน์หลายด้าน ดังนี้ สามารถดำเนินกิจการได้อย่างถูกต้องตามที่กฎหมายระบุไว้  เพื่อป้องกันปัญหาทางด้านกฏหมายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตหรือเกิดขึ้นทันที เช่น ถูกสั่งปิด ปรับ หรือดำเนินคดีได้ เป็นการช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าและคู่ค้า โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ความปลอดภัย หรือมาตรฐานอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์และบริการที่ได้รับนั้นมีความถูกต้อง ปลอดภัย ผ่านการรับรองมาตรฐานของภาครัฐ ส่งเสริมการต่อยอดธุรกิจได้ง่ายมากขึ้น เช่น การขยายสาขา การยื่นขอสินเชื่อ หรือร่วมประมูลงานกับภาครัฐ ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย  เป็นการปฏิบัติตามข้อกฏหมายอย่างถูกต้อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว กรณีไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ เกิดความเสี่ยงด้านใดบ้าง อาจโดนปรับเป็นจำนวนเงินและดำเนินคดีทางกฏหมาย ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในธุรกิจนั้น ๆ การถูกสั่งหยุดประกอบกิจการ หรือปิดกิจการทันที เสี่ยงโดนดำเนินคดีอาญาในบางกรณี […]

RJC มาตรฐานที่สำคัญ ทำไมธุรกิจเครื่องประดับยุคใหม่ต้องใส่ใจ “ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม”

ในโลกที่ผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่า “ สินค้าที่ฉันใช้มาอย่างไร ? ” ธุรกิจที่ไม่แค่ผลิตสินค้าให้สวยงามอีกต่อไป แต่ยังต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน ถ้าหากทำได้ จะเป็นธุรกิจที่ได้เปรียบในระยะยาว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องประดับ โดยมาตรฐาน RJC หรือ Responsible Jewellery Council กลายเป็นมาตรฐานที่ผู้ผลิต ผูัมีส่วนได้เสียในอุตสาหกรรมนี้ รวมถึงผู้ค้าเครื่องประดับ อัญมณี ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ เพราะ RJC ไม่ใช่แค่ “มาตรฐานรับรอง” แต่คือ “การแสดงวิสัยทัศน์ขององค์กร” ต่อความโปร่งใส ที่ตรวจสอบได้ด้วยมาตรฐาน การประกอบธุรกิจด้วยธรรมาภิบาล การให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน แล้วมาตรฐาน RJC คืออะไร ? RJC (Responsible Jewellery Council) คือ องค์กรระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหาผลกำไร โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนามาตรฐานความรับผิดชอบทางจริยธรรม สังคม และสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ โดยสมาชิกของ RJC ครอบคลุมตั้งแต่เหมืองแร่ ผู้ผลิตโลหะมีค่า โรงงานผลิต ไปจนถึงร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ทั่วโลก เช่น Cartier, Tiffany & Co., และ De Beers ปัจจุบัน มีสมาชิกมากกว่า 2,000 บริษัท จากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ซึ่งทุกบริษัทต้องปฏิบัติตามมาตรฐานของ RJC เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคและโลกใบนี้ RJC กับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ใช่แค่เครื่องประดับสวยงามอย่างเดียว แต่ต้องตอบโจทย์ความยั่งยืนด้วย หลักการปฏิบัติของ RJC (RJC Code of Practices) โดยหลักการปฏิบัติมีทั้งหมด 4 ด้าน ที่มุ่งเน้นเป็นหลัก คือ ด้านจริยธรรมทางธุรกิจ , ด้านสิทธิมนุษยชนและการดำเนินงานทางสังคม , ด้านการดำเนินงานทางสิ่งแวดล้อม เช่น การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม , ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ , จัดการของเสียและมลพิษอย่างเหมาะสม และด้านระบบการบริหารจัดการ โดยในบทความนี้เราจะเจาะลึกข้อมูล รวมถึงเนื้อหาที่น่าสนใจ “ด้านการดำเนินงานทางสิ่งแวดล้อม”  สำหรับมาตรฐาน RJC ไม่ได้จำกัดอยู่แค่จริยธรรมและสิทธิมนุษยชน แต่ยังครอบคลุม “ในด้านความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม” ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายธุรกิจเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นในยุคที่โลกร้อนมากขึ้นทุกวัน รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป  โดย SCS Global ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจ ในประเด็นสิ่งแวดล้อมในมาตรฐาน […]

ที่ปรึกษา Carbon Footprint for Organizations (CFO) ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมช่วยให้องค์กรขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน

ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม กลายเป็นแกนกลางของการดำเนินธุรกิจ ที่ต้องผนวกเข้ากับนโยบายในการดำเนินงานขององค์กร  ซึ่งไม่สามารถเพิกเฉยต่อผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกต่อไป หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้องค์กร “วัด รู้ และลดการปล่อย” รวมถึงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยลง คือ การประเมิน Carbon Footprint for Organizations (CFO) หรือ ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ซึ่งสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่าง FDI ที่ให้บริการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน อย่างครบวงจร ด้วยความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม การร่วมวางกลยุทธ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างแม่นยำ มีประสิทธิภาพ ชี้แนะตรงจุด บริการด้วยความรวดเร็ว พร้อมราคาที่เหมาะสมกับบริการ อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนในด้านการทำงานของทีมผู้รับผิดชอบต่อ ด้านธุรกิจในภาพรวม เพราะเราให้บริการที่ปรึกษาธุรกิจอย่างครบวงจรในที่เดียว ทำไมต้องใช้บริการที่ปรึกษา CFO คำถามที่หลายองค์กรต่างสงสัย ?! ในหลายองค์กรขนาดใหญ่ มักจะมีแผนกที่ดูแลด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรง แต่อาจจะยังไม่มีความคุ้นเคย หรือเชี่ยวชาญในการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นต์ รวมถึงการเก็บข้อมูล การประเมินข้อมูลที่ซับซ้อน ในโครงการสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ การมีที่ปรึกษา CFO / CFP หรือการวางแผนการจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อม จึงตอบโจทย์ในองค์กรที่ต้องการความรวดเร็ว ความเชี่ยวชาญ ที่เชื่อถือและตรวจสอบได้จริง ทั้งข้อมูล การดำเนินงานทั้งหมด เรียกได้ว่า มีความเชี่ยวชาญ สามารถจัดการให้ได้ครบวงจรด้วยความเป็นมืออาชีพนั่นเอง 5 เหตุผลหลัก ที่ทำไมต้องใช้บริการจากเรา  ผู้เชี่ยวชาญมีประสบการณ์ในการดำเนินงาน มีความเข้าใจในการจัดเก็บข้อมูล การทำรายงาน การขึ้นทะเบียน การทวนสอบ รวมถึงให้คำแนะนำตรงจุด รวดเร็ว ตอบโจทย์ในทุกองค์กร สามารถเสนอแนวทางในการวางแผนการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว ทั้งแผนการดำเนินการระยะสั้น ระยะยาว ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละประเภทธุรกิจ ราคาเหมาะสมกับบริการที่ได้รับอย่างแน่นอน มีบริการอื่น ๆ ร่วมด้วยในการวางแผนด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ซึ่ง FDI Group ไม่ได้เพียงแต่ให้บริการประเมินคาร์บอนอย่างเดียวเพียงเท่านั้น แต่ให้บริการจัดอบรมภายในด้านสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก การทำโครงการคาร์บอนเครดิต แพลตฟอร์มการเก็บข้อมูล รวมถึง Canbon Event อย่างครบวงจร ประหยัดเวลา และลดภาระของทีมภายใน ช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น ตอบข้อสงสัยกับเหตุผลหลักที่องค์กรควรประเมิน  Carbon Footprint  for Organizations (CFO) คำถามยอดนิยมที่ผู้บริหารองค์กร หรือฝ่ายวางแผนกลยุทธ์สงสัย มักมีคำถาม คือ “การประเมิน Carbon Footprint สำหรับองค์กร (CFO) จำเป็นแค่ไหน?” “เราไม่ใช่บริษัทใหญ่ ไม่ส่งออกสินค้า ต้องทำด้วยหรือ ? […]

มองข้ามไม่ได้! ทำไมนายจ้างต้องทำสัญญาจ้าง แรงงานต่างด้าว กรณีเลิกจ้างแล้ว

 เข้าใจให้ถูกต้อง! เกี่ยวกับเรื่อง สัญญาจ้าง แรงงานต่างด้าว ในไทย คำแนะนำสำหรับนายจ้างและแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย แรงงานต่างด้าวเป็นอีกฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย ที่มีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนให้การทำงานเป็นไปตามเป้าหมาย และแบบแผนธุรกิจที่วางไว้ รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ การส่งเสริม การจ้างงานแรงงานใน MOU ต่าง ๆ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และการบริการ การทำ “สัญญาจ้างแรงงานต่างด้าว” ให้ถูกต้องตามกฎหมายไทย จึงเป็นเรื่องที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย การสร้างความเข้าใจในการทำงานร่วมกัน รวมถึงเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างอีกด้วย ในบทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “สัญญาจ้างแรงงานต่างด้าวในไทย” อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และคำแนะนำอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของแรงงานต่างด้าวที่นายจ้างคนไทยต้องรู้ก่อนจ้างงาน สัญญาจ้างแรงงานต่างด้าวคืออะไร ? สัญญาจ้างแรงงานต่างด้าว คือ ข้อตกลงระหว่างนายจ้างในประเทศไทยกับลูกจ้างซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าว เพื่อให้ทำงานตามลักษณะงาน ระยะเวลา และค่าจ้างที่กำหนดไว้ สัญญานี้ถือเป็นเอกสารสำคัญตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม สัญญาจ้างจะต้องจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร มีการระบุข้อมูลอย่างชัดเจน เช่น ชื่อและเลขประจำตัวของแรงงาน ตำแหน่งงานและสถานที่ทำงาน อัตราค่าจ้างและวันเวลาทำงาน ระยะเวลาการจ้างงานแรงงานต่างด้าว สิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่จะได้รับในระหว่างการทำงาน ทำไมต้องมีสัญญาจ้างแรงงานต่างด้าว ? หลายกรณีที่นายจ้างหลีกเลี่ยงการทำสัญญา เพราะมองว่าเป็นขั้นตอนยุ่งยาก แต่ความจริงแล้ว การไม่มีสัญญาจ้างแรงงานอาจนำมาซึ่งปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น แรงงานเรียกร้องค่าจ้างย้อนหลังหรือค่าชดเชย และปัญหาอื่น ๆ ตามมา ความผิดของนายจ้าง ตามกฎหมายว่าด้วยการจ้างแรงงานต่างด้าว เสี่ยงต่อการถูกเพิกถอนใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) สัญญาจ้างแรงงานต่างด้าวต้องมีอะไรบ้าง ? ตามข้อกำหนดของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน สัญญาจ้างแรงงานต่างด้าวควรประกอบด้วยหัวข้อหลักดังนี้ ข้อมูลส่วนตัวของลูกจ้างและนายจ้าง ลักษณะงาน หน้าที่ และความรับผิดชอบ ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา โบนัส และการหักเงิน (ถ้ามี) วันและเวลาทำงาน วันหยุดพักผ่อน และวันลา ระยะเวลาการจ้างงาน (ไม่เกิน 2 ปี สำหรับแรงงาน MOU) เงื่อนไขการยกเลิกสัญญา เช่น ลาออก เลิกจ้าง หรือหมดสัญญา ลายเซ็นของทั้งสองฝ่าย และพยาน (หากมี) เอกสารแนบท้ายที่มักใช้ ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัวแรงงาน, หนังสือเดินทาง, ใบอนุญาตทำงาน, และสำเนาหนังสือเดินทางนายจ้าง ข้อควรรู้ !  สัญญาจ้างต้องเป็นภาษาใด ? […]

Carbon Footprint สู่ Carbon Neutral ทิศทางที่น่าสนใจ สู่”เป้าหมาย Net Zero”

“Carbon Footprint Thailand” ประเทศไทยเดินไปถึงไหนแล้วในปี 2568 ประเทศไทยมีเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) อย่างชัดเจน จากกรอบ นโยบายในการเร่งดำเนินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ.2608 และการวางมาตรการลดคาร์บอนในระดับชาติ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อมูลล่าสุดยังพบสถานการณ์ที่ท้าทายและต้องเร่งดำเนินการในด้านต่าง ๆ เป้าหมายด้านการลดคาร์บอนของประเทศไทย รัฐบาลไทยได้แถลงเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นทางการภายใต้กรอบ Nationally Determined Contributions (NDC) และ Long-term Low Emission Development Strategy (LT-LEDS) ได้แก่: ลดการปล่อย GHG ให้ได้อย่างน้อย 30-40% ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับแนวโน้ม BAU (Business as Usual) มุ่งสู่การเป็นประเทศ Net Zero ภายในปี 2065 เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 37% ภายในปี 2037 (ตามแผน AEDP) อย่างไรก็ตาม การบรรลุเป้าหมายเหล่านี้จำเป็นต้องเร่งออกกฎหมาย เช่น ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดมาตรฐานการรายงาน GHG และกลไกราคา เช่น carbon tax หรือ Emissions Trading System (ETS) ความเคลื่อนไหวภาคธุรกิจไทยในด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม  ในภาคเอกชน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนในรายงานความยั่งยืน โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม SET100 และ ESG100 ที่ต้องรายงานข้อมูล Scope 1, Scope 2 และบางส่วนของ Scope 3 ภายในปี 2567 ขณะเดียวกัน มีบริษัทไทยหลายแห่งได้รับฉลาก “คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร” จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) และเริ่มลงทุนในโครงการชดเชยคาร์บอน เช่น ปลูกป่า พลังงานชีวมวล และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเกิดผลลัพธ์เชิงยั่งยืน เป็นที่ประจักษ์ แสดงให้เห็นว่าองค์กรต่าง ๆ นั้น ต่างเริ่มให้ความสำคัญในด้านสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นแล้ว ในปี 2568 ประเทศไทยยังคงอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจคาร์บอนสูงไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว แม้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของประเทศจะยังไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็มีแนวโน้มที่ดีจากการดำเนินนโยบาย การลงทุนของภาคธุรกิจ และการเตรียมความพร้อมด้านกฎหมาย […]

เปิดทริคอ่านงบให้ไว ! เข้าใจงบแสดงฐานะการเงินได้ภายใน 10 นาที!

 ถ้าอยากเข้าใจงบแสดงฐานะการเงินภายใน 10 นาที ! ต้องสังเกตุจุดใดบ้าง อัพเดต! หลังจากมีประกาศฉบับใหม่ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เกี่ยวกับเรื่องของการย่อรายการต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนชื่อเรียกของ “งบแสดงฐานะการเงิน” เป็น ”งบฐานะการเงิน”  เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่สภพวิชาชีพใช้ในปัจจุบัน รวมถึงความหมายที่ตรงกับศัพท์ที่ใช้ในภาษาอังกฤษเช่นกัน  งบแสดงฐานะการเงิน (Statement of Financial Position) งบแสดงฐานะการเงิน หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า งบดุล (Balance Sheet) คือ รายงานทางการเงินที่บ่งบอกได้ว่า  “ธุรกิจของเรามีอะไรบ้าง” ณ วันหนึ่ง เช่น วันที่สิ้นปีหรือสิ้นไตรมาส งบนี้จะแสดงข้อมูล 3 ส่วนหลัก คือ  ทรัพย์สิน (Assets) สิ่งที่บริษัทเป็นเจ้าของ มีทรัพย์สินอะไรบ้าง เช่น เงินสด , อาคาร  หนี้สิน (Liabilities) สิ่งที่บริษัทต้องจ่ายหรือรับผิดชอบ  เช่น เงินกู้ หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้ชำระ  ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) เงินลงทุนของเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้น หลังหักหนี้สินออกจากทรัพย์สิน คงเหลืออยู่มากหรือน้อยเพียงใด  งบนี้จึงเปรียบเสมือน “ภาพถ่ายทางการเงิน” ของกิจการ ที่เจ้าของ นักลงทุน และธนาคารสามารถใช้เพื่อประเมินความมั่นคงของธุรกิจ จุดประสงค์ของงบแสดงฐานะการเงิน งบแสดงฐานะการเงินมีจุดประสงค์เพื่อแสดงภาพรวมของสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของของกิจการ ณ วันใดวันหนึ่ง เพื่อใช้ในการวิเคราะห์สภาพคล่อง ความมั่นคง และการวางแผนทางการเงินของกิจการ โดยการพิจารณาจากข้อมูลทางบัญชีที่ปรากฏ  งบแสดงฐานะการเงิน เพื่อวัตถุประสงค์อะไร ? 1. แสดงฐานะทางการเงินของกิจการในช่วงเวลาหนึ่ง งบนี้จะแสดงข้อมูล ณ วันสิ้นงวดบัญชี เช่น วันที่ 31 ธันวาคม 2567 งบนี้จะช่วยบอกว่า ณ วันนั้น กิจการมี สินทรัพย์ (Assets) อะไรบ้าง และได้มาโดยการใช้ หนี้สิน (Liabilities) กับ ส่วนของเจ้าของ (Equity) ในสัดส่วนรายละเอียดเท่าใด 2. ใช้วิเคราะห์ความมั่นคงทางการเงินของกิจการ สำหรับนักลงทุน เจ้าหนี้การค้า หรือผู้บริหาร จะใช้ข้อมูลจากงบนี้เพื่อดูว่า : […]

กลไกที่น่าจับตา! ลดก๊าซเรือนกระจก โครงการคาร์บอนเครดิต โลกเปลี่ยนได้ถ้าเริ่มเปลี่ยนจากตอนนี้

ทำความรู้จักหน่วยวัดของ carbon credit คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงหรือกักเก็บได้จากการทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกเมื่อเทียบกับกรณีการดำเนินธุรกิจตามปกติ โดยมีหน่วยวัด carbon credit เป็นตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂eq) ซึ่งปริมาณที่จะลดลงหรือกักเก็บนั้นต้องได้รับการรับรองตามมาตรฐานต่าง ๆ และสามารถนำไปซื้อขายระหว่างผู้ต้องการชดเชยการปล่อยคาร์บอนและผู้ที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้  คาร์บอนเครดิต มาจากโครงการหลักๆ ที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHGs) และสร้างคาร์บอนเครดิตที่สามารถนำไปซื้อขายได้ โดยทั่วไปแล้ว โครงการเหล่านี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ  1. โครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Reduction Projects) การลดการปล่อยก๊าซในอุตสาหกรรมหรือกระบวนการผลิตมุ่งเน้นในการปรับปรุงกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การใช้พลังงานสะอาด, การใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซ , การกำจัดน้ำเสีย ของเสีย , หรือการปรับปรุงเครื่องจักรให้มีการปล่อยก๊าซต่าง ๆ น้อยลง การเปลี่ยนแปลงในภาคพลังงานโครงการที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทดแทน เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (solar panels) หรือการใช้พลังงานลม (wind power) ซึ่งผลลัพธ์ที่ลดการปล่อยก๊าซก็จะถูกรวมคำนวณในรูปของหน่วยวัด carbon credit เช่นกัน  2. โครงการดูดซับคาร์บอน (Carbon Sequestration Projects) โครงการปลูกต้นไม้และการฟื้นฟูป่าเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการปลูกต้นไม้ มีวัตถุประสงค์เพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ เช่น โครงการการปลูกป่า, การป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า, หรือการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ที่ไม่เคยมีป่า ซึ่งทุกกิจกรรมจะถูกแปลงเป็น หน่วยวัด carbon credit การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำและการจัดการดินการปรับปรุงพื้นที่ชุ่มน้ำหรือการจัดการดินเพื่อให้สามารถดูดซับคาร์บอนได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีต หรือการปรับปรุงการใช้ที่ดินในเกษตรกรรมที่สามารถช่วยดูดซับคาร์บอนมากขึ้น ทั้งหมดนี้จะได้รับการประเมินออกมาเป็น หน่วยวัด carbon credit ทั้งสองประเภทนี้มีบทบาทสำคัญในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและช่วยให้องค์กรต่าง ๆ นั้น บรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามข้อกำหนดของข้อตกลงระหว่างประเทศได้รวดเร็วหรือเป็นไปตามเป้าหมายมากขึ้น  โดยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการดำเนินธุรกิจปกติ จะต้องได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนตามมาตรฐานต่างๆ เป็นคาร์บอนเครดิตก่อน ผู้ดำเนินโครงการลดคาร์บอน (Supply) จึงจะสามารถนำไปขายแก่ผู้ต้องการชดเชยการปล่อยคาร์บอน (Demand) ได้นั่นเอง  หน่วยวัดหลัก : 1 Carbon Credit = 1 tCO₂e Carbon Credit (คาร์บอนเครดิต) มีหน่วยวัด carbon credit คือ ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ton of carbon dioxide equivalent หรือ tCO₂e) […]

ก่อนเข้าไทยต้องรู้! วีซ่าเข้าไทยมีกี่ประเภท แต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร ?

เมื่อมีแผนเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย ไม่ว่าจะด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตาม การเข้าใจ ประเภทของวีซ่า ที่เหมาะสมถือเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะวีซ่าแต่ละประเภทมีข้อกำหนด ระยะเวลา และเงื่อนไขที่แตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของการเข้ามาในประเภทไทย รวมถึงข้อกำหนดทางด้านกฏหมายที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด  ต้องรู้เรื่องนี้ ! วีซ่าเข้าไทยมีกี่ประเภท ?  กรมการกงศุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลสำคัญไว้อย่างน่าสนใจ ในเรื่องของประเภทและหลักเกณฑ์การขอ Visa ไว้ดังนี้  1.ประเภทคนอยู่ชั่วคราวเพื่อการพำนักในราชอาณาจักรระยะยาว (Long Stay O-A , O-X)  2.ประเภทอัธยาศัยไมตรี (Courtesy Visa) 3.ประเภทราชการ (Official Visa) 4.ประเภททูต (Diplomatic Visa) 5.ประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant Visa) 6.ประเภทนักท่องเที่ยว (Tourist Visa) 7.ประเภทคนเดินทางผ่านราชอาณาจักร (Transit Visa) ซึ่งถ้าหากต้องการอ่านรายละเอียดหลักเกณฑ์ในการยื่นขอ Visa แต่ละประเภท สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้เพิ่มเติม  เตรียมตัวก่อนเข้าประเทศไทย “เจาะลึก” ความแตกต่างของวีซ่าทั้ง 3 ประเภท 1. วีซ่าท่องเที่ยว (Tourist Visa) จุดประสงค์ : วีซ่าท่องเที่ยวเหมาะสำหรับผู้ที่เดินทางมาไทยด้วยเหตุผลเพื่อ ท่องเที่ยว พักผ่อน เยี่ยมญาติ หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ เช่น การเข้าร่วมสัมมนาทั่วไป งานวัฒนธรรม หรือหลักสูตรระยะสั้นที่ไม่ใช่การศึกษาแบบเต็มเวลา ระยะเวลาพำนัก  วีซ่าท่องเที่ยวแบบ Single Entry อยู่ได้สูงสุด 60 วัน และสามารถต่ออายุได้อีก 30 วัน ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แบบ Multiple Entry อาจมีอายุวีซ่า 6 เดือน แต่ต้องเดินทางออกและเข้าใหม่ทุกครั้งที่ครบ 60 วัน ข้อจำกัดสำหรับวีซ่าประเภทนี้ : ห้ามทำงาน หรือดำเนินธุรกิจใด ๆ หากตรวจพบการทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต อาจถูกดำเนินคดีและส่งกลับประเทศต้นทาง  ตัวอย่างผู้ใช้งานวีซ่าท่องเที่ยว  นักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วไป ผู้มาเยี่ยมญาติในไทย ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมระยะสั้น 2. วีซ่าธุรกิจ (Business Visa หรือ Non-Immigrant B) จุดประสงค์ : […]

1 5 6 7 8 9 32