FDI

พลังงานสะอาด Clean Energy คืออะไร ทางออกที่น่าสนใจยุคนี้จริงหรือ?

บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับพลังงานสะอาดในหลากหลายมิติ ที่จะช่วยตอบคำถาม รวมถึงคลายความสงสัยให้คุณได้มากขึ้นว่าทำไมบริษัทใหญ่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ หันมาลงทุนในพลังงานสะอาดกันมากยิ่งขึ้น อะไรคือความน่าสนใจ ถ้าได้อ่านบทความนี้ไม่ตกขบวนแน่นอน  อ่านบทความนี้จะได้ความรู้เรื่องอะไรบ้าง เข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลของพลังงานสะอาด ความสำคัญ และประเภท แนวโน้มพลังงานสะอาดของโลก รวมถึงประเทศไทย  พลังงานสะอาด และ พลังงานฟอสซิล แตกต่างกันอย่างไรบ้าง  ประโยชน์จากการใช้พลังงานสะอาด ข้อดีและข้อจำกัดของพลังงานสะอาด พลังงานสะอาด คืออะไร ? สำคัญหรือเป็นทางออกที่น่าสนใจอย่างไรท่ามกลางวิกฤตการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  พลังงานสะอาด หรือ Clean Energy คืออะไร “พลังงานสะอาด” หมายถึง พลังงานที่ผลิตขึ้นใหม่ ไม่มีหมด ไม่ก่อให้เกิดมลพิษหรือมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับต่ำมาก เมื่อเทียบกับพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยทั่วไป ลักษณะสำคัญของพลังงานสะอาด มีลักษณะที่สำคัญ 4 ข้อหลักๆ คือ ปล่อยคาร์บอนต่ำ (Low Carbon) หรือแทบไม่ปล่อยเลย มีแหล่งที่มาแบบหมุนเวียน (Renewable Source) เช่น แสงอาทิตย์ ลม น้ำ หรือชีวมวล  ไม่สร้างของเสียอันตรายและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำมาก ต่ออากาศ น้ำ หรือดิน มีความปลอดภัยและยั่งยืน มีความเสี่ยงต่ำมาก ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตทั้งมนุษย์และสัตว์ สิ่งแวดล้อม  แนวโน้มพลังงานสะอาดของโลก รายงานจาก International Energy Agency (IEA) ระบุว่า ในปี 2024 พลังงานหมุนเวียนทั่วโลกคิดเป็นกว่า 30% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 50% ภายในปี 2030 ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างพลังงานที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป จีน และญี่ปุ่น ต่างประกาศนโยบาย “Net Zero Emissions” ภายในปี 2050–2060 โดยมีการลงทุนมหาศาลในพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฮโดรเจน รวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) ที่ช่วยให้พลังงานสะอาดสามารถจ่ายไฟได้ต่อเนื่องแม้ไม่มีแสงอาทิตย์หรือลม สถานการณ์และนโยบายพลังงานสะอาดของประเทศไทย ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมาย “Carbon Neutrality ภายในปี 2050” และ “Net Zero GHG Emissions ภายในปี 2065” […]

รวมคำถาม – พร้อมคำตอบที่พบบ่อย จดทะเบียนบริษัท ทุนจดทะเบียนบริษัทขั้นต่ำ

ตามกฏหมายระบุไว้ว่า สามารถจดทะเบียนบริษัทได้ด้วยทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 10 บาท โดยคำนวณจากมูลค่าหุ้นขั้นต่ำ 5 บาทต่อ 1 หุ้น และต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 2 คน ตามกฏหมายระบุไว้ แต่อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัตินั้นควรพิจารณาตั้งทุนจดทะเบียนให้สูงขึ้นตามรูปแบบธุรกิจและการดำเนินกิจการ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทมากยิ่งขึ้น  บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจในเรื่องอะไร ? ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ การจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยสำหรับต่างชาติและคนไทย คำแนะนำหลังการจดทะเบียนบริษัท การดำเนินการต่อ การเปลี่ยนแปลงข้อมูล-เอกสาร กรณีมีการแก้ไข ย้ายที่อยู่ สำหรับบริษัททั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการพิเศษหรือไม่มีหุ้นคนต่างชาติ ทุนจดทะเบียนสามารถจดทุนที่หลักแสนได้ เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือในเชิงธุรกิจ เช่น เปิดบัญชีบริษัท จัดทำเอกสารขอสินเชื่อ เป็นต้น ขอแนะนำว่าส่วนใหญ่ บริษัทจำกัดโดยส่วนมากมักจะใช้ทุนจดทะเบียนเริ่มต้นที่ 500,000 – 1,000,000 บาท เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดองค์กร ประเภทธุรกิจ รวมถึงควรพิจารณาว่าความต้องการเงินทุนในการดำเนินงานจริง เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง  สำหรับบริษัทที่มีการจ้างต่าวด้าว หรือมีกรรมการบริษัทเป็นต่างชาติ ทุนจดทะเบียนต้องมีไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาทต่อชาวต่างชาติ 1 คน หากต้องการขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ตามกฏหมายระบุเอาไว้ แต่มีกรณีได้รับสิทธิพิเศษ เช่น ภายใต้ BOI หรือโครงการส่งเสริมอื่น ๆ โดยสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของ FDI ในการจดทะเบียนบริษัท การยื่นขอใบอนุญาต FBC FBL การยื่นขอใบอนุญาตทำงานสำหรับชาวต่างชาติ   รวม 10 คำถามที่พบบ่อย  พร้อมคำตอบเกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัท Question 1: ทุนจดทะเบียนบริษัท คืออะไร ? Answer : ทุนจดทะเบียน คือ จำนวนเงินทุนที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทตกลงร่วมกันว่าจะลงเงินเข้ามาในบริษัท โดยระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิและเอกสารจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ณ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า   Question 2 : ใช้ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ ต้องมีเท่าไหร่ ? Answer :  ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับการจัดตั้งบริษัทจำกัดในประเทศไทยคือ 10 บาท โดยต้องมีหุ้นอย่างน้อย 2 หุ้น หุ้นละ 5 บาท แต่ในทางปฏิบัติ ควรตั้งทุนจดทะเบียนให้สูงกว่าขั้นต่ำนี้ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและรองรับการดำเนินธุรกิจ    Question 3 :  […]

ธุรกิจกับผู้บริโภค จะสร้างการมีส่วนร่วมลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างไร ?

ในยุคที่วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบในวงกว้างมากขึ้นทั่วโลก ทุกภาคส่วนจึงต้องเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ประเทศไทยเองก็ไม่ตกขบวนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ โดยได้ประกาศเจตจำนงอย่างชัดเจนบนเวทีโลกว่า จะมุ่งบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2608 (ค.ศ. 2065) เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงเร่งผลักดันกฎหมายและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เช่น พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) และ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เพื่อสร้างกรอบการดำเนินงานและกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนปรับตัวสู่แนวทางเศรษฐกิจสีเขียว ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็มีความตื่นตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากแรงกดดันทั้งภายในประเทศและจากมาตรการระหว่างประเทศ เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่ส่งผลให้หลายองค์กรต้องกำหนดเป้าหมาย Net Zero ของตนเอง พร้อมทั้งเร่งลงทุนในโครงการลดการปล่อยคาร์บอนในรูปแบบต่าง ๆ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ การเติบโตอย่างรวดเร็วของ ตลาดการเงินสีเขียว (Green Finance) ซึ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระดับประเทศและระดับโลก แนวทางสำหรับการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กร กลุ่มธุรกิจ คือ ผู้มีศักยภาพสูงในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในระดับกว้าง เพราะมีทรัพยากร ระบบ และโอกาสในการปรับเปลี่ยนเชิงระบบ โดยมีแนวทางที่สามารถเริ่มทำได้ดังนี้  1. การวัดก่อนลด : การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร  ก่อนจะลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์นั้น ต้องรู้ฐาน (baseline) ของการปล่อย สำหรับธุรกิจควรเริ่มด้วยการวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร โดยใช้มาตรฐานสากล เช่น GHG Protocol, ISO 14064 หรือมาตรฐานของหน่วยงานท้องถิ่น เช่น อบก. (TGO) ของไทย ซึ่งการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์จะช่วยให้ทราบถึงการปล่อย GHG ขององค์กรในแต่ละกิจกรรม นอกจากนี้ หลายองค์กรเลือกตั้งเป้าหมายที่อิงจากวิทยาศาสตร์ (science-based targets) ผ่าน SBTi (Science Based Targets initiative) เพื่อให้เป้าในการลดคาร์บอน มีความสอดคล้องกับเป้าทางวิทยาศาสตร์ของโลก 2. การจัดการซัพพลายเชน (Supply Chain Management) ในหลายธุรกิจ ปริมาณการปล่อยใน Scope 3 (ซัพพลายเชนและการใช้สินค้ารายหลังขาย) มักเป็นสัดส่วนสูงสุด โดยการจัดการซัพพลายเชน […]

Thailand Taxonomy คืออะไร ? มาตรฐานใหม่สู่สังคมคาร์บอนต่ำ

เคยสงสัยกันหรือไม่ ? ว่าการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของแต่ละธุรกิจดำเนินการกันจริงจังหรือทำเพื่อกล่าวอ้าง โดยไม่ได้มีการดำเนินการลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมตามที่อ้าง จนอดสงสัยไม่ได้ว่า องค์กรไหนเขียวจริง หรือองค์กรไหนฟอกเขียว (Greenwashing) การเกิด Taxonomy ขึ้นมานั้นจะช่วยให้เป็นเครื่องมือในการคัดกรอง รวมถึงการจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับด้านสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องมากขึ้น เพื่อให้เกิดการสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ Thailand Taxonomy คืออะไร ? ทำไมถึงสำคัญ Thailand Taxonomy คือ เป็นมาตรฐานการกำหนดนิยามและการจัดหมวดหมู่กิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการจำแนกกิจกรรมใช้เงื่อนไขทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมนั้นต้องมีความสอดคล้องกับ Thailand Taxonomy กล่าวคือต้องมีความสอดคล้องผ่านเกณฑ์ความยั่งยืนอย่างรอบด้าน โดยต้องคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วยเช่นกัน  ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางสำหรับภาคส่วนต่าง ๆ ใช้อ้างอิง โดยการนำ Thailand Taxonomy ไปใช้ยังเป็นไปตามความสมัครใจ โดยในปัจจุบันครอบคลุมกิจกรรมใน 6 ภาคเศรษฐกิจที่มีส่วนสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย ได้แก่ ภาคพลังงาน การขนส่ง การเกษตร การผลิต การก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ และการจัดการของเสีย  ในส่วนของคณะทำงาน Thailand Taxonomy นั้นจะประกอบไปด้วย ผู้แทนจากทั้งทางภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงิน โดยการจัดทำ Thailand Taxonomy ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ International Finance Corporation (IFC), Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit GmbH (GIZ) และ Asian Development Bank (ADB) รวมถึง ได้รับคำแนะนำทางเทคนิคจากที่ปรึกษาทั้งในและต่างประเทศตลอดกระบวนการพัฒนา ได้แก่ Climate Bonds Initiative (CBI), DNV, the Creagy, สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (Carbon Institute for Sustainability: CBiS) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (Thailand Development Research Institute Foundation: TDRI)  งานวิจัยกรุงศรี ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่าเกณฑ์ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ต้องมีส่วนสำคัญในการบรรลุตามวัตถุประสงค์ รวมถึงกรอบข้อกำหนดดังนี้  กิจกรรมต้องมีส่วนสำคัญในการบรรลุวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างน้อย 1 ด้าน จากทั้งหมด 6 ด้าน ได้แก่  […]

Carbon Label หรือ ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในไทยมีแบบไหนบ้าง ต่างกันอย่างไร ?

Carbon Label คืออะไร ?  มีความสำคัญอย่างไรต่อนโยบายการขับเคลื่อนสู่ Net Zero  carbon label คืออะไร ? ฉลากคาร์บอน (Carbon Label) เป็นสัญลักษณ์เพื่อแสดงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e) ที่เกิดขึ้นในตลอดวัฏจักรชีวิตของสินค้า (Life Cycle Assessment: LCA) ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการกำจัดซากหรือการรีไซเคิล ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยในประเทศไทยมีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เป็นผู้ดูแล  ซึ่งสามารถติดฉลากคาร์บอนในผลิตภัณฑ์ได้ เพื่อแสดงถึงเจตจำนงในการเป็นสินค้ารักษ์โลก มีส่วนร่วมที่สำคัญในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง  จุดเริ่มต้นที่มาของฉลากคาร์บอนมาจากไหน ที่มาของฉลากคาร์บอน จุดเริ่มต้นแรกที่มานั้น มาจากองค์กร Carbon Trust จากสหราชอาณาจักร เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดและเปิดตัว Carbon Reduction Label ครั้งแรกในปี 2006 ตามด้วยมาตรฐาน PAS 2050 ที่เป็นกรอบทางเทคนิค ซึ่งถือว่าเป็นฉลากคาร์บอนฉบับแรกของโลก ฉลากนี้เน้นบอก “ปริมาณคาร์บอนที่ฝังอยู่ในผลิตภัณฑ์” และกำหนดว่าสินค้าที่ได้รับฉลากต้องมีการลดการปล่อยคาร์บอนจริง มิฉะนั้นจะถูกเพิกถอนสิทธิ์  ในส่วนของมาตรฐาน  PAS 2050 จาก BSI หลังจากเริ่มใช้ฉลาก Carbon Track ได้ร่วมมือกับหน่วยงานคุณภาพอื่น ๆ เพื่อนิยามมาตรฐานการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์จนเกิด PAS 2050 โดย British Standards Institution (BSI) ซึ่งเป็นกรอบมาตรฐานสากลในการวัด CO₂ ของผลิตภัณฑ์ทั้งวงจรชีวิต  และได้ขยายไปยังกลุ่มประเทศต่าง ๆ ที่มีการใช้แนวคิดนี้ที่ใกล้เคียงกัน อย่าง ญี่ปุ่น เปิดตัวระบบฉลาก Carbon Footprint of Product (CFP) ในปี 2012 และต่อยอดเป็นโครงการ SuMPO Environmental Label ในปี 2022 หรือ จีน นำร่องฉลาก Carbon Footprint ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าในปี 2018 และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และในประเทศไทยเริ่มพัฒนาเกณฑ์การขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009) โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ร่วมกับ […]

งบดุลคืออะไร ? How to การอ่านงบแสดงฐานะการเงินฉบับมือใหม่ !

งบดุลคืออะไร ? งบสำคัญที่คนทำธุรกิจควรรู้ งบดุล (Balance Sheet)  คือ เอกสารรายงานทางการเงินที่แสดงถึงฐานะทางการเงินของบริษัท ณ ช่วงเวลาใดเวลานึง ( ไตรมาส , ปี ) ที่จะโดยประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ สินทรัพย์ (Assets) คือสิ่งที่บริษัทมี , หนี้สิน (Liabilities) คือ สิ่งที่บริษัทเป็นหนี้ และส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) คือสิ่งที่บริษัทเป็นของเจ้าของหลังจากหักหนี้แล้ว โครงสร้างสมการงบดุล คือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น รู้หรือไม่ ? งบดุลเปลี่ยนชื่อแล้วนะ  คำว่างบดุลนั้นเป็นคำที่ถูกยกเลิกไปแล้ว โดยตามมาตรฐานบัญชีได้เปลี่ยนคำว่างบดุล เป็น งบแสดงฐานะการเงิน เพื่อให้ชื่องบการเงินแสดงความหมายที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น อธิบายเพิ่มเติม :  1.สินทรัพย์ (Assets)  หมายถึง  ทรัพยากรที่อยู่ในความควบคุมของกิจการและสามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจต่อได้ในอนาคต ซึ่งสินทรัพย์ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ  1.1 สินทรัพย์หมุนเวียน เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็ว 1.2 สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน จะเป็นสินทรัพย์ที่กิจการต้องถือไว้ยาวนานมากกว่าแบบ 1.1 ซึ่งจะเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องน้อย เช่น ที่ดิน อาคาร เป็นต้น  2.หนี้สิน (Liabilities) หมายถึง ภาระผูกพันของกิจการในปัจจุบัน แต่ก็จะมีหนี้สินบางประเภทที่จะเกิดผลดีกับกิจการ เช่น หนี้สินทางการค้า เพราะเป็นหนี้สินระยะสั้นไม่มีดอกเบี้ย ทำให้กิจการมีกระแสเงินสดหมุนเวียนมากขึ้นในกิจการ โดยหนี้สินแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ  2.1 หนี้สินหมุนเวียน หมายถึง หนี้สินระยะสั้นที่ต้องชำระภายใน 1 ปี 2.2 หนี้สินไม่หมุนเวียน หมายถึง หนี้สินระยะยาวที่ต้องใช้เวลาในหารชำระมากกว่า 1 ปี 3.ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) หมายถึง ส่วนของที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสินทรัพย์ของกิจการหลังจากหนี้สินแล้ว  ความสำคัญของงบดุล ทำไมงบดุลถึงสำคัญ ? สำหรับผู้ประกอบการและคนทำธุรกิจ  งบดุลสามารถทำให้เห็นภาพรวมการเงินได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นงบดุลคือภาพรวมของ สินทรัพย์ (Assets), หนี้สิน (Liabilities) และ ส่วนของเจ้าของ […]

ต้องรู้! เพิ่มโอกาส ด้วยการจัดอบรมพนักงานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

ในวันที่โลกเผชิญกับภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นทุกปี องค์กรที่ไม่ปรับตัว อาจจะคว้าโอกาสทางการค้าไม่ทัน ถ้าหากมาเริ่มทำในวันที่คู่แข่งแซงหน้าไปไกลแล้ว อาจจะตกขบวนรถ ที่พลาดการคว้าโอกาสในตลาดสีเขียว หรืออาจจะเสียเปรียบทางการค้าที่จะโดนเก็บภาษีต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงต้นทุนที่สูงขึ้นจากกฎระเบียบสิ่งแวดล้อม และข้อกำหนดระหว่างประเทศ เช่น ธุรกิจที่มีการส่งสินค้าไปต่าง EU จะโดนเรียกเก็บภาษีสูงขึ้นหากเป็นสินค้าใน 6 กลุ่มสินค้านำร่อง ด้วยมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ที่จะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในวันที่ 1 มกราคม 2569 นี้รวมถึงในภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลกเริ่มมีการปรับเปลี่ยน ร่างข้อตกลงความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมเช่นกัน  การจัดอบรมพนักงาน ด้าน ESG & Carbon Footprint และด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ อย่างที่เราทราบกันดีถึงนโยบายด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเอง ได้ออกมาตรการ นโยบายจากภาครัฐ ในการขอความร่วมมือให้ภาคธุรกิจมีการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมและการคำนึงถึงด้านความยั่งยืนเพิ่มมากขึ้น หรือแม้แต่คู่ค้าก็ได้มีการขอรายงานในแต่ละบริษัทในการดำเนินการส่วนนี้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนดำเนินการเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดน้อยลง การชดเชย การวางแผนเพื่อนำพลังงานสะอาดมาใช้มากขึ้น หรือการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กรและผลิตภัณฑ์เพื่อให้ทราบถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรและผลิตภัณฑ์ เพื่อนำมาซึ่งการปรับปรุง การพัฒนาในการดำเนินการต่อไป  3 เหตุผลหลัก ที่ต้องจัดอบรมพนักงานก่อนการดำเนินงานในด้านสิ่งแวดล้อม  1.สร้างความเข้าใจในการดำเนินงาน การวางแผนจัดเก็บข้อมูลร่วมกันในทีมที่ต้องเก็บข้อมูลและประสานงานกัน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  2.เพื่อสร้างความรู้พื้นฐาน การเข้าใจจากการทำ WorkShop โดยการให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ 3.สร้างความเข้าใจในภาพรวมเชื่อมโยงกับเป้าหมาย SDGs และ ESG ในเชิงปฏิบัติ รวมถึงการทำ CBAM, Carbon Credit ด้วยในลำดับต่อไป  การจะทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์หรือการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดความยั่งยืนได้นั่น แน่นอนว่าผู้บริหาร ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จนถึงพนักงานระดับปฎิบัติการต้องมีการทำความเข้าใจ และทราบถึงแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้อง มีทิศทางในการจัดเก็บข้อมูล มีเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกันในการจัดทำ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการวางแผนดำเนินการลดการปล่อยก๊าซในระยะยาวที่ช่วยลดต้นทุนองค์กร พัฒนาแนวทางปฏิบัติใหม่ และขับเคลื่อนนโยบายสิ่งแวดล้อมในเชิงกลยุทธ์ได้ ตัวอย่างเนื้อหาที่มีการจัดอบรมให้กับองค์กรต่าง ๆ เข้าใจแนวคิด “Carbon Footprint for Organization (CFO)”  การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมในองค์กร ตามขอบเขต Scope 1, 2 และ 3 การแยกScope 1, 2, 3 แบบเข้าใจง่าย และกรณีศึกษาจากภาคอุตสาหกรรมจริง วิธีจัดเก็บข้อมูลกิจกรรมภายในองค์กรและเครื่องมือและซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการคำนวณ  การจัดทำรายงานตามมาตรฐาน ISO14064-1 การเชื่อมโยงกับเป้าหมาย SDGs และ ESG ในเชิงปฏิบัติ การทำโครงการ CBAM, […]

หลังจดทะเบียนบริษัทแล้ว จะต้องทำบัญชีบริษัท – วางแผนภาษีอย่างไร ?

ทำไมผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจต้องทำบัญชีบริษัทและวางแผนภาษีนิติบุคคล  ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง บริษัทนิติบุคคลทุกแห่งมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีและงบการเงินประจำปีโดยผู้ทำบัญชีที่ขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) การละเลยอาจนำไปสู่โทษปรับและการเสียค่าปรับย้อนหลัง นอกจากเรื่องกฎหมายแล้ว การทำบัญชีอย่างถูกต้องยังให้ประโยชน์มากมาย เช่น มองเห็นฐานะการเงินและกระแสเงินสดที่แท้จริง ใช้ข้อมูลเป็นฐานการวางกลยุทธ์และตัดสินใจทางธุรกิจ เพิ่มความน่าเชื่อถือเมื่อยื่นกู้หรือติดต่อกับนักลงทุน อีกทั้งการทำบัญชีบริษัทเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่เจ้าของธุรกิจทุกคนต้องให้ความใส่ใจ เพราะไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับ การปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการทางการเงิน การวางแผนภาษี และการสร้างความโปร่งใสที่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่องค์กร ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวางแผนระบบบัญชีนิติบุคคลและภาษี บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่เจ้าของกิจการควรรู้ ซึ่งรวมเอาข้อควรรู้ คำแนะนำ เพื่อให้เจ้าของกิจการมือใหม่ มีความเข้าใจในการทำบัญชีบริษัทได้มากยิ่งขึ้น  ทำความรู้จักภาษีที่นิติบุคคลต้องดำเนินการ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax): บริษัทต้องหักภาษีเมื่อจ่ายเงินค่าบริการ ค่าเช่า ค่าจ้าง ค่าบริการและนำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (แบบ ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): หากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) และยื่นแบบ ภ.พ.30 รายเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป สำหรับกรณีที่มีการขายสินค้าหรือบริการไปต่างประเทศ ต้องทำการยื่นแบบ ภ.พ. 36  ภาษีเงินได้นิติบุคคล: ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) และ ภ.ง.ด.50 (สิ้นปี) พร้อมงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจสอบแล้ว โเดยเป็นการเสียภาษีจาก กำไรสุทธิของกิจการ อัตราภาษีทั่วไปสูงสุด 20% ของกำไรสุทธิ ในกรณีที่กำไรสุทธิมากกว่า 3,000,000 ขึ้นไป (ยกเว้นกิจการ SME ที่มีสิทธิอัตราภาษีลดหย่อนตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร) ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์: ใช้กับบางธุรกิจ เช่น ธุรกิจธนาคาร การเงิน สินเชื่อ การรับจำนำ ขึ้นกับลักษณะธุรกิจ เช่น สัญญากู้ยืมหรือธุรกิจการเงิน โดยจะเสียภาษีตามอัตราที่กำหนดแทนภาษีมูลค่าเพิ่ม  ภาษีนำเข้า–ส่งออก (ถ้ามี) หากบริษัททำธุรกิจนำเข้า–ส่งออก ต้องปฏิบัติตามกฎหมายศุลกากร เสียภาษีศุลกากรและภาษีมูลค่าเพิ่มนำเข้า พร้อมค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง ที่มา: กรมสรรพากร แนะนำขั้นตอนการวางแผนระบบบัญชีบริษัท สำหรับการวางแผนระบบบัญชีและภาษีของบริษัทมี 6 ขั้นตอนหลักในเบื้องต้น ที่อาจจะแตกต่างกันออกไปตามโครงสร้างบริษัท และแต่ละธุรกิจ บริการ โดยเริ่มตั้งแต่การกำหนดวัตถุประสงค์ การสร้างโครงสร้างบัญชี […]

FDI Group จัดสัมมนาฟรี! กับสุดยอดหัวข้อแห่งปี “เจาะลึกกลยุทธ์ “ CBAM Countdown ” กันตกขบวนสู่โอกาสที่เหนือกว่า “

FDI Group ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญ เพิ่มโอกาสให้พร้อมกับมาตรการ CBAM ยกระดับความสามารถในตลาดโลกที่ขับเคลื่อนด้วยสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน  พลาดไม่ได้กับงานนี้ ! FDI ขอเชิญชวนทุกท่าน เข้าร่วมสัมมนาออนไลน์ ชวนคุณมาปลดล็อค! เพิ่มโอกาสให้พร้อมกับมาตรการ CBAM ยกระดับความสามารถในตลาดโลกที่ขับเคลื่อนด้วยสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน พบกับหัวข้อ ” เจาะลึกกลยุทธ์ “ CBAM Countdown ” กันตกขบวนสู่โอกาสที่เหนือกว่า “  โดยเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาสในการดำเนินธุรกิจให้มากขึ้น งานนี้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ในวันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ.2568 เวลา 13.30 – 16.00 น.     ใครที่ต้องมางานนี้ สัมมนานี้เหมาะกับใครบ้าง ? ผู้บริหาร และผู้ประกอบการที่มีการส่งออกไป EU ผู้ผลิตและซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูง ผู้บริหารที่ต้องการวางกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม ฝ่ายสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่ต้องทำรายงานและนโยบาย ฝ่ายวิศวกรรม / การผลิต / โลจิสติกส์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ที่ปรึกษาธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อมและการค้าโลก ผู้ที่สนใจด้านการรับมือ CBAM และ BCG-ESG งานสัมมนานี้จะช่วยให้คุณเข้าใจ ภาพรวม CBAM และแนวโน้มกฏระเบียบโลก อุตสาหกรรมไทยที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการ CBAM ความเชื่อมโยง CBAM กับ ESG ต่อภาคธุรกิจไทย การจัดการต่อมาตรการ CBAM : เก็บข้อมูล-คำนวณ-ทำรายงาน “คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรและผลิตภัณฑ์ ” ตอบโจทย์เทรนด์ความยั่งยืนของโลก Q&A ทุกคำถาม FDI มีคำตอบ พิเศษมีแจกของรางวัลสุดพิเศษ พร้อมโปรโมชั่นสำหรับการเพิ่มโอกาสให้องค์กรเฉพาะภายในงานสัมมนาเท่านั้น  การลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์  ลงทะเบียนงานสัมมนาได้ที่ https://onebinar.one.th/online-seminar/XV8AM6 (ทั้งการลงทะเบียน และการรับชม ทำได้ในลิงก์เดียว) โดยสามารถลงทะเบียนได้ ตั้งแต่วันนี้ – 26 กันยายน 2568 เท่านั้น ติดต่อเพิ่มเติม – เกี่ยวกับการลงทะเบียนงานสัมมนา Email : Onebinar@inet.co.th Tel: 065-5074539 (คุณอภิสรา) – เกี่ยวกับรายละเอียดงานสัมมนา Tel: 095-4289466 (คุณสันต์ธีร์)

ชี้พิกัด 10 สินค้า Green Product ในไทยสุดว๊าว ! สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมน่าสนใจอย่างไรไปดูกันเลย

ความน่าสนใจของ Green Product ที่ต้องรู้!  สินค้ายุคใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สำหรับ Green Product หรือ สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หมายถึง สินค้าที่ถูกออกแบบ ผลิต ใช้งาน และจัดการหลังใช้โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อธรรมชาติ ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และส่งเสริมการใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลได้ 100% ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนต้นน้ำถึงปลายน้ำของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment – LCA) ซึ่งสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนี้ น่าสนใจอย่างมากในยุคปัจจุบัน เพราะไม่ได้เป็นแค่ทางเลือกทางที่ดูปลอดภัยต่อชีวิตในเรื่องสุขภาพ แต่ยังมีความเกี่ยวข้องกับ แนวโน้มตลาดโลก ความยั่งยืนของธุรกิจในอนาคต และพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาสินค้าที่ปลอดภัยต่อร่างกาย และส่งผลน้อยต่อสิ่งแวดล้อม อีกด้วย ในงานวิจัยของ Deloitte ปี 2023 พบว่า ผู้บริโภคกว่า 73% ทั่วโลก “ยินดีจ่ายแพงกว่า” ถ้ารู้ว่าสินค้านั้นมีส่วนช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตัวเลขนี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่มองการใช้ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของจุดยืน และสินค้าที่ซื้อต้องสอดคล้องกับค่านิยม “ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้แค่ซื้อของ แต่ซื้อความหมาย” กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ไม่ได้แค่ถามว่า “ถูกไหม?” แต่ถามว่า “ดีต่อโลกไหม?” และ “แบรนด์นี้มีจุดยืนเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า?” เพิ่มมากขึ้น นอกจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ภาครัฐในหลายประเทศ รวมถึงสหภาพยุโรป กำลังออกกฎระเบียบที่เข้มข้นขึ้นในด้านสิ่งแวดล้อม เช่น  CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ที่จะเก็บภาษีคาร์บอนกับสินค้านำเข้า หากไม่มีการวัดและรายงานค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ชัดเจนในแง่มุมนี้ สินค้า Green Product คือ “ทางเลือกที่น่าสนใจ” ของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ส่งออกจากประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย ที่ต้องปรับตัวคว้าโอกาสในตลาดโลก  ลักษณะของ Green Product ที่ช่วยให้เราสังเกตุได้ง่ายมากขึ้น  มีการใช้วัตถุดิบที่ยั่งยืนหรือมีการรีไซเคิลได้ เช่น ใช้พลาสติกรีไซเคิล เยื่ออ้อย กระดาษที่ได้จากการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน (FSC) กระบวนการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมีการวางแผนการลดการใช้พลังงาน การลดของเสีย มีการจัดการน้ำเสียและการจัดการก๊าซเรือนกระจกที่มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและไม่ใช้สารพิษ เช่น ปราศจากสารตะกั่ว ฟอร์มาลดีไฮด์ หรือ PVC สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ รีไซเคิล หรือย่อยสลายได้เช่น บรรจุภัณฑ์ชีวภาพจากพืช แปรงสีฟันย่อยสลายได้ โดยการย่อยสลายนั้นสามารถย่อยสลายได้ 100% ในธรรมชาติ เปิด […]

1 3 4 5 6 7 32