外国直接投資(FDI)

SDGs x ESG เชื่อมโยงเป้าหมายเพื่อความยั่งยืนของโลกและอนาคตของธุรกิจอย่างยั่งยืน

เมื่อโลกเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อน ดูทีท่าจะแก้ยากมากขึ้น ทั้งความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ภาวะโลกร้อน ทรัพยากรธรรมชาติที่ลดลง ไปจนถึงโรคระบาดที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและชีวิตของผู้คน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) หรือ sustainability goals จึงถูกกำหนดขึ้นมา เพื่อใช้เป็น “เข็มทิศ” นำทางในการลดปัญหาต่าง ๆ ให้ทุกประเทศร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นระบบและมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงทุกภาคส่วนในการร่วมมือกันเพื่อขจัดปัญหาต่าง ๆ ให้มีทิศทางของทางออกที่ดียิ่งขึ้น Sustainability Goals หนึ่งในประเด็นสิ่งแวดล้อมที่เป็นแกนหลักสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน  เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) คืออะไร ?  SDGs คือ เป้าหมายระดับโลก 17 เป้าหมาย ที่องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดขึ้นในปี 2015 เพื่อใช้เป็นแนวทางพัฒนาโลกในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล ซึ่งได้รับการรับรองจาก 193 ประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งมีกรอบระยะเวลาการดำเนินงานจนถึงปี 2030 โดยเอกสาร โดยเอกสารที่ประเทศสมาชิกทั้งหมดลงนามรับรองเป็นพันธะสัญญานั้นเรียกว่า “Transforming Our World: the 2030 Agenda for Sustainable Development” หรือ “วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030”   หนึ่งในประเด็นที่องค์กรต้องเร่งให้ความสำคัญ “ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม” ในวันที่โลกเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สูงขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกใช้เกินพอดี หรือมลพิษขยะทางทะเลและอากาศ หากพูดถึงเรื่อง “ความยั่งยืน” จึงไม่ใช่เรื่องขององค์กรด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้นอีกต่อไป แต่กลายเป็นความรับผิดชอบร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ที่ต้องร่วมมือกันพัฒนาโลกอย่างมีทิศทาง โดยเฉพาะในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นรากฐานของ sustainability goals ทุกด้าน เป้าหมาย SDGs ด้านสิ่งแวดล้อมที่องค์กรควรรู้ แม้ SDGs ทั้ง 17 ข้อจะเชื่อมโยงกัน แต่ถ้าหากพูดถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ก็มีบางเป้าหมายที่เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมไว้อย่างชัดเจน เช่น 1. SDG 6 : น้ำสะอาดและการสุขาภิบาล ส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยของเสียลงแหล่งน้ำ 2. SDG 7 : พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ สนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น […]

ข้อมูลที่นายจ้างควรรู้ ! หากธุรกิจต้องการจ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงาน

การจ้างแรงงานต่างด้าวมาทำงานในไทยนั้น มีบทบาทที่สำคัญในกลุ่มงานที่คนไทยไม่นิยมทำหรือขาดแคลนแรงงาน ทำให้เกิดช่องว่างที่แรงงานต่างด้าวสามารถมาทำงานในตลาดแรงงานในไทยได้  โดยการจ้างแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยไม่ใช่เพียงแค่การหาคนมาทำงานในธุรกิจที่ต้องใช้แรงงานคนเท่านั้น แต่ต้องดำเนินการตามกฎหมายแรงงานต่างด้าว การขอใบอนุญาตทำงาน และตรวจคนเข้าเมืองอย่างเคร่งครัดตามที่กฏหมายระบุไว้  หากอ่านบทความนี้คุณจะได้อะไรบ้างจากบทความนี้  ได้ทราบถึงข้อปฏิบัติหากธุรกิจคุณมีพนักงาน ลูกจ้างที่เป็นแรงงานต่างด้าว เข้าใจข้อมูลพื้นฐาน ข้อกำหนด และระเบียบปฏิบัติสำหรับแรงงานต่างด้าว ทราบถึงสิทธิพื้นฐานของแรงงานต่างด้าว เช่น สิทธิ์ประกันสังคม เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาล คลอดบุตร ทุพพลภาพ ต่างๆ  เข้าใจในการขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และดำเนินการขอวีซ่าให้ถูกต้อง วันนี้เราขอรวม เกร็ดความรู้ที่นายจ้างควรรู้ ก่อนและหลังการจ้างแรงงานต่างด้าว ไม่ว่าจะเป็นสัญชาติ เมียนมา ลาว กัมพูชา หรือเวียดนาม โดยเฉพาะผู้ที่จ้างในระบบ MOU และระบบผ่อนผัน รวมทั้งข้อควรปฏิบัติของนายจ้าง เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ถูกต้องตามกฏหมาย  นายจ้างต้องรู้ “จ้างแรงงานต่างด้าว” ต้องยื่นข้อมูลอะไรบ้าง ? 1.ต้องรู้จักเกี่ยวกับระบบการจ้างแรงงานต่างด้าวที่ถูกต้อง ระบบ MOU (ทางการ) คือ ระบบที่รัฐไทยมีข้อตกลงกับประเทศต้นทาง (เมียนมา ลาว กัมพูชา) โดยนำแรงงานเข้ามาถูกต้องทุกขั้นตอน เหมาะกับการจ้างระยะยาว มีระยะเวลาทำงาน 2 ปี และต่ออายุอีก 2 ปี รวม 4 ปี ในการทำงานในประเทศไทย  ขั้นตอนโดยสรุป ยื่นขอนำเข้าแรงงานต่อกรมการจัดหางาน ให้แรงงานเดินทางเข้าประเทศผ่านช่องทางที่กำหนด ตรวจสุขภาพ ทำประกัน และขอใบอนุญาตทำงาน อยู่ในไทยได้ 2 ปี และต่อได้อีก 2 ปี ระบบผ่อนผัน (เปิดโอกาสให้คนที่อยู่แล้วปรับสถานะ) เช่น กลุ่มที่อยู่ในไทยอยู่แล้วแต่ยังไม่มีเอกสารสมบูรณ์ รัฐอาจเปิดให้ลงทะเบียนและดำเนินการขออนุญาตภายหลังในบางช่วง   2.ต้องมีการตรวจสอบว่า “แรงงานที่จ้าง” มีเอกสารถูกต้องหรือไม่  โดยก่อนจ้างแรงงานต่างด้าวทุกครั้ง ต้องตรวจสอบเอกสารแรงงาน มีหนังสือเดินทาง (Passport) หรือเอกสารเดินทาง (TD) ได้รับวีซ่าถูกต้อง ตรงกับวัตถุประสงค์ของการเดินทางเข้ามา (เช่น วีซ่าแรงงาน Non-LA) มีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ถูกต้อง และยังไม่หมดอายุ 📌 ห้ามจ้างแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเอกสาร หรืออยู่เกินกำหนดวีซ่าเด็ดขาด เพราะถือว่าผิดกฎหมายทั้งแรงงานและนายจ้าง 3.ดำเนินการขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) นายจ้างต้องเป็นผู้ดำเนินการยื่นขอใบอนุญาตทำงานให้แรงงานภายใน 15 วันหลังเริ่มจ้าง โดยยื่นที่ […]

อุตสาหกรรม Jewelry ต้องทำ! ปรับโรงงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โอกาสสร้างกำไรอย่างยั่งยืน

เพิ่มกำไรอย่างยั่งยืนให้กับโรงงาน Jewelry กับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องมาตรฐาน RJC  ถือเป็นอีกเรื่องที่ไม่ได้ใหม่สำหรับผู้ประกอบการในปี 2025 แต่เรียกได้ว่าเป็นความท้าทายใหม่ ที่ต้องให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น สำหรับด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ที่เป็นหนึ่งในข้อกำหนดด้านมาตรฐานของ RJC จากข้อมูลรายงานของ World Jewellery Confederation (CIBJO) ระบุว่า อุตสาหกรรมเครื่องประดับมีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมาก โดยเฉพาะในช่วง ๊Upstream ของซัพพลายเชน รวมถึงขั้นตอนการดำเนินงานส่วนอื่น ๆ ด้วยสาเหตุนี้จึงถือเป็นเรื่องที่ท้าทายในยุคที่โลกตื่นตัวกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทั้งคู่ค้าในประเทศต่าง ๆ รวมถึงผู้บริโภคยุคใหม่ โดยมีข้อมูลว่ากว่า 72% ของผู้บริโภค โดย Gen Z เชื่อว่าบริษัทควรแสดงความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อม (Deloitte, 2024) นี่จึงเป็นอีกข้อมูลที่ตอกย้ำว่า คนส่วนใหญ่ล้วนให้ความสำคัญต่อด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อุตสาหกรรมเครื่องประดับ (Jewelry Industry) ก็ถือว่าเป็นอีกอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ถูกจับตามากขึ้น โดยเฉพาะ “โรงงานผู้ผลิต” ซึ่งอยู่ต้นทางของห่วงโซ่อุปทาน ที่กำลังเผชิญกับคำถามสำคัญว่า…จะสามารถเติบโตไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร ? ต้องทำและวางแผนดำเนินการแบบไหนให้มีกำไรอย่างยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง เปลี่ยนโรงงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้สอดคล้องมาตรฐาน RJC   Responsible Jewellery Council (RJC) คือมาตรฐานสากลสำหรับธุรกิจในอุตสาหกรรมเครื่องประดับที่มุ่งเน้นความโปร่งใส จริยธรรม และความยั่งยืน Responsible Jewellery Council (RJC) คืออะไร ? โดยมาตรฐาน RJC จะมีข้อกำหนดหลักในด้านต่าง ๆ ดังนี้  ด้านสิ่งแวดล้อม  มุ่งเน้นมาตรฐานในการจัดการของเสีย มลพิษ การใช้พลังงาน และวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ด้านสิทธิมนุษยชน แรงงานและการดำเนินงานทางสังคม มุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างถูกกฏหมาย การเคารพสิทธิมนุษยชน การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างเท่าเทียม ด้านจริยธรรมทางธุรกิจ  ครอบคลุมการดำเนินงานอย่างโปร่งใส ซื่อสัตย์ และเป็นธรรม ตรวจสอบได้ ด้วยการมีมาตรฐานจริยธรรมที่สูง สอดคล้องกับกฏหมายที่เกี่ยวข้อง ด้านความรับผิดชอบต่อห่วงโซ่อุปทาน  การตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของโลหะและอัญมณี การจัดการระบบที่มีประสิทธิภาพ การติดตาม การประเมินผล และการดำเนินงาน อุตสาหกรรม Jewelry ไทย กับความจำเป็นที่ต้องทำตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ในอดียที่ผ่านมาการผลิตเครื่องประดับเป็นธุรกิจความงาม ที่เน้นฝีมือ ความประณีต และคุณค่าในเชิงวัตถุ แต่ในโลกยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในปี 2025 เป็นต้นไป อุตสาหกรรมเครื่องประดับทั่วโลกกำลังเผชิญความคาดหวังว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนการดำเนินงาน ในทิศทางที่ส่งผลดีต่อโลกและสังคม โดยเฉพาะการปรับรูปแบบในเรื่องด้านสิ่งแวดล้อม […]

CBAM Certificate คืออะไร ? ปี 69 “CBAM เริ่มภาคบังคับ” เอกสารสำคัญที่ผู้ส่งสินค้าไปยุโรปต้องรู้

จากบทความก่อนที่ FDI พาไปเจาะลึกข้อมูลเกี่ยวกับ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นมาตรการของสหภาพยุโรปในการจัดการกับ Climate Change กันมาแล้ว โดยมาตรการนี้จะเริ่มบังคับใช้จริงในช่วงเดือนมกราคม 2569 นี้แล้ว ในกลุ่มสินค้า 6 กลุ่มระยะแรก ไม่ว่าจะเป็น ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม และไฮโดรเจน ซึ่งผู้นำเข้าจะต้องซื้อใบรับรอง CBAM (CBAM Certificate) ตามปริมาณการนำเข้าและปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสินค้าประเภทเดียวกันที่ผลิตในสหภาพยุโรป ยิ่งปล่อยมากยิ่งจ่ายแพง นั่นเป็นเหตุผลที่ราคาสินค้าก็จะแพงตามไปด้วย ในบทความนี้จะพาทุกท่านมาเจาะข้อมูล ทำความเข้าใจกันต่อว่า CBAM Certificate หรือใบรับรองที่ผู้นำเข้าสินค้าจากนอกสหภาพยุโรป (EU) ว่าคืออะไร ผู้ประกอบการต้องทำอย่างไรบ้าง และในระยะต่อไปจะมีสินค้าอะไรบ้างที่จะถูกปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ไปติดตามกันได้ในบทความนี้ CBAM Certificate คืออะไร ? CBAM Certificate คือ ใบรับรองที่ผู้นำเข้าสินค้าจากนอกสหภาพยุโรป (EU) ต้องซื้อ เพื่อแสดงว่าได้ชำระ “ค่าธรรมเนียมคาร์บอน” ตามปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากกระบวนการผลิตสินค้าแล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ “ภาษีคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน” ของ EU เพื่อป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน (Carbon Leakage) ซึ่งหมายถึง บริษัทที่ดำเนินการในยุโรป มีการย้ายฐานการผลิตที่ปล่อยมลพิษสูงไปยังประเทศนอกยุโรป ซึ่งในประเทศเหล่านั้นอาจจะมีกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่หละหลวมกว่า เพื่อลดต้นทุนให้ถูกลง แล้วนำเข้าสินค้ากลับมาขายใน EU  ใหม่อีกครั้ง ทำให้ต้องเข้มงวด จัดการปัญหานี้จริงจังมากขึ้น และเป็นการสร้างความเท่าเทียมทางต้นทุนคาร์บอนกับสินค้าที่ผลิตใน EU อยู่แล้วด้วยเช่นกัน CBAM ระเบียบภาคบังคับ เริ่มใช้จริง 1 ม.ค. 2569 นี้  โดยจะมีสินค้า 6 กลุ่ม ในระยะแรก ไม่ว่าจะเป็น ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม และไฮโดรเจน รวมถึงผลิตภัณฑ์ปลายน้ำบางตัวที่กำหนดซึ่งต่อเนื่องจากกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก เช่น น็อตและสลักเกลียว ที่ต้องซื้อและยื่นใบรับรอง CBAM ตามปริมาณการปล่อยก๊าซ (embedded emissions) ของสินค้านำเข้า […]

ต่อ วีซ่า 2 ปี ใบอนุญาตทำงานและวีซ่าแรงงานต่างด้าว (MOU ครบ 2 ปี) ต้องทำอย่างไร

ครบ จบในที่เดียว กับทีมที่ปรึกษามืออาชีพเฉพาะด้าน ! บริการที่ปรึกษาวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยภายใต้ระบบ MOU (Memorandum of Understanding) เมื่อทำงานครบระยะเวลา 2 ปี จะต้องดำเนินการ ต่ออายุใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และ ต่อวีซ่า (Visa) อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อสามารถอยู่และทำงานต่อได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ผิดเงื่อนไขที่กระทรวงแรงงานและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกำหนด หากคุณเป็นนายจ้าง หรือบริษัทที่มีแรงงานต่างด้าวสัญชาติ เมียนมา ลาว กัมพูชา และกำลังเผชิญกับความยุ่งยากด้านเอกสาร หรือกังวลว่าจะดำเนินการไม่ทันเวลา บริการของเรา จะช่วยให้คุณหมดปัญหาเหล่านี้ให้ทุกการดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น แรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ลาว กัมพูชา ภายใต้ MOU ครบ 2 ปี ต้องต่อวีซ่า 2 ปี ทันที ! MOU แรงงานต่างด้าว หากทำงานครบใน 2 ปีแรก สามารถต่อได้อีก 2 ปี รวมเป็น 4 ปี โดยที่นายจ้างต้องยื่นคำขอต่อใบอนุญาตทำงาน (Worl Permit) และต่อวีซ่าแรงงานต่างด้าว (Visa) ล่วงหน้าก่อนวันหมดอายุ 45 วัน ทำไมต้องต่อ Work Permit และ Visa ให้ถูกต้อง ?   เพื่อป้องกันการทำงานผิดกฎหมายของลูกจ้าง หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฏหมายจะถูกดำเนินคดีหรือถูกปรับ รวมถึงบทลงโทษอื่นๆ เพื่อแรงงานสามารถทำงานต่อได้ต่อเนื่อง ไม่ต้องเดินทางกลับประเทศก่อนครบสัญญา ทำงานด้วยความมั่นใจ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ ลดความเสี่ยงถูกตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ หากเอกสารครบก็ไม่มีปัญหาใดๆตามมา สามารถดำเนินการต่อสัญญาการจ้างแรงงานได้อย่างเป็นทางการ สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ตัวอย่างเอกสารที่ต้องใช้ในการต่ออายุ MOU 2 ปีหลัง  ส่วนที่ 1 : สำหรับแรงงานต่างด้าว  หนังสือเดินทาง (Passport) ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลเท่านั้น รูปถ่ายหน้าตรง พื้นหลังขาว แบบฟอร์มเอกสารต่าง ๆ ที่ต้องทำการยื่นเพิ่มเติม ส่วนที่ 2 : สำหรับนายจ้างบุคคลธรรมดา สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน ใบทะเบียนพาณิชย์ (ธุรกิจค้าขาย) เอกสารอื่น ๆ […]

Carbon Emission Types คืออะไร พร้อมแนะนำแนวทางเบื้องต้น! สำหรับองค์กรในการเก็บข้อมูลเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก

อย่างที่ทราบกันดีว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) คือ  ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกมาจากกิจกรรมหรือกระบวนการต่างๆ ซึ่งหากปล่อยออกมาจากกระบวนการผลิต ดำเนินงานของผลิตภัณฑ์ เรียกว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint for Product) และหากเกิดจากกิจกรรมการดำเนินงานขององค์กร เรียกว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization)  สำหรับก๊าซเรือนกระจก (GHG) มีทั้งหมด 7 ชนิด ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2), มีเทน (CH4) ,เพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) , ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) , ไนตรัสออกไซด์ (N2O), ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) และไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3) โดยที่ก๊าซเรือนกระจกทั้ง 7 ชนิดนี้ จะถูกวัดและรายงานผลในรูปของตันหรือกิโลกรัมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tonCO2 eq หรือ kgCO2 eq)  เป็นการเปรียบเทียบค่าก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ด้วยค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเมื่อเทียบกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มาตรฐานการประเมินปริมาณการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกขององค์กร แบ่งเป็น 3 ประเภท (Carbon Emission Types) สำหรับการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กร จะช่วยให้องค์กรเห็นภาพรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น สามารถระบุกิจกรรมขององค์กรที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ติดตามประสิทธิภาพในกระบวนการลดการปล่อยก๊าซได้ง่ายและวัดผลได้ง่ายมากขึ้น แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ ประเภท 1 : กิจกรรมการทางตรงจากการดำเนินงานขององค์กร (Direct Emissions) ประเภท 2 : กิจกรรมการทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Energy Indirect Emissions) ประเภท 3 : กิจกรรมการทางอ้อมอื่นๆ (Other Indirect Emissions) การแบ่งการจัดเก็บข้อมูลในแต่ละขอบเขตจะทำให้เข้าใจในแนวทางการประเมินค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทราบข้อมูลที่แน่ชัด วัดผลได้ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ และสามารถจำแนกสาเหตุ กระบวนการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันจะนำไปสู่การหาแนวทางในการลดและจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลงขององค์กร เข้าใจในแนวทางสำหรับองค์กรในการเก็บข้อมูล เพื่อใช้ประเมินก๊าซเรือนกระจก การระบุกิจกรรมการดำเนินงานขององค์กรตามขอบเขต Carbon Emission ทั้ง 3 รูปแบบ ไม่ว่าจะในรูปแบบที่ 1. Direct Emission , 2. […]

การขอจดทะเบียนสมาคม รับจดทะเบียนบริษัท ต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง ? ข้อแตกต่างจากมูลนิธิ

หลายคนอาจเข้าใจว่า “สมาคม” คือการรวมกลุ่มของบุคคลที่มีจุดประสงค์ร่วมกัน เช่น กลุ่มอาชีพเดียวกัน กลุ่มทำกิจกรรมสาธารณะ หรือกลุ่มที่ไม่แสวงหาผลกำไร แต่ความจริงแล้ว การจัดตั้งสมาคมที่ถูกต้องตามกฎหมายไทย ต้องผ่านกระบวนการ “จดทะเบียนสมาคม” ซึ่งมีข้อกำหนดเฉพาะ และต้องมีความพร้อมทั้งในด้านบุคคล เอกสาร สถานที่ และวัตถุประสงค์ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจมากขึ้นว่า จดทะเบียนสมาคมต้องทำอย่างไร มีขั้นตอนและเงื่อนไขอะไรบ้าง และหากคุณต้องการลดความเสี่ยง ลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก เราในฐานะผู้ให้คำปรึกษาด้านจดทะเบียนนิติบุคคลและใบอนุญาต พร้อมแนะนำคุณทุกขั้นตอน สมาคมไม่ใช่แค่การรวมกลุ่มธรรมดา แต่ต้องจดทะเบียนให้ถูกต้อง ! เหตุผลที่ต้องจดทะเบียนสมาคมให้ถูกต้องตามกฎหมาย สมาคม คืออะไร ? ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 78-109 โดย สมาคม (Association) หมายถึง การรวมตัวกันของบุคคลตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป เพื่อกระทำกิจกรรมร่วมกัน โดยไม่แสวงหากำไรเป็นรายได้ของสมาชิก หรือผู้จัดตั้ง สมาคมจะมีสภาพเป็น “นิติบุคคล” เมื่อได้รับการจดทะเบียนจากนายทะเบียนสมาคม กระทรวงมหาดไทย เช่น สมาคมกีฬา สมาคมวิชาชีพ สมาคมอาสาสมัคร สมาคมผู้ประกอบการ ฯลฯ ไขข้อสงสัย “สมาคม” กับ “มูลนิธิ” แตกต่างกันอย่างไร ? เป็นคำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัยว่า “สมาคม” กับ “มูลนิธิ” ต่างกันอย่างไร?” เพราะทั้งสองรูปแบบต่างก็เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร และมีเป้าหมายเพื่อกิจกรรมทางสังคมเหมือนกันในบางมิติ แต่ในทางกฎหมายไทยนั้น สมาคมและมูลนิธิมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในหลายด้าน ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้ ข้อดีและข้อควรระวังในการจัดตั้งสมาคม มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยการมีสถานะเป็น “นิติบุคคล” นี้น สามารถทำสัญญา ถือครองทรัพย์สิน และดำเนินกิจกรรมทางกฎหมายได้ สร้างความน่าเชื่อถือเมื่อขอรับเงินสนับสนุนจากภาครัฐหรือองค์กรระหว่างประเทศ สามารถเปิดบัญชีธนาคารในนามสมาคมได้ สามารถดำเนินงานอย่างเป็นระบบและโปร่งใส  มีระเบียบในระบบบริหารจัดการชัดเจน ลดปัญหาความขัดแย้งภายในกลุ่ม ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย เช่น ขอจดภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรือขอยกเว้นภาษีบางประการ (ในกรณีที่เข้าข่าย) ข้อควรระวังที่ต้องทราบในการจัดตั้งสมาคม ห้ามดำเนินการใด ๆ ที่เข้าข่ายกิจกรรมทางการเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต การใช้เงินของสมาคมต้องโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ สมาคมต้องยื่นงบการเงินประจำปีต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย หากมีกิจกรรมที่ใกล้เคียงกับการประกอบธุรกิจ ต้องแยกการดำเนินงานให้ชัดเจน เงื่อนไขเบื้องต้นในการจดทะเบียนสมาคม ก่อนจะเริ่มขั้นตอนจดทะเบียนสมาคม ผู้จัดตั้งต้องเตรียมความพร้อมตามเงื่อนไขต่อไปนี้: โดยสมาคมมีลักษณะดังนี้ เป็นการรวมตัวของกลุ่มบุคคล เพื่อกระทำการใด ๆ เป็นการต่อเนื่องไม่ใช่การทำกันแค่เพียงชั่วคราว แล้วเลิกไป จะมีข้อบังคับเป็นแนวทางปฏิบัติและไม่ขัดต่อกฏหมาย ต้องมีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอย่างถูกต้อง โดนต้องดำเนินการให้ผู้ที่เป็นสมาชิกในจำนวนไม่น้อยกว่า […]

SME ต้องรู้ วาง”ระบบบัญชี”ให้มีประสิทธิภาพ เริ่มอย่างไรให้ธุรกิจโตไวอย่างยั่งยืน

ระบบบัญชีที่ดี คือหัวใจของธุรกิจที่ยั่งยืน พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี  ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดเล็ก กลาง หรือขนาดใหญ่ หากไม่มี “ระบบบัญชี” ที่ดี ก็เหมือนเรือที่ไร้เข็มทิศในการนำทาง เพราะระบบบัญชีไม่ใช่แค่การ “บันทึกตัวเลข” เท่านั้น แต่คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และวางแผนภาษีได้อย่างครบถ้วน มีความถูกต้องโปร่งใส  ซึ่งในบทความนี้ เราจะพาคุณมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “ระบบบัญชี” ว่าคืออะไร สำคัญอย่างไร ธุรกิจต้องเริ่มต้นจัดทำอย่างไรให้มีความสอดคล้องกับการดำเนินงาน และควรพิจารณาปัจจัย ด้านใดบ้างในการวางระบบบัญชีให้ดีมากขึ้น พร้อมคำแนะนำจากทีมที่ปรึกษาด้านบัญชีและภาษีสำหรับนิติบุคคล ที่มีประสบการณ์ตรงในการดูแลธุรกิจไทยหลากหลายประเภท ระบบบัญชี คืออะไร ? เริ่มทำอย่างไรให้ตอบโจทย์ธุรกิจ ระบบบัญชี (Accounting System) คือ กลไกหรือกระบวนการที่ธุรกิจใช้ในการจัดเก็บ จัดการ วิเคราะห์ และรายงานข้อมูลทางการเงินอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ในการบริหารภายใน ตอบสนองต่อข้อกำหนดของกฎหมาย และวางแผนด้านภาษี ระบบบัญชีอาจประกอบด้วย เอกสาร รายงาน – รวมถึงขั้นตอนการบันทึกรายการบัญชี (บัญชีรายวัน, บัญชีแยกประเภท) ระบบควบคุมภายใน เช่น การอนุมัติค่าใช้จ่าย การตรวจสอบเอกสาร เครื่องมือ เช่น การใช้โปรแกรมบัญชีหรือซอฟต์แวร์ ERP รายงานทางการเงิน เช่น งบกำไรขาดทุน งบดุล งบกระแสเงินสด ผู้ปฏิบัติงาน เช่น เจ้าหน้าที่บัญชีที่มีประสบการณ์ตรง ทำไม “ระบบบัญชี” จึงสำคัญกับธุรกิจ ? หลายธุรกิจมองข้ามการวางระบบบัญชีที่ดีตั้งแต่แรกเริ่ม จนกลายเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในภายหลังจากการดำเนินงานไปบ้างแล้ว ทั้งการทำบัญชีที่ไม่ครบถ้วน เอกสาร หลักฐานการใช้เงินไม่ครบ การวางแผนภาษีผิดพลาด หรือการไม่สามารถวิเคราะห์ต้นทุน-กำไรได้ชัดเจน ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นที่ต้องวางแผนระบบบัญชีและการวางแผนภาษีที่ดีตั้งแต่เริ่ม  ระบบบัญชีที่ดี ควรจะต้องมีองค์ประกอบอย่างไร การจะมีระบบบัญชีที่ดี ไม่ใช่แค่การใช้โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป หรือเจ้าหน้าที่บัญชีในการทำงาน แต่ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบที่เชื่อมโยงกันอย่างมีระบบที่ตรวจสอบได้ ได้แก่ 1. กระบวนการจัดเก็บเอกสาร หลักฐานที่ครอบคลุม เริ่มจากการเก็บใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี เอกสารสั่งซื้อ-ขาย เอกสารโอนเงิน ฯลฯ อย่างเป็นระเบียบ ในส่วนนี้ธุรกิจจะนิยมใช้พนักงานบัญชีในการตรวจสอบ รวบรวม เพื่อให้มีความถูกต้องอย่างครบถ้วนที่สุด  2. ขั้นตอนการบันทึกบัญชี ต้องมีนโยบายบัญชีในการทำงานสำหรับพนักงานบัญชีที่ชัดเจน เช่น จะบันทึกค่าใช้จ่ายเมื่อไหร่ ใช้บัญชีหมวดใด ให้ตรงกับมาตรฐานบัญชี 3. ระบบควบคุมภายในองค์กร  เช่น การอนุมัติค่าใช้จ่ายล่วงหน้า การแยกหน้าที่ระหว่างผู้จัดซื้อ-ผู้จ่ายเงิน-ผู้ตรวจสอบ เพื่อป้องกันทุจริต […]

อัปเดต! รู้หรือไม่ คนไทยต้องยื่นภาษีทุกคนในปี 2570 คลังเดินหน้าใช้ระบบ Negative Income Tax ใครได้เปรียบ-เสียเปรียบ

เจาะข้อมูล Negative Income Tax คืออะไร? ใครได้เปรียบ-เสียเปรียบ  ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้จริงหรือ ?  ทางด้านปลัดกระทรวงการคลัง นายลวรณ แสงสนิท ระบุว่ากระทรวงฯ กำลังพัฒนาโครงสร้างข้อมูล (data infrastructure) และฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (data lake) กว่า 10 หน่วยงาน ที่ครอบคลุมประชาชนกว่า 60.8 ล้านคนและธุรกิจกว่า 600,000 แห่ง เพื่อรองรับและออกแบบนโยบายสวัสดิการเพื่อการดำเนินงานในระบบ Negative Income Tax (NIT) หรือภาษีเงินได้ติดลบ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มใช้ได้ภายในปี 2570  สำหรับ “Negative Income Tax”  กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตาด้วยหนึ่งในใจความสำคัญคือ คนไทยทุกคนต้องเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อยืนยันรายได้ที่เกิดขึ้น กรณีหากรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ จึงจะได้รับสวัสดิการจากภาครัฐ ไขข้อสงสัย “Negative Income Tax” หรือ ภาษีเงินได้ติดลบ คืออะไร ? Negative Income Tax (NIT) หรือ ภาษีเงินได้ติดลบ โดย FINNOMENA ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า “เป็นแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดจากนักเศรษฐศาสตร์ Milton Friedman ในสหรัฐอเมริกา ช่วงทศวรรษ 1960 เพื่อแก้ปัญหาสวัสดิการที่ซ้ำซ้อนและไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นระบบ Earned Income Tax Credit (EITC) ที่ใช้ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ แคนาดา และสหราชอาณาจักร”  โดยรัฐจะเก็บภาษีจากผู้มีรายได้สูง และจ่ายเงินให้ผู้มีรายได้ต่ำ ภายใต้ระบบเดียวกัน ซึ่งแม้จะมีรายได้น้อยกว่าค่าลดหย่อยก็ต้องยืนภาษีดังกล่าว เพื่อให้ทางภาครัฐได้มีการจัดเก็บข้อมูลในการคัดกรองสิทธิ์เพื่อรับสวัสดิการอย่างแม่นยำมากขึ้น จะช่วยลดความซ้ำซ้อนของโครงการช่วยเหลืออื่นๆร่วมได้ เข้าใจในหลักการ คือ ทุกคนต้อง ยื่นภาษี และรายงานรายได้ประจำปี ถ้ารายได้ สูงกว่าเกณฑ์ → ต้องจ่ายภาษีในเกณฑ์ตามปกติ ซึ่งเงื่อนไขในปัจจุบันอยู่ที่เงินได้สุทธิตั้งแต่ 150,000 บาทขึ้นไป ถ้ารายได้ ต่ำกว่าเกณฑ์ → ต้องยื่นแต่ไม่ต้องเสียภาษี และรัฐจะจ่ายเงินชดเชยเป็นสวัสดิการให้กับผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ผ่านระบบภาษี จึงได้เรียกว่า “ภาษีติดลบ”  ซึ่งเงื่อนไขในการรับเงินชดเชยจะเป็นในรูปแบบอัตราส่วน กระทรวงการคลังเดินหน้าปี 2570 คนไทยต้องเข้าสู่ระบบภาษี  นโยบายดังกล่าวจะถูกนำมาบังคับใช้จริง โดยข้อมูลที่น่าสนใจคือ มีคนไทยบางส่วนยังไม่ทราบถึงการยื่นแบบภาษี และการเสียภาษีนั้นเป็นหน้าที่ตามกฏหมาย […]

รู้ครบทุกมิติ ! การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ทำไมธุรกิจถึงต้องมี ? จำเป็นต้องยื่นขอจริงหรือไม่

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจมือใหม่ หรือกำลังวางแผนเปิดกิจการในประเทศไทย ต้องทำความเข้าใจ “ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ” ในบทความนี้จะช่วยทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของใบอนุญาต ธุรกิจประเภทใดต้องมี แล้วขั้นตอนการขอใบอนุญาตนั้นยุ่งยากหรือเปล่า ? มาไขข้อสงสัยในบทความนี้กันได้เลย ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ คืออะไร จำเป็นต้องมีจริงหรือ  ? จำเป็นที่จะต้องมี โดยผู้ประกอบการต้องยื่นขอให้ถูกต้อง สำหรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ หมายถึง เอกสารอนุญาตอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานราชการที่ให้สิทธิ์แก่บุคคลหรือบริษัทในการดำเนินกิจการตามประเภทที่กฎหมายกำหนด เช่น ใบอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหาร โรงงานอุตสาหกรรม สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ฯลฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถควบคุม กำกับ ดูแล ให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย สาธารณสุข หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ธุรกิจแบบไหนต้องมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ? แม้ธุรกิจบางประเภทอาจไม่ต้องขอใบอนุญาตเป็นพิเศษ แต่ในหลายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ความปลอดภัย หรือการใช้ทรัพยากรของรัฐ จำเป็นต้องขอใบอนุญาตก่อนเปิดดำเนินกิจการ เพื่อให้เกิดความสอดคล้องทั้งเรื่องความปลอดภัย สุขอนามัย รวมถึงข้อกฏหมายอื่นๆ ที่กำหนดไว้ เช่น ร้านอาหาร : ต้องขอใบอนุญาตจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มจากสำนักงานเขตหรือเทศบาล โรงงานอุตสาหกรรม : ต้องขอใบอนุญาตโรงงาน (ร.ง.4) จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม คลินิก สปา ร้านนวด : ต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลหรือสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ กิจการนำเข้า-ส่งออก : ต้องขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้าควบคุมตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ : อาจต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจสำหรับคนต่างด้าว ( Foreign Business License ) หรือขอใบอนุญาตอื่น ๆ ร่วมด้วย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะการประกอบธุรกิจ เงื่อนไขอื่นๆที่ระบุ และขอบเขตของธุรกิจ โดยสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่าง FDI ในการยื่นเอกสาร การขอใบอนุญาตดำเนินธุรกิจได้เช่นกัน “ความจำเป็น” ที่ตอบได้ว่าทำไมต้องมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจมีความสำคัญและให้ประโยชน์หลายด้าน ดังนี้ สามารถดำเนินกิจการได้อย่างถูกต้องตามที่กฎหมายระบุไว้  เพื่อป้องกันปัญหาทางด้านกฏหมายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตหรือเกิดขึ้นทันที เช่น ถูกสั่งปิด ปรับ หรือดำเนินคดีได้ เป็นการช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าและคู่ค้า โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ความปลอดภัย หรือมาตรฐานอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์และบริการที่ได้รับนั้นมีความถูกต้อง ปลอดภัย ผ่านการรับรองมาตรฐานของภาครัฐ ส่งเสริมการต่อยอดธุรกิจได้ง่ายมากขึ้น เช่น การขยายสาขา การยื่นขอสินเชื่อ หรือร่วมประมูลงานกับภาครัฐ ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย  เป็นการปฏิบัติตามข้อกฏหมายอย่างถูกต้อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว กรณีไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ เกิดความเสี่ยงด้านใดบ้าง อาจโดนปรับเป็นจำนวนเงินและดำเนินคดีทางกฏหมาย ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในธุรกิจนั้น ๆ การถูกสั่งหยุดประกอบกิจการ หรือปิดกิจการทันที เสี่ยงโดนดำเนินคดีอาญาในบางกรณี […]

1 6 7 8 9 10 33